อ่านหนังสือ แล้วออกเดินทาง หรือ ออกเดินทาง แล้วอ่านหนังสือ - นาน นาน ที บล๊อก - ยินดีที่ผ่านมาพบนะ
Group Blog
 
All Blogs
 

หนีเกาหลีเหนือ-ESCAPE FROM CAMP 14-ชีวิตจริงยิ่งกว่าHUNGERgame@1984

แล้วจะเป็นอย่างไร...

                ถ้าเราเกิดขึ้นมาจากพ่อแม่ที่นอนกันเพียง 5 คืนหลังวันแต่งงาน พ่อกับแม่ที่ไม่ได้รู้จักและรักกันเช่นในสังคมทั่วไป

แล้วจะเป็นอย่างไร...

                ถ้าเราโตขึ้นมาในครอบครัวที่ไม่รู้จักซึ่งความรัก ไม่มีความห่วงใย ไม่จำเป็นต้องผูกพัน และ เชื่ออย่างสนิทใจว่า เรามีชีวิตเพื่อที่จะใช้แรงงานทดแทนความผิดของคนรุ่นก่อน ซึ่งก็คือพ่อกับแม่ผู้ให้กำเนิดเรานั่นเอง

 

แล้วจะเป็นอย่างไร...

                ถ้าสังคมที่แวดล้อมเรามีแต่ความหวาดระแวง ที่ซึ่งการรายงานความผิดของคนรอบข้างต่อรัฐบาลคือความถูกต้อง และทำให้เราได้อิ่มท้อง ไม่ว่าผู้ที่ถูกรายงายจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเพื่อนสนิทก็ตาม

แล้วจะเป็นอย่างไร...

                ถ้าเราต้องกิน..แค่น้ำต้มผักวันละ 2 มื้อ นอนบนพื้นดินแข็ง และมีเสื้อผ้าเพียง 2 ชุดต่อปี ร้องเท้าซึ่งขาดลุ่ย ต้องทำงานในเหมืองถ่านหินเมื่ออายุได้ 10 ขวบ

  

แล้วจะเป็นอย่างไร...

                ถ้าเรามองเห็นคนรอบข้าง...ตายไปด้วยความหิวโหย โรคระบาย และถูกทุบตี ด้วยความเคยชินและคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนทั่วไปเพราะความผิด 3 ชั่วอายุคนของเราเอง....โดยไม่รู้แม้กระทั่งว่า...ความผิดนั้นคืออะไร....

 

                นี่ ...ไม่ใช่เรื่องในนิยายการเมือง 1984 แต่มันเป็นชีวิตจริง ๆ ของเด็กคนหนึ่งที่เกิดและโตในเกาหลีเหนือในปีปัจจุบันนี้ เด็ก...ที่เกิดจากพ่อกับแม่ ที่มีความผิดและรับโทษอยู่ในค่ายกักกันที่ 14 (ค่ายนักโทษการเมือง) รวมกับคนเกาหลีเหนืออีกนับแสนในทุกค่ายกักกัน

 

            และนี่ก็ไม่ใช่นิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เราเคยเห็นในหนังสือประวัติศาสตร์นาซี หรือภาพยนตร์ไซไฟ เรื่องรั้วลวดหนาม เรื่องผู้คุม เรื่องเขตปกครองต่าง ๆ  มันไม่ใช่เรื่องจากจินตนาการในยุคพาเน็มเรืองอำนาจ ในหนังสือ “The Hunger Game” เขต 12 ช่างต่างจากค่ายกักกันที่ 14 อย่างเหลือเกิน แม้มันจะมีรั้วลวดหนามไฟฟ้าล้อมรอบอยู่เหมือนกันก็ตามที

 

เพราะว่านี่มันคือเรื่องจริง ๆ  ของ “ชิน อิน กึน” ชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่เกิดและโตในค่ายกักกันนักโทษการเมือง และหนีรอดมาได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนีย (2009) หลังผ่านความยากลำบากในประเทศจีนและเกาหลีใต้...ค่ายกักกันที่เคยเป็นชีวิตทั้งหมดของเขา...ยังคงกักขังเขาอยู่เสมอ...

 

หนังสือ : หนี เกาหลีเหนือ ESCAPE FROM CAMP 14

เขียนจากเรื่องจริงของ “ชิน อิน กึน”

เขียนโดย : เบลน ฮาร์เดน

แปลโดย : คำเมือง

สำนักพิมพ์ : สันสกฤต

 

ปกหน้า

                ผู้คุมรูดห่วงรอบคอแม่ จับพี่ชายมัดติดหลักไม้ ก่อนจะลั่นใส่สามนัด ชินเฝ้าดู...เขาคิดว่ามันสาสมแล้ว!!!

การดำเนินเรื่อง                 ช่วงแรกเป็นการบรรยายโดยผู้เขียน เบลน ฮาร์เดน (อเมริกา) ซึ่งอาจมีข้อมูลและมุมมองจากประเทศที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ได้สักหน่อยก็จะค่อย ๆ กลายเป็นคำบอกเล่าจาก “ชิน อิน กึน” และเล่าเรื่องบางช่วงโดย “ชิน อิน กึน” เอง ตั้งแต่เกิด เรียน ทำงาน และเส้นทางเดินเท้า ขึ้นรถไฟจากเกาหลีเหนือ ไปจีน เข้าเกาหลีใต้ และอเมริกาในที่สุด ทั้งสภาพที่เกิดขึ้นจริง และสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจของ “ชิน อิน กึน” ผู้ตกอยู่ในค่ายกักกันตลอดมา....

 

 

****************************************************************

“ไม่แปลกหากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคุณจะร้องไห้....ด้วยเหตุผลที่มากมายและสับสน”

 

“โปรดอ่านอย่างระมัดระวัง...และกินข้าวของคุณให้หมดจาน (ถ้าทำได้) เพื่อเห็นแก่ “ชิน อิน กึน” และนักโทษกักกันในเกาหลีเหนือ อีกนับแสน รวมทั้งพ่อของ “ชิน อิน กึน” ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่”

“และถ้าคุณมีเงินเหลือใช้ โปรดซื้อหนังสือเล่มนี้ เพื่อเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของ “ชิน อิน กึน” มันอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่จะช่วยให้เขาได้เห็นแง่มุมอื่นนอกเหนือไปจากความทุกข์ทรมานในวิถีชีวิตที่ผิดธรรมชาติของเขา ให้เขาได้หลุดพ้นออกจากค่ายกักกันจริง ๆ เสียที”  

“และถ้าทำได้ โปรดแนะนำเพื่อนของคุณต่อ...อย่างน้อย ๆ ให้เขาได้รู้ว่า ณ เวลาปัจจุบัน 2012 ค่ายกักกันเช่นนี้ยังมีอยู่จริง และนี่คือสิ่งที่ คิม อิล ซุง อดีตผู้นำเกาหลีเหนืออันเป็นที่รักของประชาชนได้ก่อไว้ให้ประชาชนของเขาเอง...จนถึงทุกวันนี้”

 

ปล. ผู้นำนิยม กับ สังคมนิยมที่แท้จริง มันไม่น่าจะใช่เรื่องเดียวกัน สังคมนิยมที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่จะว่าไปทุกเรื่องมันก็ยากเสมอ....เพราะสังคมและประชากร มีความซับซ้อนและกว้างใหญ่ขึ้นอยู่ตลอดเวลา

 

 (ดูเพิ่มเติมได้ในเวป สนพ.นะจ๊ะ //www.sanskritbook.com/FntProductAction.do?method=openBookDetail&productId=271 )

 




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2555    
Last Update : 29 สิงหาคม 2555 20:46:51 น.
Counter : 2361 Pageviews.  

1984-หนึ่งเก้าแปดสี่ โดยจอร์จ ออร์เวลล์:ว่าด้วยพรรคและการคิดสองชั้น

(อันเนื่องมาจาก 2011 เรากำลังก้าวเข้าสู่การเลือกตั้ง การเลือกพรรค การย้ายพรรค การยุบพรรค การใส่ร้ายพรรค การโจมตีภายในพรรค การแตกแยกของพรรค การปรุงแต่งพรรค กลลวงของพรรค อุดมการณ์ของพรรค เป้าหมายของพรรค มีแต่พรรค พรรค พรรค...บ้างก็ว่า พักบ้าง...บ้างก็ว่าพรรค ไม่ได้....ชีวิตมันไม่ได้มีแต่พรรค แต่มันมีผัก...ด้วย....)


หนังสือที่เป็นนิยายเล่มนี้
ตีพิมพ์ในปี
1949
หลังการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี
1945
แต่เล่าเรื่องสังคมโลกในปี 1984

ขณะนี้ได้กล่าวถึงอีกครั้งในปี
2011


มันเป็นเรื่องราวของสังคมโลก ที่ออร์เวลล์ จินตนาการขึ้น
ในยุคที่ดินแดนของโลกประกอบด้วย
3 รัฐใหญ่ คือ ยูเรเชีย, อีสเตเชีย และ โอชันเนีย
ที่น่าน้อยใจก็คือ ดินแดนแถบเส้นศูนย์สูตร แน่นอนว่ามันหมายรวมถึงเป็นประเทศไทยด้วย เป็นดินแดนอิสระ ที่ต้องถูกพิชิต จากรัฐ หรือ พรรคใหญ่
3 พรรค นั้น โดยการเปลี่ยนมือไปเรื่อย ๆ (อกกีส้มจะแตก)


ตัวละครเอก คือ วินสตัน สมิธ เป็นสมาชิกชั้นนอกของโอชันเนีย ทำงานอยู่ในหน่วยงานการบันทึก ในกระทรวงแห่งความจริง แต่เขาทำหน้าที่ แก้ไขบันทึกในอดีตที่พรรคกล่าวไว้แล้วผิดพลาด แก้ไขแม้กระทั่งการลบ รายชื่อ บุคคล ที่เผอิญ ในปัจจุบัน ได้ถูกทำให้ระเหยไปแล้ว เขาเหล่านั้นจึงไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรก


สังคมโอชันเนีย เป็นสังคมในอนาคต ณ ขณะนั้น  ผู้เขียนได้นำเอาเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ มาเป็นเครื่องมือ ที่พรรค ใช้ในการควบคุมการดำรงชีวิตของประชาชน ที่เรียกว่า กรรมาชีพ และรวมไปถึง สมาชิกพรรค ชั้นนอก ชั้นใน ที่น่ากลัวก็คือ พรรค ไม่ได้ควบคุมแค่การดำรงชีวิต แต่ควบคุมความคิด การแทรกเข้าไปในความคิด จิตสำนึก ให้เชื่อในพรรค เชื่อในสิ่งทุกสิ่งที่พรรคแถลง ไม่ว่าจะเป็น ผลผลิตของสังคมที่ดีขึ้น มากขึ้น ความเจริญขึ้น ด้วยตัวเลข สถิติ ต่าง ๆ แน่นอนเลยทีเดียวว่ามันไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะ พรรค อีกเช่นกันที่คุมตัวเลขในอดีต มาถึงขึ้นนี้ ดูเหมือนว่า สังคม 1984 ยังคงเกิดขึ้นในปี 2011 ที่มีคนคอยบอกเราผ่านโทรทัศน์ ซึ่งในโอชันเนีย เขาเรียกมันว่า โทรภาพ ประเทศดีขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามสถิติ....????


แต่ถ้าจะคาดหวังนิยายวิทยาศาสตร์ มันจะไม่เป็นเช่นนั้นอย่างสุดขั้ว
ถ้าคาดหวัง ความเป็นจริงทั้งหมด มันจะไม่ได้เกิดขึ้นแน่


ในความคิดของข้าพเจ้า มันเป็นนิยายการเมือง แน่แท้ทีเดียว โดยการประยุกต์ รวมความน่าหวั่นเกรงจากการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จิตวิทยา สังคมศาสตร์ รวมกับทักษะการใช้ภาษา การประดิษฐ์ภาษาขึ้นใหม่ เพื่อแสดงถึงการควบคุมโลก การบิดเบือนจารีต ธรรมชาติ และ พื้นฐานของความเป็นจริงทั้งหมดนี้ มันน่ากลัวมาก ถ้าเกิดขึ้นจริงทั้งหมด และเป็นยุกต์ที่ก้าวไปสู่ความตกต่ำสูงสุดของความเป็นมนุษย์แต่ก็ต้องยอมรับว่า บางส่วนมันได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างแยบยล กับในทุกประเทศ ทุกการปกครอง ไม่เว้นว่าจะเป็นเสรีนิยม หรือ สังคมนิยม เผด็จการ หรือ โดยชนชั้นใดทุกการปกครอง มีการปกครอง สุขหรือทุกข์ ของประชาชน ก็ขึ้นกับผู้นำ การปกครองนั้น...


เป็นหนังสือที่นำเอาด้านลบของการปกครองอย่างแท้จริงมาเรียบเรียง และโยนใส่หน้าเรา อย่างรุนแรง
มีส่วนคล้ายกับ การเมืองของสัตว์ ในด้านการปกครอง การแก่งแยกอำนาจ แต่ 1984 มีความยิ่งใหญ่ และ โหดเหี้ยมกว่ามาก...


หนังสือแบ่งเป็น 3 ตอน


ในช่วงแรก เป็นการมองสังคมโอชันเนียจากมุมมอง ของวินสตัน สมิธ และความคลางแคลงในพรรค ของตัวเขาเอง จิตใจที่เริ่มขบถจากจารีตที่พรรคกำหนดให้ ความไม่แน่ใจในข้อมูลที่เขาได้ทราบ แม้แต่ปี ปัจจุบัน 1984 ก็อาจไม่ใช่ของจริง เขาเริ่มไม่สามารถคิดสองชั้น แบบสังคมโอชันเนีย ไม่สามารถลืม สิ่งที่ต้องลืม โดยเชือถืออย่างหมดใจได้อีกต่อไป


พี่เบิ้ม (Big Brother) ผู้นำสูงสุดของพรรค มีตัวตนหรือไม่


กระทรวงแห่งความจริง (Ministry of Truth / MINITRUE) ผู้ซึ่งมีหน้าที่หลวกหลวงทุกสิ่ง แม้แต่อดีต


กระทรวงแห่งสันติภาพ มีหน้าที่หลักในการทำสงคราม


กระทรวงแห่งความรัก  รักษากฎหมายและความสงบ ด้วยอำนาจและความรุนแรง ด้วยตำรวจความคิด


เป็นต้น


ไม่มีความรักจริงๆ เกิดขึ้น มีแต่ความรักต่อพรรคเท่านั้นที่จริง และควรค่า ผิดไปจากนี้ คือการประกอบอาชญากรรม


โทรภาพ จะคอยมองคุณ ติดตามคุณ สีหน้า ท่าทาง การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แม้แต่ยามหลับ ไม่เพียงโทรภาพที่คุณต้องกังวล คนในครอบครัว ภรรยา ลูก ของคุณ เขาคือผู้สอดแนม และสายลับของพรรคอย่างแท้จริง


ในช่วงที่สอง วินสตัน สมิธ ได้พบกับจูเลีย และโอไบรอัน ความรัก ความศรัทธาที่เกิดขึ้น ความสุขจากความรักต่อเพศหญิง ที่เป็นอาชญากรรม ความศรัทธาต่อโอไบร อัน ทีวินสตัน สมิธเชื่อว่าเป็นคณะภราดรภาพ ผู้ต่อต้านพี่เบิ้ม...นั้นเราไม่อาจรู้ได้


จนกระทั่งดำเนินมาถึง ช่วงภาคที่สาม วินสตัน สมิธ จะได้พบกับความจริงหลังถูกตำรวจความคิดจับได้ ความทรมานที่ได้รับ ได้ถูกกล่าวอ้างใกล้เคียงกับความทรมานจากกลุ่มคอมมิวนิสต์ต่อผู้ต่อต้าน การทำลายและการสร้างใหม่ของภาวะจิตใจของ วินสตัน สมิธ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


Smileyเราไม่อาจคาดหวังจุดจบที่สวยงามของหนังสือเล่มนี้ ปลายทางอาจไม่สำคัญ ระหว่างทางที่สับสนมีอะไรให้น่าตกใจ และหวั่นเกรงมากกว่าSmiley


หลังจากอ่านจบ เราอาจสะกิดใจ ในสิ่งที่เราได้ยินจากโทรภาพ สถิติที่เราเห็น ชื่อคนบางคนที่เราเคยได้ยิน แต่ไม่มีอีกแล้ว ในอดีตเขาอาจทำความดีชื่อเสียง ปัจจุบันเขาเป็นตัวการสำคัญของชาวต่างด้าวทุกชาติ นั้น คือ ศัตรู...


ลัทธิคลั่งพรรคที่กำลังเกิดขึ้น กิจกรรมความเกลียดสองนาทีในสังคมโอชันเนีย กลายเป็นความเกลียด 24 ชั่วโมงจากบางโทรภาพในปัจจุบัน....


ถามตัวเอง..เราเป็นสมาชิกชั้นในของพรรค ที่ใกล้ชิดแนบสนิทยิ่งกับนโยบายพรรค เกลียดชังฝั่งตรงข้ามอย่างสุดขีด ใช้กำลังอำนาจในการเล่นงานผู้อื่น อิ่มอยู่ในอำนาจอย่างเท้จริง หรือเป็นสมาชิกพรรคชั้นนอกที่ทำหน้าที่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติวันแล้ววันเล่า ใช้วิธีคิดสองชั้น ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวตามที่สมาชิกชั้นในกล่าว...หรือเราเป็นเพียง...กรรมาชีพ..ชนชั้นที่มีมากที่สุด สงบเงียบ ยากแค้น และอดทน ไม่สนใจคำขวัญ หรือเป้าหมายใดๆ


เป็นกรรมาชีพที่มีพลังมหาศาล รอวันขบถ ตามที่ วินสตัน สมิธ หวัง


หรือเป็น กรรมาชีพ ที่อดทน แต่ยิ้มได้ และปลอดภัยจากการเป็นทาส เพราะไม่เคยมีคำว่าเสรีภาพ ...ตามที่โอไบรอันกล่าวไว้



Free TextEditor

ฝากชื่อ ทักทายกันคะ







Free TextEditor




 

Create Date : 21 เมษายน 2554    
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:23:39 น.
Counter : 2764 Pageviews.  

การเมืองของสัตว์(จอร์จ ออร์เวลล์ เขียน):อ่านวังวนการเมืองของคนจากหมูผู้นำนโปเลียนและสโนบอลล์

ขออุทิศแด่ทุกประเทศที่กำลังชวงชิงอำนาจทางการเมือง และ ตลอดชั่วอายุของโลกเรื่องเหล่านี้ก็ยังคงเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป จริงแท้เช่นเดียวกับฟางใต้อุ้งเท้าของเฒ่าเมเจอร์


วรรณกรรมเชิงเสียดสีล้อเลียนการช่วงชิงอำนาจของเหล่า หมู ม้า กา ไก่
หนังสือที่ใช้คำนำหน้าเหล่าสัตว์ ว่า สหาย
เป้าหมายของชีวิตคือ ความเสมอภาพ และปลดแอกจากการกดขี่ของผู้ปกครอง
เต็มไปด้วยกลยุทธ์ การชวนเชื่อ การใส่ร้าย หลอกหลวง และความตาย
สังคมสัตว์ เฉกเช่นเดียวกับสังคมมนุษย์ ไม่ผิดเพี้ยน
เราอาจจะได้เห็นภาพกลุ่มการเมือง และสัจจะธรรมการเมืองในประเทศได้ชัดเจนขึ้น


สังคมสัตว์ในฟาร์มที่ถูกกดขี่มานาน จากมนุษย์ผู้ปกครอง
ความเคียดแค้นอันนำไปสู่การปฏิวัติของเหล่าสัตว์ นำไปสู่การถูกกดขี่โดยผู้นำใหม่อีกครั้ง
เพื่อรอวันปฏิวัติใหม่ แล้วสักวันหนึ่งท้องทุ่งเสรีภาพที่แท้จริงจะมาถึง...ในสักวัน


บ้างก็ว่า นี่มันเป็นการปฏิวัติรัสเซียชัด ๆ สโนบอลล์ก็ทรอตสกี นโปเลียนก็สตาลิน
แต่ข้าพเจ้าว่า นี่คือ วงเวียน วงกรรม ของสังคมมนุษย์ ที่เรายังคงเวียนว่ายกันอยู่ เช่นเดียวกับ ลิเบีย อียิปต์ พม่า หรือ ประเทศไทย


แต่เดิมฟาร์มเมเนอร์แห่งนี้ เป็นของนายโจนส์  ผู้ปกครองที่เมามาย กดขี่ ทารุณ โดยไม่สนใจไยดี ที่จะดูแลสัตว์ในฟาร์ม
ในวันหนึ่งที่เฒ่า เมเจอร์ หมูผู้อาวุโสที่สุดในฟาร์ม สง่าผ่าเผย ปราดเปรื่อง เป็นที่เคารพต่อสัตว์ทุกตัว แถลงถึงความฝันของแกเกี่ยวกับโลกไม่มีมนุษย์อยู่อีกแล้ว และความทรงจำในอดีตที่สุขสงบ อันปราศจากมนุษย์ ผู้กดขี่ทั้งหลายและได้นำเพลง “สัตว์ของประเทศอังกฤษ” ขึ้นมาให้เหล่าสัตว์ฟังและร่วมกันร้องเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ว่า พื้นที่ที่ไม่มีมนุษย์ นั้นดีอย่างไร การทำงานเพื่ออิสรภาพ แต่ไม่ใช่เพื่อมนุษย์ อีกต่อไป


สมาชิกของฟาร์มที่ร่วมประชุมได้แก่


สุนัข 3 ตัว บลูเบลล์ เจสสี และพินเชอร์
ม้าลากรถ 2 ตัว บ๊อกเซอร์ กับ โคลเวอร์
บ๊อกเซอร์ ม้าเพศผู้ตัวใหญ่ แข็งแรง ค่อนข้างไม่ฉลาด แต่ได้รับความนับถือเรื่องพลังมหาศาลและความมั่นคงของแก
โคลเวอร์ม้าเพศเมีย อ้วน อายุปานกลาง
ม้าลากรถของนายโจนส์ ชื่อมอลลี่ ที่ชอบกินก้อนน้ำตาล และติดโบว์สีแดงที่ได้รับจากนายโจนส์
แพะ สีขาว มิวเรล
ลา ชื่อ เบนจามิน สัตว์ที่แก่ที่สุดในฟาร์ม ไม่ค่อยพูด แต่ชอบพออัธยาศัยกับบ๊อกเซอร์
ไก่ วัว นกพิราบ แกะ แมว


แกได้โน้มน้าว ชี้แจงและอธิบายสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบาก ขัดสนของสัตว์ในฟาร์ม  รวมทั้งทุกฟาร์มในอังกฤษ ที่ถูกมนุษย์ บังคับ ใช้งาน ให้อาหารน้อย มนุษย์ผู้เป็นศัตรู และ เบียดเบียนสัตว์ทุกตัว มนุษย์เป็นสิ่งชั่วร้าย ที่กระทำการต่าง ๆ ต่อสัตว์


“ต้องทุมเทร่างกายและจิตใจเพื่อล้มล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ นี่คือถ้อยแถลงของข้าถึงพวกเจ้า สหายทั้งหลาย ปฏิวัติ ข้าไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึง...แต่ข้ารู้แน่ชัดเหมือนที่ข้าเห็นฟางใต้ตีนของข้าในขณะนี้ว่า ไม่ช้าไม่นานจะต้องมีความยุติธรรมเกิดขึ้น”


สมาชิกที่มาฟังคำแถลงในวันนั้น ในอนาคต อันใกล้ ในวันที่ยังไม่ทันจะรู้ตัว หรือ วางแผน การปฏิวัติต่อมนุษย์นายโจนส์ ก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และประสบความสำเร็จ เหล่าสัตว์ยึดฟาร์มไว้ได้


ผู้นำในการปฏิวัติ คือ หมูที่ชื่อ สโนบอลล์ และ นโปเลียน


ได้ประกาศ บัญญัติ 7 ประการ


อะไรก็ตามที่เดินด้วยสองขาเป็นศัตรู


อะไรก็ตามที่เดินด้วยสี่ขาหรือมีปีกเป็นมิตร


สัตว์ต้องไม่นอนบนเตียง


สัตว์ต้องไม่ดื่มของมึนเมา


สัตว์ต้องไม่ฆ่าสัตว์อื่น


สัตว์ทั้งหมดเสมอภาคกัน


มีคำขวัญสั้น  ๆจากบัญญัตินี้คือ สี่ขาดี สองขาเลว


สโนบอลล์ มักนำเสนอหลักการทำงาน หลักเสมอภาค และความคิดริเริ่มต่าง  ๆ แต่ นโปเลียน ก็มักจะขัดแย้งกับสโนบอลล์อยู่เสมอ ๆ


ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่ทั้งสอง เป็นผู้นำในการอภิปราย การนำเสนอ การทำงานต่าง ๆ ในฟาร์ม การแบ่งงาน การเสนอความคิดและการโหวตความคิดต่าง ๆ นั้น อยู่เสมอ สัตว์ทำงานหนักขึ้น แต่มีอาหารที่ดี มีอิสระ ไม่มีการกดขี่


สโนบอลล์ มีความคิดในการตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ในทุก ๆ เรื่อง แกเชื่อมั่นว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานให้ลุล่วงไป


แต่นโปเลียนก็มีความเห็นแย้งดั่งเช่นเคย มันกล่าวว่า การให้การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญกว่าการจัดตั้งคณะกรรมการ มันแยกลูกหมา 9 ตัว ทันทีที่หย่านม นำไปเลี้ยงดู ให้การอบรมสั่งสอน กระทั่งวันหนึ่ง หมา 9 ตัวกลายเป็นองค์รักษ์พิทักษ์นโปเลียนไป และเป็นกำลังที่ทำให้มัน เสมอภาค มากกว่า สัตว์ตัวอื่น


แน่นอนว่า ความเสมอภาค ที่แท้จริงมักอยู่ไม่นาน ในวันหนึ่งที่ความขัดแย้งสุกงอม นโปเลียน ได้ใช้นโยบายหลายอย่างรวมกับพละกำลังจากหมาองค์รักษ์ของมัน ขับไล่สโนบอลล์ออกไป อุบายต่าง  ๆ ที่นโปเลียนใช้ เฉกเช่นเดียวกับการใส่ร้ายพรรคการเมืองต่าง ๆ ในหลาย ๆ ประเทศ การใส่ร้าย การชวนเชื่อ เหล่าสัตว์ถึงความร้ายกาจของสโนบอลล์


เมื่ออำนาจถูกเปลี่ยนมือ มาอยู่ที่ นโปเลียน ฟาร์มสัตว์ก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง พวกสัตว์ทำงานมากขึ้น และถูกใช้ไปเพื่อแลกกับผลประโยชน์ ต่อสัตว์ส่วนรวม ที่ถูกเก็บไว้อย่างมิดชิด และจะถูกนำมาใช้เมื่อถึงเวลาที่นโปเลียนเห็นว่าเหมาะสม


ทุกครั้งที่เหล่าประชาชนสัตว์ คิดหวนถึงเป้าหมายการปฏิวัติ หมาของนโปเลียน สมุนของนโปเลียนที่ทำหน้าที่โฆษก็จะยกเอา  ความเลวร้ายที่โจนส์ได้ทำไว้ครั้งที่ปกครองฟาร์ม ไม่ก็ การหลอกหลวงของสโนบอลล์ จนทำให้เหล่าสัตว์ต้องกลับมาเชื่อฟัง และทำงานมากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อฟาร์มที่ยิ่งใหญ่ และเวลาการทำงานที่มากขึ้น อาหารที่ได้รับปันส่วนน้อยลงเพราะต้องเก็บเอาไว้ให้ส่วนร่วม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใคร


บัญญัติ 7 ประการเริ่มเปลี่ยนไป


สัตว์ต้องไม่นอนบนเตียง   ที่มีผ้าคลุม (เมื่อนโปเลียนเข้าไปนอนบนเตียงของโจนส์)


สัตว์ต้องไม่ฆ่าสัตว์อื่น   โดยไร้เหตุผล (เมื่อนโปเลียนสั่งให้หมากำจัดสัตว์อื่นที่คลางแคลงใจในตัวนโปเลียน หรือ มีความโน้มเอียงไปเชื่อความคิดเดิม ๆ ของสโนบอลล์จะถือว่าเป็นพวกสองขา และ เป็นพวกเอาเปรียบ)


สัตว์ต้องไม่ดื่มเหล้า    มากไป (เมื่อนโปเลียนดื่มเหล้าฉลอง หลังการชนะในการรบที่มนุษย์บุกเข้ามาเพื่อยึดฟาร์มสัตว์คืน)


และมีคำพูดติดปากที่เพิ่มมากขึ้นให้ท่องจำ เช่น นโปเลียนถูกเสมอ หรือ ตามข้าแล้วพวกเจ้าจะไม่มีอันตรายเด็ดขาด หรือ นโปเลียนจงเจริญ


ส่วนความเป็นอยู่ของพวกสัตว์กลับแย่ลง อาหารน้อยลง ที่นอนแห้งและแข็ง


นโปเลียนกลับอ้วนขึ้น และมีความเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาด มันเริ่มเดินสองขา ถือแส้  และมีธุรกิจกับมนุษย์บางคน คำขวัญเปลี่ยนไป


คำขวัญใหม่มีว่า สีขาดี สองขาดีกว่า


และจบลงที่ว่า


สัตว์ทุกตัวเสมอภาคกัน แต่มีสัตว์บางตัวเสมอภาคมากกว่าสัตว์อื่น


สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ไม่ว่า สโนบอลล์จะเป็นทรอตสกี หรือไม่ นโปเลียนจะเป็นใครในการเมืองของรัสเซีย แต่สโนบอลล์ นโปเลียน บ๊อกเซอร์ หมู หมา ลา แพะ ไก่ วัว มีอยู่ในทุกประเทศ เหล่าสัตว์ที่ก้มหน้าก้มตาทำงาน และเชื่อฟังอย่างอดทน มีอยู่ทุกหนแห่ง และการปฏิวัติก็มีอยู่ในทุกสังคมด้วยเช่นกัน ตราบเท่าที่มนุษย์ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสของอำนาจ


ดูเหมือน หนังสือเล่มนี้จะบอกกับเราได้อย่างหนึ่งว่า


ผู้นำ ทำอะไรก็ไม่ผิด...หรือ ผู้นำ ทำถูกเสมอ...


จนกว่าจะมีผู้นำคนต่อไปที่จะถูกต้อง เช่นเดียวกันในแบบของเขาต่อไปอีก


(จากฉบับแปลโดย วิเชียร อติชาตการ)




เริ่มต้นจากการกดขี่ของเจ้าของฟาร์ม à การใฝ่หาเสรีภาพของเหล่าสัตว์ àเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การต่อสู้ à แล้วการปฏิวัติก็เกิดขึ้น àผู้นำในการปกครองเริ่มใช้ระบบใหม่ปกครองฟาร์มà ผู้นำ สอง ตัว ขัดแย้งกัน à เกิดการปฏิวัติ กำจัดผู้นำที่ร่วมปฏิวัติกันมาà ผู้นำใหม่ ที่แข็งแกร่งกว่า เริ่มปกครองฟาร์ม à การกดขี่เกิดขึ้นอีกครั้ง และการกล่าวอ้าง "ไม่เชื่อผู้นำใหม่ การกดขี่จากเจ้าของฟาร์มจะกลับมา" à ผู้นำใหม่ กลับไป ร่วมทำธุรกิจ กับ เจ้าของฟาร์มอื่น à หลักการเดิมถูกบิดเบือนตามประโยชน์และอำนาจ ของผู้นำใหม่ซึ่งกลายเป็นเจ้าของฟาร์ม à เหล่าสัตว์ถูกกดขี่ à  การใฝ่หาเสรีภาพของเหล่าสัตว์...ต่อไป







ฝากชื่อ ทักทายกันคะ








 

Create Date : 27 มีนาคม 2554    
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:25:18 น.
Counter : 1326 Pageviews.  


normalization
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




"ขอทุกท่านจง ปกติ สุข ในทุกวัน"
วันแรกสร้าง : 25 กุมภา.54


ในส่วนของข้อธรรมะที่นำมาเสนอไว้ในที่นี้ ไม่ได้มีเจตจำนงในการถือตนว่าเข้าใจในหลักธรรมนั้นดีแล้ว เพียงแต่เป็นช่องทางให้ผู้ที่ชื่นชอบ สนใจ ได้มองผ่าน หรือ สัมผัส กับสิ่งที่ผู้เป็นต้นเรื่องแห่งความรู้นั้นได้เคยบันทึกไว้เท่านั้น หากเพียงเกิดผลดีกับผู้ใดแม้เพียงสักแม้ชั่วลมหายใจเข้าและออก ข้าพเจ้าผู้นำมาแสดงไว้ต่อก็รู้สึกยินดีแล้ว แม้ว่าข้าพเจ้าเองอาจจะไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง อย่าว่าแต่ปฏิบัติเลย ยิ่งอยู่เป็นบัวใต้น้ำมากกว่า

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ.2539
ห้ามมิให้มีการทำซ้ำ คัดลอกหรือลอกเลียน ทั้งภาพถ่ายและ/หรือข้อความต่างๆไปใช้และ/หรือเผยแพร่ ในเชิงพาณิชย์ การค้าหรือหาประโยชน์ทางธุรกิจ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง,การศึกษา
free counters สำหรับธงขอขอบคุณ blog paradijs
New Comments
Friends' blogs
[Add normalization's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.