Group Blog
 
All blogs
 

The Host อสูรนรกกลายพันธุ์ - 'คน' หรือ 'ใคร' กันแน่ที่เป็นอสูร?

ถ้าให้จินตนาการภาพถึงหนังอภิมหาสัตว์ประหลาดทำลายโลกจากฝั่งฮอลลีวูด คุณจะนึกถึงอะไร? สัตว์ร้ายที่เกิดจากการกลายพันธุ์ตัวใหญ่และดุร้ายที่ลุกขึ้นมาไล่ทำร้ายมนุษย์อย่างไม่ปราณีปราศรัย แต่ท้ายที่สุดก็มีพวกทหารและนักวิทยาศาสตร์เข้ามาร่วมปกป้องประชาชนตาดำๆที่ตกเป็นเหยื่อของสัตว์ประหลาดนั้นใช่ไหม?


แล้วคุณหวังว่าจะได้ดูอะไรจากหนังพวกนี้ล่ะ? CGเจ๋งๆ ฉากทำลายล้างโค-ตะ-ระ มันส์สะใจ ฉากคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตกเป็นเหยื่อแบบน่าสมเพช ฉากไล่ล่าสัตว์ประหลาดโดยทีมทหารติดอาวุธครบมือ และต้องมีฮีโร่สักคนสองคนที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อเข้าไปจุดระเบิดอะไรสักอย่างเพื่อฆ่าสัตว์ประหลาดตัวนั้น (และฮีโร่คนนั้นต้องเป็นคนอเมริกันเสียด้วย) ......ถ้าคุณหวังว่าจะดูสิ่งเหล่านี้ จขบ. ขอบอกได้เลยว่า คุณจะไม่ได้เห็นใน The Host (괴물) หรือในชื่อไทยว่า อสูรนรกกลายพันธุ์ หนังสัตว์ประหลาดสัญชาติเกาหลีที่จะนำมาฉายทางบิ๊กซีเนม่าวันเสาร์นี้ (17 พย.)






แม้ว่า ขึ้นเครดิตว่าเป็นหนังที่มีผู้ชมในเกาหลีมากถึงกว่า 12 ล้านคน และเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของเกาหลี แต่จขบ. เชื่อว่าต้องมีคนไทยหลายคนไม่ปลื้มกับหนังสัตว์ประหลาดเรื่องนี้อยู่พอสมควรแน่ เพราะเรามักคุ้นชินกับหนังสัตว์ประหลาดฟอร์มยักษ์จากโลกฮอลลีวูดซะมากกว่า เช่นเรื่อง Godzilla, Deep Blue Sea หรือ Lake Placid ที่คนดูจะได้มันส์กับการที่สัตว์กลายพันธุ์ออกทำลายล้างมนุษย์ แต่ใน The Host กลับกลายเป็นหนังดราม่า ที่มีสัตว์ประหลาดออกมาเป็นตัวประกอบเท่านั้น


หลังเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดเมื่อ 11 กันยายน 2001 ถือเป็นชนวนสำคัญที่จุดประกายให้ประชาชนมีความตื่นตัวทางสังคม เพราะเหตุการณ์ ไม่ได้ส่งผลกระทบแต่เพียงในอเมริกาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสังคมโลกซึ่งมีผลพวงมาเป็นลูกโซ่เช่น เหตุระเบิดที่บาหลี เหตุการณ์วางระเบิดรถไฟที่ลอนดอน หรือความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รุนเเรงมากขึ้นทุกวันๆ และผลสะท้อนที่ส่งมาถึงยุคหลัง 9/11 นี่เองทำให้ผู้คนเปลี่ยนทัศนคติที่ตนเองมีต่ออเมริกาเสียใหม่ แม้กระทั่งวงการภาพยนตร์เองที่มีความตื่นตัวในเรื่องนี้ เช่นงานกำกับของไมเคิล มัวร์ ที่วิพากษ์อเมริกาอย่างไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมใน Bowling for Columbine และ Fahrenheit 9/11


และหนัง The Host ของผู้กำกับ บอง จุนโฮ ก็เป็นหนังที่กล้าตบหน้าอเมริกาฉาดใหญ่ ที่แม้หน้าหนังจะเป็นหนังสัตว์ประหลาด แต่ที่จริงแล้วเป็นหนังวิพากการเมืองและสังคมชั้นดีที่แสดงทัศนคติต่ออเมริกาอย่างโจ่งแจ้ง ตัวหนังอิงจากเหตุการณ์จริงที่เกิดในเกาหลีใต้ที่อยู่ใต้อิทธิพลของอเมริกามาโดยตลอดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังเช่นความเป็นจริงที่มีการปล่อยสาร formaldehyde (หรือ ฟอร์มาลีน ที่ใช้ในการดองศพ) จากทหารอเมริกาลงแม่น้ำของเกาหลีในปี 2000 และจากเหตุการณ์นี้ก็ไม่สามารถจับผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ เพราะกองทัพสหรัฐไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความเคืองแค้นให้กับชาวเกาหลีเป็นยิ่งนัก


หนังเปิดฉากด้วยความเงียบสงบด้วยภาพผู้คนใช้ชีวิตประจำวันอย่างสบายใจอยู่ริมแม่น้ำฮาน แต่จู่ๆ ก็มีสัตว์ประหลาดโผล่ออกมาจากแม่น้ำแล้วออกไล่จับชาวบ้านมากิน แต่แทนที่รัฐบาลจะหาทางกำจัดสัตว์ประหลาดตัวนี้ กลับยินยอมให้กองทัพจากสหรัฐอเมริกาเข้ามากักบริเวณผู้ที่สัมผัสตัวเจ้าสัตว์ตัวนี้เพราะอเมริกาต้องการได้หน้าจากการวิจัยเจ้าสัตว์ประหลาด


สุดท้ายคนที่ต้องดิ้นรนต่อสู้คือประชาชนตาดำๆที่ไร้ทางสู้ ดังเช่นครอบครัวของพระเอกที่ตัดสินใจหนีออกจากสถานกักกันโรคเพื่อออกไปช่วยลูกสาวกันเอง โดยในมือมีเพียงอาวุธจิ๊บจ้อยที่ดูแล้วไม่น่าจะสะกิดผิวของเจ้าสัตว์ประหลาดได้เลย


สังเกตว่าทั้งเรื่องก็มีแต่ประชาชนตาดำๆที่ต้องต่อกรกับสัตว์ประหลาดตามยถากรรม แล้วไอ้เจ้า ผู้มีอำนาจในรัฐบาลเกาหลี มันหดหัวอยู่ที่ไหน คนดูก็เห็นแต่เจ้าหน้าที่อเมริกัน องค์กรอเมริกัน และกำลังทหารอเมริกันที่เข้ามาเป็น watch dog คอยจัดการเจ้าตัวร้าย เช่นฉากช่วงแรกของหนังที่แดกดันพฤติกรรมแบบฮีโร่ของอเมริกาโดยให้นายทหารอเมริกันคนนึงเข้าไปสู้กับสัตว์ประหลาดแบบถวายชีวิต ทั้งๆที่คนอื่นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง ทำให้นึกไปถึงสงครามอิรักที่ชอบโปรโมททหารอเมริกาเข้าไปอุ้มเด็กชาวอิรักอย่างรักใคร่โดยไม่นึกถึงความเป็นจริงว่าใครล่ะที่เป็นผู้ร้ายทำให้เด็กน้อยพวกนี้เป็นกำพร้า หรือตัวหนังที่ทางการอเมริกันอ้างว่าเจ้าสัตว์ประหลาดอาจจะมีไวรัสร้ายแรง ทำให้ผู้ที่สัมผัสถูกเจ้าสัตว์ร้ายกลายเป็นเหยื่อให้ถูกล่า และกักกัน ซึ่งเป็นการจิกกัดอเมริกันที่บุกเข้าไปอิรักด้วยข้ออ้างที่ว่าอิรักอาจมีอาวุธชีวภาพร้ายแรง แต่สุดท้ายก็ไม่พบอาวุธร้ายตามที่อ้าง สิ่งที่นโยบายอเมริกาทำร้ายคนเกาหลีในหนังไม่ต่างกับสัญญา FTA ที่อเมริกาใช้บีบเกาหลีในตอนนี้ หรือการที่ฐานทัพอเมริกาไม่ยอมย้ายออกไปจากเกาหลี รัฐบาลเกาหลีเองก็ทำอะไรไม่ได้สุดท้ายก็ต้องเป็นประชาชนตัวเล็กๆที่ต้องลุกขึ้นมาประท้วง หนังเรื่องนี้มันเป็นภาพสะท้อนของเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกที่ประชาชนลุกขึ้นมาต่อกรกับผู้มีอำนาจ เช่นการที่ประชาชนเกาหลีใต้รวมกันประท้วง FTA หรือ หรือแม้ในปี 2549 ที่คนในบ้านเราลุกขึ้นมาต่อต้านผู้นำของเราหลังจากที่ปล่อยให้เขาตักตวงผลประโยชน์ไปหลายปี


อีกฉากที่แดกดันได้อย่างเจ็บปวดคือฉาก ‘ควันเหลือง’ ที่อเมริกาเอามาปล่อยเพื่อฆ่าเชื้อสัตว์ประหลาด แต่สุดท้ายมันก็ฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง อันนี้ผู้กำกับต้องการให้เป็น paradox ถึง ‘ฝนเหลือง’ (Agent Orange) ที่อเมริกาใช้ในสงครามเวียดนามด้วยหรือเปล่า? จขบ. ก็มิอาจทราบได้ แต่การปล่อยฝนเหลืองเพื่อทำลายยุทธวิธีกองโจรของเวียดนามนั้นไม่ได้ทำลายเพียงทหารเท่านั้น เพราะมีประชาชนตาดำๆอีกหลายคนพัน หลายหมื่นที่ได้รับผลกระทบจนถึงวันนี้ แถมไอ้เจ้าอเมริกันที่ชอบทำตัวเป็นตำรวจโลกนี่แหละที่ไม่ยอมเข้าร่วมประชุมสัมมนาเรื่องผลกระทบของฝนเหลืองที่กรุงฮานอยในปี 2549 ทั้งที่ตัวเองนั่นแหละที่เป็นตัวต้นเหตุ หนังสื่อให้เห็นว่าการปล่อยให้อเมริกาเข้ามามีบทบาทประเทศ โดยที่รัฐบาลนิ่งเฉยดูดาย หรือการทำงานของรัฐบาลที่เน้นการสร้างสถานการณ์ โดยที่ประชาชนผู้เดือดร้อนไม่อาจหวังพึ่งพิงได้เลย มันทำร้ายประชาชนตาดำๆมากขนาดไหน


และในท้ายที่สุด ในหนังมีการออกแถลงการณ์ของผู้มีอำนาจออกทางสื่อโทรทัศน์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เป็นแค่ผลจากความผิดพลาดด้านการสื่อสาร นั่นเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องตอบคำถามใดๆ หรือเปล่า หรือแท้จริงแล้วเป็นการปกปิดความเลวร้ายของตน?


นักแสดงแต่ละคนแสดงได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งพระเอกที่เป็นคนไม่เอาไหน ไม่มีความน่าเชื่อว่าจะเป็นพ่อที่ดีเลยสักนิด (ถ้าไม่นับจากการที่เขาพยายามเข้าไปช่วยลูกตัวเองแล้วล่ะก็ ข้อดีที่สุดของเขาคือการที่เขาพยายามเก็บตังค์ชื้อมือถือให้ลูกสาว) พ่อของพระเอกที่เป็นคนแก่ที่มีปรัชญาดำเนินชีวิตของตนเอง (แม้จะขโมยหนวดปลาหมึกเส้นเดียวก็ไม่ได้) พี่ชาย(หรือน้องชายของพระเอกนี่แหละ) ที่เป็นปัญญาชนเสรีแบบสมัยสงครามเวียดนาม ที่มีอิสระ ไม่ทำมาหากิน ขี้เหล้าเมายา แต่ต่อต้านสังคม (Anti-social) และน้องสาวเป็นคนที่เก่งจัดชอบแข่งขัน แต่กลับแพ้ไม่เป็น (ซึ่งสะท้อนการแข่งขันกันของคนในสังคมปัจจุบัน) และลูกสาวของพระเอกที่เป็นตัวแทนของเด็กยุคใหม่ที่คอยแต่พึ่งพาพ่อแม่ ไม่เอาไหน ขี้เกียจ และอยากได้อยากมีในวัตถุอย่างเช่นมือถือเครื่องใหม่รุ่นใหม่ เป็นต้น


และอย่างที่เกริ่นไว้ในช่วงต้นๆแล้วว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่ามากกว่าที่จะเป็นหนังแอ็กชั่นสัตว์ประหลาด ถ้าหวังดูภาพทำลายตึก พังบ้าน ระเบิดตูมตาม ยิงเลือดกระจาย หรือหวังดูหนังสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ที่มีความสมเหตุสมผลว่ามันกลายพันธุ์ได้อย่างไรแบบหนังวิทยาศาสตร์ คุณอาจจะผิดหวัง แต่ถ้าจะดูดราม่าดีๆสักเรื่อง เรื่องนี้น่าจะทำให้คุณไม่ผิดหวังเท่าไรนัก


ทิ้งท้ายด้วยคำพูดสุดแสนคลาสสิคจากหนังโปรดของ จขบ. เรื่อง V for Vendetta……


People should not be afraid of their governments,
governments should be afraid of their people.



ลิงค์เรื่อง FTA เกาหลี

ftawatch




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 23:59:10 น.
Counter : 3875 Pageviews.  

The Trueman Show ความอยากรู้เรื่องชาวบ้าน / ความตอแหลของสื่อโฆษณา

เรื่องนี้เคยเขียนเป็นดราฟไว้พักนึงแล้ว แต่ไม่เสร็จสักที พอดีสาว Bernadette รึเควสเรื่องนี้มา เลยเข้าทาง เอามาปัดฝุ่นอัพขึ้นบลอกสักที


The Truman show (1998)หนังเรื่องโปรดอีกเรื่องของ จขบ. ที่เอานักแสดงตลกหน้ายางยืดมาเล่นหนังชีวิตได้อย่างดูไม่เบื่อ และดูแล้วต้องแอบสะใจกับมุกจิกกัดสื่อโฆษณาได้อย่างถึงใจ และตลกร้ายที่ทำให้ขำไม่ออก


หนังเริ่มต้นจากภาพชีวิตของชายที่ชื่อ Truman Burbank (Jim Carrey) ผู้มีชีวิตที่แสนจะธรรมดา มีอาชีพการงานที่มั่นคง มีบ้านสวยขนาดพออยู่สบาย มีภรรยาที่แสนดี มีเพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก ดูแล้ว ชีวิตของนายคนนี้ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น


แต่หนังเริ่มมีจุดหักเมื่อวันนึงเขาเจอ Spotlight ตกลงมาจากท้องฟ้า ซึ่งคนปกติเมื่อเห็นอย่างนั้น อาจจะสงสัยหรือรู้สึกถึงความผิดปกติบ้าง แต่นาย Truman ของเรากลับไม่เฉลียวใจใดๆในความผิดปกตินั้น


ชีวิตของนาย Truman ที่น่าจะเรียบง่าย สงบสุขกลับเกิดความพลิกผันเมื่อเขาพบว่าที่จริงแล้วชีวิตของเขานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Reality Show ฉบับเมกะโปรเจค ทุกอย่างรอบตัวเขาทั้งบ้าน ที่ทำงาน เมืองทั้งชายทะเลทั้งเมือง หรือแม้แต่พระอาทิตย์และพระจันทร์ก็เป็นเเค่เพียงฉากในโรงถ่ายรูปโดมที่ใหญ่ที่สุดในโลก


ที่น่าเจ็บปวดไปมากกว่านั้นคือ คนรอบกายของเขาทุกคนล้วนเป็นตัวละครที่ถูกคัดมาเพื่อการนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนปลอม พ่อปลอม เพื่อนบ้านปลอม ลูกค้าปลอม เจ้านายปลอม หรือแม้กระทั่งเมียปลอมๆ ของเขาเอง ชีวิตของเขาเป็นเพียง Reality Show ทางโทรทัศน์ให้คนทั้งโลกได้ดูกัน(โดยไม่มีการโหวต)


ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้นึกรายการที่ตามถ่ายและฉายให้เห็นภาพชีวิตผู้เข้าแข่งขันตลอด 24 ชม. และใช้ระบบการโหวตตัดสินแพ้ชนะ...และเท่าที่ จขบ.เคยได้ดูรายการแบบนี้มาบ้าง ก็ขอฟันธงว่า ไม่ว่าจะมีรายการแบบนี้อีกกี่รายการ คนที่ถูกโหวตให้ชนะก็น่าจะเป็นเพศชายที่หน้าตาดีแบบอินเทรนด์!!! ทำไมน่ะหรือ เพราะเมื่อสังเกตว่า คนที่ดูรายการพวกนี้แล้ว(รวมถึง จขบ.) ก็มักจะรู้สึกมีส่วนร่วม จนบางทีก็รู้สึกว่าคนที่อยู่ในรายการเป็นเหมือนคนรู้จักมักคุ้นเลยทีเดียว เนื่องจากคนดูจะได้เห็นภาพการใช้ชีวิตของพวกเขาตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน และเห็นพัฒนาการต่างๆ จนกลายเป็นความผูกพันแบบไม่รู้ตัวและต้องใจอ่อนแอบกดโหวตไปหลายที และคิดว่าเพศที่กดโหวตส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้หญิง (และผู้ที่มีจิตใจเหมือนผู้หญิง)เพราะเพศหญิงเรามักจะทุ่มเทให้กับคนรักมากกว่าเพศชาย และคิดว่าฐานคะแนนโหวตส่วนใหญ่น่าจะมาจากคนที่กลุ่มอายุ 30 ปี ลงมา(วัยรุ่นนั่นแหละ)


ถ้านาย Truman รู้ว่าจะได้เป็นดารา เขาอาจจะดีใจ แต่นี่เขาได้เป็นดาราโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด เขาจะรู้สึกยังไงว่าทุกอย่างที่ตัวเองมีอยู่ล้วนแล้วแต่เป็นของปลอม มีสิ่งจริงแท้เพียงสิ่งเดียวคือจิตวิญญาณภายในแห่งตน - สัญชาตญาณของมนุษย์ที่อยากออกไปสำรวจโลกกว้าง


ในวัยเด็ก เขาประกาศต่อหน้าชั้นเรียนอย่างเด็กช่างฝันว่า



Young Truman: I want to be an explorer, like the Great Magellan.

Teacher: Oh, you're too late! There's nothing left to explore!


นาย Christof ผู้ผลิตรายการ(Ed Harris) คงจะเล็งเห็นแล้วว่า มันเป็นธรรมชาติมนุษย์ที่ต้องอยากรู้อยากเห็นโลกภายนอก นายคนนี้เลยสร้างปมให้กับพระเอกตั้งแต่ยังเด็ก นั่นคือ จัดฉากให้นาย Truman กลัวน้ำ นั่นเอง


แต่แม้ว่า Truman จะกลัวน้ำ หรือถูกขัดขวางไม่ให้ออกจากเมืองหลายครั้ง แต่ไฟฝันที่อยากออกผจญภัยก็ไม่เคยจางหายไปใน เช่นในบทสนทนาที่เขาคุยกะเมียตัวเองหลายๆครั้ง...แต่เมียเขาก็คอยดับฝันเขาอยู่เรื่อยๆ





แต่เมื่อความแตก Truman ก็เริ่มค้นหาโลกที่แท้จริงของเขา จน Christof ต้องออกมาขวาง

Truman:Who are you? คุณเป็นใคร

Christof: I am the Creator - of a television show that gives hope and joy and inspiration to millions. ผมเป็นคนสร้างรายการทีวี.......

Truman: Then who am I? แล้วผมเป็นใคร

Christof: You're the star. คุณก็เป็นดาราไง

.......................................................


Christof: I know you better than you know yourself. ผมรู้จักคุณมากกว่าที่คุณรู้จักตัวเองเสียอีก

Truman: You never had a camera in my head! คุณไม่มีกล้องในหัวของผมหรอก!





Peter weir (ไม่ใช่ weird นะคะ) สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ในปี 1998 ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นพลอตที่แปลกใหม่ และหนังยังเสียดสีสื่อที่ชอบหลอกลวง และยังเหน็บแนมอเมริกันชนที่ชอบดูชีวิตของคนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ต้องทำอะไรนอกจากนั่งดูอย่างเดียว เช่น Reality Show ซึ่งกำลังฮิตในปัจจุบัน คำว่า Truman มาจาก True + Man = มนุษย์ของแท้ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่ามนุษย์จอมปลอม เพียงแต่ว่า Truman ไม่รู้ตัวว่าชีวิตจริงตนเป็นเพียงแค่ละคร ในขณะที่ Reality Show ทั้งหลายล้วนเป็นเรื่องแต่งตามสคริปต์ทั้งนั้น


นอกจากหนังจะพยายามสะท้อน Reality Shows ที่ว่าเรื่องราวใด ๆ ล้วนสร้างให้เกิดขึ้นตามสคริปต์ได้ ตัวหนังยังยกประเด็นแดกดันลัทธิบริโภคนิยมที่คนเสพสื่อต้องเผชิญ ภาพโฆษณาแฝงในหนังสะท้อนความจริงในชีวิตเราที่ถูกยัดเยียดให้มีรสนิยมปลอม ๆ จากโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเพิ่มยอดขาย (และโปรดอย่าลืมว่าโฆษณาชวนเชื่อเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมความคิดของจอมเผด็จการมากมาย ) ... เช่นสาวไทยหลายคนที่โดนล้างสมองไปกับโฆษณาหน้าขาว ใส ไร้สติ ตบทีเดียวอยู่ ผมตรงเป๊ะเหมือนทำสปาจากซาลอน กินหรือทำบุญแค่มื้อละ 5 บาทประหยัดไว้ซื้อเสื้อแบรนด์เนมตัวละหลักพัน สินค้าอ้างสรรพคุณสมุนไพร ใช้ไปผัวจะรักหลงภายในเจ็ดวัน แล้วก็รูดปรื๊ด รูดปรื๊ด.....ว่างๆลองไปนั่งดูสาวๆ ในกรุง เดิน มา 10 คน รับประกันว่า 8 ใน 10 นี่ถอดแบบพิมพ์เดียวกันมาหมดหรืออย่างยุคนึงที่ชาเขียวครองโลก สื่อก็ประโคมกันเข้าไป จนทุกอย่างแม้แต่ยาสีฟันกะผ้าอนามัยยังต้องใส่ชาเขียว ขนาดหลอกคนดูว่าหนอนชิเหม่โจไต๋ออกลูกเป็นตัวหนอน (ไม่ได้ดูไลฟ์ ไซเคิ่ลของสัตว์เล้ย) จขบ.เชื่อว่าวันหนึ่งเราก็อาจจะกินอึ กินดิน กินทราย (แข่งกะนักการเมืองบางคน) ก็ได้ หากมีบริษัทไหนโหมประโคมข่าวทางสื่อสร้างกระแสว่ากินแล้วอินเทรนด์ หรือกินแล้วสุขภาพดี ผอมเพรียว ขาวใสขึ้นมา


พล่ามมานาน วกเข้าเรื่องหนังดีกว่า ท้ายสุด Truman หาทางหนีออกจากโลกปลอมๆนี้เพื่อไปหานางเอกที่เคยเป็นตัวประกอบแต่ถูกตัดบทออกไปเพราะดันไปรักพระเอกเข้าจริงๆ


ฉากที่ทรูแมนฝ่าทะเลออกไปเจอทางตันที่เส้นขอบฟ้าฉากที่แทบจะเชือดคอคนดูให้ตายในคมมีดเดียว และฉากสนทนาของ Christof เพื่อให้ Truman กลับมาแสดงอีกครั้งแต่ได้รับการ ปฏิเสธ อย่างไม่ยี่หระกับช็อตที่ Truman เปิดประตูก้าวออกไปสู่โลกแห่งความจริงก็ทำให้คนดูอดสะใจไม่ได้


แล้วคนดูก็เห็นชีวิตของ Truman เพียงเท่านี้



หนังเรื่อง The Truman Show ถือว่าเป็นหนังที่ดูสบายๆ แต่แอบกัดได้ดี Jim Carrey กะ Ed Harris ประชันบทบาทกันได้ดี (ในฐานะ โปรดิวเซอร์-นักแสดง / พ่อ – ลูก / หรือฐานะพระเจ้า – มนุษย์....สุดแล้วแต่คนดูจะตีความ) และเมียพระเอก (คนที่เล่น Love Actually ด้วยนั่นแหละ) สาวคนนี้ก็เล่นได้น่ารักทีเดียว ถ้าชอบหนังแนวนี้น่าจะลองหาหนัง เช่น American Dreamz (ของพ่อหนุ่มตาโศก Huge Grant) หรือหนัง Quiz Show (ของหนุ่มใหญ่มากความสามารถ Ralph Fiennes ) มาชมนะคะ ......แล้วถ้าใครอยากแนะนำเรื่องอื่นเพิ่มล่ะก็ รบกวนมาแนะนำมาได้เลยนะคะ ....ยินดีค่ะ




Images: all from official site





 

Create Date : 31 ตุลาคม 2550    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2553 0:14:46 น.
Counter : 841 Pageviews.  

Romeo and Juliet (1968) เมื่อรักไม่ใช่เรื่องของคนสองคน





 




ณ เมืองเวโรนาอันเป็นฉากแห่งเรื่องนี้ 2 ตระกูลใหญ่ซึ่งมีเกียรติยศเสมอกัน แต่ด้วยความแค้นแต่หนหลัง ก่อให้เกิดโทสะใหม่ จนญาติวงศาพากันนองเลือดทั้งสิ้น จากอุทาหรณ์ของ 2 ตระกูลคู่อริ บุตรของทั้งสองตระกูลต้องร่ำไห้เพราะ ความรัก ไม่สมหวัง จึงสังเวยรักด้วยชีวิต เรื่องขุ่นเคืองของ 2 ตระกูลจึงยุติ ..





ในเมืองเวโรน่า มีตระกูลขุนนางสองตระกูล คาปูเล็ต และ มอนตาคิว สองตระกูลนี้ไม่ถูกกันอย่างยิ่งยวดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เจอกันเป็นไม่ได้ต้องมีเรื่อง





ทั้ง 2 ตระกูลมักจะดวลดาบตัวต่อตัว ใครไม่มีอาวุธก็ใช้มือเปล่าชกชุลมุน บ้างก็เรียกคนในปราสาทมาสมทบ ไล่ต้อนชนข้าวของกระจัดกระจาย แผงขายของล้มเกลื่อน เป็นที่ระอาของชาวเมือง ....มีเรื่องทีไร ส่วนใหญ่ถึงขั้นฆ่าแกง ความแค้นลงไปถึงบ่าวรับใช้ทั้งสองบ้านด้วยเหมือนกัน



แล้วก็มีหนุ่มน้อยนาม โรมิโอ บุตรชายแห่งตระกูลมอนตาคิว กำลังหลงหัวปักหัวปำกับหญิงงามนาม โรซาลีน แต่โรซาลีนไม่ไม่เคยเลยที่จะหันมาเหลียวมอง

" ถูกแล้ว ทุกข์ใดทำให้ โรมิโอ ทอดเวลาเศร้าระทม "

" ไร้สิ่ง หากแม้นได้ จะทำให้โมงยามสั้นโข "

" เพราะรักหรือ? "

" ไร้รัก ไร้เมตตา รักคือควันเกิดมีจากไอแห่งความถอนใจพัดขึ้น เหมือนอัคคีที่แววตาผู้รักไซร้ข้อง เหมือนสมุทรใหญ่เต็มน้ำตาแห่งผู้รัก และเป็นอะไรอีก? เป็นความบ้าอันดีหนักหนา รสขมที่ขื่นนัก และรสหวานสมานใจ.. "




แล้ววันหนึ่ง ท่านเคาท์คาปูเล็ตจัดงานเต้นรำขึ้นมา โดยเชิญหญิงสาวสวยทุกคนในเมืองมางาน ใครจะมาร่วมงานด้วยก็ได้ ยกเว้นคนในตระกูลมอนตาคิว แล้วเมอร์คูติโอเพื่อนของโรมิโอกับเบนโวลิโอก็ยุให้โรมิโอไปร่วมงานด้วยเพราะว่าโรซาลีนก็ได้รับเชิญเหมือนกัน





เพื่อนๆเบื่อโรมิโอที่ไปรักผู้หญิงที่ไม่เคยสนใจตัวเอง เลยอยากให้ไปเปิดหูเปิดตาว่าในโลกนี้ก็ยังมีผู้หญิงสวยอีกเยอะ เพราะถ้าไปงานนี้โรซาลีนจะกลายเป็นกาในฝูงหงส์ไปเลย แล้วทั้งสามคนก็ใส่หน้ากากแฝงกายซ่อนเร้นเข้าไปงานปาร์ตี้ประจำตระกูลคาปูเล็ต








โรมิโอและสหายเดินปะปนกับแขกรับเชิญคนอื่น สอดส่ายสายตาผ่านคนโน้นทีคนนี้ทียังไม่ถูกใจใคร ครั้นเหลือบมองกลุ่มชายหญิงที่จับมือล้อมวงเต้นรำก็ประสบพบเจอ ..





" นางผู้เป็นประดุจแสงโคมเจิดจ้า ราวกับดวงดาวกะพริบยามค่ำคืน หรือ อัญมณีหาค่ามิได้ ช่างงามเหนือคำบรรยาย พระเจ้าส่งนางผู้สวยเด่นฟ้าลงมายังโลกา นางทำให้หัวใจข้าเต้นแรงระส่ำ จบเพลงระบำพลันจะคอยดูหล่อนอยู่ไหน แล้วต้องมือน้อยๆ เคยรักแน่หรือใจข้า .. ตาเอ๋ยข้าไม่เคยเห็นใครงามจริงเท่าคืนนี้ "



กลุ่มนักร้อง,นักดนตรีขยับมากลางฟลอร์ เสียงเพลงบรรเลง A Time For Us





A time for us, some day there'll be

When chains are torn by courage born of a love that's free

A time when dreams so long denied can flourish

As we unveil the love we now must hide

A time for us, at last to see

A life worthwhile for you and me

And with our love, through tears and thorns

We will endure as we pass surely through every storm

A time for us, some day there'll be a new world

A world of shining hope for you and me

For you and me



โรมิโอได้ตกหลุมรักกับจูเลียต บุตรสาวแห่งตระกูล คาปูเล็ตเข้าให้แล้วก็ลั่นวาจาเกี้ยวพาแบบหวานๆ แฝงอะไรที่คนมีปัญญาเท่านั้นเข้าใจ




" ข้าล่วงล้ำมาในสถานวโรดมด้วยหัตถ์ไร้ค่า ปากหาร้ายไม่ ริมฝีปากข้านั้นเหมือน ผู้แสวงบุญ ขอแก้กิจกาลีด้วยรอยจุมพิต "
แล้วโรมิโอก็แอบดึงมือน้อยๆของจูเลียตมาจูบ


แล้วสาวน้อยก็โต้ตอบด้วย witty words …..ฉลาดเท่าเทียมกัน....


" ท่านอุบาสกสิแสนผิด ทำกิจธุระถูกจึ่งดี หัตถ์ของผู้แสวงบุญจับต้องควรที่ พึงประนมมือนมัสการโดยแท้ " จูเลียตประสานมือโรมิโอ " มือข้าจะสู้รอยจุมพิตมิได้หรือ "



" อุบาสกโปรดจงไหว้วอนเทวา "

" อนุญาตให้โอษฐ์ข้าได้สนอง ขอให้ ศรัทธา จงบังเกิดอย่าได้ สิ้นหวัง เลย "

" ข้าไม่ได้หวั่นไหว จงประสาทพรมา "

" จงอย่าบีบ ข้าจะประทานพรด้วยริมฝีปากข้า ขอโอษฐ์นางให้ข้าล้างบาป(จุมพิต) "

" ปากนั้นย้อนรับบาปที่ติดมา "

" บาปจากโอษฐ์ข้าหวานดื่มด่ำชื่นอุรา ขอบาปข้านั้นคืนอีก(จุมพิต) "






แต่แล้ว ทิบอลต์ หลานฝ่ายคาปูเล็ตจำเสียงโรมิโอได้ แล้วเคืองว่าเป็นมอนตาคิวกล้ามางานนี้ได้ยังไง…..แต่ท่านเคาท์คาปูเล็ตยกให้เพราะเป็นงานรื่นเริงและโรมิโอก็ทำตัวเยี่ยงสุภาพบุรุษมาตลอด


โรมิโอมารู้ทีหลังว่าผู้หญิงที่ตัวเองตกหลุมรักเป็นทายาทตระกูลคาปูเล็ตนาม จูเลียต

" เธอเป็น คาปุเล็ต พระเป็นเจ้า ชีวิตข้าถูกขวางกั้นด้วยความแค้น "


จูเลียตเองพอมารู้ว่าชายที่ตัวเองคุยด้วยเป็นมอนตาคิวก็ตกใจเพราะตัวเองได้หลงรักเขาเข้าแล้ว



" เสห่นาเกิดขึ้นจากความรัก แรกพบไม่เฉลียว บัดนี้สายไปแล้ว โอ้ความรักทำให้ทุกข์ตรมมหันต์ เราไม่สมัครใจสักนิด "


ความรักทำให้คืนนั้นไม่มีใครนอนหลับ




จูเลียตไปรำพึงรำพันอยู่ที่ระเบียงถึงโรมิโอว่าตัวเองหลงรักชายคนนี้เพียงใดโดยที่ไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวแอบฟังอยู่

" โอ้ โรมิโอ โรมิโอ ๆ ใยท่านเป็นโรมิโอ ตัดขาดจากบิดา เปลี่ยนนามท่านเถิด หรือถ้าทำไม่ได้เพียงปฏิญญารัก ข้าจะเลิกเป็นคาปุเล็ต "

" นามท่านผู้นั้นซึ่งเป็นคู่อริ ท่านเป็นตัวท่านหาใช่ปรปักษ์ไม่ ส่วนใดล่ะเป็นมอนตะคิว ไม่ว่าหัตถ์,บาท แขน,ใบหน้า,ฟันหรืออวัยวะใดที่เป็นของบุรุษ โอ ใช้นามอื่นเป็นไร นามนั้นสำคัญไฉนที่เราเรียกกุหลาบนี้ แม้เรียกว่าอย่างอื่นก็หอมระรื่นอยู่เหมือนกัน โรมิโอก็ฉันนั้น แม้นามท่านมิใช่โรมิโอท่านก็งดงามสมชาย โดยไม่ใช้นามนั้น โรมิโอ ทิ้งนามนั้นเถิด ทิ้งเหลือเพียงตัวท่านแล้วรับข้าไปทั้งกายา "






แล้วโรมิโอก็ทนไม่ไหวแสดงตัวออกมาโต้ตอบราวกับว่าคำพูดนั้นพูดกับตัวเองแทนที่จะเป็นการรำพึงรำพันคนเดียว

" หา ! ข้าตอบรับตามวาที (โรมิโอโผล่พรวด จูเลียตตะลึงจ้อง) เรียกข้ายอดชู้แล้วข้าจะทิ้งนามทั้งปวง ข้าจะไม่เป็นโรมิโออีกต่อไป "

" โดยนามนั้นข้าหาได้อยากบอกกล่าวไม่ พระเจ้าทราบว่าข้าเกลียดชื่อข้า ด้วยนามนี้คือ ศัตรู นาง แม้เขียนอักษรข้าจะถอนถ้อย "



แล้วสองคนก็คุยกัน



" ท่านมานี่ได้อย่างไร กำแพงแห่งสวนขวัญก็แสนสูงข้ามลำเค็ญ หากญาติข้ามาพบเห็นจะเป็นซึ่งที่ตาย "

" ด้วยปีกของรักหอบข้าข้ามกำแพงมา โค้งศิลาหากั้นรักได้ไม่ สิ่งใดรักอาจทำ,รักทนงลองทำได้ แม้ญาติคนใดของเจ้าหรือจะห้ามข้า "

" ชู่ว์วว ข้าไม่อยากเห็นท่านถึงฆาต "

" ราตรีอำพรางข้าจากตาเค้า ถ้านางรักข้า แม้ใครมาพบข้าก็ไม่หวั่น ชีวิตม้วยเพราะชังดีกว่าไร้รักจากยาใย "

" ท่านรักข้าเหรอ ข้ารู้เจ้าจะตอบรับและข้าก็จะเชื่อ หากแม้นสาบานอาจจะผิดคำ เป็นคู่รักร้างให้ใครเห็นขัน โรมิโอยอดชายถ้าท่านรักข้าจงแถลงอย่างซื่อสัตย์ แม้ท่านตรึกว่าข้าใจเร็วจงหนีหน้าไปแล้วข้าจะไม่กล่าวอันใด โลกาย่อมรู้ดีข้าต้องเสน่ห์มอนตะคิว ท่านอาจคิดว่าข้าประพฤติมิชอบ เชื่อข้าเถิดยอดชาย ข้าจะพิสูจน์ว่าเป็นจริงยิ่งกว่าจริงแท้ ฮึ มันดูแปลกไป ข้ายอมสารภาพสิ่งที่วูบไหวในใจ ข้าต้องขออภัยที่ข้าเปิดเผย ความรัก อย่างโจ่งแจ้งดุจความมืดไร้หน้ากากบังหน้า "

" ข้าขอสาบานรักต่อจันทรา "

" อย่าสาบานแบบนั้น จันทราบ่เที่ยงตรง ทุกเดือนจันทราย้ายวงโคจรดังเช่นรักท่านอาจ โลเล "

" งั้นให้ข้าสาบานต่อสิ่งใด "

" มิต้องสาบาน ท่านกล้าสาบานก็แล้วแต่ท่านเถิด เพราะข้าถือว่าท่านเป็นเทวะ ข้าเชื่อท่าน "

" ข้ารักเจ้าสุดสวาท ข้าสาบาน โอ .. จูเลียต " โรมิโอโอบแขนกระชับร่างสาวน้อย พรมจูบทั่วใบหน้า

" ข้าขอลา รักดุจดอกไม้แย้มบานในคิมหันต์ จะเบิกบานขึ้นคราหน้าที่เราเจอกัน ลาก่อน ลาก่อน จงซ่อนความหวานนี้ไว้ในหัวใจท่านเช่นในทรวงอกของข้า "

" จะด่วนไปใย ข้ายังหวังเคลียคลอ "

" คลอเคลีย เท่าไหร่ จะสมฤดีในราตรีนี้ "

" แลกความรักข้าด้วยความรักเจ้าสิ "

" ข้าให้ก่อนท่านจะขอเสียอีก .. แต่ยินดีถนอมรักไว้ให้อีกครา "

" ตั้งแต่นี้ไปด้วยเหตุผลคือรักเดียว "

" ก่อนจากกันข้าขอมอบให้ท่านอีกครั้ง สิ่งที่ข้ามอบให้คือสิ่งที่ข้ามี หัวใจข้ากว้างใหญ่ดั่งทะเลลึก ความรักข้าลึกซึ้ง ยิ่งมอบให้ท่านเท่าไหร่รักนั้นยิ่งยาวนานชั่วกาล "




สองคนรักกัน





แต่สองตระกูลเป็นศัตรูกัน



" 3 คำล่ำลา โรมิโอ แล้วต้องลาไปล่ะ ถ้าความรักของเจ้าเป็นจริง ข้าตั้งใจวิวาห์พรุ่งนี้จะส่งข่าวมา ข้าจะส่งบ่าวข้าออกไปหา,นัดที่เหมาะทำการวิวาห์ ชีวิตวางแทบบาท ข้าจะตามสามีข้าไปทุกหน อย่าเพียงแต่พร่ำพรอดแล้วทิ้งให้ข้าโศกศัลย์ "

" ข้าจะไม่จากท่านไป "

" ราตรีสวัสดิ์พันหน พรุ่งนี้เวลาใดจะส่งคนไป "

" ลาก่อน คำนี้ช่างแสนหวาน ข้าอยากรำพันจนอุสาสาง .. "




เช้าวันต่อมาทั้งสองก็แอบแต่งงานกันด้วยความร่วมมือของบาทหลวงที่ซี้กับโรมิโอ แล้วโรมิโอก็สัญญาว่าจะมาหาอีกทีคืนนี้





แต่แล้วตอนกลางวัน โรมิโอกับเพื่อนๆมีเรื่องกับทิบอลท์ แล้วทิบอลท์ฆ่าเพื่อนคนนึงของโรมิโอ





แล้วโรมิโอก็ฆ่าทิบอลท์ตาย

" ลางแห่งหายนะเริ่มขึ้น ประเดิมความแค้นที่ไม่มีวันจบสิ้น เมอร์คิวชิโอ สิ้นชีพไปอยู่สรวงสวรรค์ชั่วนิรันดร์ ความแค้นนั้นข้าขอรับเองตั้งแต่บัดนี้ " โรมิโอสติแตก






ผลทำให้โรมิโอโดนสำเร็จโทษให้ออกไปจากเวโรน่าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ถ้าถูกเจอหลังจากนั้นจะโดนประหาร


คู่รักก็ใจสลาย เพิ่งแต่งงานกันเดี๋ยวนั้นแล้วก็เหมือนจะโดนพรากเดี๋ยวนั้น คืนนั้นโรมิโอไปหาจูเลียตตามสัญญา




ณ ห้องนอนของจูเลียต

" จะไปแล้วเหรอ ยังไม่รุ่งอรุณเลย เสียงนกไนติงเกลหาใช่นกล๊าร์กไม่ เสียงนกไนติงเกลขับขานเสียดแทงในยามราตรีเหนือคบต้นไม้ เชื่อข้ายอดรัก นั่นเสียงนกไนติงเกล " จูเลียต

" เสียงนกล๊าร์กขับขานยามเช้า มิใช่ไนติงเกลเป็นแม่นมั่น เปลวเทียนดับโรยแสงแล้ว ทิวาร่าเริงขึ้นเหนือยอดผาในพยับหมอกบูรพา ข้าต้องจำลาขืนอยู่ก็บรรลัย " โรมิโอ

" แสงนั้นไม่ใช่แสงทิวาดอก ข้ารู้ ดังนั้นจงอยู่ต่อเถิด ยังไม่ต้องรีบจรลี "

" ข้ายอมให้เค้าจับ ยอมให้เค้าผลาญชีวี ข้ายอมพลีชีพให้เจ้าหายใจ นั่นมิใช่แสงเงินแสงทองแห่งทิวา มิใช่นกล๊าร์กส่งเสียงลั่น สวรรค์รำไรอยู่เบื้องบน มาเถอะพญามัจจุราช จูเลียต ยินดีต้อนรับ "

" อา เช้าแล้ว ท่านจงไปเถิด โรมิโอ เช้าแล้ว นั่น นกล๊าร์ก ที่ส่งเสียงโหวกเหวก เสียงดนตรีแสนเพี้ยนนัก หาเสนาะหูไม่ ใครว่านกล๊าร์กร้องเพลงหวาน โอ ข้าว่าไม่จริง น้ำเสียงมันจะพรากเรา จงรีบไปเถิด แสงทองเริ่มจับขอบฟ้าทุกที "




โรมิโอ ออกจากเมืองตอนรุ่งสาง สัญญาว่าจะเขียนถึงจูเลียตทุกชั่วโมงไม่ว่างเว้น

" โอ ท่านต้องไปแล้วหรือสามีข้า ข้าอยากเห็น ได้ยินท่านทุกโมงทุกยาม เราจะจากกันแสนนานทั้งทิวาราตรี จงไปเถิดข้าจะไม่รั้งท่าน "

" ลาก่อนแม่ยอดหญิง ข้าจะส่งความรักถึงดวงใจ "

" โอ เราจะได้พบกันอีกหรือไม่ "

" แน่นอนยอดรัก จนกว่าจะสิ้นลมปราณ ชั่วดินฟ้าสลาย ลาก่อน ลาก่อน .. ข้ารักเจ้า "






แต่จากนั้นไม่กี่วันพ่อจูเลียตก็บังคับให้จูเลียตแต่งงาน บาทหลวงช่วยให้จูเลียตไม่ต้องแต่งงานซ้ำซ้อนโดยให้ยานอนหลับไปกิน โดยจูเลียตจะถูกพบในห้องเหมือนศพ แต่จะตื่นขึ้นมาในอีก42ชั่วโมง

" ความรักมอบพลังแด่ข้า " จูเลียตพึมพำ แล้วดื่มยาจนหมด



ระหว่างนั้นบาทหลวงจะส่งจดหมายบอกให้โรมิโอรู้แผน แล้วมาช่วยจูเลียตจากหลุมตอนที่ยาหมดฤทธิ์ แต่ข่าวว่าจูเลียตตายแพร่ไปไวมาก ไวกว่าจดหมายจากบาทหลวง ข่าวเดียวที่โรมิโอได้รับจึงเป็นข่าวการตายของจูเลียต



โรมิโอใจสลาย คงอยู่ไม่ได้หากปราศจากจูเลียต จึงซื้อยาพิษจากระหว่างทางไปเวโรน่า และตอนกลางคืนก็ไปถึงหลุมศพของจูเลียต แต่ไปจ๊ะเอ๋กับคนที่จะแต่งงานกับจูเลียตหลุมศพจูเลียตซะก่อน สองคนจึงทะเลาะกัน.....แล้วโรมิโอก็ฆ่าเค้าตาย



โรมิโอไปเจอร่างจูเลียตเย็นชืดนอนอยู่





แต่ทุกอย่างเหมือนเดิม จูเลียตยังคงสวยเหมือนที่ผ่านมา ราวกับว่ากำลังหลับเฉยๆ

" โอ้ ยอดรัก เมียข้า มัจจุราชปลิดลมปราณเจ้า มิอาจกระหายกลืนกินความงามของเจ้าได้ ความโสภายังปรากฏด้วยเลือดฝาดที่แก้มและริมฝีปาก ธงแห่งความตายยังมิได้ปักลง "



โรมิโอตั้งใจว่าจะฝังตัวเองข้างๆหญิงที่ตนเองรัก จึงดื่มยาพิษ

" จูเลียต ใบหน้าเจ้าช่างงดงามยิ่งนัก หรือว่า พญายม หลงเสน่ห์ในตัวเจ้า ทรงปราณีต่อโฉมตรูหวังถนอมเจ้าเป็นคู่ใจ ในที่นี้ข้าขอแนบกายเจ้ามิให้ใครล่วงล้ำ ข้าจะไม่หลีกหนีไปไหน ข้าจะอยู่กับเจ้า กับหนอนชอนไชกายา แขนข้าจะตระกองกอดร่างเจ้าไว้ ดวงตาสองคู่ สองปากจะแนบชิด สองเราจะอยู่เคียงคู่กันสุขสราญจวบกัลปาวสาน .. แด่ยอดรัก (ดื่มยาพิษจากขวดที่พกติดตัวมา) ด้วยจูบ ข้าขอลา "



จูเลียตตื่นจากยานอนหลับมาเห็นโรมิโอตาย มีขวดยาพิษในมือ........ยังคงงง สับสน


" นี่สิ่งใด ยาพิษฤทธิ์แรง คนใจดำ ดื่มไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว แล้วด่วนจากข้าไป ขอลมหายใจให้ข้าถอดถอน ริมฝีปากยังอุ่น ไม่ .. โอ ไม่ ฮือๆ "



แล้วพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เอามีดของโรมิโอปักท้องตัวเองตายข้างๆชายที่ตนรัก





"เสียงคนมา? ต้องไม่รอช้า กริช เจ้าเอย อกของข้าคืออกของเจ้า จงรับข้าไปอยู่ด้วยเถิด .. " จูเลียตแทงตนเอง, ล้มทับศพโรมิโอ





แล้วคนก็แห่กันมาเพราะได้ยินเสียงทะเลาะกันของโรมิโอกับปารีสคู่แต่งงานของจูเลียต พอเห็นศพสามคนก็งง พอทั้งสองตระกูลรู้เรื่องจากบาทหลวงกับจดหมายลาตาย แล้วก็คืนดีกันหลังจากสงครามที่มีมาหลายชั่วอายุคน โดยกว่าจะคืนดีได้ต้องแลกมาด้วยความตายของลูกที่ตัวเองรัก



คำปราศรัยต่อหน้านายบ่าวในพิธีศพที่จัดร่วมกันสองตระกูล

" ไหนล่ะ ศัตรู ของเจ้า คาปุเล็ต มอนตะคิว ดูเถิดว่าเกิดสิ่งใดบ้างจากความเกลียดชัง สวรรค์ทรงพรากความสุขของเจ้าด้วยความตาย และเค้าผู้เมินเฉยต่อการวิวาทก็สูญเสียญาติที่รักไปด้วย ทุกคนถูกลงทัณฑ์ สูเจ้าถูกลงทัณฑ์..!"






ทิวานี้นำมาซึ่งสันติ สุริยามิยอมฉายแสงส่อง ด้วยมิมีเรื่องใดที่โศกศัลย์เท่าเรื่องราวของ โรมิโอ และ จูเลียต ..












Romeo and Juliet หนังปี 1968 กำกับโดย Franco Zeffirelli เป็นหนังโรมิโอ และ จูเลียต ที่ ฉากสวย เพลงเพราะ ชุดสมจริง โดยเฉพาะ Olivia Hussey ที่สวย สวยมาก สวยที่สุด โดยเฉพาะหน้าสวยเหมือนตุ๊กตาพอเซเลน กะผมยาวสลวยที่ใครเห็นต้องอิจฉา....เสียดายที่หลังจากเรื่องนี้ เธอไม่ค่อยมีหนังอีกสักเท่าไร.....


Create Date : 16 ตุลาคม 2550    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 15:50:16 น.
Counter : 11619 Pageviews.  

Evita (1996) : Is she a sinner or a saint?




Evita หนังปี 1996 ที่มาจากละครเวทีบรอดเวย์ (คนละอันกับยี่ห้อกิ๊บติดผม Evita Peronni นะคะ) เป็นละครเพลง ประพันธ์ดนตรี โดยท่านเซอร์ Andrew Lloyd Weber ผู้โด่งดังจาก Phantom of the Opera ในหนังเรื่องนี้ ทางผู้สร้างพยายามนำเสนอความอลังการงานสร้างของเสื้อผ้า ฉาก สถานที่ ที่อาจจะต้องจำกัดด้วยพื้นที่ถ้าเป็นละครเวที โดยมีเจ๊ Madonna ที่กำลังท้องกำลังไส้กับครูฝึกเต้นรำ (แต่พยายาม ใช้มือบัง และมุมกล้อง อำพราง) มาแสดงเป็น Eva Duarte de Perón หรือ Evita ซึ่งก็มี ทั้งเสียงคัดค้านและเสียงสนับสนุนจากชาวอาเจนติน่ามากมาย เพราะสำหรับหลายๆคนแล้ว Evita เปรียบเสมือนแม่พระเลยทีเดียว หนังยังได้ Antonio Banderas มารับบทเป็นคนเล่าเรื่องร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆของ Evita ซึ่งในบทของ Banderas ขึ้นเครดิตไว้สั้นๆว่า Che แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึง Che Guevara วีรบุรุษนักปฏิวัติ ซึ่งจขบ. ก็ไม่มีรู้ว่าจริงๆแล้ว Che เคยพบ Evita หรือไม่


จขบ. ค่อนข้างจะชอบหนังเรื่องนี้มาก เพราะเป็นหนังเพลงเรื่องแรกที่ได้ดู ซึ่งนั่นก็ตั้งแต่สมัยที่เป็นเด็กน้อย ไม่รู้จักวงการหนังเพลงเท่าใดนัก (รู้จักแต่หนังการ์ตูนดิสนีย์) ตอนนั้นฟังไม่รู้เรื่องเท่าไร (ภาษาอังกฤษไม่เอาไหน) แถมไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ (ตอนนั้นไม่รู้เรื่องโลกภายนอก เพราะเป็นเด็กบ้านนอกค่ะ) แต่พอครั้งแรกได้ดู รู้สึกว่า โอว พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก !!! สนุกที่สุดเลยที่มีคนพูดเป็นเพลง ด่าเป็นเพลง เถียงเป็นเพลง ตัดพ้อเป็นเพลง อยากให้โลกนี้มีแต่เสียงเพลงคงจะดี บวกกับความรู้สึกทึ่ง เพราะการเอาบทพูดมาต่อกันเป็นเพลง ให้คนดูรู้เรื่อง และให้คนดูรู้สึกไพเราะด้วยมันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายเลยซักนิด และในครั้งนั้นรู้สึกว่าเพลงในเรื่องเพราะดี (ดนตรีนะคะ ไม่ใช่เนื้อร้อง เพราะตอนนั้นฟังภาษาไม่ออก) ฟังๆเพลงไปเหมือนกะฟังเพลงในหนังการ์ตูนดิสนีย์เลย....ชอบ ชอบ... หนังเรื่องนี้เลยป็นแรงบันดาลใจให้ไปค้นหาหนังเพลงต่างๆมาชม และพอได้ฟังและชม Phantom of the Opera ก็ โอ้วววววววว หลงรักหนังเพลงเข้าอย่างจัง....เลยยอมถวายตัวเป็นสาวกคนรักหนังเพลงในทันที (แต่หนังเพลงที่รักที่สุดไม่ใช่ทั้ง Evita และ Phantom of the Opera ค่ะ กลับกลายเป็นเรื่อง West Side Story กะ Moulin Rouge) ซึ่งพอได้ดู Evita อีกทีตอนโตแล้ว ความสามารถทางภาษาก็มากขึ้น และได้มีประสบการณ์การดูหนังมากขึ้น กลับรู้สึกว่าเฉยๆกับตัวหนัง แต่รู้สึกทวีความชื่นชอบดนตรีในเรื่องขึ้นกว่าเดิมมากๆ ถึงขนาดใช้เพลง I’ll be surprisingly good for you จากหนังเรื่องนี้มาเป็น Theme หลักในละครเพลงที่ทำที่โรงเรียนเลยทีเดียว


Evita ได้รางวัลเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะได้ลุงออสการ์มา 1 ตัวจากเพลง You Must Love Me ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ให้กับเวอร์ชันหนัง (เวอร์ชันละครเวทีเมื่อก่อนไม่มีเพลงนี้) เนื้อหาเพลงก็เกี่ยวกับคนที่เคยมีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่กำลังจะสูญเสียสิ่งที่มีทั้งหมดไปขณะมีอายุได้เพียง 33 ปี ซึ่งเจ๊ Madonna ก็ร้องเพลงนี้ได้ดีทีเดียว แต่ จขบ. กลับชอบเพลงที่มีกลิ่นอายสแปนิชกีตาร์อย่าง Oh What A Circus, เพลงหวานๆแบบ On This Night Of A Thousand Stars, เพลงสมัยชีวิตตกอับอย่าง Another Suitcase In Another Hall, และเพลงที่แสดงมายาหญิงได้อย่างแนบเนียนอย่าง I’ll be surprisingly good for you


ชีวิตของ Evita หรือ Eva Duarte เริ่มจากชีวิตคนชั้นล่างที่ยากจน แต่ทะเยอทะยานอยากที่จะตะกายไป ให้ถึงดวงดาว จนได้มาเป็นนักแสดง และกลายมาสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ในฐานะภรรยาของประธานาธิบดี Juan Perón ของประเทศอาเจนติน่า ผู้คนหลายคนชื่นชอบเธอ เปรียบเธอเป็นเทพธิดาของผู้ยากไร้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่คิดว่าเธอน่ารังเกียจเหมือนโสเภณี ซึ่งประวัติชีวิตของเธอช่างน่าอัศจรรย์จนมีคนเอาประวัติชีวิตเธอไปทำหนังสือ ละครเวที และสร้างเป็นภาพยนต์ Evita เสียชีวิตในขณะที่อายุยังน้อยด้วยโรคมะเร็งเมื่อปี 1952


หนังเรื่องนี้ลงกินเนสบุ๊คด้วยนะคะ เนื่องจากถือว่าเป็นหนังที่เปลี่ยนชุดมากที่สุด เพราในปี 1963 ป้า Elizabeth Taylor เปลี่ยนชุดในเรื่อง Cleopatra 65 ชุด แต่ใน Evita เจ๊ Madonna เปลี่ยนชุดถึง85 ชุด! (รวมทั้งหมวก 39 ใบ รองเท่า 45 คู่ และตุ้มหู 56 คู่)


บางส่วนของเพลงในเรื่อง Evita



เขียนเนื้อร้องโดย Tim Rice and Andrew Lloyd Webber
โพรดิวซ์โดย Nigel Wright, Alan Parker, Andrew Lloyd Webber and David Caddick



A New Argentina
Performed by Jonathan Pryce, Madonna and the vocal chorus


เพลงนี้ตั้งใจแปลเลยค่ะ เพราะเป็นเพลงที่ จชบ. คิดว่าเข้ากะยุคสมัยมาก เพราะเพลงนี้เป็นเพลงที่ใช้ตอนประธานาธิบดี ฮวน เปรอง ออกหาเสียง และคำพูดท่อนที่แปลมาคือคำพูดสวยหรูที่นักการเมืองหลายยุคหลายสมัยชอบใช้ แต่มักจะไม่ได้ทำตามที่พูด ซึ่ง จขบ. คิดว่า จะหาโอกาสทำบลอกเรื่อง ชำแหละคำลวงของนักการเมืองผ่านหนังเพลง เอวีต้า ถ้าใครมีไอเดียอะไรก็เสนอมาได้เลยนะคะ...

[Evita:]
There is only one man who can lead any workers' regime
มีเพียงชายคนนี้คนเดียว(ฮวน เปรอง) ที่จะปกครองได้

He lives for your problems, he shares your ideals and your dream
เขาจะมาช่วยแก้ปัญหา ร่วมความคิด และความฝัน

He supports you, for he loves you
เขาสนับสนุนพวกคุณ เขารักพวกคุณ

Understands you, is one of you
เข้าใจพวกคุณ และอยู่ฝั่งเดียวกับคุณ

If not, how could he love me?
ถ้าไม่อย่างนั้น เขาจะรักฉันได้อย่างไร

[Evita:]
Now I am a worker, I've suffered the way that you do
ตอนนี้ฉันก็เป็นคนงาน ฉันก็ลำบากแบบที่คุณเป็น

I've been unemployed, and I've starved and I've hated it too
ฉันเคยตกงาน แคยหิวโหย และฉันก็เกลียดมัน

But I found my salvation in Peron, may the nation
แต่ฉันโชคดีที่ได้พบเขา (ฮวน เปรอง) และประเทศนี้ก็เช่นกัน

Let him save them as he saved me
ให้โอกาสเขายื่นมือมาช่วยเถอะ เหมือนที่เขาเคยช่วยฉันมาแล้ว


(แว่วเสียงของประชาชน)
A new Argentina, the voice of the people
Can not be, and will not be, and must not be denied.
อาเจนติน่าในโฉมใหม่
เสียงของประชาชนไม่สามารถถูกปฎิเสธ, ไม่มีทางถูกปฎิเสธ และ ต้องไม่ถูกปฎิเสธ!!



Eva's Final Broadcast
Performed by Madonna and the vocal chorus


[Evita:]
I want to tell the people of Argentina
ฉันอยากจะบอกคนทั้งอาเจนติน่า

I've decided I should decline
ฉันตัดสินใจที่จะวางทุกสิ่งลง

All the honors and titles you've pressed me to take
ทั้งเกียรติยศ และชื่อเสียงที่พวกคุณให้ฉันมา

For I'm contented
ฉันพอใจแล้ว

Let me simply go on as the woman who brings her people
ขอให้ฉันใช้ชีวิตไปในฐานะของผู้หญิงคนนึง ที่จะพาประชาชนของเธอไปสู่....

To the heart of Peron
....หัวใจของท่านประธานาธิบดีเปรอง


Don't cry for me Argentina
อย่าร้องให้เลยนะ อาเจนติน่า

The truth is I shall not leave you
ฉันจะไม่มีวันทอดทิ้งไปไหน

Though it may get harder for you to see me
เพียงอาจจะไม่ค่อยเจอฉันบ่อยเท่าไรนัก

I'm Argentina, and always will be
แต่ฉันยังคงเป็นส่วนหนึ่งของอาเจนติน่า...และจะเป็นตลอดไป...


Have I said too much?
นี่ฉันพูดมากไปหรือเปล่า?

There's nothing more I can think of to say to you
มีอะไรอีกมากมายที่ฉันอยากคุยกับพวกคุณ

But all you have to do is look at me to know
ขอเพียงให้พวกคุณมองมาที่ฉัน และเข้าใจว่า....

That every word is true
ทุกคำพูดนั้น....ฉันหมายความอย่างนั้นจริงๆ.......




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2550    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2553 0:29:52 น.
Counter : 2651 Pageviews.  

The Motorcycle Diaries & ครบรอบ 40 ปี แห่งการเสียชีวิตของ Che Guevara




แด่ลุง Red Sun
แทนคำขอบคุณสำหรับกาแฟร้อนหอมละมุน





The Motorcycle Diaries & ครบรอบ 40 ปี แห่งการเสียชีวิตของ Che Guevara วีรบุรุษนักปฏิวัติ
9 ตุลาคม 2510(1967) - 9 ตุลาคม 2550(2007)



วันสังหารเช กูวารา คือวันนับถอยหลังความตายของจักรวรรดิทุนนิยม


Ernesto Che Guevara หรือ Che ที่ใครๆรู้จัก เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ปี 1928 (ข้อมูลหลายแห่งบอกว่า เขาเกิดในเดือนมิถุนายน แต่จริง ๆ แล้วมารดาของเขา ต้องการปกปิดว่าเธอตั้งครรภ์ก่อนแต่งราวสามเดือนจึงให้แพทย์ลงในใบเกิดว่าคลอดเดือนมิถุนายน เพราะการคลอดก่อนกำหนดเจ็ดเดือน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้) ที่เมือง Rosario อำเภอเล็ก ๆ ของกรุง บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ครอบครัวของเขาเป็นชนชั้นกลาง และเขาเป็นพี่คนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 5 คน

ในวัยเด็ก Che เกิดและเติบโตท่ามกลางความแตกต่างของชนชั้นทางสังคมมาตลอด สายเลือดแห่งความเป็นนักสังคม และการมีบุคลิกที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนยอมรับภาวะการเป็นผู้นำของเขา ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดามารดานั่นเอง


หนูน้อย Che ในวัย 5 ขวบ


หนูน้อย Che เริ่มเป็นโรคหอบหืดตอนอายุเพียงสองขวบและโรคนี้ก็กลายเป็นโรคประจำตัว ของเขาไปตลอดชีวิต ซึ่งโรคหอบหืด ทำให้เมื่อเขาโตขึ้น ได้ตั้งใจว่าจะเรียนวิชาแพทย์เพื่อหาทางรักษาโรคนี้ให้หายให้ได้

ปี 1947 Che เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัย Universidad Nacional de Cordoba โดยเน้นวิชาการด้านโรคผิวหนัง และครอบครัวของเขา ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่เมือง Alta Gracia ซึ่งอยู่ใกล้กับเมือง Cordoba เมืองที่เขาเรียนอยู่ เพราะที่เมืองนี้มีอากาศที่ดีต่อสุขภาพของ Che

Che พยายามเล่นกีฬาหลายชนิด ในช่วงของการเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็น รักบี้ เบสบอล ปีนเขา เพื่อที่จะเอาชนะโรคหอบหืด แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ปี 1951 Che ตัดสินใจเดินทางออกท่องเที่ยวร่วมกับเพื่อนชื่อ Alberto Granadoไปทั่วอเมริกาใต้ด้วยรถมอร์เตอร์ไซด์ ซึ่งบันทึกการเดินทางของเขา ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ชื่อ The Motorcycle Diaries และการเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางที่มีผลต่อแนวคิดครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้เขาเปิดโลกทัศน์มากขึ้น จนเขากลายเป็นนักปฏิวัติ ผู้ตั้งใจอุทิศชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อคนชั้นล่างของสังคมในเวลาต่อมา

ในช่วงที่ Che เดินทางผ่าน โบลิเวีย, ชิลี, เวเนซูเอลา รวมทั้งการทำงานเป็นแพทย์อาสาในระยะเวลาสั้น ๆ ที่เปรู ทำให้ Che ได้เห็นภาพความยากจนของชาวบ้านที่โดนกดขี่จากนักการเมือง และกลุ่มนักธุรกิจ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของประเทศอย่างมาก หนุ่มน้อย Che จึงหันมาสนใจการเมืองในอเมริกาใต้อย่างจริงจัง และแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อเขาอย่างยิ่ง คือ ระบอบมาร์กซิสต์ (Marxismus) อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้ว แนวคิดมาร์กซิสต์นี้ Che ศึกษามาก่อนหน้าที่เขาจะท่องเที่ยวแล้ว ด้วยเขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือ รวมทั้งสนใจศึกษาปรัชญา การเมืองการปกครอง มาแต่สมัยเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองการปกครองของประเทศอาร์เจนตินา บ้านเกิดของเขาเอง ภายใต้การนำของผู้นำ Juan Domingo Peron (สามีคุณ Evita Peron นั่นแหละ)ที่เขาเกลียด เพราะคอยกดขี่ประชาชน อยู่เสมอ

ภาพการถูกกดขี่ข่มเหงของประชาชนในอเมริกาใต้โดยทั่วไป ได้กลายเป็นสิ่งบ่มเพาะจิตสำนึก จนทำให้ Che ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปลดปล่อยประชาชนจากการถูกกดขี่ภายใต้ระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ให้กับประชาชนชาวอเมริกาใต้ และ Che คิดว่า การทำงานเป็นแพทย์เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆได้ ดังนั้น ปี 1953 หลังเรียนจบ ในขณะที่ Granado เพื่อนเก่าที่เคยเดินทางทั่วอเมริกาใต้ด้วยกัน ย้ายไปทำงานที่เวเนซูเอล่า Che กลับเดินทางไปประเทศกัวเตมาลา เพื่อเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร ที่ต่อต้าน Jacobo Arbenz Guzmán ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา และที่นี่เองที่เขาพบรักกับ Hilda Gadea Acosta หญิงชาวเปรูที่ลี้ภัยการเมือง

ด้วยประสบการณ์ และความทรงจำในกัวเตมาลา ผลักดันให้ Che เดินทางต่อไปยังประเทศเม็กซิโก และได้แต่งงานกับ Hilda ที่นั่น ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1956 เขาก็ได้ลูกสาวคนแรกชื่อ Hildita และที่เม็กซิโกนี่เอง คือสถานที่สำคัญในการพลิกชีวิตของเขาอีกครั้งเมื่อ Che ได้พบกับ Fidel Alejandro Castro Ruz หรือ Fidel Castro นักปฎิวัติหนุ่มชาวคิวบาเป็นครั้งแรก ในช่วงเดือนกรกฎาคมของปี 1955 ซึ่งในขณะนั้น Castro ผู้นำกลุ่ม Moncadistas ได้เดินทางไปเม็กซิโกเพื่อขอลี้ภัยทางการเมืองภายหลังที่เขาพึ่งพ้นโทษ ในข้อหาหัวหน้ากบฎจากปฏิบัติการโค่นล้มอำนาจของประธานาธิบดี Fulgencio Batista ผู้กุมอำนาจ เบ็ดเสร็จและกดขี่ชาวคิวบาอย่างแสนสาหัส เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม1953 Castro รวบรวมสมัครพรรคพวกและแอบฝึกกองกำลังติดอาวุธกับเพื่อนที่ลี้ภัยทางการเมือง ชาวคิวบา ผู้ร่วมปฎิบัติการวันที่ 26 กรกฎาคม(26th of July Movement) มาด้วยกัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการกลับไปปฏิวัติ เพื่อนำประชาธิปไตยสู่ประเทศคิวบาอีกครั้ง โดยเน้นการรบแบบสงครามกองโจรเป็นหลัก และ Che ก็ได้ เข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วยโดยทำหน้าที่เป็นหน่วยแพทย์ โดยมีชื่อสมาชิกว่า Che ซึ่งปกติแล้วเพื่อนๆมักจะเรียกเขาว่า Ernesto (Che เป็นคำเรียก เพื่อนสนิทในภาษาอาร์เจนตินา หรือ อาจใช้เป็นคำทักทายกัน ทำนองเดียวกับคำว่า Hey ก็ได้ แต่ที่เขาได้รับชื่อ Che ก็เพราะตัวเขาเองมักทักทายเพื่อน ๆ ในกลุ่มว่า Hey เสมอ ๆ)

ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1956 กลุ่มคณะปฏิวัติ 82 คน ออกเดินทางด้วยเรือยนต์ขนาดเล็ก ชื่อ Granma จาก เม็กซิโกมุ่งหน้าสู่คิวบา แต่เนื่องจากวันเดินทางเป็นคืนเดือนมืด และต้องแรมเรืออยู่ในทะเลราวเจ็ดคืน จึงขึ้นฝั่งที่คิวบาได้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1956 และเพราะโดนคลื่นลมพัดพาจนลูกเรือหลายคนเมาคลื่น รวมทั้งทำให้ขึ้นฝั่งผิดเป้าหมายจากที่วางแผนกันไว้ ส่งผลทำให้กองกำลังปฏิวัติถูกโจมตีโดยกองทัพของประธานาธิบดี Batista จนแตกพ่ายจนเหลือกำลังพลเพียง 12 คน เท่านั้น และหนึ่งใน12 คนนั้นก็คือ Che

ในปฏิบัติการรบด้วยวิธีแบบกองโจรนี้เอง ที่ทำให้ Che ต้องเปลี่ยนตำแหน่งของเขาอย่างรวดเร็ว จากการทำหน้าที่แพทย์ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นนักรบที่ต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู้โดยตรง และด้วยการปฏิบัติการที่เด็ดขาดแน่วแน่ รวมทั้งไหวพริบปฏิพานทำให้ Che กลายเป็นทหารที่มีความสำคัญต่อกลุ่มในไม่ช้า และหลังจากที่หน้าที่ของกองกำลังแรกซึ่งเป็นกองเริ่มต้น ภายใต้การบังคับบัญชาของ Castro สิ้นสุดลงในปลายปี 1956 Che ก็ได้ยกฐานะขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการ กองกำลังทหารปฏิวัติช่วงที่สอง ซึ่งเป็นหนึ่ง จากทั้งหมด 9 ช่วงในการปฏิวัติครั้งนั้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1957 นอกจากนั้นเขายังได้รับความไว้วางใจให้เป็น ผู้บัญชาการของกลุ่ม II Kolonne ด้วย

หลังจากกลุ่มของเขาต่อสู้แบบกองโจรได้ราวสองปี แม้จะต้องแตกพ่ายในช่วงแรก แต่ในที่สุด เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1959 กองกำลังก็สามารถเข้ายึดอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จที่เมือง Santa Clara จากประธานาธิบดี Batista ที่แอบหลบหนีออกจากคิวบาไป

แม้ก่อนหน้าที่จะยึดอำนาจ ได้สำเร็จกลุ่มของ Castro จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายทุนอเมริกัน ผู้คาดหวังชัยชนะของคาสโตรจะทำให้มีช่องทางกอบโกยผลประโยชน์ในคิวบา แต่ Castro ก็ได้ขอรับการสนับสนุนการปฏิวัติจากสหภาพโซเวียตด้วยในเวลาเดียวกัน และหลังจากการปฎิวัติสำเร็จลง Castro เลือกที่จะยืนอยู่ตรงข้ามกับสหรัฐ นั่นหมายถึง เลือกอยู่ข้างค่ายโลกคอมมิวนิสต์แทน

Che ได้รับสัญชาติเป็นชาวคิวบา ในปี 1959 เพื่อเป็นการขอบคุณเขาในฐานะเป็นผู้ร่วมโค่นล้มประธานาธิบดี Batista และ Che ก็มีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลใหม่แห่งคิวบาด้วย เพื่อร่วมกันดำเนินการปฏิรูปประเทศในส่วนสำคัญ ๆ อย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามในรัฐบาลสังคมนิยมชุดนี้ แนวทางคอมมิวนิสต์ยังคงมีอิทธิพลต่อแนวคิดของ Che และเข้มแข็งมากกว่าแนวปฏิบัตินิยมและการเมืองนิยมของ Castro จุดสูงสุดทางตำแหน่งทาง การเมืองของ Che คือ ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และเป็นผู้อำนวยการธนาคารแห่งชาติของคิวบานั่นเอง

ครั้งนั้นเองที่แสดงให้เห็นว่า แม้ Che Cuevara จะได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในประเทศคิวบา เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้วก็ตาม แต่ด้วยวิญญาณแห่งการปฏิวัติที่ไม่เคยมอดไหม้ ประกอบกับความตั้งใจแน่วแน่ของเขาที่จะช่วยประชาชนชาวอเมริกาใต้ให้หลุดพ้นจากการกดขี่ข่มเหงโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ สัญชาติ และยศฐาบรรดาศักดิ์ทั้งหลายก็ไม่อาจทำลายแนวคิดเหล่านั้นได้

อย่างไรก็ตาม มีผู้กล่าวว่า หนึ่งในหลายเหตุผลที่ Che ตัดสินใจกลับเข้าป่าปฏิวัติอีกครั้ง ทั้งที่อายุย่างเข้าวัยกลางคน และมีโรคหืดหอบประจำตัว ก็คือ ความไม่สมหวังในการสร้างคิวบา Che ชิงชังความเห็นแก่ตัว และการให้ความช่วยเหลืออย่างเสียไม่ได้ที่โซเวียตและประเทศยุโรปตะวันออก มอบให้แก่ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย Che จึงหันกลับไปสู่ป่าเพื่อการปฏิวัติโดยไม่ได้หยุดหย่อนในประเทศอื่น ๆ ที่ยังตกอยู่ภายใต้ลัทธิจักวรรดินิยม และเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตและความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ที่ยากจน ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

Che พร้อมเพื่อน ๆ อีกจำนวนหนึ่ง เข้าร่วมสงครามปฏิวัติที่ประเทศคองโกในปี 1965 แต่ก็ล้มเหลว จากนั้นปี 1966 เขาจึงเดินทางเข้าไปยังประเทศโบลิเวีย เพื่อร่วมกับกลุ่มกบฏโบลิเวีย ทำสงครามปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการโบลิเวียในสมัยนั้น กลุ่มนักรบของ Che ราว 44 คน พยายามนำยุทธวิธีกองโจร ที่ใช้ได้ผลมาแล้วสมัยสู้รบกับ Castro ครั้งปฏิวัติคิวบา มาใช้อย่างเต็มที่ แต่ด้วยความแตกต่างกันทั้งพื้นที่ และลักษณะแนวคิดพื้นฐานของชาวโบลิเวีย ที่แตกต่าง จากชาวคิวบา ทำให้วิธีการของเขาใช้ไม่ค่อยได้ผล แม้ในด้านหนึ่งชาวบ้านโบลิเวียจะเห็นด้วยและชื่นชมกลุ่มของเขา แต่มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะหักหลังกลุ่มของพวกเขาเช่นกัน

กองกำลังปฏิวัติของ Che โดนตีแตกกระจาย หัวหน้ากลุ่มที่แตกไปถูกฆ่าตายตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 1967 ส่วน Che และพวกที่เหลืออีกเพียง 14 คน โดนยิงบาดเจ็บและถูกจับได้ในเดือนตุลาคม 1967 ที่ เขตพื้นที่เล็ก ๆ ในเทือกเขา Cordillera ทางตะวันออกของโบลิเวีย โดยกองกำลังทหารของรัฐบาลโบลิเวีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก CIA ของสหรัฐอเมริกา Che ถูกจองจำไว้ที่ La Higuera โดยมีเจ้าหน้าที่ของ CIA และ Felix Rodríguez ผู้ลี้ภัยชาวคิวบา ทำหน้าที่สอบปากคำในฐานะเชลยศึก และไม่มีการพิพากษาใด ๆ ในชั้นศาล Che ถูกสั่งฆ่าด้วยการยิงเป้า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1967 เวลา 13.10 น. จบชีวิตนักปฏิวัติที่มุ่งมั่น ด้วยวัยเพียง 39 ปี เท่านั้น





โดยคำสั่งให้สังหาร ยิง Che ที่คอ ก่อนตาย ทหารไม่กล้ายิง Che บอก ไอ้ขี้ขลาดเอ๊ย ยิงเลย!





ด้วยความเป็นวีรบุรุษของฝ่ายซ้ายทั่วโลกในขณะนั้น ศัตรูถึงกลับตัดมือและเท้าของเขาเพื่อ เพื่อปิดช่องทางการพิสูจน์ตัวตน และร่างของเขาถูกนำไปฝังในสถานที่ลับห่างจากเมือง Vallegrande ราว 30 กิโลเมตร เพื่อเป็นการฝังสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เยี่ยงวีรบุรุษของเขาให้โลกลืม แต่ในที่สุดโครงกระดูกของ Che ก็ถูกค้นพบเมื่อปี 1997 โดยนักวิทยาศาสตร์ในโบลิเวียเป็นผู้พิสูจน์ ว่าโครงกระดูกนั้นเป็นของ Che จริง และกระดูกของเขาถูกส่งกลับไป ประเทศคิวบา สถานที่ที่เขาเป็นวีรบุรุษผู้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับCastro ชาวคิวบาเก็บโครงกระดูกของ Che ไว้ที่ หลุมฝังศพอันทรงเกียรติ ในเมืองซานตาครูซ และที่นั่นเอง (รวมทั้งอีกหลาย ๆ แห่งทั่วประเทศคิวบา) ชาวคิวบาได้สร้างอนุเสารีย์ Ernesto Che Guevara ในรูปที่พวกเขาคุ้นเคย คือ มือหนึ่งถือปืน ส่วนแขนข้างซ้ายเข้าเฝือกไว้ ขึ้นเป็นตัวแทนแห่งวีรบุรุษนักปฏิวัติ ที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชั้นล่างของสังคมจากการกดขี่ข่มเหงของนายทุนใน ลัทธิจักวรรดินิยมและยังมีพิพิธภัณฑ์ Che Guevara ที่เปิดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติชีวิตและการต่อสู้ของ Che ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้วย



มีผู้กล่าวว่า สิ่งที่ Che ทำ มันไม่เคยสำคัญเลยว่าเขาจะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว จิตใจ ความมุ่งมั่น และการได้ลงมือทำจริง ๆ จัง ๆ ของเขา ที่จนทุกวันนี้ก็หาคนทำเช่นนั้นไม่ได้ต่างหากที่สำคัญยิ่งกว่า การกระทำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตใจที่ดีงาม อยากช่วยปลดปล่อยชนชั้นกรรมาชีพผู้ถูกกดขี่ ไม่เคยได้รับความเป็นธรรม ซากความฝันของเขา อาจยังมีพลังแอบแฝงอยู่ในสังคมปัจจุบันที่มุ่งในทิศทางทุนนิยมเป็นพลังจางที่ทำให้เหลือส่วนเสี้ยวริ้วรอยของความฝันเก่า ๆ อยู่บ้างก็เป็นได้

และคงเพราะ Che Geuvara ไม่ยึดติดกับตำแหน่งใหญ่โตในคิวบา เขาจึงกลายเป็นตำนาน ในจิตใจคนหนุ่มสาวทั่วโลก แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม

ในช่วงเวลาที่เป็นผู้อำนวยการธนาคารแห่งชาตินั้น Che กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในเรื่อง เศรษฐศาสตร์การเมือง และกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยอาศัยเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นพื้นฐานเท่านั้น เขาพยายามเรียกร้องให้คิวบาเลิกพึ่งพาความช่วยเหลือจากประเทศสหรัฐอเมริกาในทุก ๆ ด้าน แล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากค่ายสหภาพโซเวียตแทน รวมทั้งให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ฟุ่มเฟือย สิ้นเปลือง เขาเรียกโปรเจคชิ้นนี้ว่า “New Man” แม้แนวคิดดังกล่าว จะถูกโต้แย้ง แต่ยิ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นแรงผลักให้ Che พยายามปฏิบัติให้เห็น เป็นตัวอย่างว่า สิ่งที่เขาคิดเป็นเรื่องที่ทำได้จริง ๆ

Che แยกทางกับ Hilda ซึ่งอยู่ที่เม็กซิโกแล้วแต่งงานใหม่กับหญิงชาวคิวบาชื่อ Aleida March ซึ่งทำงานเป็นหน่วยส่งเอกสารให้กับคณะปฏิวัติ ซึ่งได้รู้จักกันในระหว่างการสู้รบที่คิวบาแม้เขาจะมีบุตรกับ Aleida 4 คน แต่ลูก ๆ ของเขาได้เจอเขาน้อยมาก เพราะเขาทำงานวันละ 18 ชั่วโมง

เขาต้องเสียสละความสุขของตนเองและของครอบครัวมากมาย ช่วงที่ Che ทำงานและได้รับตำแหน่งต่างๆ เขาปฏิเสธที่จะรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ อันเนื่องมาจากการมีตำแหน่งนั้นๆ ทั้งสำหรับตัวเขาเอง และครอบครัว หากครั้งใดที่ภรรยาของเขาจำเป็นต้องใช้รถประจำตำแหน่ง เขาจะจ่ายเงินค่าน้ำมันรถเอง เขาอยากให้ใคร ๆ ได้เห็นภาพของวิธีคิดและการปฏิบัติตัวใหม่โดยเขายินดีที่จะเริ่มเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน และด้วยการทำงานหนักและการดำเนินการตามแผนเศรษฐกิจอย่างเคร่งครัด ของ Che ในช่วงนั้นเองที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจที่เคย ล้มเหลวของคิวบากระเตื้องขึ้น รวมทั้งช่วยหยุดความขาดแคลนทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้จนถึงทุกวันนี้

Che ได้เปิดเจรจราข้อตกลงกับสหภาพโซเวียต (Union der Sozialistischen Sowjetrepubliken หรือ UdSSR ) เกี่ยวกับการขอความสนับสนุนด้านอาวุธ และด้านอื่น ๆ อย่างจริงจัง ภายหลังจากที่อเมริกาเริ่มไม่พอใจที่คิวบากระทำต่อนักธุรกิจอเมริกัน แล้วหันไปเข้ากับสหภาพโซเวียตแทน อเมริกาได้เพิ่มแรงกดดันทางการทหารกับคิวบามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชายฝั่งเมือง Havanna ที่เรือสัญชาติฝรั่งเศศ (La Coubre) ถูกลอบวางระเบิดเป็นผลให้คนบนเรือตายไป 75 คน และอีก 200 คนได้รับบาดเจ็บ และรัฐบาลคิวบาสืบทราบว่า CIA เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดครั้งนั้น และภาพการยืนไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตในครั้งนั้นเองได้ถูกบันทึกไว้ โดยช่างภาพชื่อ Alberto Diaz Korda แล้วถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ในภาพซึ่งแสดงให้เห็น ดวงตาที่ฉายแววแห่งความเศร้า ปนความโกรธ และความมุ่งมั่นของ Che ทำให้ภาพนั้นกลายเป็นภาพที่โด่งดังที่สุดในบรรดาภาพถ่ายทั้งหลาย เพราะเป็นเหมือนภาพสัญลักษณ์ของนักต่อสู้ และการปฏิวัติที่แน่วแน่ และยิ่งใหญ่


ภาพที่ถูกบันทึกไว้โดย Alberto Diaz Korda


Che เดินทางไปในหลายประเทศเพื่อเจรจาเรื่องต่าง ๆ ทั้งประเทศในทวีปเอเชีย สิงคโปร์ จีน หรือแม้แต่การเข้าประชุมกับองค์การสหประชาชาติ UN เพื่อประกาศความไม่ต้องการพึ่งพาเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป อันเป็นการกล่าวคำปราศรัยที่โด่งดังที่สุดครั้งหนึ่งของเขา


Che ในที่ประชุม UN


"We would like to see this Assembly shake itself out of complacency and move forward," he says. "We would like to see the committees begin their work and not stop at the first confrontation. Imperialism wants to turn this meeting into a pointless oratorical tournament, instead of solving the serious problems of the world. We must prevent it from doing so."


"Of all the burning problems to be dealt with by this Assembly, one of special significance for us, and one whose solution we feel must be found first is that of peaceful coexistence among states with different economic and social system," he continues.


"Much progress has been made in the world in this field. But imperialism, particularly US imperialism, has attempted to make the world believe that peaceful coexistence is the exclusive right of the earth's great powers."

"It must be clearly established, however, that the government of the United States is not the champion of freedom, but rather the perpetuator of exploitation and oppression against the peoples of the world and against a large part of its own population."



TIME LINE






 

Create Date : 10 ตุลาคม 2550    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 15:49:54 น.
Counter : 1049 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  


Michiru
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






I am a Thai girl living in Bangkok, the colorful City of Thailand. I am in my early thirties.

My profession is as a teacher but my passion is in the arts, writing, singing, drawing, travel, and paper dolls.

I am a born-again dreamer that now believes anything is possible and that maybe in addition to changing my life for the better; I can enhance the lives of those around me and maybe even make the world a better place someday.



Friends' blogs
[Add Michiru's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.