Group Blog
 
All blogs
 

Amadeus - คีตกวีอันเป็นที่รัก



Amadeus ชื่อที่มีความหมายว่า God’s Love “ที่รักของพระเจ้า” คือชื่อกลางของคีตกวีอัจฉริยะชาวออสเตรีย Wolfgang Amadeus Mozart เจ้าของผลงานประพันธ์เพลงหลายร้อยชิ้น และโอเปร่าชื่อก้องอย่าง Don Giovanni, The Marriage of Figaro และ Die Zauberflöte (The Magic Flute)

ทั้งนี้ นอกจาก Amadeus จะมีความหมายว่า “ที่รักของพระเจ้า” แล้ว หนังเรื่อง Amadeus (1984) ยังเป็นที่เป็นที่รักของคนดูและนักวิจารณ์ทั่วโลกด้วยรางวัลออสการ์สีทองถึง 8 ตัว ถ้าเทียบกับหนัง 11 รางวัลออสการ์ แถมทำรายได้ถล่มทลายทั่วโลกอย่าง Titanic เรื่องหลังนี้กลับไม่เป็นที่รักของนักวิจารณ์สักเท่าไร แถมซ้ำร้ายยังโดนสับแหลกว่าเป็นได้แค่หนังน้ำเน่าขายเอฟเฟคเท่านั้น

เส้นทางของหนัง Amadeus ก็ค่อนข้างน่าสนใจ เริ่มจากเมื่อ Aleksandr Pushkin กวี และนักเขียน ชาวรัสเซีย ได้ยินข่าวลือ(ที่ผิดๆ) ที่ว่า Antonio Salieri (Court Composer หรือคตีกวีหลวงในยุคนั้น) มีส่วนในการตายของ Mozart ทำให้ Pushkin เขียนละครสั้นขึ้นมาเรื่องหนึ่งชื่อ Моцарт и Сальери หรือในชื่อภาษาอังกฤษ Mozart and Salieri ในปี 1830 หลังจากนั้นคุณหมอนักประพันธ์ชาวรัสเซีย Nikolay Rimsky-Korsakov ก็ได้ดัดแปลงเรื่องนี้เป็นโอเปร่า ส่วน Amadeus ฉบับภาพยนตร์นี้เป็นผลงานการเขียนบทของ Peter Shaffer โดยได้รับแรงบันดาลใจจากละครของ Pushkin หนังได้ผู้กำกับชาวเช็ค Milos Forman เจ้าของผลงานบ้าดีเดือดอย่าง One Flew Over the Cukoo's Nest (1975) อันโด่งดัง

เมื่อหลายวันก่อนตอนที่ จขบ. ไปเที่ยวสวนที่ ราชบุรี มีคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ตั้งคำถามถาม จขบ. ว่า ตัว Antonio Salieri นี้มีตัวตนจริงหรือเปล่า และเขาเป็นผู้ร้ายที่ทำให้ Mozart จบชีวิตอย่างน่าอนาถจริงๆหรือไม่ ถ้าใครดูหนังเรื่องนี้ อาจจะเข้าใจว่า Amadeus เป็นหนังชีวประวัติ แต่ในความเป็นจริงเนื้อหาในหนังกลับคลาดเคลื่อนไปจากความจริงมากมาย (ก็ได้บอกเมื่อย่อหน้าที่แล้วว่า จุดกำเนิดเรื่องนี้มาจากข่าวลือผิดๆที่ Pushkin ได้ยินมา) แต่อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ก็ทรงคุณค่าและทรงพลังด้วยความลุ่มลึกของบท การแสดงที่ไม่กั๊กฝีมือของตัวเอกสองคนที่มีความขัดแย้งกัน และที่สำคัญคือ หนังยังแฝงปมทางจิตวิทยา และ แนวคิดปรัชญาทางศาสนาเอาไว้อย่างแยบคาย


หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าของ Antonio Salieri (F. Murray Abraham) คีตกวีหลวง ของราชสำนักออสเตรียผู้สุขุม ฉลาด และอุทิศทั้งชีวิตให้กับพระเจ้าและการดนตรี ความหวังสุงสุดของเขาคือการเป็นนักประพันธ์ดนตรีมือเอก ขนาดที่เขาเคยให้สัญญากับพระเจ้าว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้พระเจ้าประทานพรสวรรค์ทางดนตรีให้

แต่ช่างน่าสงสารที่ Salieri ไม่ได้มีฝีมือเก่งกาจจนโดดเด่น ผิดกับ Mozart หนุ่มน้อยนักดนตรีอัจฉริยะ ที่ Salieri เชื่อว่าได้รับพรสวรรค์จากพระเจ้าโดยตรง ในสายตาของ Salieri หนุ่มน้อย Mozart กลับไม่สำนึกถึงพระคุณของพระเจ้า เพราะเขาใช้ชีวิตแบบสำมะเลเทเมา สุรุ่ยสุร่าย และแต่งเพลงได้โดยไม่คิดว่าตัวเองได้รับความสามารถมาจากพระเจ้า เพราะคิดว่าความสามารถทั้งหมดนั้นมาจากตัวของเขาเอง

แม้ในหนังจะแสดงภาพ Mozart ออกมาในแบบผู้มีพรสวรรค์ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมาย แต่ในชีวิตจริงแล้ว Mozart ได้เคยกล่าวไว้ดังนี้

"People make a mistake who think that my art has come
easily to me. Nobody has devoted so much time and thought
to composition as I. There is not a famous master whose
work I have not studied over and over."



ในชีวิตจริงของ Mozart เขาอาจจะเป็นนักประพันธ์ที่มีฝีมือ เขาอาจจะโด่งดังไปทั่วยุโรป แต่จุดประสงค์ของการแต่งเพลงทั้งหมดของเขานั้นก็เพื่อ ความรัก ดังที่เขาเคยกล่าวไว้ว่า

"Neither a lofty degree of intelligence nor imagination
nor both together go to the making of genius.
Love,love,love, that is the soul of genius."


และเราอาจจะบอกได้ว่าเขาแต่งเพลงขึ้นมาเพื่อความสุข และความพึงพอใจของผู้ฟัง ดังที่เขาเคยกล่าวไว้

"Give me the best instrument in Europe, but listeners
who understand nothing or do not wish to understand
and who do not feel with me in what I am playing,
and all my pleasure is spoilt."


Salieri ผู้โหยหาชื่อเสียง และอยากเป็นที่จดจำ เขาเลยคิดแผนฆ่า Mozart ด้วยการสวมหน้ากากเป็นพ่อของ Mozart ที่ตายไปแล้ว แล้วมาขอให้ Mozart แต่งเพลง requiem (Mozart มีความเชื่อว่า ถ้าเค้าเขียนบทเพลงrequiem เค้าจะสิ้นชีวิตทันที) และเมื่อ Mozart ตาย Salieri ก็จะฉวยโอกาสว่าเพลง requiem บทนี้คือเพลงที่เขาแต่งขึ้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ Salieri ทำลายชีวิตของ Mozart ได้สำเร็จ แทนที่ Salieri จะดีใจ แต่เขากลับรู้สึกผิด จนท้ายสุดต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลบ้า

บาทหลวงที่โรงพยาบาลบ้าได้บอก Salieri ว่า "All men are equal in God's eyes." (มนุษย์ทุกคนมีเท่าเทียมกันในสายพระเนตรของพระเจ้า) เท่านั้นแหละ Salieri ถึงกับปล่อยโฮสารภาพสิ่งที่เค้าทำกับ Mozart ออกมาทั้งหมด ทิ้งท้ายไว้เพียงคำถามที่ยังคาใจ Salieri ว่า ทำไม Mozart ตายไปแล้ว แต่ชื่อและดนตรีของเค้ายังอยู่ ขณะที่ตัวเขาเองยังอยู่ กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครจดจำ

Amadeus เสนอแนวคิดลุ่มลึกเกี่ยวกับแนวคิดเชิงปรัชญาศาสนาที่พูดถึงเรื่องการลิขิตชีวิตของพระเจ้า แถมคำว่า Amadeus ซึ่งเป็นชื่อกลางของ Mozart แปลว่า God’s Love ดังนั้นการที่ Salieri ทำลาย Mozart ก็เท่ากับการทำลายพระเจ้า เพราะ Salieri นั้นน้อยใจที่พระเจ้าที่เขาวางใจอุทิศตนทั้งหมดให้นั้นได้หันหลังให้เขาโดยการมอบพรสวรรค์ทางดนตรีไว้แก่ Mozart ผู้เหลวไหล แต่สุดท้าย Salieri ก็ได้เรียนรู้ว่ารู้ว่าพระเจ้าไม่ได้เข้าข้างใครเลย แม้แต่ Mozart ที่เขาคิดว่าพระเจ้าทรงรัก ก็กลับจบชีวิตด้วยความทรมานด้วยวัยเพียงแค่ 35 ปี

ด้วยความที่เป็นหนังพีเรียด ผู้ชมจะได้เห็นถึงชนชั้นปกครองในยุโรปยุคก่อนระบบศักดินา (Feudal System)จะล่มสลาย โดยที่พวกชนชั้นสูงนั้นถูกนำเสนอออกมาแนวสมองกลวง หูเบา และเชื่อตามลมปากประจบประแจงของข้าราชสำนัก ขนาดที่คนดูอาจจะพาลคิดไปได้ว่า Salieri ที่ไม่ได้เก่งกาจมากนัก แต่กลับได้เป็นคีตกวีหลวงก็คงเพราะความฉลาดน้อย และหูไม่ถึงขององค์จักรพรรดิ (ช่วงชีวิตของ Mozart ตรงกับสมัย จักรพรรดิ Joseph II ตรงกับสมัยระหว่างรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสมัยอยุธยา และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสมัยธนบุรี)

สาเหตุการตายที่แท้จริงของ Mozart ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด เพราะหลักฐานต่างๆ ก็สูญสลายหายไปหมดแล้ว แต่ความเชื่อที่ว่า นักดนตรีอัจฉริยะอย่าง Mozart อาจจะได้รับพรสวรรค์จากพระเจ้าจริงก็ได้ Karl Barth ได้เคยกล่าวว่า “It may be that when the angels go about their task praising God, they play only Bach. I am sure, however, that when they are together en famille they play Mozart.”


Note:

1. อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่าหนัง Amadeus ได้รับรางวัลออสการ์รวมทั้งสิ้น 8 รางวัล และแน่นอน หนึ่งในรางวัลเหล่านั้นคือรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมในบท Salieri ของ F. Murray Abraham น่าเสียดายที่หลังจากเรื่องนี้ ลุงAbraham ก็ไม่มีผลงานที่โดดเด่นอีกเลย แต่ลุงเขากลับไปสู่วงการละครเวทีที่ลุงเขาคลุกคลีมาตลอด แต่ชื่อของลุงเขากลับมีความโดดเด่นที่ใช้เรียกชื่อโรคของดาราที่รับรางวัลออสการ์แล้วหลังจากนั้นก็เงียบสนิทจนต้องออกจากวงการว่า F. Murray Abraham Syndrome นั่นเอง

2. Alexander Sergeevich Pushkin เจ้าของผลงานชื่อดัง Onegin (ถ้าคุณผู้อ่านอยากอ่านการ์ตูนประวัติชีวิตของ Pushkin แนะนำให้อ่าน นางฟ้าสีบรอนซ์ หรือ Bronz no Tenchi ของ Saito Chiho ดูนะคะ แม้จะไม่ตรงกะความเป็นจริงนัก แต่ก็สนุกดี)




 

Create Date : 05 มกราคม 2552    
Last Update : 2 มกราคม 2553 12:10:45 น.
Counter : 4122 Pageviews.  

Raise Your Voice - Someone's Watching Over Me


Raise Your Voice หนังวัยรุ่นแนวดราม่าโรแมนติกปี 2005  ที่เดินเรื่องเกี่ยวกับสาวน้อยTeresa 'Terri' Fletcher ที่แม้จะเติบโตมาจากเมืองเล็กๆแต่เธอเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ทางการขับร้อง    Terri ตั้งใจที่เข้าร่วมโครงการดนตรีภาคฤดูร้อนของสถาบันดนตรีที่มีชื่อเสียงใน Los Angeles  แต่พ่อของเธอกลับไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้เพราะเขากลัวว่าการสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวจะเกิดขึ้นอีกครั้ง  แต่อย่างไรก็ตาม ด้วนความช่วยเหลือของแม่ และน้าสาว  ทำให้ Terri มีโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตที่เข้าไปเรียนดนตรีในระดับสูง





     และในการแสดงครั้งสุดท้าย เพื่อที่จะค้นหาผู้ชนะรางวัลเป็นเงินหนึ่งหมื่นดอลล่าร์   Terri  ต้องก้าวผ่านอุปสรรคความกลัว  และเรียนรู้ที่จะกล้าแสดงออก เพื่อเติมเต็มความฝันของเธอ และฝันของคนที่เธอรักให้ได้






     Hilary Duff  ในบทสาวน้อยเสียงใส  Terri  หรือ Teresa Fletcher  สามารถทำให้คนดูเชื่อในตัวละครของเธอ ถึงความ น่ารัก ใสซื่อ บริสุทธิ์  และมีพรสวรรค์  ในขณะเดียวกัน  ตัวละครของเธอยังสื่อได้ดีถึงความเป็นวัยรุ่นละอ่อนแรกสาวที่มักจะมีเรื่องรักทำให้ว้าวุ่นใจ และที่สำคัญ  Duff  สามารถแสดงบทนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ  ดูสบายตาเมื่อเทียบกับอายุและประสบการณ์ทางการแสดงของเธอ   ส่วนตัวละครอื่นๆ  แม้จะไม่โดดเด่น  แต่ก็เล่นได้ไม่ขัดตา  แต่ที่ดูจะโดดเด่นถือว่าเป็นตัวเอกของเรื่องเหมือนกันก็คือการแสดงครั้งสุดท้ายของ Terri  ในเพลง Someone's Watching Over Me ที่มีความหมายกินใจเข้ากับเนื้อเรื่องได้ดี แถมดนตรียังสะดุดหู เมื่อบวกกับเสียงหวานๆของ Duff  แล้ว ทำให้ จขบ. ต้องเก็บเพลงนี้ไว้เป็น “เพลงโปรด” อีกเพลงนึง









Someone's Watching Over Me


I found myself today,
Oh I found myself and ran away,
something pulled me back,
Voice of reason I forgot I had,

All I know is your not here to say,
What you always used to say,
But it's written in the sky tonight



So I won't give up,
no I won't break down,
sooner than it seems life turns around,

and I will be strong
even if it all goes wrong,
when I'm standing in the dark I'll still believe,
someone's watching over me



Seen that ray of light,
and it's shining on my destiny
shining all the time
and I won't be afraid
to follow everywhere it’s taking me

all I know is yesterday is gone
and right now I belong
to this moment, to my dreams



So I won't give up,
no I wont' break down,
sooner than it seems life turns around,
and I will be strong
even if it all goes wrong
when I'm standing in the dark I'll still believe
someone's watching over me

It doesn't matter what people say
and it doesn't matter how long it takes
believe in yourself and you'll fly, high,
and it only matters how true you are
be true to yourself and follow your heart



So I won't give up,
no I wont' break down,
sooner than it seems life turns around,
and I will be strong
even if it all goes wrong
when I'm standing in the dark I'll still believe...



That I won't give up,
no I wont' break down,
sooner than it seems life turns around,
and I will be strong
even when it all goes wrong
when I'm standing in the dark I'll still believe....


that someone's watching over
someone's watching over
someone's watching over me
yeah yeah oh-OH..
Someone's watching over me...






 

Create Date : 05 มกราคม 2552    
Last Update : 5 มกราคม 2552 1:43:15 น.
Counter : 1781 Pageviews.  

Carrie (1976) เมื่อความแค้น......แปรเป็นความสยอง

ตามปกติแล้ว ในทุกโรงเรียนจะมีเด็กหงิมๆที่มักโดนเพื่อนแกล้งเสมอ

บางทีก็เป็นเด็กแว่นร่างผอมเล็กที่โดนเพื่อนบังคับขอลอกการบ้าน

บางรายก็เป็นเด็กอ้วน ที่มักโดนล้อว่าเป็นหมูตอน

หรือบางรายอาจจะเป็นเด็กน้อยหน้าไม่สะสวยที่มักโดนเพื่อนแซวบ่อยๆ

เรื่องที่เด็กโดนเพื่อนแกล้งนี่เห็นได้ทั่วไป ซึ่งผู้ใหญ่ก็มักจะไม่รู้ว่าลูกของตัวเองโดนแกล้ง หรือบางทีก็รู้แต่ก็ไม่ได้จัดการกับปัญหาด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องของเด็ก


แต่ถ้าเด็กที่ถูกรุมแกล้งเป็นเด็กที่มีพลังจิตรุนแรงขนาดระเบิดอาคารได้ทั้งหลังล่ะ......





Carrie (1976) หรือในชื่อไทยว่า สาวสยอง ( ซึ่งสมัยเป็น VDO เมื่อหลายสิบปีก่อนใช้ชื่อว่า สแกนเนอร์สาว ) หนังเรื่องนี้กำกับโดย Brian De Palma ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายของเจ้าพ่อนิยายสยองขวัญนาม Stephen King โดยหนังเดินเรื่องเกี่ยวกับ Carrie สาวน้อยอ่อนแอขี้อายหน้าตาพื้นๆ ที่โตมาจากแม่ที่เพี้ยนๆและคลั่งลัทธิ เธอดูเป็นเด็กสาวมัธยมทั่วๆไป แต่ที่ไม่ปกติและไม่มีใครรู้มาก่อนคือ เธอมีพลังจิต! และด้วยความที่เป็นเด็กเงียบๆ เธอจึงถูกเพื่อนๆ รุมแกล้งอยู่เสมอๆ แต่เธอก็อดทนและทำใจทุกครั้งที่โดนแกล้ง


แต่จู่ๆ หนุ่มสุดหล่อดาวโรงเรียนมาจีบเธอและชวนเธอไปเป็นคู่ควงงานพรอม แถมเธอยังได้รับเลือกให้เป็นราชินีงานพรอมอีกด้วย นั่นทำให้ Carrie มีความสุขสุดๆ แต่แล้ว......ภาพฝันของเธอก็ทลายลง เมื่อเรื่องทั้งหมดกลายเป็นการหลอกลวงกลั่นแกล้งของพวกกลุ่มเด็กแสบ เพราะในนาทีที่เธอขึ้นรับรางวัลราชินีงานพรอม ถังใส่เลือดหมูก็ร่วงลงมาสาดใส่ตัวเธอทันที แถมเธอยังต้องมารับรู้ด้วยว่าหนุ่มหล่อที่มาเกี่ยวพันกับชีวิตเธอก็เป็นเพียงแผนหลอกลวงเท่านั้น

.....ครั้งนี้เธอโกรธและแค้นจนรับไม่ไหว ทำให้พลังจิตที่แอบซ่อนมานานก็ระเบิดออกมาเป็นพลังสังหาร และแล้วความสยองสุดขั้วก็บังเกิด...สรุปคือในคืนนั้นไม่มีใครรอดชีวิตออกไปจากงานพรอมแม้แต่คนเดียว!


ตามปกติ นิยายของ King มักจะแทรกประเด็นด้านมืดของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไม หนังที่สร้างมาจากนิยายของเขามักจะทำออกมาไม่ค่อยดีเหมือนหนังสือ แต่สำหรับเรื่องนี้ ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว ทั้งบท Carrie ที่เล่นโดย Sissy Spacek ที่แม้เธอไม่ได้หน้าตาดี แต่เธอก็เล่นได้น่ารัก สมบทบาททีเดียว หรืออีตา John Travolta ที่หน้าตาหล่อเหลา และกวนตรีนใช้ได้ ผู้กำกับก็คุมหนังอยู่ทำให้การเดินเรื่องน่าติดตามและไม่ดูยัดเยียดเกินไป ส่วนฉากสังหารโหดช่วงท้ายอาจจะดูแรง แต่ก็สมน้ำสมเนื้อแล้วกับความเก็บกดที่ Carrie ต้องทน


หลังจาก 20 กว่าปีผ่านไป Hollywood ก็ได้สร้าง The Rage: Carrie 2 (1999)..... แต่ภาคนี้กลับกลายเป็นหนังที่ไม่น่าจดจำและไม่น่าเสียเงินไปดูในโรงอย่างภาคแรก ถ้าคุณผู้อ่านมีความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างไรก็แสดงความเห็นเพิ่มเติมได้นะคะ






 

Create Date : 02 ธันวาคม 2551    
Last Update : 2 ธันวาคม 2551 17:47:38 น.
Counter : 3163 Pageviews.  

หนัง-แนว-De+Stricted



คุณผู้อ่านชอบหนังแนวไหนกันบ้างคะ

แนวแอ็กชั่น โยนระเบิด เป่าสมอง ตีด้วยน๊อต ฟาดด้วยชาม จามด้วยขวานอย่าง ยิง-แมร่ง-เลย

แนวแนวจรรโลงใจ ดูแล้วน้ำตาไหล แถมได้ข้อคิดอย่างหนังครู John Keating ใน Dead Poet Society

แนวรักเหนือเหตุผล เหนือกาลเวลา ฉันจะรัก ครายจะทำไมอย่างหนุ่มสาวคู่นี้ Romeo and Juliet

แนวมหันตภัยน้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด ดินทะลาย พายุซัดเเบบ The Day after Tomorrow

แนวผีโผล่ ผีหลอก ผีมีกระดูกแบบฝรั่ง หรือผีไม่มีกระดูกแบบเกาหลี  ก็ต้องนี่..แนวๆ....The Ring

แนวซอมบี้ ผีคืนชีพ โดนไวรัสประหลาด กลายพันธุ์ ทั้งซอมบี้วิ่งช้า หรือชอมบี้เเชมป์โอลิมปิกวิ่ง 4X100 ก็น่าจะชอบดู 28

แล้วก็ล้างตาด้วยหนังการ็ตูนลายเส้นสวย เพลงเพราะ ดูกี่ทีก็ไม่เบื่ออย่างหนังลายเส้นของ Disney รุ่นก่อนๆ........



แต่ถ้าคุณคิดว่าทุกสิ่งที่เห็นในหนังมันเป็นภาพลวงตา  สังขารที่เห็นมันไม่เที่ยง  เป็นเพียงภาพมายา คุณครูมิจิรุอยากแนะนำ.....
............
..........
........
.....
...
..
.
ขอเชิญท่านไปหาเวลานั่งสมาธิ ยุบหนอ พองหนอ จริงหนอ เท็จหนอ   ต่อไป


แต่ถ้าเป็นพวกชอบดูอะไรอาร์ทๆ เเปลกๆ แบบที่คนอื่นดูไม่รู้เรื่อง....แต่กรูรู้เรื่องอยู่คนเดียว  ขอแนะนำเรื่องนี้ค่ะ....


DESTRICTED





หรือ De+Stricted ที่หมายถึง การปลดปล่อยให้งานศิลปะหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง

หนังแปลกเรื่องนี้ประกอบขึ้นมาจากเรื่องสั้นๆ 7 เรื่อง จากผู้กำกับหนัง 7 ท่าน โดยให้คนดูตีความคำว่าศิลปะ และอนาจาร ออกมาเป็นหนังในสไตล์ของแต่ละคน
โดยแต่ละเรื่องมีทั้ง นม-ก้น-จู๋-จิ๋ม-โป๊-เปลือยในแบบที่ไม่มีเซ็นเซอร์ ไม่มีหมอก  ไม่มียาหม่องให้รำคาญตา

เอาล่ะ....ลองมาพิจารณากันดูนะคะว่ามันจะอาร์ท หรือ อีโรติก

เรื่องที่ 1 The Balkan Erotic Epic
หนังของผู้กำกับหญิงชาวยูโกสลาเวีย ที่บอกเล่าพิธีกรรมที่สาวๆมายืนเรียงแถวคลึง...นวด...บี้...นม...เรียกฝน  แต่ถ้าฝนตกหนักเกินไป อยากให้หยุดก็ต้องรูดจุ๊ดจู๋ขึ้นลง  แล้วก็ต้องตอบแทนคุณแผ่นดินเกิดด้วยการมีเซ็กส์กับ mother of nature

เรื่องที่ 2 Sync
หนังเรื่องนี้สั้นมากๆ มีเพียงแค่เสียงกลองที่ประสานไปกับภาพจากหนังโป๊หลายร้อยเรื่องมายำเข้าด้วยกัน โดยที่แต่ละภาพโผล่มาเเค่เสี้ยววินาที

เรื่องที่ 3 Hoist
เรื่องนี้กำกับโดยสามีของนักร้องสาวสุดเซอร์ Bjork หนังฉายให้เห็นชายคนนึงที่เปลือยกายใช้กระจู๋มาปั้นหม้อ...เรื่องนี้เห็นเต็มๆ ดูแล้วไม่อยากกินใส้กรอกไปอีกนาน

เรื่องที่ 4 Impale
เรื่องนี้เหมือนหนังโป๊ทั่วไป คือหนุ่มหลายคนมาพูดเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ แล้วพวกเขาก็เลือกดาราหนังเอ็กซ์ที่พวกเขาถูกใจ แล้วก็ปั่มปั๊มกันหน้ากล้อง

เรื่องที่ 5 We Fuck Alone
หนังเกี่ยวกับชายหญิงที่กำลังช่วยตัวเองด้วยวิธีการต่างๆ ผนวกกับซาวน์ที่อู้อี้และมุมกล้องที่สุดเหวี่ยง....

เรื่องที่ 6 Death Valley
เรื่องก็มีแค่ชายหนุ่มร่างดี เดินออกมาถอดกางเกงแล้วก็เริ่มทำการคั้นน้ำออกมาเพื่อรดใส่ต้นหญ้ากลางทะเลทรายอันร้อนและแห้งแล้ง

เรื่องที่ 7 House Call
เล่าเรื่องแบบหนังโป๊ยุค 70 เกี่ยวกับสาวนมโตจิตหงุดหงิดที่โทรเรียกให้หมอหนุ่มจิตหงุดเงี้ยวเอาเข็มฉีดยาส่วนตัวมาจิ้มเธอ

.................






คุณครูดูเรื่องนี้ไป .....ก็กด FF ไปด้วย  เพราะทนดูไม่ไหวจริงๆ  บอกไม่ถูกว่า อาร์ท  หรือ โป๊........

ถ้าคุณดูแล้ว  ลองมาแชร์กันบ้างนะคะ......ว่าคุณมองมุมไหน





 

Create Date : 01 ตุลาคม 2551    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 16:02:26 น.
Counter : 620 Pageviews.  

Crash – รักดิบ....หนังรักที่ดิบสมชื่อ


ถ้าใครสักคนมาบอกคุณว่า เขาเพิ่งไปดูหนังโรแมนติกที่ชวนแหวะด้วยภาพสยอง คุณก็อาจจะสงสัยว่ามันจะมีด้วยเหรอ ไอ้หนังแนวนี้อ่ะ? แต่ถ้าใครเคยได้ดูหนังไซไฟที่คนสลับร่างกะแมลงวันอย่างหนังของ ผู้กำกับ David Cronenberg เรื่อง The Fly แล้วล่ะก็ คงจะไม่สงสัยว่าไอ้หนังแนว “โรแมนติกที่ชวนแหวะ” มันเป็นอย่างไร


แต่วันนี้คุณครูมิจิรุไม่ได้มาเล่าเรื่อง “ไอ้แมลงวัน” หรือ The Fly หรอกนะคะ แต่จะมาเล่าถึงหนังอีกเรื่องนึงที่เป็นหนังโรแมนติกชวนแหวะ และยังเป็นผลงานของ Cronenberg เหมือนกัน นั่นก็คือหนังปี 1996 เรื่อง Crash หรือในชื่อภาษาไทยว่า “รักดิบ” หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายของ J.G. Ballard ที่ตีพิมพ์ในปี 1973 และเมื่อหนังสือได้วางขาย เหล่านักวิจารณ์ก็สับหนังสือเรื่องนี้ซะยับว่าเป็นหนังสือที่มีโครงเรื่องวิปริต จนกระทั่งพาดพิงไปถึงคนเขียนว่าจะต้องมีความผิดปกติทางจิตใจเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม อีก 20 กว่าปีให้หลัง ก็มีผู้กำกับที่กล้าบ้าบิ่นพออย่าง Cronenberg หยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาสร้าง สวนกระแสคำเตือนของเอเย่นต์และคนรอบตัว เมื่อ Cronenberg โดนเบรกไม่ให้ทำเรื่องนี้เข้ามากๆ เขาเลยไล่เอเย่นต์คนนั้นออก แล้วเดินหน้าสร้างหนังเรื่องนี้ด้วยความมุ่งมั่น


แต่เมื่อเขานำหนังเรื่องนี้ออกขาย หนังกลับโดนแบนในอังกฤษ แถมถูกดองเอาไว้เกือบปีกว่าจะเปิดตัวฉายเงียบๆ ด้วยเรทโหด NC 17 แต่ Cronenberg ก็ไม่พยายามจะตัดหนังให้เหลือแค่ เรท R เพื่อขยายกลุ่มคนดูให้กว้างขึ้น เพราะเขามีความเห็นว่าการตัดบางฉากออกจะเป็นการลดคุณค่าทางศิลปะของหนังไป


ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ Cronenberg คนเดียวที่กล้าเสี่ยง หนังยังได้ดาราอย่าง James Spader, Holly Hunter และ Patricia Arquette มาร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ และแม้หนังจะโดนแบนในหลายประเทศ แต่ผลงานที่เกิดจากความมุ่งมั่นของ Cronenberg นี้กลับไปสอยรางวัล Special Jury Prize ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ ในฐานะที่เป็นหนัง สร้างสรรค์ กล้า และบ้าบิ่น จนทำให้กรรมการบางคนอย่างผู้กำกับรุ่นเก๋า Francis Ford Coppola ต้องขอถอนตัวจากการตัดสินครั้งนี้




Crash เดินเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มคนที่จิตไม่ปกติ และจะมีความสุขทางเพศเมื่อเห็นคนบาดเจ็บ (คล้ายๆพวกซาดิสม์) พวกเขาเลยตั้งกลุ่มขึ้นมา เพื่อตามหาอุบัติเหตุบนท้องถนน แล้วก็มีเซ็กส์กัน ใครที่ดูหนังเรื่องนี้จนจบก็คงจะมีความรู้สึกมึน และ งง เพราะเราคงนึกหรือจินตนาการไม่ออกว่าจะมีคนจริงๆที่มีพฤติกรรมประหลาดแบบตัวละครในเรื่องอยู่บนโลกใบนี้ และแม้ Crash จะอุดมไปด้วยฉากร่วมเพศในหลายท่าทั้งหน้าและหลัง แต่คนดูก็คงจะฟันธงไม่ได้ว่า เป็นหนังอีโรติกเพราะฉากร่วมรักต่างๆในหนังไม่ได้มีเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศของผู้ชม และแม้จะมีฉากขับรถไล่ล่า เราก็ตัดสินไม่ได้อีกว่าเป็นหนังแอ็กชั่น เพราะฉากชุ่มเลือด รอยแผลเหวอะ หรือฉากร่วมรักกับรอยแผลที่เพิ่งไปสักมาสดๆ ก็ทำให้คนดูพาลนึกไปถึงหนังสยองขวัญชวนอ้วกเสียอีก


แต่ถ้าถามคุณครูมิจิรุ ก็คงจะต้องบอกว่าเรื่องนี้น่ะมันหนังรักชัดๆ เพราะโครงเรื่องจริงๆมันเกี่ยวกับการที่สามีภรรยาคู่หนึ่ง (Catherine และ James) ที่พยายามหาความแปลกใหม่ในการร่วมเพศ เพื่อทำให้ชีวิตคู่มีรสชาติใหม่ๆ เพื่อให้ความสัมพันธ์ที่คลอนแคลนของทั้งสองกลับมาดีเหมือนเดิมได้ แรกๆ พวกเขาแค่มีเซ็กซ์กับคนแปลกหน้า ก่อนจะนำมาเล่าสู่กันฟังขณะร่วมรัก แต่เมื่อแค่นั้นยังไม่สามารถเติมเต็มช่องว่างในชีวิตคู่ของพวกเขาได้ พวกเขาเลยยิ่งถลำลึกด้วยการมีเซ็กส์อย่างรุนแรงซึ่งทุกครั้งจะมีรถเข้ามาเกี่ยวพัน จนท้ายที่สุด James ก็เอารถขับไล่ล่าภรรยาตัวเองในตอนท้ายด้วยหวังว่ามันอาจจะเป็นทางสุดท้ายที่จะช่วยแก้ปัญหาชีวิตคู่ให้พวกเขาได้ แต่สุดท้ายความพยายามนั้นก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะทั้งคู่ก็ยังคงไม่อิ่มเอม และไม่สามารถเติมเต็มช่องว่างระหว่างกันที่หายไปได้.........


คุณครูไม่มีบทสรุปให้กับหนังเรื่องนี้ บอกได้เพียงแค่ว่าเมื่อดูจบแล้วกลับรู้สึกหดหู่และสะท้อนใจอย่างประหลาด ซึ่งต้องลองดูหนังเรื่องนี้เองถึงจะเข้าใจว่ามันเป็นความรู้สึกอย่างไร และแนะนำว่ายังมีผลงานเรื่องอื่นๆของ David Cronenberg ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น The Fly, eXistenZ, และ History of Violence ที่อยากจะแนะนำให้ไปหามาดูค่ะ!




 

Create Date : 12 เมษายน 2551    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 16:02:09 น.
Counter : 4152 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

Michiru
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






I am a Thai girl living in Bangkok, the colorful City of Thailand. I am in my early thirties.

My profession is as a teacher but my passion is in the arts, writing, singing, drawing, travel, and paper dolls.

I am a born-again dreamer that now believes anything is possible and that maybe in addition to changing my life for the better; I can enhance the lives of those around me and maybe even make the world a better place someday.



Friends' blogs
[Add Michiru's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.