โลกสุดขอบฟ้าของน้าหลุยส์:ร่วมผจญภัยดินแดนใต้และต้านการล่าวาฬของญี่ปุ่น


เขียนโดย หลุยส์ เซปุล์เบดา  แปลโดย สถาพร ทิพยศักดิ์  สำนักพิมพ์ผีเสื้อ   พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม 2554


หนังสือเล่มเล็กที่อัดแน่นด้วยเรื่องราวหลากลาย แต่มีเป้าหมายหลักที่มั่นคง
เป็นหนังสือการผจญภัยทางทะเล และหนังสือเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
และเป็นหนังสือที่แสดงถึงการกลืนชาติที่เจ็บปวดโดยยุโรปและอเมริกา
และหนังสือชีวประวัติผู้แต่ง ด้วยภาษาของหลุยส์ที่คุ้นเคย ระทึกใจ สั้นกะทัดรัด
แต่สะเทือนใจ อมยิ้มในแง่มุมงดงาม และเจ็บปวดจากความจริงที่เผยโฉม
ภาพอันมหัศจรรย์ เรื่องราวเงื่อนปมน่าติดตาม
กระหายใคร่รู้ถึงจุดจบของวาฬ ของคนล่าวาฬ และของคนที่อยากช่วยวาฬ


ขอนำคำอุทิศในหนังสือ มาแสดงไว้ ณ ที่นี้


แด่ผองเพื่อนชาวชิลี และอาร์เจนตินา
ซึ่งปกป้องรักษาปาตาโกเนีย (ดินแดนทางใต้ของทวีปอเมริกาใต้จนถึงช่องแคบแม็คเจลแลน)
และตีเอร์ร่า เดล ฟูเอโก้ (หมู่เกาะตอนใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้)
แด่ ความเป็นเจ้าบ้านแสนเอื้ออารีของพวกเขา
แด่ บรรดาลูกเรือนักรบสายรุ้งลำใหม่
เรือสัญลักษณ์ของกรีนพีซ
แด่ วิทยุสันหิมะแห่งโกไยเก (เมืองหลวงของจังหวัดโกไยเก เขตปกครองที่
11
ของชิลี)
เสียงแห่งโลกสุดขอบฟ้า


เรื่อสายรุ้ง  นิชิน มารุ 


                       เรือนักรบสายรุ้ง                                                      เรือนิชิน มารุ                                                                 วาฬสีน้ำเงิน


หากเคยอ่านหนังสือเรื่อง “ชายชราผู้อ่านนิยายรัก หรือ นางนวลกับมวลแมวผู้สอนให้นกบิน” ก็คงจะทราบว่า นักเขียนผู้นี้มีงานเขียน และความมุ่งมั่นในเรื่องการอนุรักษ์ “สิ่งแวดล้อม” และ “ธรรมชาติ” รวมทั้ง “การต่อต้าน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์” ที่ชัดเจน ถึงแก่น และ กระทบใจ ผู้ที่รักใคร่และนิยมธรรมชาติ


เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ข้าพเจ้า ผู้ที่เคยคิดว่า “รักธรรมชาติเสียหนักหนา” กลับรู้สึกว่า ข้านี้ช่างเป็นกรวดทราย และไม่ได้ทำประโยชน์อันใดเลยต่อธรรมชาติที่ป่าวประกาศว่ารักเหลือเกิน เมื่อเทียบกับ คนกลุ่มหนึ่ง ที่ ผู้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ กลุ่มคนที่สุดขอบโลก หนาวเหน็บ โดดเดี่ยว และถูกตีตราว่าล้าหลัง ท่านเหล่านั้นเสียอะไรมากมาย เพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่หวงแหน บางรักษาไว้ได้ บางไม่ได้ 

ในท้ายที่สุดแล้ว เราจะได้เห็นว่า
“ธรรมชาติ นั้น ปกปักษ์รักษาเราต่างหาก” และ “ธรรมชาติได้ตอบแทนการกระทำของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ” ทั้งในหนังสือเล่มนี้ และในชีวิตจริงจากข่าวน้ำท่วมในเอเชีย อากาศร้อนในยุโรป แผ่นดินไหวที่ออสเตรเลีย และไม่นานมานี้ สึนามีที่ญี่ปุ่น...เมืองอุตสาหกรรม เมืองที่มีการนำขยะกลับมาใช้มากที่สุด และเมืองที่อนุรักษ์ “การล่าวาฬ”


เนื้อเรื่องประกอบด้วย 3 ภาค เป็นการเล่าเรื่องโดยผู้เล่า หรือ ผู้เขียนนั้นเอง
เกี่ยวกับการตัดสินใจเดินทางไปดินแดนสุดขอบโลก ของนักหนังสือพิมพ์สายสิ่งแวดล้อมคนหนึ่งที่ได้รับข้อความทางโทรศัพท์ถึงความลับบางอย่างของ เรือ
“นิชิน มารุ” สัญชาติญี่ปุ่น ในดินแดนอาศัยของวาฬที่กำลังจะสูญพันธุ์ และจบลงที่ ณ ดินแดนสุดขอบโลกนั้น ความลับได้ถูกเปิดเผย “การต่อสู้ของชนพื้นเมืองที่ห่างไกล ด้วยเรือบดลำเล็ก กับเรืออุตสาหกรรมนิชิน มารุ” และคำสัญญาได้รับการตอบสนอง “อย่าทิ้งเราไว้ที่ดินแดนสุดขอบโลก”


ในภาคแรก เล่าเรื่องการเดินทางผจญภัยในวัยเด็กครั้งอดีต ประสบการณ์ทางทะเลของเด็กหนุ่มจากซันติอาโกสู่ ณ ที่ “โลกสุดขอบฟ้า” ด้วยวัยเพียง16 ปีเกี่ยวกับการล่าวาฬของชนพื้นเมือง ในครั้งนั้นผู้เขียนเดินทางด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือ เรื่อง โมบี้ ดิค ของเฮอร์แมน เมลวิลล์
การเล่าเรื่องการเดินทางของเด็กคนหนึ่ง ทำให้เราทราบวิธีการล่าวาฬของชนพื้นเมือง สภาพแวดล้อมของโลกที่ลี้ลับ อันตราย แต่งดงาม และเอื้ออารีต่อกัน ไปกับ
“เรือดาวใต้” และ “เรือผู้นิพนธ์พระคัมภีร์”
การเล่าเรื่องด้วยสายตาของเด็กวัยรุ่นผู้กระหายที่เรียนรู้ สนุกสนานตามวัย และไม่เคร่งเครียดซึ่งต่างจากภาคที่สอง
 
“ผมชะงักด้วยความเซ็ง การเป็นผู้เยาว์ บางครั้งก็เหมือนต้องคำสาป”
“
นั่นคือคำถามที่ผมเฝ้าคอยตั้งแต่ก่อนออกจากซานติอาโก ผมเตรียมสุนทรพจน์ไว้สำหรับนักล่าวาฬคนแรกที่พบ แต่ขณะนั่งอยู่ที่นั้น ต่อหน้าชายสองคนซึ่งกินอาการอยู่เงียบ ๆ ทำให้ผมพูดอะไรไม่ออก
”
“ผมไม่เข้าใจว่าเขาเห็นอวัยวะเพศของวาฬ และรู้ว่ามันตั้งท้องได้อย่างไร, .....,”


ในภาคที่สอง เหตุแห่งการตัดสินใจเดินทางกลับสู่ชิลีบ้านเกิด เพื่อค้นหาความจริงที่ดินแดน “สุดขอบโลก” ในฐานะนักข่าวอิสระ และตัวแทนจากกรีนพีซ (ที่เพิ่งได้รับมา) เมื่อได้รับข่าว
“รายงานการสูญเสียลูกเรือ สิบแปดคนในน่านน้ำแห่งช่องแคบแม็คเจลแลน ของเรืออุตสาหกรรมนิชิน มารุ” และข้อมูลสุดขอบโลกจาก กัปตัน ฆอร์เฆ่ นิลเซน ของ“เรือสุดขอบโลก” ที่แจ้งว่ามีข้อเท็จจริงสาเหตุการสูญเสียลูกเรือสิบแปดคนของ “เรือนิชิน มารุ” และให้เขาเดินทางไปเพื่อพบกับความจริงโดยตัวเอง
เนื้อเรื่องในส่วนนี้ค่อนข้างเข้มข้น เกี่ยวกับข้อมูล การประชุมต่าง ๆที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม การหลอกลวง เล่ห์เหลี่ยมของญี่ปุ่นในการล่าวาฬ
“โดยแจ้งว่าเป็นไปเพื่อการวิจัย” โดยที่ผู้เขียนมีข้อความขัดแย้งไว้อย่างรุนแรง
"...พวกที่ใช้เล่ห์กลของศีลธรรมแบบสองมาตรฐานซึ่งเป็นลักษณะของโลกที่ใช้จรรยาบรรณของตลาดเป็นตัวควบคุม...ทุกประเทศในยุโรป อเมริกา โซเวียต และในทวีปแอฟริกา...ประณามการล่าช้าง ยอมรับว่าช้างในแอฟริกาใกล้สูญพันธุ์ แต่ไม่มีประเทศใดประณามญี่ปุ่นผู้ให้ผลตอบแทนอย่างสำคัญแก่การล่าช้างและเป็นผู้รับซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก...ประโยชน์ทั้งหมดของมัน(งาช้าง) จำกัดอยู่แค่ผลิตอุปกรณ์หรูหราบางอย่างเรายืนกรานว่าพรสรรค์แบบปาโลมา ดอเชอา หรือแบบเกลาดิโอ อาร์เรา จะไม่ลดน้อยหายไปเมื่อพวกเขานั่งอยู่หน้าเปียโนที่มีคีย์บอร์ดมิได้ทำด้วยงาช้าง และจะบรรเลงบทเพลงของโมสาร์ตหรือสการ์แลตติ โดยไม่ต้องปลิดชีวิตสัตว์ที่หนักหก หรือ เจ็ดตัน เพื่อให้ได้งาช้าสี่สิบกิโลกรัม อย่างน่าเวทนา"


ภาคที่สาม จุดหมายปลายทางการเดินทางสู่ซันติอาโก และรอนแรมเพื่อตามหา“เรือสุดขอบโลก” และพิทักษ์นักข่าวหญิงจากแดนไกล ที่ถูกปองร้ายและถูกรถชน หลังถ่ายภาพเรือนิชินมารุ ไว้ได้ ได้เรียนรู้เรื่องราวประวัติของเชื้อสายที่อยู่มาก่อนจากกัปตัน “เรือสุดขอบโลก” ผู้สืบถอดเชื้อสายจาก “ชาวโอนา” ก่อนถึงสุดขอบโลก พวกเขาเดินทางด้วย “เรือนกบ้า” พร้อมกับลูกน้องของเขา สมญา “จอมหุ้นส่วน”
เป็นเส้นทางที่ในครั้งอดีตเขาเคยผ่านมา แต่ในครั้งนี้โลกเปลี่ยนไป ภาระที่หนักอึ้ง การค้นหาความจริง
“การสูญหายของลูกเรือนิชินมารุ” ยังคงรอคอยให้ค้นหา กว่าจะถึงสุดขอบโลก ต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนในดินแดนน้ำแข็ง ด้วยการเดินทางด้วยม้า ผ่านไปบนแผ่นน้ำแข็งและอากาศเยือกแข็ง และเมื่อเรือมาถึง “อ่าวเปนาส” พร้อมกับลูกเรือสุดขอบโลก “เปโดร ชิโก” การเดินทางด้วย “เรือสุดขอบโลก” ไปในที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุ จากการหลบอากาศแปรปรวนของ “เรือนิชินมารุ” และได้มาพบกับ “เรือสุดขอบโลก” ทั้งกัปตันเรือและลูกเรือต่างเห็นการสังหารหมู่วาฬ ทะเลเลือดสีแดง ชิ้นส่วนที่ถูกทิ้งออกมา ในสถานที่ซึ่ง เหล่าวาฬ ได้อพยพ หนีการล่ามาเรื่อย ๆ และหลบซ่อนตัวอยู่ ณ วันนั้น นิชินมารุ พบวาฬสีน้ำเงินแล้ว


ฉากสุดท้ายของเรื่องเล่า กัปตันและลูกเรือ 2 ชีวิตกับเรือบอบบางลำหนึ่ง ตัดสินใจเข้าขัดขวางเรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่
แรกเริ่มกัปตันเรือต้องการขับพุ่งเข้าชนนิชินมารุ แต่ลูกเรือของเข้า ตัดสินใจปล่อยเรือบดลำน้อยเข้าต่อกรเรือเหล็ก ท่ามกลางทะเลเลือดเข้าขวางปืนกลที่ยิงเข้าสู่ฝูงวาฬ ลูกเรือนิชินมารุปล่อยขยะโยนสิ่งของเข้าใส่ เปโดร ชิโก ฉีดน้ำเข้าใส่เขา เรือบตโคลงไปมา ไม่เว้นแม้แต่ปัสสาวะเขาใส่ เปโดร ชิโก ในท้ายที่สุด กัปตันกับลูกเรือรอดชีวิตมาได้ พร้อมการสูญหายของลูกเรือ นิชินมารุ สิบแปดคน และการตายของวาฬที่ไม่อาจนับได้
"ข้าง ๆ เรือบตนั้นเอง หลังของวาฬนำร่องตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมา......พวกวาฬกับโลมาดันเรือของเปโดรจนถึงเรือสุดขอบโลก
แต่ไม่ทำอันตรายเขาสักนิด"



หมายเหตุ : ข้าพเจ้าขอสงวนเหตุการฉากต้อสู้ในช่วงท้ายไว้ ด้วยเกรงว่า การถ่ายทอดความจะทำให้ความหมายนั้นผิดพลาดไป แต่มันจะทำให้ซึ้งในน้ำใจของวาฬและโลมา ที่สุดขอบโลก
: ประวัติกรีนพีซ


 







Free TextEditor
“หลังเวลาอันยาวนานน่ารำคาญและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด การลี้ภัยซึ่งกลายเป็นทุนการศึกษาประเภทหนึ่ง ทำให้เราเข้าใจว่า การต่อสู้กับศัตรูของมนุษยชาติเกิดขึ้นทุกหนแห่งในโลก และไม่จำเป็นต้องมีวีรบุรุษหรือศาสดาพยากรณ์ เริ่มจากปกป้องสิทธิขึ้นพื้นฐานข้อแรกคือ สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่”(หน้า117)




Free TextEditor

ฝากชื่อ ทักทายกันคะ







Free TextEditor


Free TextEditor



Create Date : 11 สิงหาคม 2554
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:22:00 น.
Counter : 1578 Pageviews.

3 comment
ไข่มุก โดย จอห์น สไตน์เบค:เรื่องสั้น(มาก)ของชาวอินเดียนแดงเจ้าของแผ่นดินที่แท้จริง

จากฉบับแปลโดย ดร.บันลือ ถิ่นพังงา


คิโน ,ฮูวานา  และคายยอตติโต ชาวอินเดียนแดงดั่งเดิม ผู้ยากจน และไม่รู้หนังสือ อยู่อาศัยรวมกับเพื่อนบ้าน ชาวอินเดียนแดงด้วยกัน มีอาชีพงมหอยหาไข่มุก เพื่อนำไปขายให้กับนายหน้าค้าไข่มุกผิวขาว  แล้วนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้แก่คนผิวเช่น เช่นการประกอบพิธีต่าง ๆ ในโบสถ์ เป็นค่ารักษา ให้กับหมอผิวขาวอีกเช่นกัน เงินจากการขายมุกที่ได้ก็จะถูกกดราคา ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ กลับแพงเกินจริง ทั้งหมดนั้น ก็คือ คนผิวขาว ผู้มาจากต่างถิ่น ร่ำรวย และมีการศึกษานั่นเอง


มีคำกล่าว บ่อยครั้งในหนังสือในทำนองเดียวกันว่า “หมอมิได้เป็นคนเผ่าพันธุ์เดียวกันกับคิโน ชนที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันกับหมอได้ทุบตีและปล้นพวกพ้องเผ่าพันธุ์ของคิโนมาเป็นเวลาเกือบสี่ร้อยปี”


และคำกล่าวเช่นนี้ มันก็ยังอยู่ต่อมาจนถึงทุกวันนี้


Smileyเรื่องราว ของ ชนเผ่าอินเดียนแดงที่ยากจน แต่มีชีวิตเรียบง่าย และเป็นสุข มีธรรมชาติที่สวยงาม เพื่อนบ้าน ซื่อสัตย์ จริงใจ ไม่คดงอ หรือ หลอกลวง


ซึ่งเรามิอาจหาได้ในชนเผ่าที่ประกาศตัวว่ามีอารยะธรรมทั้งหลาย หรือ กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเจริญแล้วในปัจจุบันนี้ อนึ่งผู้ที่เจริญแล้วนั้น ไม่ได้มีการบัญญัติไว้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือมีองค์กรกลางที่เข้ามาตรวจสอบ ให้คะแนน ความเจริญแล้วของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะเป็นกลุ่มชนที่แย่มาก ในการตัดสิตของอีกกลุ่มหนึ่ง ก็เป็นได้

Smileyถึงแม้บ้านของคนอินเดียนแดงจะหลังเล็ก มีรูรั่ว เก่าซอมซ่อแต่พวกเขาก็รักกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน ร่วมยินดีกับเพื่อนบ้านด้วยใจจริง ไม่คิดแก่งแยงของ ๆ คนอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเอง ถัดออกไปเป็นเขตที่เจริญแล้ว บ้านเรือนใหญ่โต ผู้คน(ขาว)ใส่เสื้อผ้ามีราคา ไม่เก่า ไม่ขาด มีอาหารกินเหลือเฟือ ในขณะเดียวกัน พื้นที่เจริญแล้วในความคิดนึกของเขาเหล่านั้น กลับเต็มไปด้วยขอทาน ผู้คนที่นั่งรอเศษเงิน เศษอาหารอยู่ตามท้องถนน และผู้คนที่มีแต่ความโสมมภายในจิตใจ อยากได้ในสิ่งของ  ๆ ผู้อื่น ไม่เคยแสดงความจริงใจต่อผู้ใด คิดคดโกงตลอดเวลา นี่แหละสังคมที่เจริญของพวกเขา


Smileyตลอดเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวของคิโน ก็อยู่กันมาได้ท่ามกลางความขัดสน แต่ทว่าอบอุ่นและเป็นสุขใจ และแล้วในวันหนึ่ง ที่คิโนได้พบกับไข่มุกเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเขาและครอบครัวหวังว่า ไข่มุกที่ขายได้ในราคาสูง อนาคตของ คายยอตติโต จะดีขึ้น แกจะได้เรียนหนังสือและไม่ถูกกดขี่หลอกหลวงจากคนผิวขาวที่เอาเปรียบพวกเขามากว่าสี่ร้อยปี เพื่อนบ้านของเขา เผ่าพันธุ์เดียวกับเขาจะไม่ถูกคดโกงอีกต่อไป


Smileyผู้เขียนดำเนินเรื่องอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา บรรยายภาพความสุข ธรรมชาติที่สวยงานและเป็นมิตร พร้อมกับทำให้เราเรียนรู้ขนบธรรมเนียม ความคิดอันดีงามของชาวอินเดียนแดงมากมายที่น่ายึดถือไว้ เช่น ความเป็นพี่น้อง ความเป็นเผ่าเดียวกัน (ไม่มีสี ไม่มีภาค) วิธีการสวมหมวกของผู้ชายเพื่อแสดงถึงสถานะภาพของเขา การเคารพต่อเรือ ซึ่งเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ ความรักในคนครอบครัว การแบ่งปันและซื่อสัตย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน เป็นต้น 


Smileyระหว่างที่เรากำลังอ่านเรื่องราว ถึงแม้เราจะรู้ดีตลอดเวลาว่าไข่มุก ที่สูงค่า ไม่อาจนำมาซึ่งความสุขสมหวังแก่ครอบครัวที่น่าสงสารนี้ได้ในท่ามกลางหมู่คนขาวที่ฉลาดแกมโกง (อยากจะด่าแรง ๆ กว่านี้จริง ๆเลย) ความโลภที่พอกพูนจิตใจอันโสมมของพวกเขา คนโฉดชั่ว ถือดี กำหนดคุณค่าของมนุษย์คนอื่น ๆ ให้ต้อยต่ำกว่าของตนแต่เราก็ยังคงอ่านมันต่อไป เพื่อให้รู้กันไปเลยว่า มนุษย์ต่อมนุษย์จะกระทำการใดที่จะขมเหงกันได้ถึงเพียงไหน


Smileyในท้ายที่สุดแล้ว คิโน ก็ต้องสูญเสียบางสิ่งไป เพื่อที่จะได้ครอบครอง ไข่มุก เม็ดใหญ่ทีสุดในโลกเม็ดนี้ ไข่มุกที่จะนำมาซึ่งความร่ำรวย ความสุขสบายของครอบครัว แต่มันจะมีประโยชน์อันใดต่อไป ในเมื่อ เขาได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวไปเสียแล้ว


สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของไข่มุกเม็ดนั้นที่ถูกพรากมาจากฝาหอยใต้ทะเล สิ่งเลวร้ายไม่ได้เกิดจากขนาด หรือ สีสันของไข่มุก มันเกิดจากอย่างอื่นมากกว่า


SmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmiley


เมื่อไหร่การกดขี่จากชนชั้นจะหมดไป...เมื่อไหร่ มนุษย์จะรู้จักเคารพในความเป็นมนุษย์ของคนอื่นบ้าง...แล้วเมื่อไหร่ ที่มนุษย์จะเลิกฆ่าฟันกันเอง เพื่อครอบครองสิ่งของที่เป็นสิ่งสมมุติค่าขึ้นมาเท่านั้น...สิ่งสมมติค่าเหล่านี้มันมีค่ามากกว่าอาหารที่เรากิน มากกว่าอากาศบริสุทธิ์ที่เราหายใจ มากกว่าชีวิต...ที่เรามี




ฝากชื่อ ทักทายกันคะ







Free TextEditor







Free TextEditor



Create Date : 05 เมษายน 2554
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:22:32 น.
Counter : 754 Pageviews.

0 comment
ชายชราผู้อ่านนิยายรัก เขียนโดยหลุยส์ เซปุล์เบดา : ความยิ่งใหญ่แห่งป่าอะเมซอน

นวนิยาย รางวัล ติเกร์ ฆวน แห่งประเทศสเปน


หน้าสุดท้ายของหนังสือเรื่องนี้ จะบอกเราว่า เหตุใด
ชายชรา ผู้เป็นที่นับถือแห่งลุ่มน้ำและผองไพรที่ยังเต็มไปด้วยอันตราย...
จึงชอบอ่านนิยายรัก


ในการอ่านนิยายรัก (ธรรมชาติ)เล่มนี้ ข้าพเจ้าได้ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับดินแดนห่างไกล เขียวชอุ่ม และลึกลับ ความน่าเกรงขามของลุ่มน้ำอะเมซอน การปลอบประโลมใจจากผืนดินที่เปียกปอน ความงามที่ผู้เขียนได้ถ่ายทอด จากธรรมชาติ ฉ่ำเย็น...ถึงแม้ว่า ในขณะนั้น การรุกราน ของรัฐบาล การเปิดป่า เปิดพื้นที่ให้ผู้มาใหม่ ได้เข้ากอบโกย และย่ำยี วิถีชีวิตที่อยู่เคียงคู่มากับสายน้ำและผืนป่าสงบเงียบ ได้เริ่มทำลาย และพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากพื้นดิน และ ตัวผู้มาเยือนเองไปพร้อม ๆ กัน


เราจะได้เรียนรู้ วิถีชีวิตของชนเผ่าดั้งเดิม ในเขต เอกวาดอร์ เผ่าฆิบาโร เผ่าซูอาร์ ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล การอาศัยซึ่งกันและกัน ในบางครั้งเรายังต้องเคารพแม้เพียงมดที่หิวโหย แต่โหดเหี้ยม เรายังต้องเคารพพิธีกรรมการล้างแค้นที่สมเหตุสมผล การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอย่างมีศักดิ์ศรี และเรา...อย่าได้ดูถูก ดูแคลน คนป่าล้าหลัง เป็นอันขาด ในเมื่อ พวกเขาอยู่มาก่อน ในดินแดนที่เป็นแหล่งก่อกำเนิดอาหารมากมายแก่โลกใบนี้ พวกเราผู้มาใหม่นี่สิ ช่างโง่เง่า และ ไม่เจียมตัว


และสุดท้าย เผ่าคนผิวขาว ผู้หยาบกระด้าง ผู้รู้จักแต่การตักตวงผลประโยชน์ จากผู้ที่อยู่มาก่อน และธรรมชาติ ที่อยู่มานานกว่ามาก อย่างไม่ละอาย ในบางครั้งที่อารมณ์ของชายชรา ถึงขีดสุด แกจะเรียกพวกผิวขาวว่า “ไอ้แยงกี้ ลูกโสเภณี” ซึ่งในอารมณ์นั้นข้าพเจ้าได้หลั่งน้ำยาให้กับความโง่เขลาของพวกผิวขาว ไปเสียแล้ว


เนื้อเรื่องพอสังเขป


ชายหนุ่มผู้หนึ่งพร้อมภรรยา ที่เดินทางมาอยู่ในดินแดนใหม่ ตามที่รัฐบาลได้กล่าวอ้างถึง ดินแดนอุดมสมบูรณ์ ชักชวนให้คนหลายเผ่าพันธุ์เข้ามายึดครอง แกไม่เคยรู้มาก่อนว่า ดินแดนใหม่นี้ เต็มไปด้วย ยุงมรณะ ปลาที่ยาว สองเมตร หรือ มดที่ชอบกินลูกตาคน เช่นเดียวกับนักขุดทองทั้งหลายแหล่ ที่มุ่งหวังว่าจะได้ หนังเสือสักร้อยแผ่น ปีกนกสัก หลายหมื่นคู่ ทอง มรกต ทรัพย์ในดิน ที่คาดฝันกันว่าจะได้มาโดยงาย


ผ่านไปหลายปี จากชาย หนุ่ม ที่แข็งแรง ในเมือง คนหนึ่งกลายเป็นชายชรา ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ และความเคารพในผืนป่า จากการร่ำเรียนและการช่วยเหลือของชนเผ่าแห่งหนึ่ง แกเรียนรู้ที่จะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่สวยงาม แต่โหดร้าย ความตายมาถึงได้ทุกเมื่อ ถ้าเราไม่พึงสังเกตและเรียนรู้สัตว์ป่า หรือ สายน้ำ


แต่เมื่อคนขาวทยอยเข้ามา สักวัน....ความตายและความฉิบหายย่อมเกิดขึ้น


 (ในผืนแผ่นดินอื่น คนทุกสีผิวที่เข้าไปหยิบฉวยเอาจากธรรมชาติ ก็นำมาซึ่งความวิบัติ...เช่นเดียวกัน)


ชายชราที่ยามว่างแกจะนั่งมองสายน้ำ กินกล้วย และอ่านนิยายรัก ที่พอจะหาได้ จากคุณหมอฟันคนหนึ่ง ที่ชอบด่าทอรัฐบาล (ซึ่งก็จริงของแก) แต่ความสงบได้จากแกไป เมื่อพวกแยงกี้กลุ่มหนึ่งเขามาและฆ่าลูกเสือ ทำให้เสื้อตัวผู้บาดเจ็บ แน่นอนว่า เมียของมัน ย่อมโกรธแค้น เสือที่สง่างาม ทรงพลัง และมีศักดิ์ศรี ย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่ปกป้องครอบครัวของมัน


อย่างไรเสีย ด้วยเหตุผลบ้าบอคอแตก มากมายหลายประการ ชายชรา ที่เป็นที่ยำเกรง และเคารพของชาวบ้านในแถบนั้น ก็ต้องเข้าร่วมในการล่าสัตว์ที่เป็นอันตรายและเริ่มฆ่าคน


ข้าพเจ้าไม่อาจสรุปความในตอนท้ายของเรื่องได้ โดยถูกต้องตรงกับความรู้สึกของชายชรา ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ จึงจะขอคัดลอกข้อความสุดท้าย ของหนังสือเล่มนี้มาให้อ่าน อาจจะได้เข้าใจความหมาย และ เข้าใจจิตใจของชายชราผู้นี้


“หลังจากนั้น แกโยนปืนทิ้งลงน้ำด้วยความโกรธ มองดูมันจมหายไปอย่างไร้ชัยชนะ สัตว์ร้ายในรูปโลหะอันไม่พึงประสงค์ของสั่งมีชีวิตทั้งมวล”


“อันโตนิโอ โฆเซ่ โบลิบาร์ โปรอานโญ่ ถอดฟันปลอมออก ใส่ผ้าเช็ดหน้า อดมิได้จะสอบแช่งไอ้แยงกี้ผู้ริเริ่มโศกนาฏกรรม ผู้ใหญ่บ้าน นักขุดทอง ทุกคนที่ทำให้ป่าอเมซอนสูญเสียความบริสุทธ์ แกใช้มีดเดินป่าตัดไม้มาท่อนหนึ่ง และออกเดินทาง หันหลังให้เอลอิดิลิโอ จากกระท่อมของแก และนิยายรักที่เขียนด้วยถ้อยคำอันไพเราะเพราะพริ้ง จนบางครั้งทำให้แกลืมความป่าเถื่อนของมนุษย์ไป”


 


สุดท้าย ความมักง่าย ความอวดดี และ เอาเปรียบของมนุษย์ก็กลับมาทำลายมนุษย์ อย่างเช่นทุกวันนี้
เราต้องทำอะไรสักอย่าง หรือ สักหลายอย่างมั้ย ที่จะช่วยต่อลมหายใจของลูกหลานเรา
ถ้าสิ่งที่เราได้พยายามทำ มันดูเล็กน้อย และมันอาจไม่อาจช่วยให้ธรรมชาติลืมความเกลียดชัง หรือเจ็บช้ำจากน้ำมือเราได้
แค่เพียงในบางวันที่เราได้ทำ...อย่างน้อยเราก็ภูมิใจ...ที่ยังได้ทำ...บ้าง

Free TextEditor




Create Date : 02 เมษายน 2554
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:21:42 น.
Counter : 1721 Pageviews.

1 comment

normalization
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



"ขอทุกท่านจง ปกติสุข ในทุกวัน"
วันแรกสร้าง : 25 กุมภา.54

เป็นเพียงการบอกกล่าว เล่าเรื่อง ตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจ
หากว่ามีประโยชน์บ้างแม้เพียงเล็กน้อย ข้าพเจ้าก็ยินดียิ่ง
หากว่าส่วนใดผิดพลาด ฝากข้อความไว้ได้เสมอ
@comeback 18/1/18
free counters สำหรับธงขอขอบคุณ blog paradijs
New Comments