All Blog
ลมเอยลมพัด-โดย เฮเลน เคร้สเวลล์-ผกาวดี อุตตโมทย์ แปล-สุดยอดจินตนาการและปรัชญา

สำนักพิมพ์ผีเสื้อ มกราคม 2538

 

 

 

 

จากปกหลัง

นักอ่านทั่วโลก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้ประจักษ์แล้วว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ “วรรณกรรมเยาวชน” ที่ปกติธรรมดา แต่เป็นหนังสือที่ผู้เขียนพยายามบอกกล่าวหลายสิ่งหลายอย่างแก่ผู้อ่าน โดยแอบแฝงและซ่อนเร้นไว้ในแต่ละถ้อยคำ แต่ละบรรทัด ตั้งแต่ต้นจนจบ

เธอบอกอะไรแก่เด็ก ๆ บ้าง?

เธอบอกอะไรแก่วัยรุ่นบ้าง ?

และถ้าเด็กหรือวัยรุ่นได้อ่านหนังสือเล่มนี้พร้อม ๆ กับผู้ใหญ่ แต่ละฝ่ายจะได้รับรู้อะไรบ้าง? ทำให้เกิดสิ่งใดในทางที่ดีบ้าง? คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจจะรวบรวมได้หนากว่าหนังสือเล่มนี้ด้วยซ้ำ

สิ่งเหล่านั้นซ่อนอยู่ในเรื่องราวที่ดูสั้น ๆ แต่สามารถบรรยายได้มากมาย

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

อะไรจะขนาดนั้น

หนังสือเด็กเล่มกระจิดริด ที่มีรูปภาพการ์ตูนลายเส้นขยุกขยุย จะมีอะไรเยอะแยะอย่างที่ปกหลังบอกไว้จริงหรือ

 

 

 

ห้านาทีแรกที่อ่านด้วยพยายามหาความลึกซึ้ง ข้าพเจ้าไม่พบความลึกซึ้งใด ๆ

หลังจากอ่านจบราวหนึ่งชั่วโมง เฮ้...มันก็วรรณกรรมเยาวชนธรรมดานี่นา...

เมื่อได้กินข้าวอาบน้ำ สบายตัว แหงนหน้ามองเพดานห้องน้ำสีขาว...
ฝูงห่านป่า ลอยมาและกำลังดึงข้าพเจ้าออกจากห้องน้ำ ออกจากงาน ออกจากเรื่องราวอึดอัดขัดใจ ออกสู่ดินแดนสวยงาม สดใจ กว้างใหญ่ และฉ่ำเย็น
เหมือนสายน้ำฝอยๆ ที่กระทบหน้าดำ ๆ ของข้าพเจ้าขณะนี้....

 

 

 

โอ้โฮ้ หนังสือเส่มเล็กนิดเดียวนี้ นำพาให้เราลื่นไหลไป ทั้งจินตนาการและความคิด

 

 

 

ลองอ่านเถิดเพื่อนพ้อง

ลองค้นหา เส้นทางเดิน จากโรงโม่แป้งของเคอร์สทีน

ค้นหาหมู่บ้านแสนสุข

ค้นหาดวงดาวสุกใส

...

และค้นหาตัวตน

ค้นหาความสุขที่แท้จริงของตัวเราเอง

เช่นที่เด็กน้อย เคอร์สทีนค้นพบบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่...จากการเดินทางหนีความซ้ำซากเบื่อหน่ายในชีวิต

 

 +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

เนื้อเรื่องเขียนแบบเรียบง่าย อ่านสนุก สามารถอ่านเป็นนิทานให้เด็ก ๆ ฟังได้ วัยรุ่นอ่านเพื่อถกเถียงและโต้แย้งได้

 

ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่หลังสาม หลังสี่ก็อ่านเพื่อพิเคราะห์ตัวตนกับเส้นทางยาวไกลที่เดินผ่านมาและเส้นทางที่กำลังจะเดินผ่านไป

 

 

 

 

ดังนั้นมันจึงเป็นจริงดังที่ “ปกหลัง” เขียนไว้ ในมุมของข้าพเจ้าเอง และทำให้นึกไปถึง “the old man and the sea” แต่เล่มนี้อ่านด้วยความเบาสบายกว่าและไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตัวหนังสือเปิดกว้างให้จับจองและเป็นเจ้าของ มีความเหมือนกับ “เจ้าชายน้อย” กุหลาบมีหลายความหมาย เช่นเดียวกับ ปลา ของชายเฒ่า และเช่นเดียวกับ ดวงดาวของเคอร์สทีน...

 

 ปล.

หน้า 22 "หนูอาจจะกลัว แต่หนูก็ยังอยากไปค่ะ"

หน้า 31 "เมื่อหลานแก่เท่าปู่ หลายจะพอใจในการปล่อยให้โลกและสิ่งต่างๆ บนโลกเป็นไปตามเรื่องตามราว หลายจะพอใจที่บางวันมีลมพัด แต่บางวันลมก็สงบ...."

หน้า 38 "เธอจะหันหัวเรือกลับเมื่อใดก็ได้ เพียงแต่บอกเรือให้หยุด..."




Create Date : 23 พฤษภาคม 2555
Last Update : 31 พฤษภาคม 2555 19:53:37 น.
Counter : 1340 Pageviews.

17 comment
สองดวงจันทร์-Walk-Two-Moons-by-Sharon-Creech-สองเด็กหญิงผู้ใส่ร้องเท้าม็อคคาซินเดินบนดวงจันทร์

แปลโดย รัตนา รัตนดิลกชัย

สำนักพิมพ์มติชน (รูปภาพจากร้านซีเอ็ดบุ๊คส์ SE-ED.COM)

 

 

-->ปริศนาจากข้อความบนแผ่นกระดาษ ที่หน้าประตูบ้าน กับการหายตัวไปของแม่ และอีกหลากหลายอารมณ์จะทำให้วางหนังสือเล่มนี้ไม่ลงจริงๆ

ชั่วชีวิตหนึ่งของคนเรา มีสิ่งใดสลักสำคัญหนักหนา

เราห้ามนกแห่งความเศร้าไม่ให้มาบินวนเวียนเหนือหัวเราไม่ได้ก็จริง ทว่าเราห้ามมันมาทำรังบนผมเราได้

ทุกคนย่อมมีภารกิจของตน

...

หลังจากได้อ่านเรื่องการผจญภัยของเด็กอายุ 12 ใน “เกาะโลมาสีน้ำเงิน” ก็ได้มีโอกาศมาอ่านหนังสือเด็กหญิงอายุ 13 อีกครั้งหนึ่ง...ทั้งๆที่ไม่ได้อ่านหนังสือเด็ก ครอบครัวสุขสันต์มาสักพักแล้ว เพราะความอาการบาดเจ็บจากการสูญเสียยังไม่จางหาย

ในครั้งนี้ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า...เด็กหญิง วัย13...ที่ตามหาแม่....จะทำให้หวนนึกไปถึงเมื่อเกือบสิบปีก่อนที่ข้าพเจ้าก็เฝ้าหวนไห้ ตามหาแม่...และพยายามจะเก็บแม่ไว้ให้ได้...ตลอดไป พร้อมกับการทำใจว่า...ใครๆ...ก็ต้องจากไปในสักวัน

หนังสือเล่มนี้ทำให้รู้ว่า...ไม่มีความสูญเสียใดที่ยิ่งใหญ่และเจ็บปวดได้เท่านี้อีกแล้ว และจะไม่มีวันที่เราจะลืมแม่ไปได้เลย ซึ่งแม่..ก็ไม่ควรจะถูกหลงลืม แม้ว่าความเจ็บปวดในวันนั้นมันไม่ได้น้อยลงเลยเมื่อถูกสกิดอีกครั้ง เช่นเดียวกับความรักของแม่...ที่จะไม่ลดน้อยลงเลยเช่นกัน (แน่นอนว่า หนังสือเรื่อง "แม่" ของแมกซิม กอกี้ที่ข้าพเจ้าเก็บไว้ชั้นล่างสุด มันจะไม่ถูกเปิดและต้องอยู่ตรงนั้น...ไปอีกนาน)

 

 +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 เรื่องราวครอบครัวอินเดียนแดง ในบายแบงก์ รัฐเคนตั๊กกี้ สหรัฐอเมริกา กับการเดินทางจากบ้านเกิดไปอีกรัฐหนึ่งกับพ่อของเธอในภาวะที่ไม่ปกตินัก และเดินทางไปอีกครึ่งประเทศพร้อมกับปู่และย่าที่น่ารัก เต็มไปด้วยชีวิตชีวา น่าอิจฉากับความรักที่มันยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน เด็กหญิงผู้ตามหาแม่ “ซาลามานคา” เล่าเรื่องของ “ฟีบี้” เพื่อนที่แม่หายออกจากบ้านไปในวันหนึ่ง ทำให้ทั้งสองตกอยู่ในภาวะ...อืม...สับสน เคว้งคว้าง เหมือนไม่มีหนทางจะเดินต่อ (เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่สูญเสียแม่....)

ตลอดทุกบรรทัด ทุกเรื่องราว มีปริศนาของ“ฟีบี้” ที่แม่ออกจากบ้านไป โดยเธอคิดว่าแม่ถูกลักพาตัวจากคนบ้า แต่แม้ไม่ได้จากไปเพราะตัวเธอเอง หรือเพราะทุกๆคนในครอบครัว ทำให้เป็นเรื่องที่ทั้งน่าติดตามค้นหาความจริง และขณะเดียวกัน การเดินทางของ“ซาลามานคา” และการตามหาแม่ของ“ฟีบี้” จากร่องรอยในอดีตที่แม่ทิ้งไว้ และจากความทรงจำของเด็กทั้งสอง จะค่อยๆเผยปริศนาของชีวิตอันแท้จริง...ของพวกเขาก่อนที่จะเกิดเรื่องราวการพรากจากเช่นนี้ เช่นเดียวกับความจริงในชีวิตครอบครัวของข้าพเจ้าเองที่เกือบเป็นเรื่องเดียวกัน

เรื่องธรรมดาบางเรื่องเราก็หลงลืมที่จะเข้าใจมัน...หรือไม่แม้จะพยายามเข้าใจคนอื่น คนที่รักเรา...มากที่สุด...ภาพที่ “ซาลามานคา” นั่งฟัง “ฟีบี้” เถียงกับแม่ และ “ฟีบี้” ไม่สังเกตเห็นความทุกข์ ความเศร้าเสียใจ ความอึดอัดที่แม่ของเธอเป็นอยู่ แต่“ซาลามานคา” เห็นมันได้ง่ายเหลือเกิน ทำให้“ซาลามานคา” นึกย้อนไปเมื่อวันที่เธอกับแม่นั่งคุยกัน เหมือนเป็นภาพซ้อนทับกันอยู่ และในวันนั้นเธอก็ไม่รับรู้ความรู้สึกของแม่เช่นเดียวกับ “ฟีบี้” ในวันนี้ ส่วนข้าพเจ้านั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ ท่ามกลางวงสนทนาของพี่ชายพี่สาว ในวันที่ไม่มีแม่ ภาพในอดีตที่เราคุยกับแม่ซ้อนทับขึ้นมา...พร้อมกับก้อนอะไรบางอย่างที่จุกอยู่ที่คอ...เรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้นเรา...เรากลับมองไม่เห็นมัน ทั้งที่มันชัดเจนขนาดแทบจะทิ่มตาของเรา แต่เรากลับเห็นมันได้อย่างแจ่มชัดเมื่อมันเกิดขึ้นกับคนอื่น...(อาจเป็นความรัก หรือความเห็นแก่ตัว ที่ทำให้เรามืดบอด...)

 

ชีวิตคู่...ชีวิตครอบครัว...ชีวิตคน มันมีปริศนา และสภาวะที่แตกต่างกัน...ความเจ็บปวดก็เป็นวิถีของมัน

 ซาลา มานคา...อิจฉาเพื่อน...ที่แม่ของเธอกลับมาอย่างปลอดภัยแม้จะมีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป...แต่ซาลา มานคาไม่

ส่วนข้าพเจ้า...อิจฉาซาลา มานคา...ที่ได้กลับไปอยู่บ้านเก่าที่บายแบงก์พร้อมกับครอบครัวที่เธอรัก....แต่ข้าพเจ้าไม่

วิธีการเขียนที่เพลินเพลิน น่ารัก สนุกสนาน แต่ก็เต็มไปด้วยอารมณ์ ทั้งของเด็กหญิงที่สูญเสียแม่, ชายที่สูญเสียคนรัก, ความเข้าใจระหว่างเพื่อนในวัยรุ่นสดใส,จูบแรกในชีวิต, พยาบาลที่สูญเสียครอบครัวแต่ยังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างเต็มกำลัง...หลากหลายอารมณ์ในหนังสือเล่มกะทัดรัด แต่มีข้อคิดเตือนใจ ทั้งสุขและทุกข์ของการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ในหลายๆ ช่วงวัยและในสถานการณ์ต่างๆ กัน

 

ขอบคุณผู้เขียน ผู้แปล และสำนักพิมพ์ (พร้อมเงินในกระเป๋า) ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้

อีกหนึ่งปริศนาจากข้อความกระดาษ

“อย่าได้ตัดสินใคร จนกว่าจะได้ใส่รองเท้าม็อคคาซินของเขาเดินสองดวงจันทร์”

(อย่าได้ตัดสินใครถ้าเราไม่ได้อยู่สถานการณ์เช่นเดียวกับเขา) +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ข้าพเจ้าไม่ได้เสียน้ำตาให้กับหนังสือมาหลายปีแล้ว (เพราะหลีกเลี่ยงที่จะอ่านหนังสือเกี่ยวกับครอบครัว มันเป็นของแสลงสำหรับข้าพเจ้า) ก็ต้องมาเสียน้ำตาให้กับเล่มนี้ แต่อย่างน้อยข้าพเจ้าก็อิ่มใจ ในทุกครอบครัว แม้จะมีความทุกข์ แต่ความสุข มันก็ต้องมีบ้างละน้า...ว่ามั้ย

 

ถ้าคุณมีแม่และยังอยู่กับท่าน จงอ่านหนังสือเล่มนี้

ถ้าคุณมีแม่แต่ไม่ได้อยู่กับท่าน ให้อ่านหนังสือเล่มนี้

รักแม่นะ

 

 

 




Create Date : 18 เมษายน 2555
Last Update : 19 เมษายน 2555 11:11:45 น.
Counter : 1206 Pageviews.

5 comment
เกาะโลมาสีน้ำเงิน-Island-of-the-Blue-Dolphins-และชายหาดที่ชุมพร

Scott-O’dell  เขียน

 

วิลาวัณย์ ฤดีศานต์ แปล

สำนักพิมพ์มติชน

วรรณกรรมเยาวชนอิงประวัติศาสตร์เรื่องราวเด็กหญิงวัยสิบสองที่อยู่ลำพังในเกาะถึงสิบแปดปี...

 

 กลางเดือนเมษายนที่อบอ้าว ลมทะเลสาดซัดชายหาด มองเห็นฟองคลื่นที่ดูไปก็คล้ายกับฟองเบียร์ที่ถูกเท

ในเวลาที่พยายามมองหาความสุข

 

  

ข้าพเจ้านั่งมองคลื่นสีขาว บนหาดทรายโค้งงอไปสุดตา

แผ่นน้ำสีฟ้าใส และเขียวเข้มที่ไกลออกไป

แลบนท้องฟ้ากลับมีกลุ่มเมฆสีหม่นกำลังรวบรวมสมัครพรรคพวก

รอเข้าโจมตีแผ่นดินเล็กจ้อยและคอดกิ่ว

 

 

 

เราอยู่ใต้ฟ้าขณะที่ร้อนระอุ แลเมฆดำ

เสียงคลื่นกระซิบบ้าง กระโชกบ้าง

อันที่จริงแล้วเราชั่งเล็กจ้อย แล.....ตายง่ายเสียเหลือเกิน

 

 

 ภาพเบื้องหน้าที่สดใส โดดเดี่ยว แลน่าเกรงขาม ทำให้นึกไปถึง เด็กหญิงตัวน้อยๆที่ซ่อนจิตใจหาญกล้าไว้ภายใน เด็กหญิง “การานา” ชาวอินเดียนแดง ที่อีกฝั่งทะเลไกลโพ้นออกไป เมื่อราวสองร้อยปีก่อน เธอใช้ชีวิตเพียงผู้เดียว บนเกาะโลมาสีน้ำเงิน ผ่านวันคืนที่อ้างว้าง และแสนสุข ข้าพเจ้าอยากจะเชื่อเหลือเกินว่า เธอได้พบสัจจะธรรมบางอย่างของชีวิตแล้ว...แต่เราสิ...ยัง

 

 ผ่านมาสองร้อยปี...มนุษย์เราก็ยังเบียดเบียนสัตว์อื่นอยู่นั่นเอง แลไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ที่เราเชื่ออย่างหลงผิดว่าเขาล้าหลัง ในคราวนั้น ชาวอินเดียนแดงกับเกาะโลมาสีน้ำเงิน ในคราวนี้ ชาวโลกกับเกาะโลกสีน้ำเงิน....กี่ล้านปีที่ผ่านไป เราทำลายธรรมชาติกันทุกวัน...และมันอาจจะดีที่ “การานา” ได้ใช้ชีวิตบนเกาะ...เพียงลำพัง

 

  

ในท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะต้องการอะไรมากไปกว่า ปลาทะเล หอยเป๋าฮือ แลน้ำจืด...ในแผ่นดินที่ร้างผู้คน

แต่มากกว่านี้ “การานา” แสดงให้เห็นว่า เธอยังต้องการเพื่อน แลความรัก....ซึ่งสำหรับข้าพเจ้า เพื่อนหมาสีน้ำตาล เพื่อนนกผัวเมีย แลเพื่อนนากของการานานั้น พิสุทธิ์และงดงามยิ่ง ขณะที่เรา...ยังคงห่างไกลจากความรักเฉกเช่นนั้น

 

  

ผู้เขียนเขียนเรื่องราวชีวิตชาวอินเดียนแดงที่น่ายกย่อง แต่ถูกแย่งพื้นที่อยู่อาศัย สัตว์น้อยใหญ่ถูกล่าเพื่อนำไปให้มนุษย์ที่อยู่ชั้นบนของวงจรเกาะโลกสีน้ำเงิน

 

 

อนิจจาเอ๋ง...ทุกวันนี้เราก็ยังคงทำเช่นนั้นอยู่....

 

 

 

ผู้เขียนเขียนเรื่องราวของความรัก การให้อภัย และชีวิตที่เพียงพอ คงอยู่กับธรรมชาติ...หากเป็นไปได้...เราก็อยากเป็นเช่นนั้นบ้าง แม้ระหว่างการอ่านหนังสือเล่มนี้ข้าพเจ้ายังไม่ทันรับรู้ถึงสิ่งเหล่านั้น...แต่เมื่อได้นั่งนิ่งๆ ใต้ร่มมะพร้าวไหว บนริมหายทรายร้างผู้คน (เพราะแดดร้อนเกินกว่าจะเดินทอดน่อง) ความรู้สึกอิ่มเอมทั้งปวงของการานา ยามที่เธอพายเรือแคนนูไปกับเจ้าหมา ยามที่เธอป้อนปลาให้กับนาก ยามที่เธอสร้างบ้านด้วยตัวเอง ใส่กระโปรงขนนกกาน้ำ และฝังเพื่อนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศัตรูด้วยความรักและอภัย หลายสิ่งที่การานาทำ...เราอาจไม่ได้ทำ...หรือไม่ก็...ไม่มีวันจะทำ แต่บางที่เราอาจจะ...

 

 ฝนตกซู่ลงมา...ข้าพเจ้าเก็บขวดเปล่าจากเมื่อคืนและแก้วที่เหลือแต่คราบฟองฟู่นำกลับเข้าไปในรีสอร์ทริมทะเล...มองฝ่าสายฝนท่ามกลางแดดร้อน....เรือประมงลำเล็กจอดนิ่งที่ไกลๆ...พวกเขากำลังล่าบางสิ่ง...ที่จะกลายเป็นบางอย่างบนจานของนักท่องเที่ยว....ขี้เมา...บางคน

 

 ขอคาราวะแด่ผู้เขียน และการานา รวมทั้งชนเผ่าผู้อยู่มาก่อนทั้งหลาย...อย่างน้อยข้าพเจ้าก็ไม่ทิ้งขวดเปล่าไว้บนชายหาด เผื่อว่า การานา จะมองมาจากที่ห่างไกล...บนหน้าผาสูง...บนเกาะโลมาสีน้ำเงิน

 

 สรุปเลยดีกว่า มันเป็นหนังสือที่น่ารัก เรียบง่าย แต่ก็น่าติดตาม มนุษย์ผู้เดียวบนเกาะแห่งหนึ่ง คล้ายๆกับการผจญภัยของโรบินซัน ครูโซ และฉากในหนังเรื่อง แคสอะเวย์ (CAST AWAY) แต่ตัวเอกเป็นเด็กหญิงที่น่ารักและน่าทึ่ง บนเรื่องราวประวัติศาสตร์คนขาวกับการล่าและวิถีชีวิตที่ถูกล่าของคนอินเดียนแดง กับแง่มุมมากมายที่รอให้เราครอบครอง....

 

 ส่วนชายหาดรูปดาปโค้ง บางจุดขาวสะอาด บางพื้นที่เป็นหมู่บ้านชาวประมง ทะเลสวย คลื่นขาวเหมาะจะไปใช้ชีวิตสันโดษ และไม่ต้องการการสันดาปใดๆ

 

 หมายเหตุเส้นทาง:ชายหาดบางเบิด มีที่พักเล็กๆอยู่ติดกับชายหาดหลายเจ้า

เป็นจุดชมวิวของข้าพเจ้า....มองเห็นสันทรายและหาดรูปดาปโง้งงงง

ที่พักเป็นรีสอร์ทไปทางเดียวกับสันทราย(ไม่ได้อยู่ตรงชายหาดบางเบิด)....ทางเดียวกับที่ไปคาราวะเจ้าแม่กวนอิม

ทางเข้ามาจากถนนเพชรเกษมจะเข้าทาง อ.บางสะพานก็ได้(จ.ประจวบคีรีขันธ์) เข้าไปผ่านบางสะพานน้อยก่อนถึงบางเบิด หรือจากถนนเพชรเกษมอีกทางต้องเลยอ.บางสะพานไปหลายสิบกิโลเหมือนกันก่อน(จ.ชุมพร)จะถึงแยกซ้ายมือที่เขียนป้ายว่า หาดบางเบิด

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 17 เมษายน 2555
Last Update : 6 มีนาคม 2556 9:01:30 น.
Counter : 512 Pageviews.

6 comment
ฤดูร้อนมูมิน-ตูเว ยานซอน(วรรณกรรมจากฟินแลนด์)-ครอบครัวมูมินเผชิญน้ำท่วมใหญ่-ยิ้มได้แม้น้ำมา

จัดพิมพ์โดย แพรวเยาวชน พิมพ์ครั้งแรก กค. 2548 แปลโดย ธารพายุ / ลายมือภาษาไทยโดย ชีวัน วิสาสะ (ปลื้มใจเคยเรียนศิลปะกับอาจารย์ตอนม.1)


บทที่ 1 : ข้างนอก ราตรียังเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน คลื่นหนัก ๆ โถมฟาดและกระแทกใส่อะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย รวมทั้งบานหน้าต่างที่ปิดอยู่ คุณแม่มูมินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกอย่างใจลอยและเริ่มโยกเก้าอี้ช้า ๆ “อวสานโลกรึเปล่าเนี่ย” หนูมายถาม.. “นั่นยังน้อยไปตอนนี้ก็พยายามทำตัวให้ดีไว้ถ้าแกหาเวลาได้ เพราะอีกเดี๋ยวเราทั้งหมดก็จะไปสวรรค์” ลูกสาวมิมเบิลตอบ “สวรรค์ เราต้องไปเหรอ และถ้าใครไปแล้วจะกลับได้ด้วยวิธีไหน”
..มีอะไรหนัก ๆ มาชนบ้าน และเทียนก็วูบวาบ มูมินโทรลกระซิบถามแม่
“ผลลืมเรือเปลือกไม้ไว้ริมบึง” แม่ตอบว่า “มันจะอยู่ที่นั่นพรุ่งนี้” ทันใดนั้นเธอก็หยุดโยกเก้าอี้และอุทานว่า “ตายละวา ฉันลืมทำเรือบด(ไว้ในเรือเปลือกไม้)” (ยามนี้แล้วแกยังอุตสาห์คิดว่าไม่ได้ทำเรือบดในเรือไม้ เหมือนว่ามันสำคัญมากเลย...)

“ตอนนี้มันขึ้นมาถึงประตูปล่องไฟแล้ว” คุณพ่อมูมินประกาศ เขาคอยวิ่งลงไปยังห้องรับแขกเพื่อวัดระดับน้ำ พวกเขามองไปทางบันได พลางนึกถึงสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ถ้าแห้งแล้วจะดีกว่ามาก “ใครเอาเปลญวนเข้ามารึเปล่า” ไม่มีใครนึกถึงเปลญวน คุณพ่อมูมินกล่าว “ดี (ที่ไม่มีใครเอามันเข้าบ้านมา) สีมันน่าเกลียด” (แกว่าอย่างงั้น)

เสียงซู่ซ่าของน้ำข้างนอกทำให้ง่วง พวกเขาจึงเอนตัวลงบนพื้นและหลับไปทีละคน แต่ก่อนที่คุณพ่อมูมินจะเป่าเทียนดับ เขาตั้งนาฬิกาปลุกตอนโมงเช้า เขาอยากรู้เหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก (ดูแกคิดดิ ตั้งปลุกตอนเช้า....ซะอย่างงั้นเลย)


+++++ เป็นหนังสือที่อ่านนานแล้ว ก็ดูว่าน่ารักดี ทั้งภาพตัวมูมิน บางตัวก็ตลก บางตัวก็ดูอ่อนโยน ตอนโน้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เมื่อบ้านเราน้ำท่วมครั้งนี้ก็กลับนึกไปถึง ไอ้ตอนที่ “พระเอกมูมิน ดำน้ำลงไปในห้องครัวเพื่อเอากระป๋องกาแฟขึ้นมาเป็นอาหารเช้า นึกถึงภาพ มูมินกลั้นหายใจ พุ่งลงไปในครัว ว่ายเลี้ยวไปมา คว้าขนมปัง ของกินต่างๆ” ตอนนั้นที่อ่านมันก็ตลกหรอก แต่ตอนนี้มันชักตลกไม่ออก เพราะเรากินขนมปังเปียกน้ำไม่ได้เหมือนมูมิน...แต่เรามีความสุขได้เหมือนครอบครัวมูมินนะ แล้วก็เรื่องเลวร้าย อันตรายจะจบลง ด้วยมิตรภาพ น้ำใจไมตรีที่มีอยู่เสมอในเวลายากลำบาก...น้ำขึ้นได้ก็ลดได้...เช่นเดียวกับครอบครัวของมูมิน...ในวันที่ครอบครัวมูมินได้กลับบ้าน...ความสุขจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน...ในวันที่ครอบครัวของเรา...ได้กลับบ้าน


****ครอบครัวมูมิน ประกอบไปด้วย คุณพ่อ คุณแม่ มูมินโทรล(พระเอก) ลูกสาวมิมเบิล (หน้าตาบูดบึ้ง แต่ก็น่ารักซะงั้น) หนูมาย (ตัวเล็กมาก ๆ จนซ่อนในกระเป๋าได้ เป็นเด็กที่ออกจะกวน ๆ ) และเพื่อน สาวสนอร์ก , สนัฟกิ้น นักเดินทาง (อันนี้ตั้งเองคะ) เป็นต้น แต่ละคนมีบุคลิกที่ชัดเจน แต่ว่าน่ารักดูเป็นสังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่ขาด ที่เกินแต่ก็หลอมรวมเป็นสังคมที่เป็นสุขได้ น่าเอาเป็นตัวอย่างในตามที่สังคมเราเผชิญปัญหาใหญ่หลวงกับอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่


หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบของตัวละครด้วย และได้กลายเป็นตัวละครที่โด่งดังมากในฟินแลนด์ มูมินจะเป็นตัวหน้ายาว ๆ ตรงหน้าที่ไม่มีจมูก ตัวคล้ายกับฮิปโป ดูอ่อนโยนมาก ตัวเพื่อน ๆ บางตัวก็หัวฟู หน้ายุ่ง ดูเหมือนคนที่กลุ้มใจ หงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา...


ครอบครัวมูมินเดิมเขาก็อาศัยอยู่ในหุบเขามูมิน เรื่องมันเกิดตอนที่น้ำพัดมาอย่างแรงตามหุบเขา เข้าท่วมบ้านของมูมิน สุดท้าย ต้องอพยพขึ้นไปอยู่ในบ้านที่ลอยน้ำมาอีกหลังหนึ่ง บ้านลอยไปเรื่อยๆ (บ้านหลังนี้ความจริงคือโลงละคร ถ้าเป็นบ้านเราตอนนี้มันอาจเป็นที่พักพิงชั่วคราวต่าง ๆ ) มีคนเก่าแก่อาศัยอยู่ก่อน เกิดเรื่องมากมายกับโรงละคร ความพยายามในการมีความสุขแบบที่เราจะไม่รู้เลยว่าเป็นความพยายามเหมือนเป็นเรื่องปกติของพวกเรา และน้ำท่วมภัยพิบัติก็ไม่ได้ทำให้เดือดร้อยจริง ๆ สักหน่อย  ดูเหมือนว่าครอบครัวมูมินจะไม่ได้กังวลกับอะไรอย่างจริงจังมากนัก สุดท้ายพวกเขาได้เล่นละครเวทีกลางน้ำ (ทั้ง ๆ ที่เขาเล่นไม่เป็นกัน) ส่วนมูมินโทรลพลัดพรากไปกับสาวสน๊อกด้วยสาเหตุบางอย่าง..ไปผจญภัยอันตรายในแผ่นดิน..สุดท้ายพวกเขาจะได้พบกันด้วยวิธีใด แล้วเราจะได้พบความสุขเช่นเดียวกับพวกเขาในเวลาที่เท้าเล็ก ๆ ของมูมินได้ย่างเหยียบลงไปบนผื้นหญ้าของพวกเขาเองอีกครั้ง


*********************************************************************************ปล.ถึงแม้ว่าบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างจะเสียหายไป แต่แผ่นดินที่ปกคลุมด้วยผืนหญ้ายังคงอยู่ ความสุขยังอบอวลตราบใดที่ครอบครัวยังเป็นครอบครัว สังคมยังเป็นสังคม เกื้อกูลกันด้วยความรักและความห่วงใย...


สู้ ๆ คนไทยทั้งหลาย มีวันที่น้ำท่วมก็ต้องมีวันที่น้ำลด ของนอกกายมีได้มาก็ต้องมีเสียไป แต่อย่าให้ใจเสีย...
วันนี้ไม่ไหว วันหน้าก็ต้องไหวเข้าสักวัน...สู้โว้ย...


ปล.ล. สารบัญเรื่อง : เรือเปลือกไม้และภูเขาไฟ, ดำน้ำไปเอาอาหารเช้า, บ้านผีสิง,
ความไร้สาระและอันตรายของการนอนบนต้นไม้, ผลสืบเนื่องจากการผิวปากบนเวที, แก้แค้นคนเฝ้าสวนสาธารณะ,
อันตรายของคืนกลางฤดูร้อน, วิธีเขียนบทละคร, พ่อผู้ไร้สุข, ซ้อมใหญ่, หลอกผู้คุม, ละครคืนแรก, การลงโทษและรางวัล


ปล.ล.ล. เป็นการแนะนำหนังสือที่สั้นมาก ด้วย จขบ. ก็กำลังถูกโอบล้อมด้วยมวลลลลลน้ำก้อนใหญ่....


*******************************************************************************






Free TextEditor



Create Date : 18 ตุลาคม 2554
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:42:08 น.
Counter : 1754 Pageviews.

3 comment
สวนเที่ยงคืน: มิตรภาพวัยเยาว์อันงดงามแม้กาลเวลาก็ไม่อาจลบเลือน (เอ.ฟิลิปปา เฟียร์ซ)

โดย เอ.ฟิลิปปา เฟียร์ซ (อังกฤษ)
แปลโดย ธารพายุ
สำนักพิมพ์ แพรวเยาวชน


พิมพ์ครั้งแรกในอังกฤษ ๑๙๕๙
พิมพ์ครั้งแรกในไทย ๒๕๓๙


บทที่ ๑๕ ปีนกำแพงดูโลกกว้าง


แฮตตี้ เล่น กับ ทอม ลอง
...แล้วเธอก็เอามือข้างหนึ่งกำต้นหญ้านั้นไว้ ใช้กำปั้นอีกข้างคอยกระทุ้งใต้กำปั้นข้างแรกขณะที่ร้องซ้ำไปซ้ำมาว่า
“คุณย่า...คุณย่า...โดดผลุงลงมาจากเตียง”

ตรงคำว่า
“ผลุง”
เธอจะกระแทกแรงเป็นพิเศษ และยอดหญ้าก็จะดีดตัวออกจากฐานสีเขียวของมันขึ้นไปในอากาศ
 แฮตตี้จะหัวเราะ ทอมก็เช่นเดียวกัน


หนังสือขนาดเล็ก หนา ๒๕๒ หน้า แต่ทุกหน้าที่อ่าน ก็ทำให้เกิดรอยยิ้ม และนำความสุขที่ห่างหายไปตามอายุที่มากขึ้น ข้าฯอ่านมันก่อนนอนเพียงวันละไม่กี่นาที (ขอยกข้ออ้างของผู้ที่หลงผิดไปว่า งานยุ่งเหลือเกิน) แต่ก็ให้หวนนึกถึงชีวิตในวัยเยาว์ ที่แสนสุขและง่ายดาย แอบหวังนิด ๆ ว่า คืนนี้ นาฬิกาจะตี สิบสามครั้ง ตอนเที่ยงคืน และประตูหลังทาวเฮาส์เล็ก ๆ หลังนี้ที่ปกติจะเปิดไปพบกับหลังบ้านติดกัน มันจะเปิดสู่ ลานดิน หลังบ้านมุงจาก ตรงกลางมีต้นมะพร้าว บนลานดินมีมะเขือ พริก และใบกะเพรา เมื่อ สามสิบกว่าปี ก่อน



เคยมีคนบอกเราว่า เมื่อเราเติบโตขึ้น จิตนาการ และความสุข จะค่อย ๆ จางหายไป
ปัญหามากมาย ในชีวิตที่ยากเย็น ความทุกข์ ความผิดหวังแม้เพียงเล็กน้อย มันกลับอยู่กับเราเนิ่นนานและไม่หายไปง่าย ๆ
แต่เมื่อเราเป็นเด็ก ความสุข เกิดขึ้นแสนง่าย แค่เพียงความฝันและจินตนาการ ทั้งความทุกข์ก็อยู่กับเราได้เพียงช่วงหนึ่งเท่านั้น


วรรณกรรมรางวัลคาร์เนกี เล่มนี้ เล่าถึงเรื่องราวของ ทอมลอง (แมวตัวผู้ ตัวยาว) ที่ต้องไปอยู่กับ ลุงอแลน กับ ป้า เกวน อีกเมืองหนึ่งชั่วคราว เมื่อน้องชาย พีเตอร์ เป็นโรคหัด


ข้าฯชอบจดหมายที่ แมวยาวตัวผู้ เขียนถึงน้องชายที่ออกหัด ระหว่างไปพักบ้านของลุง ที่มีสวนหลังแฟล็ตเพียงนิดเดียว ซึ่งปกติ ช่วงปิดเทอม ทั้งสองจะเล่นด้วยกัน ในสวนหลังบ้านของพวกเขา



จากบทที่ ๑ ตอน ลี้ภัย


“หวังว่าหัดของนายคงค่อยยังชั่วขึ้นนะ....เราผ่านเมืองอีลี แต่ อ.ล.ไม่ยอมให้พี่ขึ้นหอคอย บ้านที่นี่เป็น แฟลต (ห้องชุด) และไม่มีสวน หน้าต่างห้องนอนของพี่มีลูกกรง แต่ ป.ก.บอกว่าเป็นการเข้าใจผิด อาหารอร่อย”
ลงนามในไปรษณียบัตร เป็นรูปแมวตัวยาว ๆ หน้าตาเหมือนแมวตัวผู้ เขากำลังเขียนหนวดแมวอยู่พอดีตอนที่ได้ยินเสียงนาฬิกาตี..ผิดอีกแล้ว (ตีผิด) ผิดอย่างบ้องตื้นจริง ๆ
”... (อ.ล. หมายถึง อแลน และ ป.ก.หมายถึง ป้าเกวน)


จากบทที่ ๗ รายงานถึงพีเตอร์


ขณะที่ทอมเขียนจดหมายเล่าเรื่อง สวนลับ ที่จะเผยโฉมตอนนาฬิกาตีสิบสามทีเท่านั้น การเดินทะลุกำแพง เด็กชาย สามคน และเด็กหญิงเล็ก ๆ แฮตตี้ ในสวนอันกว้างใหญ่และร่มรื่น ที่ไม่อาจพบได้จริงที่หลังแฟล็ตของลุงกับป้า

ป้าเกวนพูด“ถ้าจดหมายของทอมยาวเกินไปสำหรับพีเตอร์แม่ของเขาคงต้องอ่านให้ฟัง”

ด้วยความตกใจ ทอมรีบเขียนคำว่า
“ส่วนตัว”
ขนาดเขื่องลงบนหัวจดหมาย พับมันอย่างสลับซับซ้อน
และเขียนคำว่า
“พีเตอร์-ส่วนตัว”
ทั้งสองด้าน เขาต้องคลี่มันออกอีกครั้งเพื่อลงชื่อเพราะเมื่อครู่นี้ตกใจจนลืมหมด 
..เขียนคำว่า
“ลับเฉพาะ” ตรงมุมบนด้านซ้าย ...
เขาเลียปากซองปิดผนึก แล้วจึงวาดแมวตัวยาว ๆ ทับขอบลงไป
มันจะทำหน้าที่เช่นเดียวกับตราประทับและคอยดูแลไม่ให้ใครมายุ่ง ใต้ตัวแมว ทอมเขียนอักษรย่อ อ.ล.ผ. (หมายถึง อ่านแล้วเผา)




การดำเนินเรื่องราวของทอม เป็นตอนกลางวันที่อาศัยในแฟล๊ตที่คับแคบ ล้อมด้วยตึก เมือง และมลพิษ
การรอคอยเสียงนาฬิกา ในตอนกลางคืน และ
การผจญภัยในสวน ต้นไม้ใหญ่ ได้รู้จักกับ
เพื่อน และเรื่องราวในต่างดินแดน แม่น้ำ ทุ่งกว้าง ลานสเก็ต...

เราจะรู้สึกเหมือนว่า กำลังช่วยทอมลุ้น ในการผจญภัยครั้งนี้ไปด้วย ได้ร่วมสนุกและตื่นเต้นไปกับทอม
วัยเด็กกลับมาหาเราอีกครั้ง ขณะที่เป็นวัยเด็กที่น่าประทับใจของทอม
และเป็นวัยเด็กที่เติมเต็มของแฮตตี้ ผู้อ้างว้างในสวนกว้าง



แต่เมื่อเวลา เริ่มมีบทบาทมากขึ้นกับการเดินทาง



สิ่งแรกที่ทอมได้ยินก็คือ เสียงติ๊ก ๆ ของนาฬิกาตั้งพื้น
มันจะดังติ๊ก ๆ ไปจนถึงเวลาเข้านอนในฐานะที่เป็นเพื่อนของเขา
แต่หลังจากนั้นมันจะดังติ๊ก ๆ ไปจนถึงวันเสาร์ในฐานะที่เป็นศัตรู


ขณะที่แฮตตี้ เติบโตขึ้น ทอมกลับมีอายุผ่านไปเพียงไม่กี่วัน
การค่อย ๆ จางลงของตัวตนของทอม
และเมื่อ..เวลาจะไม่มีอีกต่อไป..ตามที่ปรากฏเป็นตัวอักษร ในพระคัมภีร์ และบนหน้าปัดนาฬิกา
ความจริงของการเดินทางจะถูกเปิดเผย
และบทสรุปที่แสนประทับใจ
จนทำให้ข้าฯ รู้สึกอิ่มใจ ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้


...มิสซิสบาร์โทโลมิว แกเป็นหญิงชราหนังเหี่ยวตัวเล็ก ๆ
แทบจะไม่ได้โตไปกว่าทอมด้วยซ้ำ
แต่เรื่องของเรื่องก็คือ เขากอดลาแกเหมือนกับว่าแกเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อย่างนั้นแหละ...



Free TextEditor

ฝากชื่อ ทักทายกันคะ






Create Date : 26 มิถุนายน 2554
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:42:26 น.
Counter : 1614 Pageviews.

10 comment
1  2  

normalization
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



"ขอทุกท่านจง ปกติสุข ในทุกวัน"
วันแรกสร้าง : 25 กุมภา.54

เป็นเพียงการบอกกล่าว เล่าเรื่อง ตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจ
หากว่ามีประโยชน์บ้างแม้เพียงเล็กน้อย ข้าพเจ้าก็ยินดียิ่ง
หากว่าส่วนใดผิดพลาด ฝากข้อความไว้ได้เสมอ
@comeback 18/1/18
free counters สำหรับธงขอขอบคุณ blog paradijs
New Comments