MY LIFE AS JEDIYUTH
 
October Sky : บางครั้ง หนึ่งความฝัน...ก็จุดทั้งท้องฟ้าให้สว่างไสว



หนังที่สร้างจากประวัติของ Homer Hickam นักวิศวกรอวกาศของนาซ่า จากหนังสือที่เขาเขียนขึ้นเองชื่อ The Rocket Boys กำกับการแสดงโดย Joe Johnson ผู้กำกับ Jurassic Park III และ Jumanji เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1957 ในช่วงสงครามเย็น รัสเซียส่งดาวเทียมชื่อ สปุทนิ้ก ขึ้นโคจรเหนือพื้นโลก เป็นดาวเทียมดวงแรกของโลก และได้สร้างคลื่นความกดดันทั่วโลกและในอเมริกาเอง ซึ่งในเวลานั้น ยังล้าหลังด้านเทคโนโลยีอวกาศกว่ารัสเซียมาก

ไกลออกไป ณ หมู่บ้านโคลวู้ด หมู่บ้านทำเหมืองถ่านหินแห่งใหญ่ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ขณะที่ทุกคนในหมู่บ้านแหงนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนในเดือนตุลาคม เพื่อดูดาวเทียมสปุทนิ้ก โฮเมอร์ เด็กหนุ่มคนหนึ่งในหมู่บ้านได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างจรวดขึ้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความฝันเล็กๆ และการฟ่าฟันสู่จุดหมาย

หนังเปิดเรื่องโดยการให้เรารู้จักกับโฮเมอร์ ตัวเอกของเรื่อง เด็กหนุ่มไฮสคูลธรรมดา กับเพื่อนที่อีก 2 คนคือ โอเดล และ รอย ลี ในหมู่บ้านเหมืองถ่านหิน ที่เด็กทุกคนเติบโตมา ล้วนต้องเจริญรอยตามพ่อแม่ด้วยการเป็นคงงานเหมือง แต่พวกเขาสามคนฝันไปไกลกว่านั้น อยากที่จะหลุดจากโคลวู้ดแห่งนี้ ไปมีอาชีพอื่น ซึ่งน้อยคนจะทำได้ เช่น จิม พี่ชายของโฮเมอร์ที่เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน และได้ทุนเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่จากการได้เห็นดาวเทียมสปุทนิกในคืนนั้น ได้จุดประกายให้โฮเมอร์อยากสร้างจรวดด้วย เพราะอเมริกาในเวลานั้น ยังล้าหลังในการแข่งขันไปอวกาศกับรัสเซีย โฮเมอร์อยากเป็นเหมือน ดร.วอน บรอน นักวิศวกรที่ดูแลการสร้างจรวดให้สหรัฐในเวลานั้น เขาบอกกับพ่อแม่ในคืนนั้นว่าเขาจะสร้างจรวด แต่ไม่มีใครคิดเป็นเรื่องจริงจัง แม่ยังบอกเขาด้วยซ้ำว่า อย่าระเบิดตัวเองแล้วกัน

โฮเมอร์ เริ่มจากลองผิดลองถูก ทำจรวดแต่ก็ไประเบิดรั้วบ้านตัวเองพัง แต่ด้วยความมุ่งมั่น โฮเมอร์ยอมเป็นมิตรกับเควนติน เด็กเนิร์ดที่เป็นแกะดำของโรงเรียน และให้เขาช่วยแนะนำในการสร้างจรวด แต่เมื่อทำเสร็จ จรวดก็พุ่งเข้าไปในเหมืองเกือบทำร้ายผู้คน ทำให้พ่อของโฮเมอร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคนงานเหมืองโกรธอย่างมาก สั่งห้ามเขาเล่นจรวดอีก

โฮเมอร์พาเพื่อนเดินไปไกลถึง 8 ไมล์ เพื่อให้พ้นเขตบริษัทของพ่อ และทำลานทดลองยิงจรวดของตัวเอง ในเวลาเดียวกัน โฮเมอร์ก็ได้แรงบันดาลใจจากครูไรลี่ย์ (ลอร่า เดิร์น) ในการทำจรวดเพื่อเข้าแข่งขันในงานวันวิทยาศาสตร์ และตั้งแต่นั้นมา โฮเมอร์กับกลุ่มเพื่อนร็อคเก็ตบอยของเขา ก็ร่วมแรงร่วมใจประดิษฐ์จรวด เพื่อนำไปประกวดในงานวันวิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะชนะและได้ทุนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ไปเป็นสิ่งที่ตนหวัง และสิ่งที่โฮเมอร์หวังก็คือการได้ทำงานที่นาซ่า

อุปสรรคของโฮเมอร์ไม่ใช่การทำจรวด แต่เป็นความไม่ศรัทธาในตัวพวกเขาของชาวบ้านโคลวู้ด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จอห์น (คริส คูเปอร์) พ่อของโฮเมอร์ และครูใหญ่ของโรงเรียนที่เห็นว่า การทำจรวดของพวกเขาเป็นเรื่องไร้สาระ และก่อให้เกิดอันตราย

พ่อของโฮเมอร์ เป็นผู้ที่ภูมิใจในอาชีพทำเหมืองมาก และอยากให้ลูกชายคนเล็กของเขาเจริญรอยตาม เขาบอกกับโฮเมอร์ว่า "ถ่านหินของเราถูกนำไปหลอมเหล็ก ไม่มีเหล็กอเมริกาก็อยู่ไม่ได้" ในขณะที่โฮเมอร์บอกว่า เขาจะไม่มีวันทำงานเหมืองเด็ดขาด ฝ่ายครูใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งเห็นว่าเด็กในโรงเรียนควรทำงานเหมือง ก็ตักเตือนครูไรลี่ว่า อาชีพของครูคือให้การศึกษา ไม่ใช่ให้ความหวังลมๆ แล้งๆ แต่ครูไรลี่ก็ย้อนตอบไปว่า เธอทนนั่งดูลูกศิษย์ของเธอสูดฝุ่นถ่านหินไปตลอดชีวิตไม่ได้

แต่เหมือนผีซ้ำกรรมซัด โฮเมอร์กับร็อคเก็ตบอยถูกป้ายความผิดว่าเป็นต้นเหตุของไฟไหม้ป่า ขณะเดียวกัน พ่อของโฮเมอร์ก็ประสบอุบัติเหตุ จนโฮเมอร์ต้องลาออกจากโรงเรียนไปทำงานเหมืองแทน ความฝันของเขาริบหรี่ลง แต่ก็เพราะครูไรลี่ได้จุดประกายให้โฮเมอร์อีกครั้ง โฮเมอร์ใช้เวลาพักในเหมือง แอบศึกษาสูตรฟิสิกส์และคณิตศาสตร์จนเก่ง และใช้ช่วยเขากับเพื่อนพ้นผิดในคดีไฟไหม้ป่า ขณะเดียวกันเมื่อพ่ออาการดีขึ้น โฮเมอร์ก็กลับไปทำจรวดอีกครั้ง เขาบอกพ่อว่า เขาจะไม่มีวันลงไปในเหมืองอีก เพราะที่ของเขาคือบนอวกาศ...

สิ่งที่ต้องถือว่ายอดเยี่ยมอีกอย่างในหนังเรื่องนี้ คือการแสดงของ คริส คูเปอร์ ในบทจอห์น พ่อของโฮเมอร์ แม้ทั้งคู่จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันตลอดเรื่อง เพราะมีความเห็นแตกต่างกัน จอห์นเห็นว่าการทำจรวดของลูกเหลวไหลไร้สาระและฝันเฟื่อง เขาไม่ขัดขวางลูก แต่ก็ไม่ให้กำลังใจ แต่เพราะความมุ่งมั่นของลูก เมื่อใดที่ลูกต้องการให้ช่วย เขาก็ช่วยเหลือ เพียงแต่ทำเป็นว่าไม่ได้ช่วย หรือช่วยแบบขอไปทีเพราะกลัวเสียหน้า จอห์นเป็นพ่อที่รักลูก เพียงแต่สื่อสารความรักกับลูกไม่เป็น ดูแล้วนึกถึงพ่อของ Billy Elliot ขึ้นมาตะหงิดๆ

ใครที่ชอบหนังอย่าง Billy Elliot ลองหาเรื่องนี้มาดู เป็นหนังปี 1999 เป็นหนังที่ทำให้หัวใจเราพองโตได้อีกเรื่อง

หมายเหตุ
1. เป็นบทวิจารณ์ที่เขียนไว้ในปี 2545 หลังจากได้มีโอกาสทำบทซับไตเติ้ลให้ HBO แล้วประทับใจหนังเรื่องนี้มาก
2. ชื่อหนัง October Sky มาจากคำว่า The Rocket Boys ที่นำตัวหนังสือมาสลับตำแหน่งกัน
3. เป็นหนังเรื่องแรกที่ผู้เขียนได้มีโอกาสรู้จักเจค จินเลนฮอล และติดตามผลงานเรื่อยมาตั้งแต่นั้น





Create Date : 17 กันยายน 2549
Last Update : 17 กันยายน 2549 11:24:44 น. 1 comments
Counter : 2497 Pageviews.  
 
 
 
 
เรื่องนี้เคยดูแว้บๆ ล่ะ นานแล้วด้วย แต่ว่าทำให้จำหน้าเจคได้เป็นเรื่องแรก หนังของเจคที่ผมชอบที่สุดเก๊าะต้อง Moonlight Mile น่ะสิ
 
 

โดย: Moonlight Mile วันที่: 19 กันยายน 2549 เวลา:14:46:59 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

JEDIYUTH
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เป็นนักทำซับไตเติ้ลครับ แปลซับหนังครั้งแรกในปี 2538 ครับ ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ เริ่มจากแปลหนังขาวดำให้แก่ช่อง TNT ก่อน หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ทำให้ HBO และ Cinemax Asia จนถึงวันนี้ก็เลย 10 ปีแล้ว ต่อมาก็เริ่มมีโอกาสได้ทำซับไตเติ้ลให้ช่องอื่นบ้างรวมถึงหนังในโรงภาพยนตร์บ้างในระยะหลังนี้

ผลงานซับไตเติ้ล
เคเบิ้ลทีวี: ในหลายๆ ตอนของ Sex and the City และ Six Feet Under, Battlestar Galactica, The Smith, The Company, Heroes ซีซั่น 1, Dune, Star Trek: The Motion Pictures, Star Trek II: Wroth of Khan, Star Trek: The Final Frontier, Star Trek: Generation, Star Trek: First Contact, Star Trek: Insurrection, Star Trek: Nemesis, Apollo 13, Red Planet, Grease, Rent, Forrest Gump, Twister, Men in Black, Nightmare Before Christmas, Prince of Egypt, Jurassic Park, The Lost World, Back to the Future III, The Matrix, The Postman, Godfather Part II etc.

ผลงานซับไตเติ้ลในโรงภาพยนตร์: The Chorus, Swiming Pool, The Company, A Home at the End of World, Step Up 2

งานไม่ประจำ: ขีดๆ เขียนๆ ตามหนังสือที่รับเชิญไป

งานอดิเรก: ทำเว็บไซต์ข่าวสารภาพยนตร์ซึ่งเน้นของฮอลลีวู้ดเป็นหลัก ชื่อ JEDIYUTH.Com
[Add JEDIYUTH's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com