Group Blog
 
All blogs
 

28 Days Later/ 28 Weeks Later / How about 28 Months later?

ปกติเป็นคนที่เกลียดหนังซอมบี้


ไม่ชอบผีหน้าตาน่ากลัว ชอบกัดฉีกเนื้อคนเป็นอาหาร....หยองซะ


ไม่ชอบผีซอมบี้เดินลากขา ถือขวานถือมีด และไม่ชอบไอ้เหยื่อหน้าโง่ๆที่วิ่งนำหน้าฝูงซอมบี้ไปเป็นกิโล แต่ดันวิ่งหนีไม่ทัน ทั้งๆที่ซอมบี้มันวิ่งไม่ได้


และไม่ชอบพวกซอมบี้ที่ยิงยังไงก็ไม่ตาย ทนชะมัด ตัวขาดยังลากไอ้ครึ่งตัวที่เหลือไปได้...


ถึงไม่ชอบดูหนังซอมบี้ แต่ก็ได้ดูมาหลายเรื่อง แต่เท่าที่เคยดูหนังซอมบี้มา ไม่มีเรื่องไหนทำให้รู้สึกหนุก และสะใจได้เท่า 28 Days Later และ 28 Weeks Later เพราะ ความดิบที่ไม่เหมือนใคร และ สาระเรื่องราวที่แต่งขึ้นมาเพื่อวิพากษ์สังคมปัจจุบัน ที่มีแต่การเอาตัวรอดด้วยการทำลายผู้อื่น แกมกับอารมณ์เสียดสีการเมืองและสังคม แม้ 28 Days Later จะลดทอนส่วนความดิบของความเป็น"หนังซอมบี้" ลงไปบ้าง แต่นี่แหละ หนังซอมบี้ที่ใช่เลย




28 Days Later



หนังเดินเรื่องด้วยตัวละครเอกที่ถูกแจ็กพอตด้วยการตื่นขึ้นมาจากโคม่าเพื่อพบว่ามหานครลอนดอนอันคึกคักไปด้วยสีสันนั้น กลับกลายสภาพไปเป็นลอนดอนร้าง หงอยเหงา และน่ากลัวหลังจากเผชิญกับเชื้อไวรัสที่ส่งผลให้คนกลายเป็น "ผู้ติดเชื้อ" จนหมดความสามารถในการควบคุมตนเอง กลายเป็นซอมบี้ที่ไล่ล่าฆ่าไม่เลือก







หนังกำหนดให้พระเอกเที่ยวออกตามหาสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น ระหว่างทางเขาได้พบกับตัวละครประกอบที่เป็นคนแท้ๆที่ยังมีชีวิตอยู่ และคนเทียมๆที่เป็นผู้ติดเชื้อ และในบรรดาคนแท้ๆนั้น พระเอกก็เจอทั้งคนดีที่ให้ความช่วยเหลือ และคนชั่วที่จ้องจะแสวงหาผลประโยชน์





หนังช่วงภาพลอนดอนร้างที่ดูหดหู่ เหงา วังเวง และน่ากลัวถือว่าเป็นส่วนที่เจ๋ง เมื่อรวมเข้ากับดนตรีประกอบแนว Brit Pop ก็ถือว่าเจ๋งกำลังสอง แนวคิดมุมมองการมองมนุษย์ในแง่ร้าย ตบหน้าพวกมนุษย์นิยมซะฉาดใหญ่ ที่ว่าแม้ "ผู้ติดเชื้อ" จะน่ากลัวขนาดไหน แต่ก็ยังไม่ได้ครึ่งของมนุษย์แท้ๆที่ถูกกระตุ้นด้วยสัญชาตญาณดิบแห่งการเอาตัวรอด อย่างที่อาจารย์ของเราเคยสอนเอาไว้ว่า กฎของการเอาตัวรอดกฎแรกของมนุษย์คือ Kill or be killed!





28 Weeks Later



ฉากตอนต้นของ 28 Weeks Later เป็นตัวขยายความต่อจากภาคแรก เนื่องจาก "ผู้ติดเชื้อ" ทั้งหมด ได้ขาดอาหารตายภายใน 5 วัน เพราะมัวแต่วิ่งไล่กัดคนไม่ยอมกินข้าวกินปลา แต่เรื่องราวที่ว่าด้วยการเอาตัวรอด มันยังไม่จบง่ายๆเพียงแค่นั้น เพราะ Life has its own path เชื้อโรคร้ายก็ยังหาทางเอาตัวรอด ไม่สูญพันธ์ไปจากโลกง่ายๆ





ประมาณสิบกว่านาทีแรกหนังเปิดตัวด้วยฉากที่ถือว่าเป็นฉากที่ดีที่สุดของเรื่อง ด้วยฉากแฉด้านมืดของมนุษย์ที่ต้องการดิ้นรนเอาตัวรอด และ ตามด้วยการฉากการเล่าเหตุการณ์ 28 สัปดาห์หลังจากที่มีการกระจายเชื้อในภาคแรก เมื่อกลุ่มทหารอเมริกันเข้ามาช่วยต่อต้านทำลายล้างกลุ่มคนที่ติดเชื้อ และหาทางป้องกันไม่ให้เชื้อไปติดใครได้อีก เมื่อมั่นใจว่าไม่มีผู้ติดเชื้อเหลืออยู่แล้ว พวกอเมริกันก็ประกาศให้คนที่อพยพไปอยู่ที่อื่น ใด้กลับมาอยู่ในเขตกักกันที่ปลอดภัยและอยู่ในการควบคุมของทหาร แต่เหมือนกับโชคชะตาเล่นตลก หรือเป็นกรรมอันใดก็ได้ที่ตามมาสนองมนุษย์ที่เห็นแก่ตัว ที่หญิงผู้รอดชีวิตคนหนึ่งเกิดมีลักษณะพิเศษคือติดเชื้อแต่ไม่แสดงออก กล่าวอีกในคือเป็นพาหะนั่นเอง ครั้งนี้จึงเกิดการแพร่กระจายเชื้ออีกครั้งในเขตควบคุม ทหารอเมริกาจึงมีคำสั่งควบคุมเชื้อโดยการเริ่มต้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ให้สิ้นซาก แต่คนกลุ่มนึงประกอบด้วย ทหาร นักวิทยาศาสตร์ และเด็ก 2 คน กลับรอดมาได้ (ในฉากที่ดอน ต้องวิ่งสู้ฟัดหนีฝูงผู้ติดเชื้อ ก็ทำได้แทบจะเรียกว่าเพอร์เฟคซะจริง)





แม้หนังเปลี่ยนผู้กำกับเป็นเฟรสนาดิลโล่ โดยที่ แดนนี่ บอยล์ (ผู้กำกับภาคแรก) ได้ลดบทบาทลงเป็นเพียงผู้อำนวยการสร้าง แต่ 28 Weeks Later ก็มีโทนเรื่องเกี่ยวกับการเอาตัวรอดของมนุษย์ ไม่ต่างจากภาคก่อน ซึ่งหนังตระกูล 28 ภาคแรก อาจจะยังไม่ค่อยเน้นฉากเลือดตับไส้เครื่องในพุง แต่ภาค 2 นี้อัดมาให้เห็นกันจะๆ เน้นการเป็น “หนังซอมบี้” มากกว่าภาคแรก แต่ยังแอบจิกกัดอเมริกันอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ พวกทหารอเมริกันที่อ้างสิทธิ์ในการปกป้องและอ้างความชอบธรรมในการทำลาย ภาพการควบคุมสถานการณ์ ตั้งแต่ระดับเลือกยิง จนถึงระดับ ฆ่าหมู่ ก็ดูไม่ต่างจากที่อเมริกันทำในสงครามอิรัก หรือแม้แต่การเหน็บแนมพวกราชวงศ์ที่ว่า คนพวกนี้อาจตายไปหมดแล้ว หรืออาจจะหนีออกนอกประเทศไปหมดแล้วก็ได้ แต่ที่ขัดใจสุดๆคือในเรื่องภาพที่ลอนดอนร้างก็ยังดูเหงา เงียบ และน่ากลัวเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ดูหลอนฝังลึกเหมือนภาคแรก


ดาราแต่ละคนก็เล่นได้โออยู่ทั้ง โรเบิร์ต คาร์ไลล์ ในบทพ่อ และ สามี ที่เป็นต้นตอของสาเหตุจริงๆที่ว่าทำไมไวรัสจึงคงหลงเหลืออยู่, โรส เบิร์น คนสวย และสองพี่น้องที่สื่อได้ดีถึงความผูกพันของพี่น้อง และที่ลืมไม่ได้ คือทหารหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องคนที่เหลือ ....


ที่สะกิดใจนิดนึงคือ พวก "ผู้ติดเชื้อ" และหลายคนในเรื่องนี่วิ่งกันเก่งจัง ถ้าจขบ. เจอซอมบี้ ก็คงจะโดนกัด โดนกินเป็นพวกแรกๆ เพราะมัวแต่งุ่มง่าม กาดื๊บ~ กาดื๊บ~ กาดื๊บ~ อยู่ คงหนีไม่ทันเป็นแน่



ทิ้งท้ายด้วยคำถามที่น่าขบคิด


หากสถานการณ์แบบ 28 Weeks Later มีจริง ที่เราต้องเลือกทิ้งคนที่เรารักเพื่อเอาตัวรอด หรือยอมอยู่ด้วยเพื่อสู้หรือตายเป็นเพื่อนกัน เป็นเราจะเลือกแบบไหน หลายคนอาจจะตอบว่า ยอมอยู่ด้วยเพื่อสู้หรือตายเป็นเพื่อนกัน แต่ในสถานการณ์จริง สัญชาติญาณดิบมักจะพุ่งแรงกว่าปกติ คำตอบอาจจะไม่เป็นไปตามที่คิดก็ได้!




 

Create Date : 19 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 20:35:39 น.
Counter : 1753 Pageviews.  

Perfume : The Story of the Murderer น้ำหอมมนุษย์

ตลอดช่วงชีวิตของเรา เราได้ดมเอากลิ่นต่างๆทั้งโดยที่ไม่ได้ตั้งใจและตั้งใจ เมื่อเราหายใจเข้า เราจะรู้สึกถึงกลิ่นหอม หรือ เหม็น แม้จะไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีคนตายเพราะการ ดมกลิ่นมากจน เกินไป แต่ “กลิ่น” ก็มีความสำคัญต่อมนุษย์ทุกผู้ทุกนามมิใช่หรือ





Perfume: The Story of the Murderer เปิดเรื่องด้วยฉากตัดสินโทษนักโทษในคดีฆาตรกรรมหญิงสาวไปหลายศพ ก่อนที่หนังจะย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวของฆาตกรผู้นี้ตั้งแต่จุดกำเนิด





ฌอง แบบติส เกรอนุยต์ ผู้ชายที่มีจมูกที่พิเศษกว่าใครในโลกนี้ จมูกที่แยกแยะกลิ่นได้ทุกชนิดและสามารถได้กลิ่นไกลเป็นหลักกิโล แต่ชายผู้นี้กลับเกิดในสถานที่สกปรกที่สุดของมหานครปารีส เกรอนุยต์ เกือบจะตายตั้งวินาทีแรกที่เกิดมา แต่ด้วยพรสวรรค์ของเขาทำให้เขารอด และการรอดชีวิตของเขาครั้งนี้นำมาซึ่งชะตากรรมของความเป็นฆาตกรในอนาคตของเขา





ชีวิตของเกรอนุยต์เหมือนดั่งมีพรสวรรค์หรืออาจจะเป็นคำสาปก็ได้ที่ทำให้เขามีความสามารถในการจำแนกกลิ่นที่ไม่มีใครทำได้ การที่เขาโตมาอย่างยากลำบากในบ้านเด็กกำพร้า อาจจะทำให้เขามีขอบเขตจำกัดในการรับกลิ่น แต่เมื่อเขาได้เข้ามาในมหานครปารีส ทำให้เขาได้สัมผัสกลิ่นอีกมากมายร้อยพันที่เขาไม่เคยได้สัมผัส ทั้งกลิ่นหอมของน้ำหอมปรุงแต่งและกลิ่นหอมอันบริสุทธิ์ที่ต่างไปจากแหล่งที่เขาเคยพำนัก และเหนือสิ่งอื่นใด ที่นี่ เขาได้สัมผัสกับความรัญจวนใจของกลิ่นกายหญิงสาวคนขายลูกพลัมเป็นครั้งแรก นั่นคือจุดเริ่มต้นของความหลงไหลอย่างถอนตัวไม่ขึ้นของเกรอนุยต์ที่จะเก็บรักษากลิ่นหญิงสาวให้คงทนไม่เลือนหายไป





เกรอนุยต์ได้มีโอกาสเรียนรู้การปรุงน้ำหอมอย่างถูกวิธี ได้เรียนรู้การสกัดน้ำหอม และได้รับรู้ตำนานแห่งความหอมที่ยิ่งใหญ่จาก บัลดินี่ อดีตนักปรุงน้ำหอมที่ยิ่งใหญ่ที่ปัจจุบันเป็นเพียงแค่ตาแก่ที่ล้มเหลว แต่อย่างไรก็ดีเกรอนุยต์ก็ไม่สามารถบรรลุถึงวิถีทางการเก็บความหอมได้ดังที่ใจเขาต้องการ เขาจึงออกเดินทางไปเมืองกราสส์ มหานครแห่งการผลิตน้ำหอม......และที่เมืองนี้เองที่เขาได้รู้คำตอบของคำถามที่คาใจเขาเสมอมา และเหนือสิ่งอื่นใด เขาได้ล่วงรู้ถึงความลับในน้ำหอมที่ไม่เคยใครล่วงรู้มาก่อนนั่นคือวิธีการสกัดน้ำหอมมนุษย์!





Perfume: The Story of the Murderer มีความโดดเด่นในงานถ่ายภาพ ที่นอกจะสวยแล้ว ส่วนงานการออกแบบเครื่องแต่งกายก็นำเสนอถึงฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 18 อย่างชัดเจน ดนตรีประกอบละไมไพเราะแต่เคลือบแฝงด้วยความหวาดหวั่น การออกแบบฉากที่ทำให้รู้สึกระแวงซอกเงาของปารีส ในส่วนของบทภาพยนตร์ก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ดี แต่ตัวบทก็ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดตัวละครประกอบ มีแต่เกรอนุยต์เท่านั้นที่มีการเขียนถึงอย่างมีมิติ ดังนั้นต้องใช้ความสามารถของนักแสดงเข้าช่วยเป็นอย่างมาก ซึ่งนักแสดงหลักๆก็ทำได้อย่างไม่น่าผิดหวัง


ที่พิเศษสำหรับเรื่องนี้คือหนังสามารถสื่อให้คนดูได้สัมผัสถึงกลิ่นที่แทบจะหลุดออกมาจากจอ การตีความและแสดงกลิ่นออกมาเป็นภาพและดนตรีนั้นเป็นเรื่องที่ยาก และท้าทายความสามารถผู้กำกับ เพราะกลิ่นเป็นเหมือนสิ่งนามธรรม สัมผัสได้ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ถ้าไม่ใช้การเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น ในหนังเรื่องนี้จึงใช้ภาพและดนตรีแทนกลิ่นต่าง ๆ ทำให้คนดูสัมผัสและตีความกลิ่นนั้น ๆ ได้


Ben Whishaw นักแสดงหนุ่มที่รับบทเกรอนุยต์ ที่มีภาพลักษณ์ที่บอบบางดูอ่อนแอ ก็สามารถสื่อให้คนดูเชื่อได้ว่าเป็นคนขาดความรักเอาใจใส่ อ่อนแอ และเป็นคนแปลกแยก การแสดงของเขาสามารถทำให้คนดูรู้สึกถึงพัฒนาการของเกรอนุยต์ได้ชัดเจน จากเด็กหนุ่มอ่อนแอ ขาดความมั่นใจ ไปสู่วัยหนุ่มที่อยากแสวงหากลิ่นใหม่ๆ ตามด้วยการเข้าสู่ความหลงไหลในกลิ่นกายของหญิงสาวซึ่งนำไปสู่การฆาตรกรรมสาวขายลูกพลัม ตามติดมาที่เด็กหนุ่มอ่อนต่อโลก แต่ทะเยอทะยานเมื่อแรกพบบัลดินี่ แล้วกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สงสัย ทดลอง ก่อนที่จะในที่สุดกลายเป็นฆาตรกรฆ่าต่อเนื่อง และจบที่ความมาดมั่นทะนงในตนเองประดุจโลกทั้งใบอยู่ใต้เท้าเขาในฉากลานประหารช่วงท้าย ทั้งหมดนี้ เขาสามารถแสดงออกมาให้คนดูรับรู้และเชื่อได้ว่าเขาผ่านสิ่งต่างๆเหล่านี้มาตลอด แค่จ้องเข้าไปในแววตาของเขา ก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึง ความว่างเปล่าอย่าง โดดเดี่ยว และมุ่งมั่นจนทำให้คนดูอดเอาใจช่วยฆาตรกรรายนี้ไม่ได้ เพราะแม้ภายนอกเขาคือฆาตร แต่ภายในเขาเป็นคนอ่อนแอ แปลกแยก และแค่ต้องการความรัก ความมีตัวตนเท่านั้น





Dustin Hoffman สามารถสร้างบัลดินี่ให้มีมิติของบุคลิก ทั้งความทะนงในความสำเร็จในอดีต ความเหนื่อยหน่ายกับความล้มเหลวในปัจจุบัน และเมื่อเขาได้พบเกรอนุยต์ เขาก็แสดงให้เห็นถึงความหวาดหวั่น ทึ่ง ประหลาดใจ เห็นอนาคตที่สดใส ความเห็นแก่ตัว และรวมทั้งความอบอุ่นที่รู้สึกได้จากการสอนเกรอนุยต์ ประดุจลูกชาย และเขายังสามารถสร้างรอยยิ้มให้กับคนดูในในหลายฉากที่เขาปรากฎตัว

หนังเรื่องนี้สร้างมาจากนิยายชื่อดัง Das Parfum ของ นักเขียนชาวเยอรมัน Patrick Süskind และหนังถ่ายทอดออกมาได้ขนาดนี้ถือว่าน่าอัศจรรย์ แม้ว่าการดัดแปลงมาเป็นหนังจะไม่ดีเท่าฉบับนิยาย เพราะพระเอกที่แท้จริงของหนังหรือนิยายไม่ใช่ เกรอนุยต์ แต่เป็น กลิ่น ต่างหาก ซึ่งการทำให้คนดูหนังได้รับกลิ่นนั้นเข้าไปด้วย ผู้สร้างต้องมีความสามารถอยู่พอตัว นอกจากนี้ เนื้อหาในหลายส่วนของเรื่องนี้ก็มีความเหนือจริงและเป็นนามธรรมสูง คงต้องปรบมือให้กับทั้งผู้กำกับและคนเขียนบทที่บันดาล ปารีสในยุคศตวรรษที่สิบแปดให้มีกลิ่นออกมาพร้อมสร้างสรรค์ความเป็นนามธรรมให้คนดูจับต้องได้เป็นรูปธรรม ผู้กำกับหนังสามารถคุมทิศทางหนังเรื่องนี้ ชนิดที่เรียกว่าเอาคนดูอยู่หมัด หนังแทบจะไม่มีฉากเหี้ยมโหดหรือฉากโชว์เครื่องในไส้ตับ แต่ก็อวลไปด้วยบรรยากาศและกลิ่นอายของความหดหู่และเย้ายวนชวนให้คนดูติดตามเรื่องราวในหนังชนิดไม่อยากจะให้คลาดสายตา แม้ว่าในฉากนั้นจะดูเหมือนไม่มีอะไรเลยก็ตาม หนังผสมผสานสไตล์ของหนังยุโรปที่คนดูอาจจะเบื่อให้ออกมาดูสนุก


กลิ่นสื่อถึงอะไร?

1. กลิ่น - คือมารดาของเกรอนุยต์ คือสิ่งเเรกที่เกรอนุยต์รู้จักเป็นสิ่งแรก คือสิ่งที่ช่วยชีวิตเกรอนุยต์ถึงสองคราในวัยเด็ก ทั้งตอนแรกเกิด หรือตอนที่เข้ามาอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

2. กลิ่น - คือเพื่อนของเกรอนุยต์ ด้วยบุคลิกที่ไม่พูดกับใครจนอายุ 5 ขวบ ทำให้เขาเข้ากับใครไม่ได้ กลิ่นจึงเป็นเพื่อนคนเดียวที่คอยปลอบประโลมเขา

3. กลิ่น - คือความสุขที่เกรอนุยต์มี เขามักเพลิดเพลินกับการเสาะหากลิ่นใหม่ๆ เมื่อเขาไม่เคยได้รับความสุขจากการคบ คน เขาจึงหลงใหลกับการมีความสุขกับ กลิ่น ใหม่ๆนั้น

4. กลิ่น - คือความมีตัวตนของเกรอนุยต์ ฉากที่เกรอนุยต์ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นตัวของตัวเอง เป็นการสื่อถึงความไร้ตัวตนของเขา และเพราะ กลิ่น คือสิ่งที่สื่อถึงความมีตัวตน เขาจึงต้องพยายามสร้างกลิ่นที่เป็นสุดยอดของกลิ่นทั้งหมดในโลกนี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นกลิ่นตัวของเขา

5. กลิ่น - ยังสื่อถึงอำนาจ เเม้กระทั่งผู้นำทางศาสนา หรือชาวเมืองนับร้อย ยังต้องยอมศิโรราบให้กับกลิ่นอันทรงพลัง





กลิ่น คือทุกสิ่งของเขา คือสิ่งเดียวที่เขามี คือเพื่อน คืออำนาจ เมื่อเขาได้ครอบครองกลิ่น ก็หมายถึงเขาได้ครอบครองทุกสิ่ง แต่เกรอนุยต์ก็ไม่ได้ใช้อำนาจจากกลิ่นที่เขามี เพื่อครอบครอง เพื่อทำลายล้าง เพื่อแสวงหาอำนาจเพิ่ม แต่เขากลับใช้กลิ่นนั้นเพื่อสร้างความสุข ความอิ่มเอม และความพึงใจ ให้ผู้อื่น และเป็นครั้งแรกที่เกรอนุยต์รู้สึกว่าตนเป็นที่ต้องการสำหรับคนอื่นจริงๆ




 

Create Date : 19 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 20:11:27 น.
Counter : 933 Pageviews.  

V for Vendetta , V for Evey และ V for Everyone

ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูญ
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป

เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน



V for Vendetta หนังการเมืองทริลเลอร์คลาสสิค กำกับการแสดงโดย James McTeigue ที่จับงานกำกับหนังใหญ่เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก หลังจากที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับของ The Matrix ทั้งสามภาค และ บทภาพยนตร์โดย สองพี่น้อง Andy และ Larry Wachowski ที่ผันจากการเขียนบท แอคชั่นไซไฟ ที่เน้นฉากต่อสู้อย่าง The Matrix มา เป็น แอคชั่นการเมือง ที่เป็นการต่อสู้ทางความคิดที่ทะลักไปด้วย บทพูดและบทสนทนาที่ยอดเยี่ยม





ช่วงที่ V เข้าฉาย ได้ยินเสียงบ่นจากเพื่อนๆหลายคนว่า หนังอะไร ดูไม่รู้เรื่อง ไม่มันเอาเลย....อาจเป็นเพราะตัวอย่างหนังที่เป็นภาพของหนังแอ๊คชั่น และภาพที่สื่อออกมาจากตัวโฆษณา ที่ทำให้คนดูหลายต่อหลายคนหลงคิดและคาดหวังว่านี่เป็นหนังบู๊ล้างผลาญเอามันส์แบบเดียวกับ The Matrix แต่ V ตัวจริง กลับไม่ใช่อย่างที่ใครๆอาจคาดคิด ...นี่คือ หนังทริลเลอร์ที่พูดถึงเรื่อง ของการเมือง ที่ต้อง ฟัง แล้วนำมา ขบ – คิด แต่หนังไม่ได้ดูยากถึงขนาดที่ต้องต้องวิเคราะห์ตีความให้วุ่นวาย ซึ่งถ้าคนดูหวังจะดูเอามันส์ ก็คงจะผิดหวังน่าดู แต่ถ้าคิดจะดูบทพูดฉลาดๆแล้ว....จขบ. ขอแนะนำว่าเรื่องนี้น่ะ ไม่ควรพลาด.....





ตัวหนังที่เกี่ยวกับอุดมการณ์ที่แรงกล้าของ Guy Fawkes ที่ต้องการวางแผนสังหาร พระเจ้าเจมส์ที่ 1 และระเบิดตึกรัฐสภาอังกฤษในปี1605 เพื่อประกาศว่า สิ่งที่เขาทำคือสัญลักษณ์ของการประท้วงต่อต้านระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมที่สวมทับเผด็จการฟาสซิสต์ที่ครองอำนาจ แม้สุดท้ายแล้ว เขาถูกจับได้ก่อนที่แผนการณ์จะสำเร็จและถูกส่งตัวไปประหาร แต่ในที่สุด อุดมการณ์ของเขาก็นำมาสู่การก่อกำเนิด วัน Guy Fawkes Night ที่น่าจดจำดังบทกวีที่รำลึกถึงเขา

"Remember, remember, the 5th of November
Gunpowder, treason and plot;
I know of no reason, why the gunpowder treason
Should ever be forgot."

“จำเอาไว้ จงจำเอาไว้ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน
กบฏดินปืนและแผนทำลายล้าง
ฉันไม่คิดว่าจะมีเหตุผลใดที่จะทำให้เราลืมกบฏดินปืนลงได้”




เหนือไปกว่านั้น อุดมการณ์ของเขาก็นำมาสู่การก่อกำเนิดผู้ก่อการร้ายสุดอหังการ์ แห่งปี 2020 ...นามกรว่า "V"






ในหลายครา ผู้นำที่ถูกเลือกจากประชาชนให้เข้ามาเป็นกระบอกเสียงและนำพาประเทศชาติให้ก้าวหน้ากลับหลงใหลอำนาจ (เช่น 19 ล้านเสียง) ที่อยู่ในมือ จากที่ควรทำเพื่อชาติเพื่อประชาชน กลับกลายเป็นทำเพื่อตัวเอง และพวกพ้อง ส่งผลให้ประชาชนต้องอดอยากปากแห้ง และเพื่อจะลดแรงต้านจากประชาชนที่มองเห็นความไม่ชอบมาพากลต่างๆ เหล่าทรราชย์ (หน้า) เหลี่ยมจัด ก็ใช้นโยบายเอื้ออารีแจกเศษเงินให้ผลาญฟรีๆไปกับโครงการต่างๆ เมื่อมีกลุ่มคนส่วนหนึ่งได้รับผลประโยชน์ พวกเขาก็จะนิ่งดูดายเพราะไม่ได้เดือดร้อน หรืออาจกระโดดเข้าปกป้องรัฐบาลทรราชที่อยู่ในคราบประชาธิปไตย เพราะกลัวเสียประโยชน์ที่ตนเคยได้รับ และเพื่อปิดบังความโสมมที่ตนเป็นผู้กระทำ ทรเหลี่ยม เอ๊ย! ทรราชย์ ก็ปิดกั้นการรับรู้ความจริงของประชาชนด้วยการครอบงำสื่อ และ บิดเบือนปกปิดความเสื่อมเสียแห่งตนไปนำเสนอแต่ภาพพจน์ที่ดูดี เพื่อจะได้รับการยอมรับจากชนในวงกว้าง……...แต่แล้วในที่สุด ไม่ว่ายุคใด ดังคำพูดที่กล่าวว่า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ ไม่จะเป็นยุคเผด็จการฟาสซิสต์ หรือ ยุคทักษิโณมิกส์ เมื่อประชาชนโดนกดขี่จนสุดทน ก็จะมีคนที่ลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อ ทวงคืนอำนาจ และ เสรีภาพกลับคืน ดังเช่นที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกการปฎิวัติโค่นล้มผู้นำที่ยึดถืออำนาจเผด็จการเป็นใหญ่ในหลายวาระเวลา เช่นเดียวกันกับ V ใน V for vendetta




หนังเริ่มเดินเรื่องด้วยการบอกเล่าความเป็นมา ของ V และ Evey ทั้งสองเป็นผลพวงจากรัฐบาลเผด็จการฟาสซิสต์ ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี Adam Sutler ทั้ง V และ Evey ต่างเคยต้องสูญเสียเนื่องจากความชั่วร้ายของรัฐบาล เพียงแต่ว่า V และ Evey เลือกวิถีทางเดินที่แตกต่าง Evey เลือกที่จะอยู่เงียบนิ่ง ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำ อันเนื่องมาจากความกลัวที่ถูกฝังไว้ในส่วนที่ลึกของใจที่เห็นพ่อแม่ซึ่งเป็นนักต่อสู้ถูกกำจัดทิ้งโดยการคลุมถุงดำ ในขณะที่ V เลือกที่จะลุกขึ้นสู้ แม้ว่าทางที่เขาเลือกอาจจะนำไปสู่ความตายของตน V คิดสืบทอดอุดมการณ์ของ Guy Fawkes ด้วยการวางระเบิดรัฐสภา และ ปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นมาต่อกรอำนาจเผด็จการรัฐบาลทรราชย์ที่เหยียดเพศ ที่สาม - จำกัดเสรีภาพในการเสพงานศิลป์ และ จับมนุษย์ไปทดลองเพื่อสร้างอาวุธชีวภาพเยี่ยงกับสัตว์ก็ไม่ปาน





หนังมีการกำกับภาพ และ การเล่าเรื่องที่ฉับไว แต่การปูที่มาของอย่างละเอียดและการเล่าเรื่องโดยใช้การสนทนาแทนที่จะฉายออกมาเป็นภาพในการดำเนินเรื่อง อาจจะทำให้คอหนังแอ็กชั่นทั้งหลายอาจจะหมดสนุกไปตั้งแต่ตอนต้นๆ แต่ด้วยลีลาวาทะที่ฉับไว ทั้งโทนเสียงนุ่มหนักหน่วง และบทพูดที่เป็นวลีคมๆ มากมาย ก็สามารถสร้างแรงดึงดูดคนดูให้สนใจในตัวหนังทั้งเรื่องได้ แม้คำพูดของ V ในบางประโยคนั้นแสนยาวเหยียด แฝงด้วยปริศนาและการเย้ยหยันแดกดัน แต่ถ้อยคำเหล่านั้นกลับแสนไพเราะและลื่นไหลดังเป็นงานวรรณกรรมฉบับมาสเตอร์พีซ เช่นประโยคแนะนำตัวของ V ที่ปรากฏตัวต่อหน้า Evey…

This visage, no mere veneer of vanity, is it vestige of the vox populi, now vacant, vanished, as the once vital voice of the verisimilitude now venerates what they once vilified. However, this valorous visitation of a by-gone vexation, stands vivified, and has vowed to vanquish these venal and virulent vermin van guarding vice and vouchsafing the violently vicious and voracious violation of volition.
The only verdict is vengeance; a vendetta, held as a votive, not in vain, for the value and veracity of such shall one day vindicate the vigilant and the virtuous. Verily, this vichyssoise of verbiage veers most verbose vis-à-vis an introduction, and so it is my very good honor to meet you and you may call me V.

อึ้งไหมล่ะคร๊าบ....พี่น้อง...แหม...ขนาดว่า จขบ. สอนภาษาอังกฤษมาหลายปี ยังต้องย้อนกลับไปฟังอีกรอบสองรอบ แต่แหมได้ใจจริงๆกะฉากร่ายกวีเปิดตัวแบบนี้





แต่ V จะเป็นคาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์และดูคลาสสิคไม่ได้ ถ้าไม่ได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง Hugo Weaving อดีต Agent Smith จาก The Matrix แม้เขาต้องแสดงภายใต้หน้ากากแก้มสีชมพูตลอดเวลา แต่ก็สื่อให้เราสัมผัสได้ถึงความมีตัวตนจริงๆของ V หลังหน้ากากนั้นได้ ไม่ว่าจะฉากทำครัวใต้ผ้ากันเปื้อนสีหวาน ฉากร่ายกวีอุดมการณ์อันยาวเหยียด ฉากดวลมีดอย่างไม่เกรงความตาย หรือฉากเศร้าหน้ากระจกในยามที่ Evey จากไป (ซึ่ง จขบ. จินตนาการไปว่า V ต้องร้องไห้แน่ๆเลย)




ส่วนคนสวย Natalie Portman ในบท Evey อาจจะโดน V กลบรัศมีไปในหลายๆฉาก แต่เธอก็ดูเหมาะสมกับบท บางฉากเธออาจดูอ่อนด้อยกว่า V แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำตัวเป็น helpless character แต่ฉากที่โดนขังที่เธอต้องโชว์เดี่ยว เธอก็สามารถทำได้ดี ซึ่ง จขบ. ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะมีใครที่จะแทนที่เธอได้ในบทนี้





ส่วนที่เจ๋งที่สุดในเรื่อง คือช่วงเวลาท้ายๆที่ฝ่ายทหารลั่นกระสุนใส่ประชาชนที่มารวมตัวกันภายใต้หน้ากากเพื่อทวงคืนซึ่งอิสรภาพ เป็นฉากที่ทำให้หวนนึกถึงภาพเหตุการณ์เดือนตุลาที่เห็นเมื่อไรก็ต้องน้ำตาซึมกับพลังประชาชน ช่างดูคลาสสิค และเป็นสากลไม่แพ้บทเพลงที่ใช้ประกอบหนังช่วงนี้..............และแม้กระสุนของฝ่ายทหารจะคร่าชีวิตคนไปได้ แต่ท้ายที่สุดความกล้าในการลุกขึ้นมาต่อกรกับอำนาจอยุติธรรมเพื่อมวลชนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยสูญเปล่ามิใช่หรือ ซึ่งประวัติศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ในหลายชาติ ในหลายยุคสมัยได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วหลายครั้งหลายคราว่า

People should not be afraid of their governments,
governments should be afraid of their people.







 

Create Date : 06 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 19:58:36 น.
Counter : 1242 Pageviews.  

Fracture - แหม..เก่งๆอย่างเซอร์ฮอปกินส์ก็ต้องมีจุดอ่อนบ้างล่ะ



Fracture หนัง Court room ชิงไหวชิงพริบอีกครั้งของผู้กำกับ เกรกอรี่ ฮอบลิท เจ้าของผลงานหักมุม Primal fear ที่นำ เอดเวิร์ด นอร์ตันมาปะทะกับ ริชาร์ด เกียร์ มาแล้ว



มาคราวนี้เขานำหนุ่มน้อยหล่อเหลา ไรอัน กอสลิ่ง เจ้าของบท โนอาห์ หนุ่มน้อยที่ได้ใจสาวๆไปเต็มๆใน The Notebook มาประชันกับท่านเซอร์รุ่นเก๋าแอนโธนี ฮอปกินส์ เจ้าของตำนาน ดร. ฮันนิบาล เลคเตอร์ แค่เห็นชื่อของดารา ก็ทำให้คอหนังยอมควักกระเป๋าเพื่อดูเรื่องนี้ได้ไม่ยาก





หนังเริ่มเปิดประเด็นด้วยการฆาตกรรมธรรมดาที่เหมือนเกิดจากโทสะของชายชราที่จับได้ว่าเมียตัวเองมีชู้ ก่อนที่ตำรวจที่เข้ามาทำคดีจะพบว่าตัวเองนั่นแหละที่เป็นชู้รักของผู้หญิงที่นอนกองเกือบจะเป็นศพอยู่ตรงนั้น ชายชราถูกจับพร้อมคำรับสารภาพและอาวุธของกลางในมือ ดูเหมือนเป็นคดีง่ายๆ และอัยการหนุ่มซึ่งกำลังจะก้าวไปทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ก็รับปากเข้ามาจัดการคดีนี้ให้แบบขอไปที โดยคิดว่ายังไงคดีนี้ก็ไม่มีปัญหา ก่อนที่จะรู้ว่า ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด และ อัยการหนุ่มละอ่อน คงจะไม่เคยดูหนังชุด ฮันนิบาล มาก่อน เลยไม่คิดจะเตรียมรับมือกับการปะทะคารมกับจำเลยเก๋าเกมระดับเทพในศาล



เมื่อชายชราคิดสู้คดีโดยแก้ต่างให้ตัวเอง คดีที่ดูเหมือนหมูๆกะกลายเป็นไม่หมูเสียแล้ว เมื่อปืนที่ใช้ฆาตกรรมก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ใหน พยานบุคคลก็เห็นเหตุการณ์อย่างคลุมเครือ แม้อัยการหนุ่มจอมกร่างจะมีสถิติชนะคดีสูงมากถึง 97 % แต่พอมาเจอจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ขั้นเซียน ก็เลยโดนหมัดฮุกจนแทบนอคในการเจอกันจะๆครั้งแรกในห้องขัง แถมท่านเซียนชรายัง แอบถากด้วยการยื่นข้อเสนอ ให้เขาเปลี่ยนใจมาเป็นทนายฝ่ายจำเลยดีกว่า จะได้รับทรัพย์ง่ายๆ แถมโอกาสแพ้คดีก็แทบจะเป็นศูนย์ แต่อัยการหนุ่มละอ่อนก็ไม่ยอมเชื่อ ก็นั่นแหละ นายคนนี้ไม่เคยดูหนังชุดฮันนิบาล เลยไม่รู้ว่าจะต้องปะทะใครซะแล้ว

หนังจะพาเราไปสู่การเล่นเกมชิงไหวชิงพริบคนสองคน ฝ่ายหนึ่งฉลาดรอบคอบนิ่งเป็นน้ำเย็น อีกฝ่ายก็ไฟแรงและแพ้ไม่เป็น ซึ่งในประโยคเด็ดที่จำเลยเฒ่าบอกว่า หากเราเพ่งดูดีๆแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีจุดเปราะ ที่ง่ายต่อการเจาะให้ร้าวและแตกในที่สุด ก็ทำให้คนดูมั่นใจแล้วล่ะว่ายังไงละอ่อนน้อยต้องเพลี่ยงพล้ำในคดีนี้แน่ๆ



ท่านเซอร์ฮอปกิ้นส์มาในบทคล้ายๆดร.เลคเตอร์ การแสดงแบบวางมาดนิ่งๆ แววตายิ้มเยาะ และรอยยิ้มแฝงความเยือกเย็นอำมหิตแต่หลักแหลม โดยเฉพาะฉากที่อัยการเข้ามาพบในห้องขัง ท่านเซอร์ถือว่าทำได้ดีมากอีกครั้งในบทผู้ร้ายที่คนดูอดรักและเอาใจช่วยให้พ้นคดีไม่ได้ ส่วน ไรอัน กอสลิง ในบท อัยการบีซัม ก็ทำได้ดีเหมือนกันในมาดเครียดๆ ใจร้อน และแพ้ใครไม่เป็น การรับส่งบทของสองนักแสดงทำได้ดี บทปะทะคารมก็แทรกมุขเสียดสี ที่ทำให้คนดูแอบอดแอบยิ้มด้วยความหมั่นใส้ไม่ได้ แต่การที่จะประกบท่านเซอร์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะดาราอย่างฮอปกินส์ แค่บทสมทบก็แทบจะฆ่าดารานำอยู่แล้ว แล้วมาประชันบทนำแบบนี้ ก็ดับรัศมีดาราที่มาประกบคู่น่ะสิ ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้เก๋าเทพระดับเดียวกัน

บทภรรยา และตำรวจชู้รักนั้น ตัวหนังแทบจะไม่มีอะไรให้พูดถึง หนังไม่ได้บอกถึงสาเหตุแห่งการนอกใจอย่างชัดเจนนัก แต่ก็พอเดาได้ว่า การที่ต้องทนอยู่กับคนที่แสนมั่นใจ ในความฉลาดรอบคอบของตัวเองนั้นไม่ง่ายเลย แต่แอบอดสังเกตเห็นไม่ได้ว่าเซียนเฒ่าไม่มีสีหน้าเจ็บปวดจากการเห็นเมียตัวเองอยู่กับชู้ แม้กระทั่งตอนยิงเข้าแสกหน้าเมียตัวเองก็แทบไม่หวั่นไหว แถมตอนที่บอกอัยการหนุ่มว่าจะถอดปลั๊กเมียตัวเองให้ตายก็ไม่มีการแสดงอารมณ์อาวรณ์ พาลให้คิดว่าที่ยิงเมียตายน่ะ ไม่ใช่เพราะอารมณ์แค้นเมียที่ปันใจไปรักคนอื่นหรอก แต่เป็นเพราะแค้นที่โดนลูบคมมากว่า ซึ่งถ้าท่านเซอร์แอบมีสายตาน้อยใจสักแว๊บนิดนึง ก็จะทำให้บทนี้ดูเป็นคนจริงๆมากขึ้น......

อดสงสารนักสืบนูนัลลี่ไม่ได้เลย เพราะถึงแม้จะเป็นส่วนที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้น แต่การแสดงของเขาก็ทำให้รู้สึกได้ว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ มีมากกว่าการเป็น ชู้คู่นอน ซึ่งการแสดงของเขาก็ช่วยขมวดปมของหนังให้ดูกดดันมากขึ้น

ส่วนบทภรรยานั้นไม่มีอะไรมากนอกจากความน่าสงสาร และเจ้านายสาวสวยของอัยการหนุ่มก็ไม่ได้สร้างปมเครียดอะไรมากนัก ชายที่เล่นเป็นเพื่อนพระเอก (ที่มีโทรศัพท์เหมือนพระเอก) ก็ทำได้ดีในบทเพื่อน...แต่แค่ได้ดูลีลาท่านเซอร์คนเดียวก็คุ้มแล้ว...

แต่ตอนจบของนิทาน มักจะมีอะไรให้ตกตะกอนเสมอ ตอนท้ายสิงห์เฒ่าอาจจะตกหลุมเพี่ยงพล้ำง่ายไปหน่อย แต่ก็ทำให้เราเรียนรู้ได้ว่า ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน....ยังไง๊...หมองูก็ตายเพราะปากอยู่วันยันค่ำคร๊าบพี่น้อง...







 

Create Date : 04 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 19:23:35 น.
Counter : 4819 Pageviews.  

My Life Without Me - ชีวิตนี้ ที่ไม่มีฉัน

Things to do before I die: สิ่งที่ต้องทำก่อนตาย

1. Tell my daughter’s I love them several times a day.
บอกรักลูกๆทุกวัน วันละหลายๆครั้ง

2. Find Don a new wife who the girls like.
หาแฟนใหม่ให้สามี..ต้องเป็นคนที่ลูกๆเราชอบด้วย

3. Record birthday messages for the girls for every year until they’re 18.
อัดเทปแฮบปี้เบิร์ธเดย์ล่วงหน้าให้ลูกๆ เผื่อไว้จนเด็กๆอายุ 18

4. Go to Whalebay Beach together and have a big picnic.
ไปเที่ยวทะเลและมีปิกนิกด้วยกัน

5. Smoke and drink as much as I want.
ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่เท่าที่ใจต้องการ

6. Say what I’m thinking.
พูดในสิ่งที่คิด

7. Make love to other men to see what it’s like.
ลองนอนกับผู้ชายอื่นดู...อยากรู้ว่าเป็นไง

8. Make someone fall in love whith me.
ทำให้คนอื่นตกหลุมรักเรา

9. Go and see Dad in jail.
ไปเยี่ยมพ่อในคุก

10. Get some false nails. (and do something with my hair).
ต่อเล็บ และก็ลองทำผมทรงใหม่


โน๊ตอันนี้คุ้นๆใช่ไหม.....ไม่ใช่ของ จขบ. ค่ะ

แต่เป็นโน้ตของ Ann ตัวละครหลักในภาพยนตร์เรื่อง My life without me ที่ยังไม่พร้อมจะตาย แต่กำลังจะตาย




Ann ในอายุ 23 ทำงานเป็นคนทำความสะอาด เธอหยุดเรียนด้วยวัยเพียง 17 เพราะเธอท้องและมีลูก เธอและครอบครัวอาศัยอยู่ในรถบ้านในสวนของแม่เธอ และ Ann พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งซึ่งยังมีเวลามีชีวิตจะอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน เธอเลือกที่จะไม่บอกใคร แม้แต่คนที่เธอรักที่สุด หลังจากที่เธอตั้งสติจากข่าวร้ายนี่ได้ ก็เขียนโน้ตทั้ง 10 ข้อนี่ขึ้นมา

ดูจากพลอตแล้วเหมือนเป็นเรื่องสลดหดหู่ แต่ไม่เลย...เพราะเธอเลือกในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด ด้วยหวังดี เธอแอบเตรียมแผนการณ์อนาคตสำหรับคนที่เธอรักเอาไว้เผื่อเมื่อเธอจากไป ทั้งอัดเทปไว้ล่วงหน้า หรือหาแฟนใหม่ให้สามี หาแม่ดีๆให้ลูกๆ เธอแอบทำเงียบๆด้วยความสุข สุขที่รู้ว่าเมื่อไม่มีเธอ ทุกคนยังมีความสุขต่อไปได้....

ความสุขของแอนส่วนหนึ่งเกิดมาจากการที่ เธอได้เจอกับลี ผู้ชายที่ตกหลุมรักเธอที่ร้านซักผ้า เขาอบอุ่น น่ารัก และหล่อเหลา ทำเอาคนดูตกหลุมรักหนุ่ม มาร์ค รัฟฟาโล่ ขึ้นเป็นกอง ..... หลังจากล่าสุดที่ได้ดูหนังของเขาเรื่อง Just Like Heaven ก็ไม่ค่อยอินเท่าไร แต่ดูเรื่องนี้ เขาเป็นชายที่โรแมนติกจริงๆ





ในฉากที่เธอไปมีสัมพันธ์สวาทกับลีที่ห้องโล่งเปล่าของเขา....บทสนทนาของทั้งคู่น่ารักจนอดอิจฉาไม่ได้

Ann: If you don't kiss me right now I'm gonna scream.[She screams, he kisses her]
Lee: If you don't kiss me right now, I'm gonna fucking scream.[She kisses him]





แต่ในบทสนทนานี้.....เศร้า.....สงสารลีขึ้นมาจับใจ.....

Lee: Ann, it's something I have to tell you and I have to tell you now.
Ann: Lee, I'm...
Lee: I love you! I'm in love with you... And the world seens less terrible because you exist! I feel like I wanna be with you for the rest of my life... And all that, the palpitations, and the nerves... the pain, the happiness, and the fear! I wanna... I wanna touch you all the times! I wanna take care of you and your girls! And even find your husband a decent job! And get you a house that doesn't have wheels and...
Ann: Careful...That sounds like a classic case of falling in love.
Lee: I am in love... I'm classically in love!



หนังกำกับโดย Isabel Coixet ผู้กับกับหญิงชาวสเปน ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Pretending the Bed is a Raft ของ Nanci Kincaid หนังดูธรรมดา เรื่อยๆ เพลงเพราะ ..แต่ เมื่อดูหนังจบก็อดทำให้นึกไม่ได้ว่า มีอะไรบ้างที่เรายังอยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ...ใครจะไปรู้ว่าจะตายเมื่อไร และมีอะไรบ้างที่อยากทำก่อนตาย.....


Link ของสคริปหนังเรื่องนี้

//www.script-o-rama.com/movie_scripts/m/my-life-without-me-script.html




 

Create Date : 03 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 19:13:04 น.
Counter : 751 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

Michiru
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






I am a Thai girl living in Bangkok, the colorful City of Thailand. I am in my early thirties.

My profession is as a teacher but my passion is in the arts, writing, singing, drawing, travel, and paper dolls.

I am a born-again dreamer that now believes anything is possible and that maybe in addition to changing my life for the better; I can enhance the lives of those around me and maybe even make the world a better place someday.



Friends' blogs
[Add Michiru's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.