Group Blog
 
All blogs
 

The Last King of Scotland.....ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ

เท่าที่หน้าประวัติศาสตร์ได้จารึกเอาไว้ จะเห็นได้ว่าประเทศใดหรือดินแดนใดที่มีผู้นำที่ใช้อำนาจเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง กดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบและทำร้ายประชาชนให้ทนทุกข์ สักวันนึงผู้นำคนนั้นจะอยู่ไม่ได้ หรืออาจจะต้องอยู่อย่างไม่มีความสุขตราบจนวันสิ้นลมหายใจ และถ้าจะให้นึกถึงผู้นำเผด็จการ ก็คงอดไม่ได้ที่จะต้องนึกถึง Adolf Hitlerแห่งเยอรมนี, Saddam Hussein แห่งอิรัก, นายพอล พต แห่งทุ่งสังหาร Killing Field, และ Idi Amin Dada แห่งอูกานดา



และถ้าได้ยินชื่อ Idi Amin Dada อดีตผู้นำของชาวอูกานดา จขบ. จะนึกถึงชายร่างยักษ์ผิวดำอดีตแชมป์มวย Heavy Weight ที่ทำรัฐประหารเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศไร้ทางออกทะเลที่มีประชากร 24 ล้านคน เขาชอบเรียกตนเองว่า "ดาดา" หรือ "บิ๊ก แดดดี้" ของประชาชน ซึ่งดูน่ารักและน่าเคารพ แต่จริงๆแล้ว ตลอดระยะเวลา 8 ปีภายใต้การปกครองของเขา เขาได้สังหารประชาชนไปถึงกว่า 500,000 คน โดยศพเหยื่อจำนวนมากถูกนำไปโยนทิ้งแม่น้ำไนล์ และอีกไม่น้อยกลายเป็นอาหารของจระเข้ แต่ที่โหดที่สุดคือการที่เขาฆ่าภรรยาของตนเอง โดยชำแหละร่างเป็นชิ้นๆ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ศีรษะที่ถูกตัดขาดจากร่างก็ถูกนำเข้าไปวางไว้ในท้องที่ถูกชำแหละออกมาแล้ว แขนถูกเย็บติดไว้ที่ช่วงหัวไหล่ และขา ถูกเย็บติดไว้ที่สะโพกแทน แถมผู้นำคนนี้เคยเอ่ยปากชื่นชม Adolf Hitler อดีตผู้นำนาซีเยอรมนีที่สังหารชาวยิวกว่าหกล้านคนอีกต่างหาก


หนังสือเรื่อง The Last King of Scotland ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปกครองของ Idi Amin Dada ถูกเขียนขึ้นในปี 1998 โดย Giles Foden เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัล Whitbread Prize และในปี 2006 ผู้กำกับ Kevin Macdonald ก็สร้างเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ โดยได้ Peter Morgan มาเขียนบท ( คนเดียวกับที่เขียนบทของหนังเรื่อง The Queen)


หนัง The Last King of Scotland เดินเรื่องเกี่ยวกับ หมอหนุ่มเพิ่งเรียนจบชาวสก็อต ชื่อ Dr. Nicholas Garrigan (James McAvoy) ผู้ชอบความท้าทายเพราะพี่แกเล่นเลือกที่จะเดินทางไปเป็นหมอในประเทศกันดารอย่างอูกานดาด้วยการสุ่มจิ้มหาชื่อประเทศเอาจากลูกโลกนี่แหละ


ขณะนั้นอูกานดากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผู้นำ Idi Amin (Forest Whitaker) ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลเก่าของนาย Apolo Milton Oboteขณะเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อปี 1971 แล้วสถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอูกานดา ช่วงแรกๆประชาชนที่ไร้การศึกษาพากันยินดีกับผู้นำคนใหม่ที่ชูนโยบายปกครองประเทศแบบสวยหรู อย่างฉากปลุกใจประชาชนที่ผู้นำใช้ภาษาอังกฤษปนภาษาสวาฮีลี

Idi Amin : And I want to promise you, this will be a government of action, not of word.......
ผมให้สัญญากับพวกคุณว่า นี่จะเป็นรัฐบาลที่ลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่พูด .......

"แม้ว่าผมจะสวมเครื่องแบบนายพล แต่ในใจผมเป็นคนธรรมดา ผมรู้ว่าพวกคุณคือใคร และรู้ทุกอย่างที่พวกคุณอยากเป็น ลองถามทหารของผมดูแล้วจะรู้ว่า ผมไม่เคยกินอาหารก่อนที่พวกทหารของผมจะได้กิน ผมจะทำให้ประเทศยูกันดาของเราดีขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น.........."



คุ้นๆ มั้ยคะท่านผู้อ่าน คำพูดสวยหรูพวกนี้แหละที่นักการเมืองทุกยุคชอบพูดเพื่อทำให้ประชาชนคล้อยตาม ซึ่งหมอหนุ่มอย่าง Dr.Garrigan ก็พลอยเคลิ้มไปกะเขาด้วย จนเมื่อหมอหนุ่มได้รับแต่งตั้งให้เป็นหมอประจำตัวของ Idi Amin แถมได้เลื่อนฐานะเป็นที่ปรึกษาคนสนิทในภายหลัง


แรกๆ ประเทศภายใต้การปกครองของ Idi Aminก็ดูสงบดี แต่สุดท้าย ก็หลุดไม่พ้นวังวนเดิม ช่วงปี 1971 - 1979 ที่อูกานดาอยู่ภายใต้การปกครองของ Idi Amin ถือว่านองเลือดมากที่สุดในประวัติศาสตร์แอฟริกา โดยเขาเนรเทศชาวเอเชียประมาณ75,000 คนให้ออกจากประเทศภายใน 90 วัน ตามนโยบายสร้างเศรษฐกิจ จากนั้นได้ยึดทรัพย์สินธุรกิจเอกชนมาเป็นของรัฐประมาณ 3,500 ธุรกิจ มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เศรษฐกิจของอูกานดาที่เคยเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นศูนย์กลางของแอฟริกาตะวันออกเริ่มตกต่ำ ผลผลิตลดลงร้อยละ 16 เกิดภาวะเงินเฟ้อ และผู้นำ Idi Aminลงมือกวาดล้างผู้มีความเห็นไม่ลงรอยกับตนเอง และในปี 1976 อูกานดาก็กลายเป็นศัตรูกับพันธมิตรอย่างอิสราเอล เมื่อชาวปาเลสไตน์จี้เครื่องบินแอร์ ฟรานซ์ ไปลงที่สนามบินของอูกานดาแล้วจับผู้โดยสารชาวอิสราเอลเป็นตัวประกัน ทำให้อิสราเอลต้องส่งหน่วยทหารเข้าไปชิงตัวประกัน ซึ่งแม้ Idi Aminจะอ้างว่าได้พยายามแก้ไขวิกฤติครั้งนี้แล้ว แต่ก็มีหลักฐานมากมายที่ชี้ว่าเขาเป็นพวกเดียวกับกลุ่มโจรปาเลสไตน์


Dr.Garrigan ที่ปรึกษาคนสนิทและหมอประจำตัวของ Idi Amin ได้หลงในความสุขที่มาจากฐานะและทรัพย์ที่ Idi Amin มอบให้โดยไม่สนใจว่าผู้นำจะทำผิดคิดชั่วอะไร จนในที่สุดแล้วในที่สุดหมอหนุ่มก็ตาสว่างเมื่อเขาเล่าเรื่องรัฐมนตรีคนนึงที่อาจวางแผนร้ายบางอย่างกับคนต่างชาติ ซึ่งในวันถัดมารัฐมนตรีคนนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย และเมื่อหมอหนุ่มแอบไปพบผู้สื่อข่าวชาวอังกฤษ เขาได้เห็นภาพถ่ายการสังหารหมู่ชาวอูกานดาและหนึ่งในนั้นคือรัฐมนตรีที่หายตัวไป เมื่อหมอ Garrigan จะเก็บข้าวของเพื่อกลับสก็อตแลนด์ แต่ Idi Amin ไม่ยอม แล้วยึดพาสปอร์ตเขาไป ในที่สุดเพื่อเอาชีวิตรอด หมอ Garrigan ก็หาทางฆ่า Idi Amin ตามคำแนะนำของท่านทูตอังกฤษ แต่เขาถูกจับได้ซะก่อน แถมความลับที่เขาเป็นชู้กะเมียคนนึงของ Idi Amin ได้ถูกเปิดเผย หมอหนุ่มเลยซวยโดนฆ่าอย่างทรมาน แต่กลับรอดมาได้เพราะหมอชาวอูกานดาคนนึงมาช่วยไว้ ซึ่งส่งผลให้หมอชาวอูกานดาคนนั้นต้องสละชีวิต


ส่วนตัวแล้ว จขบ. ชอบนาย Forest Whitaker เพราะเขาเล่นหนังได้หลายบท เช่น ใน Good morning Vietnam, Platoon, A Little Trip to Heaven หรืออย่างตอนเป็นพิธีกรซีรี่ย์ The Twilight Show ก็ทำได้ดีทีเดียว นายWhitaker สามารถสื่อถึงความเป็น Idi Amin ที่อำมหิตและหวาดระแวงคนรอบข้างไปหมดไม่เว้นแม้คนสนิท เพราะกลัวว่าจะมีคนลอบสังหารตัวเองตลอดเวลาขนาดที่ว่าตัวเองท้องอืดท้องเฟ้อก็พาลคิดไปว่าโดนวางยาพิษ ซึ่งการแสดงที่น่าประทับใจของเขามาจากการที่เขาทำการบ้านในบทที่จะเล่นมาอย่างดี ทั้งดูเทป ดูสารคดี ฟังเสียงพูด และศึกษาประวัติ ในฉากปราศรัยใหญ่เขาได้พูดภาษาอังกฤษปนกับภาษา swahili เพื่อปลุกขวัญกำลังใจประชาชน ก็ทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, รางวัลลูกโลกทองคำ และ รางวัล BAFTA


ส่วนหมอหนุ่มชาวสก็อตแลนด์ที่แสดงโดย James McAvoy ก็เล่นได้ดี ในบทของคนที่บังเอิญมาตกอยู่ในวงจรความชั่วร้ายของผู้นำเผด็จการ แม้เขาจะเป็นแค่คนที่พยายามหนีตายเอาตัวรอดจากความผิดที่ตัวเองไปเป็นชู้กะเมียของผู้นำ แต่การแสดงที่เนียนของเขาก็ทำให้คนดูอดเอาใจช่วยให้เขารอดจากเงื้อมมือของผู้นำชั่วร้ายไม่ได้....


แต่น่าแปลก แม้เหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้ทำให้มีประชาชนถึงกว่า 500,000 เสียชีวิต หรือเหตุการณ์จริง ใน Hotel Rwanda ที่มีคนตายเกือบล้านคน แต่ทำไมคนร่วมโลกอย่างเรากลับมองเหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้อย่างเฉยๆโดยไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลืออะไร ทั้งที่เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคที่การสื่อสารเริ่มทันสมัยแล้ว (Idi Amin 1971 – 1979, Hotel Rwanda 1994) เหตุที่อเมริกา, สหประชาชาติ หรือประเทศอื่นๆ ปิดหูปิดตา ทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ยอมเข้าไปช่วยเหลือเพื่อหยุดการนองเลือดครั้งนี้ อาจเป็นเพราะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา มันเป็นเรื่องภายในประเทศของอูกานดาที่ประเทศอื่นไม่ควรเข้าไปเสือกอย่างนั้นหรือ?


หรือเพราะพวกอูกานดา หรือรวันดา และแม้แต่คองโกในปัจจุบันไม่มีทรัพยากรให้สูบ ไม่เหมือนอย่างแถบอิรัก อิหร่าน คูเวต ที่มีบ่อน้ำมันให้เข้าไปยึดครองพวกพี่ใหญ่อเมริกาถึงชอบเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองซะจริง หรืออย่างประเทศข้างบ้านเราอย่างพม่า ที่พวกตะวันตกคอยยุทุกวันให้เปิดประเทศ ก็แหม พม่ามีทั้งป่าไม้ ทั้งทรัพยากรให้ดูดซะขนาดนั้น นี่ จขบ. ยังกลัวเลยว่าถ้าพม่าเปิดประเทศแล้วจะโดนพวกกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เข้ามากอบโกยจนไม่เหลือเหมือนเมืองไทยตอนนี้รึเปล่า........


นอกเรื่องไปไกล.. อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้คงเป็นได้เพียงภาพ เล่าของเหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้เท่านั้น แต่ จขบ. ก็หวังว่าหนังเรื่องนี้คงเตือนใจประชาชนคนไทยให้ตัดสินใจดีๆในการเลือกผู้นำสักคนมาครองประเทศ ไม่ใช่สักแต่เลือกคนที่ดูดีมีฐานะ หรือคนที่เชิดชูนโยบายเอื้ออาทรสวยหรู แต่เอาเข้าจริงกลับหน้าด้านหน้าเหลี่ยมโกงกินไปหลายหมื่นหลายแสนล้าน แถมยังละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการฆ่าตัดตอนไปหลายพันศพ แม้ผู้นำเหล่านี้ไม่ได้ทำการฆ่าประชาชนให้ตายจริงๆ แต่เชื่อเถอะ ได้ผู้นำแบบนี้ประชาชนอย่างเราก็เหมือนตายทั้งเป็นนั่นแหละ ขอให้ดูหนังแล้วย้อนมาดูตัวเอง ไม่ใช่แค่ดูหนังจบแล้วสมองก็ไม่ต้องคิดตามนะคะ


เรื่อง The Last King of Scotland ไม่ได้ฉายให้เห็นจุดจบอันน่ารันทดของผู้นำบ้าเลือดคนนี้ที่ถูกยึดอำนาจคืนภายหลัง Idi Amin จึงพาครอบครัวและทหารคนสนิทของเขาเพื่อลี้ภัยไปลิเบียเพื่อขอรับความคุ้มครองจากพันเอก โมฮัมหมัด กัดดาฟี่ ซึ่งเขายังหวังอยู่เสมอว่าจะกลับมาเล่นการเมืองในอูกานดาอีกให้ใด้ Idi Amin ลี้ภัยอยู่ในลิเบียจนกระทั่งปี1983 ก็ได้ย้ายไปอิรัก และซาอุดิอาระเบีย จนกระทั่งเขาล้มป่วยลงด้วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคไตวายทำให้เขาต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและใช้เครื่องช่วยหายใจมาตลอด ว่ากันว่า ขณะที่ Idi Amin รักษาตัวได้มีคนขู่สังหารเขา ทำให้อาการของเขากำเริบหนักยิ่งขึ้น จนในที่สุด Idi Amin ก็จบชีวิตลงในเดือนสิงหาคม 2003 โดยอาการความดันโลหิตสูงจนโคม่า กระอักเลือดออกมา สิ้นชีวิตอย่างทรมาน ปิดฉากชีวิตด้วยอายุเกือบ 80 ปี

ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูญ ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป

เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
- วิสา คัญทัพ -





 

Create Date : 17 มกราคม 2551    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 16:01:51 น.
Counter : 5738 Pageviews.  

Shaun of the Dead, หนังซอมบี้สุดฮา กะอีตาชอว์นผู้ไม่เอาไหน




หนังรัก หนังตลก และหนังซอมบี้ ใครจะนึกว่าหนังสามแนวนี้จะไปด้วยกันได้….!!!


เป็นไปแล้วค่ะ กะเรื่อง Shaun of the Dead หรือในชื่อไทย รุ่งอรุณแห่งความวายป่วง ที่เป็นหนังตลกซอมบี้เลียนแบบหนัง Dawn of the Dead ของปู่ George Romero แถมโครงเรื่องก็เป็นหนังรักของไอ้หนุ่มงี่เง่า กะแฟนสาวสวยที่กะลังจะทิ้งไปเพราะความไม่เอาไหนของเจ้าหนุ่มนั่นแหละ…..


หนังเดินเรื่องเกี่ยวกับนายชอว์น (Simon Pegg) หนุ่มสันหลังยาวที่วันๆ ก็ได้แต่ทำงาน แล้วตกเย็นก็กลับมานั่งดื่มเบียร์กะเล่นเกมกับเพื่อนร่วมห้อง นาย เอ็ด (Nick Frost) ที่สนิทกันสุดๆ แถมยังขี้เกียจพอๆกัน....จนวันนึงลิซ (Kate Ashfield) แฟนสาวของนายชอว์น ทนความไม่เอาถ่านของนายชอว์นไม่ไหวจึงขอเลิก คราวนี้แหละ นายชอว์นของเราเลยคิดกลับตัวใหม่เพื่อให้ลิซกลับมาหาเขาอีกครั้ง แต่โชคก็ไม่เข้าข้าง เพราะฝูงซอมบี้ดันเข้ามาบุกพอดี ทำให้พี่ชอว์นของเราพร้อมนายเอ็ดต้องถือไม้คริกเก็ตกะพลั่วคนละอันออกไปลุยฝูงซอมบี้เพื่อไปรับแฟนสาว พ่อเลี้ยงและแม่ของเขามายังสถานทืที่เขาคิดว่าปลอดภัยที่สุด


หนังเรื่องนี้ตลก และติงต๊องได้ใจ ขนาดที่เจ้าพ่อนิยายระทึกขวัญอย่าง Stephen King ยังออกปากชม อย่างมุกที่นายชอว์นและเพื่อนๆแกล้งตัวยึกยือเลียนแบบเพื่อจะเดินฝ่าฝูงซอมบี้ไป หรือฉากที่เจอซอมบี้แล้ววิ่งหนีเข้าไปในบ้าน แทนที่จะเอาอาวุธมาตีซอมบี้ แต่กลับไปเอากล้องมาถ่ายรูปซอมบี้แทน (คิดได้ไงเนี่ย!)


หนังทำออกมาได้ดีทีเดียว มุกต่างๆก็ฮาไม่แป๊ก แถมแอบจิกกัดพวกชนชั้นกลางอังกฤษที่วันๆเอาแต่ทำงาน แล้วก็กลับบ้านมานั่งจิบเบียร์ดูบอลโดยไม่สนใจข่าวสารบ้านเมือง...แล้วไม่คิดจะสนใจโลกภายนอก ขนาดที่เดินออกไปเจอซอมบี้ตัวเป็นๆยังคิดว่าเป็นคนเมาค้าง....ทำให้คนดูเห็นว่า...เออ....คนแบบนี้ก็มีแฮะ....


แต่ไม่ใช่ว่าหนังจะตลกเอาฮาอย่างเดียว ฉากแหวะก็มีให้เห็นไม่น้อย เลือดสาด เนื้อหลุดนี่ก็มีให้เห็นเป็นระยะ แถมผู้กำกับทำภาพแหวะออกมาได้ดี ขนาดที่บางฉากทำเอาเสียววูบได้เหมือนกัน


หนังเรื่องนี้อาจเก่าหน่อย เพราะเห็นแผ่นเช่าออกมาได้หลายปีแล้ว แต่คงหาดูได้ไม่ยาก เป็นอีกเรื่องที่คุณครูมิจิรุอยากให้ดูค่ะ......




 

Create Date : 11 มกราคม 2551    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2554 12:46:19 น.
Counter : 4988 Pageviews.  

The Park - สวนสนุกผี (2547)




ในช่วงปี 47 เป็นปีที่หนังผีระบาด มีหนังผีให้ดูหลายๆเรื่อง เรื่องนี้ก็เช่นกัน The Park หรือในชื่อไทย สวนสนุกผี หนังเรื่องนี้ถูกโปรโมทอย่างแรงว่าเป็นหนังผี 3 มิติ โอแม่เจ้า....คอหนังผี (แต่กลัวผี) อย่างคุณครูก็เลยเกิดอาการกระเหี้ยนกระหือรืออยากเข้าไปดูให้ได้ แถมดูจากชื่อเรื่องก็คิดว่ามันต้องน่าดูแน่นอน เพราะลองคิดดูสิคะ สวนสนุกที่มีผีสิง มันต้องมีซอก มีมุม ให้ผีโผล่ออกมาเยอะ แถมบรรดาผีคงใช้เครื่องเล่นต่างๆมาเป็นเครื่องมือในการหลอกคนแน่นอน....คาดหวังไว้เต็มที่ว่าจะดูเทคนิคผีหลอกแบบใหม่ๆ.........แถมยังอุตส่าห์หนีบคุณแฟนไปดูเรื่องนี้ด้วยกัน เผื่อตอนผีออกมาจะได้ทำเนียนเอนเข้าซบซะเลย อิอิ กำไรสองต่อ......


เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชายของนางเอกหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แล้วนางเอกก็ปักใจเชื่อว่าอีตาพี่ชายน่าจะหายสายไปในสวนสนุกร้างที่ถูกสั่งปิดเพราะเคยมีคนตายไปหลายรายเลย นางเอกเลยชวนเพื่อนหนุ่มสาวหลายคนไปตามหาที่สวนสนุกร้างอันวังเวงนั้น....เนื้อเรื่องจะดำเนินไปอย่างไร คงเดาได้ไม่ยากนะคะ...


แต่เนื่องจากเป็นหนังสยองขวัญ คุณครูก็ทำใจไว้แล้วล่ะว่าพลอตเรื่องคงไม่ซับซ้อน คงต้องเจอฉากในแนวพวกวัยรุ่นโง่ๆที่หลงเดินเข้าไปในซอกเปลี่ยวๆ มืดๆ ทั้งที่รู้ว่ามีผี ไม่ก็พวกคู่รักวัยรุ่นที่คิดจะสืบพันธุ์ได้ทุกที่ขนาดว่ามีผีหรือฆาตกร ก็ยังต้องหาทางปลิดวิเวกออกไปจู๋จี๋กันสองคน แล้วก็โดนดีทั้งคู่ แต่ก็เอาเถอะ....อยากดูเทคนิคของผีอ่ะค่ะ ...ว่ามันจะออกมาหลอกแนวไหน..........


......พอดูหนังจบ โอว์ มาย ก๊อดดดดดดดดด........คุณครูโดนหลอกจริงๆค่ะ โดนหลอกให้เสียตังค์ไปดูในโรง ฮือ...ฮือ....เสียดายตังค์ค่าดูมั่กๆ เพราะแต่ละฉาก เจอแต่พวกวัยรุ่นโง่ๆทั้งนั้น เช่นแทนที่จะไปตามหาพี่ชายในที่ที่มีคำร่ำลือว่ามีคนตายในตอนกลางวัน เจ้าพวกนี้ไปส่องหาเอาตอนกลางคืน (จะเจอมั๊ยเนี่ย) หรือขนาดว่าอยู่ดีๆม้าหมุนมันดันหมุนได้ขึ้นมา (ทั้งๆที่หนังย้ำหลายครั้งว่าเป็นสวนสนุกร้าง) ก็ยังมีตัวละครติงต๊องคู่นึงที่งี่เง่าขึ้นไปเล่นกันสนุกสนาน ไม่เอะใจเลยรึไงว่ามันผิดปกติน่ะ....พลอตบางอย่างก็แปลกๆ เช่นคิดจะจับผีด้วยกล้องดูดวิญญาณ ....เออเนอะ คิดไปได้ แถมดูเรื่องนี้ยังเจอไอ้คู่ผีแม่ลูกที่หน้าขาววอกยังกะใช้ครีมพอนด์ฟอเลสไวท์...นี่มันก็อปจากหนังจู-ออนชัดๆ แถมตอนจบมันดูเหมือนผีจะให้อภัย ไปผุดไปเกิดได้ แต่กลับมาเฮี้ยนพุ่งหาคนดูอีก เลยงง ว่าหนังมันจะเอายังไงกะฉันกันแน่.....


เสียดายที่หนังมีโอกาสได้เล่นกะสถานที่ แต่กลับไม่เอาข้อได้เปรียบนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ แถมผีที่ออกมาไม่น่ากลัวเท่าไร คุณครูเลยไม่มีโอกาสซบไหล่ ทำฟอร์มเป็นสาวน้อยขี้ตกใจใส่ชายหนุ่มข้างๆ แต่ถึงซบไปเขาก็คงไม่อิน เพราะคุณชายเธอหลับตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่เอาเถอะ.......โอกาสหน้ายังมีอีก หุหุ...





 

Create Date : 10 มกราคม 2551    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 16:01:28 น.
Counter : 7063 Pageviews.  

เมื่อผู้หญิงปกครองโลก - Elizabeth : The Golden Age




อลิซาเบธ ราชินีบัลลังก์ทอง (Elizabeth The Golden Age) หนังอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องนึงที่ จขบ. หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องดูให้ได้ ไม่ใช่เพราะความรักหนังอะไรหรอก แต่เป็นเพราะความอยากเห็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เรียนมา ออกมาโลดแล่นเป็นภาพให้เห็นแบบชัดๆ เต็มตา แถมยังติดใจการแสดงของสาวออสซี่ Cate Blanchett ที่แม้ว่าหนังที่เธอเล่นจะไม่ค่อยดังเท่าไร แต่ความสามารถของเธอนั้นล้นเหลือ ถือเป็นหนึ่งใน 4 ดาราสาวที่ไม่ว่าเล่นเรื่องไหน จขบ. จะไม่พลาดเลยทีเดียว (4 สาวขวัญใจ จขบ. ได้แก่ คุณแอน ทองประสม, Nichol Kidman, Rene Zelweger, และ Kate blanchette)


ในหนัง Elizabeth ภาคแรกจะเดินเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนอลิซาเบธขึ้นเป็นราชินีอังกฤษ ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายเนื่องจากการแบ่งแยกระหว่างศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก (ขึ้นกับคริสตจักร) กับโปรแตสแตนต์ (ไม่ยอมขึ้นกับคริสตจักร) ซึ่งพวกคาทอลิกจะกล่าวหาว่าพวกโปรแตสแตนต์เป็นพวกนอกรีต และพระนางแมรี่ ราชินีองค์ก่อนเป็นผู้เคร่งครัดในคาทอลิก พระนางจึงสั่งให้ถอนรากถอนโคน กำจัดพวกโปรแตสแตนต์ให้สิ้นซากโดยการจับเผาทั้งเป็นหลายร้อยราย พระนางแมรี่จึงได้ฉายาว่า Bloody Mary หรือ แมรี่ผู้กระหายเลือด
แต่เมื่อพระนางแมรี่สวรรคต เหตุการณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เพราะอลิซาเบธนับถือโปรแตสแตนด์ ทำให้การขึ้นครองบัลลังก์ของอลิซาเบธได้รับการไม่ยอมรับจากพวกคาทอลิกในราชสำนัก และพวกคนในราชสำนักเหล่านี้ก็พยายามหาทางกำจัดพระนางลงจากบัลลังก์ ซึ่งการครองราชย์ของพระนางในระยะแรกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย พระองค์ถูกกดดันให้อภิเษกสมรสเพราะเหตุผลทางการเมือง ส่งผลให้พระนางสังหารผู้อยู่ตรงกันข้ามกับตัวเองจนหมดสิ้น และพระนางได้ตัดสินใจถือพรหมจรรย์หลังจากครองราชย์ได้ 5 ปี (จนได้ฉายา The Virgin Queen)


และในภาคนี้เป็นเรื่องราวที่ต่อจากภาคหนึ่ง อลิซาเบธที่บัดนี้เป็นราชินีผู้กล้าแกร่งที่ต้องเข้าต่อกรกับกษัตริย์ ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนที่เป็นมหาอำนาจทางทะเลและมีกองทัพเรือ Armada ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป และด้วยมือน้อยๆของพระนางนี่เองที่นำพาอังกฤษเข้าสู่ยุคทอง (The Golden Age) ทั้งด้านการเมือง การทหาร และด้านศิลปะวรรณกรรม


เมื่อได้ดูหนังแล้วรู้สึกว่าหนังภาคแรกสนุกและดูดีกว่าภาคนี้มากๆ เพราะในบทภาพยนต์เขียนให้ตัวอลิซาเบธกลายเป็นคนไม่หนักแน่น และไม่แกร่ง อย่างที่ควรจะเป็น โชคดีที่ได้การแสดงของ Cate Banchet มาช่วยพยุงเอาไว้ให้หนังยังพอดูได้อยู่บ้าง ขนาดบทของลุง Geoffrey Rush นักแสดงมากฝีมือยังมาตกม้าตายกะเรื่องนี้ เพราะลุงออกมาแป๊บเดียวก็ตาย ยังไม่ทันได้แสดงฝีมืออะไรเลย หรือฉากที่ จขบ. ตั้งหน้าตั้งตาดูคือฉากการรบการทางเรือของสเปนกับอังกฤษ ก็ดูไม่สนุก ไม่มีลุ้น แถมฝั่งอังกฤษก็ได้ชัยชนะไปอย่างง่ายๆเพราะ.......(ขอโทษจ้า ไม่อยากสปอยล์) โอย....ดูแล้วถือว่าน่าผิดหวังพอดูกับเรื่องนี้.....ซึ่งจริงๆแล้ว ประวัติศาสตร์ยุคสมัยนี้จะสนุกมาก ทั้งเรื่องรัก เรื่องรบ เรื่องการเมือง และการดำเนินนโยบายทางการเมืองของอลิซาเบธ แต่หนังกลับทำออกมาได้ไม่ดี แถมมีการบิดเบือนประวัติศศาสตร์ในหลายจุด แล้วหนังก็ได้ทำให้คนดูเห็นถึง The Golden Age สักเท่าไร เอาเป็นว่าถ้าจะเสียตังค์ไปดูความเป็นมาทางประวัติศาสตร์จากหนังเรื่องนี้ล่ะก็ จขบ. แนะนำว่าเอาตังค์ไปซื้อหนังสือประวัติศาสตร์มาอ่านจะสนุกกว่า


แต่ส่วนที่ต้องชมก็คือภาพต่างๆในเรื่องนี้งดงามมาก แม้หลายฉากจะดูออกว่าเป็นกราฟฟิก แต่การให้สี แสง และการออกแบบเครื่องแต่งกายในเรื่องถือว่าอลังการ การแสดงของ Cate Blanchett ก็สามารถทำให้หนังเนื้อเรื่องธรรมดาๆ ดูดีขึ้นมาได้ ความหล่อของ Clive Owens ก็ยังเสมอต้นเสมอปลาย เรื่องนี้ถือว่าดูได้ไม่เสียดายตังค์มากเกินไป แต่ก็ไม่ค่อยคุ้มค่าตั๋วค่ะ




 

Create Date : 06 มกราคม 2551    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 16:00:45 น.
Counter : 4569 Pageviews.  

Misery - อ่านแล้วคลั่ง




Misery สุดยอดหนังคลั่งรัก (ในตัวนักเขียน) ที่สร้างมาจากนิยายของ สตีเฟ่น คิง แม้หนังเรื่องนี้มีโครงเรื่องแบบหนังแนวระทึกทั่วไป และ หนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือของ สตีเฟ่น คิง จะไม่ค่อยน่าพึงพอใจเป็นส่วนมาก แต่เรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้เกินคำว่าน่าพอใจ ซึ่งในความเห็นของ จขบ. คิดว่าหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือของสตีเฟ่น คิง ที่น่าดูที่สุดก็คือ The Shining (ฉบับของ Stanley Kubric) และ Misery


หนังเดินเรื่องเกี่ยวกับนักเขียนนิยาย พอล เชลดอน (James Caan) อยากจะเปลี่ยนแนวเขียนตัวเองจึงเดินทางเพื่อไปพักผ่อนในโรงแรมห่างไกลผู้คน โชคร้ายที่เขาเจอพายุหิมะและประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง แต่โชคร้ายยิ่งกว่าที่คนที่มาช่วยเขานั้น คือ แอนนี่ (Kathy Bates) แฟนนิยายอันดับ 1 ของเขา และเรื่องราวสยองก็เริ่มต้นตั้งแต่จุดนั้น.....


เท่าที่สังเกตจากการดูหนัง พวกที่เป็นโรคคลั่งอะไรมากๆ มักจะมีอาการซ้ำๆกันหลายเรื่อง เริ่มจากการพยายามติดตามคนที่ตนเองคลั่งไคล้ คอยไปดักพบ คอยสะกดรอยตาม และคนพวกนี้มักจะเป็นคนโดดเดี่ยว มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น เช่นใน Misery แอนนี่ก็มีประวัติอาชญากรด้วยข้อหาฆาตกรรมเด็กทารกหลายรายในโรงบาลที่เธอเคยทำงานเป็นพยาบาลนั่นเอง!


การแสดงของ Kathy Bates เรียกได้ว่าทำได้สุดยอดในบท แอนนี่ แฟนนิยายอันดับ 1ที่ เกิดอาการคลั่งเมื่อได้อ่านหนังสือนิยายเรื่อง Misery ที่ พอล เขียนขึ้นแล้วเกิดความไม่พอใจ เธอจะออกอาการคลั่งให้ผู้ชมเห็นเป็นระยะๆ ซึ่งทั้งพอลและ ผู้ชม ก็ไม่สามารถเดาได้ว่าเธอจะเกิดอาการคลั่งขึ้นเมื่อไร และเมื่อเกิดคลั่งแล้วเธอจะทำอะไรบ้าง แต่บทแอนนี่ ไม่ใช่แค่เพียงตัวละครโรคจิตแบบธรรมดา แต่การที่เธอยึดติดกับเรื่องราวในหนังสือจนแยกระหว่างความจริง และจินตนาการไม่ออกนั้นถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ซึ่งสะท้อนว่าคงจะมีสาเหตุหรือปมอะไรในใจที่ทำให้เธอกลายเป็นแบบนั้น เพราะผู้ที่มีอาการแบบนี้มักจะผ่านพัฒนาการวัยเด็กอย่างไม่อบอุ่น ขาดความรักความเข้าใจ ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง แถมการแสดงของป้า Kathy ที่ทำได้อย่างสมจริงทั้งตอนร่าเริงเหมือนเด็กหญิงน่ารัก และตอนบ้าเหมือนคนโรคจิต เธอก็แสดงได้น่าสะพรึงกลัวและมีเสน่ห์น่าจดจำ และ James Caan ที่แสดงได้เหมือนเป็นคนขาหักซะจริงๆ แม้หนังจะเล่นกันแค่สองคน แต่ก็สร้างความระทึกขวัญได้ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่ง จขบ. ก็คอยลุ้นตลอดว่านายพอลที่ขาหักนอนป่วยอยู่นี้จะหนีออกมาได้อย่างไร


นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่คอหนัง Horror ไม่ควรพลาด หนังอาจจะไม่มีฉากแหวะเหมือนอย่างหนังพวก Saw, Hostel หรือ Haute Tension แต่ความสยองล่ะก้อ...จขบ. ให้เรื่องนี้เต็ม 10




 

Create Date : 06 มกราคม 2551    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 16:00:54 น.
Counter : 1868 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

Valentine's Month


 
Michiru
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






I am a Thai girl living in Bangkok, the colorful City of Thailand. I am in my early thirties.

My profession is as a teacher but my passion is in the arts, writing, singing, drawing, travel, and paper dolls.

I am a born-again dreamer that now believes anything is possible and that maybe in addition to changing my life for the better; I can enhance the lives of those around me and maybe even make the world a better place someday.



Friends' blogs
[Add Michiru's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.