2010-01-19 นั่งรถสิบชั่วโมงจาก Jaisalmer ไป Udaipur
ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ หกโมงเช้า อาบน้ำแต่งตัวด้วยความงัวเงีย หลังจากเตรียมกระเป๋าเรียบร้อยก็ออกไปสูบบุหรี่หน้าโรงแรม... ยังมืดอยู่เลย, หมอกลงจัด และลมแรงมาก อุณหภูมิคงประมาณ 5-10 องศาเซลเซียส หนาวเข้ากระดูกแม้สวมเสื้อกันหนาวถึงสามชั้น สูบบุหรีได้สองสามจึ๋งแล้วก็ยอมแพ้เพราะสู้อากาศหนาวไม่ไหวจึงเดินกลับเข้าห้อง แม้จะไม่ได้เปิดเครื่องทำความร้อนแต่อากาศในห้องพักกลับอบอุ่นอย่างประหลาดใจ คงเหมือนเพลงที่เค้าร้องว่า “หากไม่รู้จักเจ็บปวด.. ก็คงไม่ซึ้ง... ถึง.. ความ.. สุข..ใจ...” อิ..อิ.. ว่าไปนั่น

6:50 นาฬิกา Mr.โกวะดัน มารับ ในรถเปิดเครื่องทำความร้อนจนต้องถอดเสื้อกันหนาวออกจนเหลือแค่ตัวเดียว ออกเดินทางอย่างเชื่องช้าเพราะหมอกลงจัด ขับได้แค่ 50 กม.ต่อชั่วโมง รู้สึกว่าอันตรายมากๆ เพราะมองอะไรแทบไม่เห็น รถที่สวนกันกว่าจะเห็นก็ระยะประชิดแล้ว แต่ด้วยความชำนาญของคนขับรถ พวกเราจึงวางใจ เขาขับรถได้ดีมาก จริงๆ

ประมาณเก้าโมงกว่าแวะทานอาหารเช้า ร้านเดียวกับที่แวะทานตอนขามา พอทานเสร็จก็เข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อยเพราะวันนี้ต้องเดินทางไกล ระยะทางจาก Jaisalmer ไป Udaipur แค่ 545 กิโลเมตร แต่ช่วงเช้าต้องขับช้าเพราะหมอกลงจัดทำให้ใช้เวลาในการเดินทางถึง 10 ชั่วโมง ที่จริงแค่ 9 ชั่วโมงเพราะพวกเราจอดแวะวัดฮินดูจำชื่อไม่ได้ ที่จำได้คือต้องถอดเครื่องแต่งกายที่ทำจากหนังทั้งหมดและห้ามถ่ายภาพ เราจึงไม่มีภาพของวัดนี้มาให้ดู

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จก็ออกเดินทางต่อ หมอกยังหนาอยู่ แต่พอขับรถจากร้านอาหารได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หมอกก็หายไปราวกับใครเล่นกล วันนี้น่าเบื่อมากๆ ก็ใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่บนรถ ทำให้มีงานอดิเรกเกิดขึ้น นั่นคือถ่ายภาพว่ามีอะไรอยู่บนถนนบ้าง เดี๋ยวดูภาพก็จะเข้าใจเอง อิ..อิ...


หมอกลงจัดจดมองอะไรแทบไม่เห็น


แวะทานอาหารเช้า...ร้านเดียวกับที่แวะตอนขามา ตอนถ่ายภาพเป็นเวลาเก้าโมงกว่าแล้ว แต่ยังมีหมอกหนาอยู่


แผนก่อสร้างเมืองใหม่.. ขยายตัวออกมายังทะเลทราย


แวะเติมน้ำมัน... ถ่ายมอเตอร์ไซด์ของใครก็ไม่รู้อ่ะนะ... เห็นเก๋ดีหิ


กลุ่มเด็กนักเรียน...


หนึ่งในเจ้าชายของแคว้น Rajastan ขับรถมาประสบอุบัติเหตุแล้วสิ้นพระชนตรงนี้... จึงเกิดเป็นศาลข้างทาง Mr.โกวะดัน ขอจอดเพื่อลงไปสักการะ


แห่หลัว... ภาค II


รถบัสและป้ายโฆษณา


ไม่มีอะไรทำ... นั่งบนรถทั้งวันเลย


หากิจกรรมเล่นๆ แก้เบื่อ... คือถ่ายรูป xxx บนถนน นี่คือรูปแรก เป็นรูปหมูบนถนน


ฝูงลิงบนถนน


เด็กนักเรียนเดินบนถนน


ควายบนถนน


คนแบกฟืนและควายบนถนน


ฝูงอูฐเจ้าถิ่นบนถนน


ขับอยู่ดีๆ ก็มีป้ายบอกถนนปิด... ให้ใช้ทางเบี่ยง


น่ากลัวจริงๆ ถ้าเรามาไวกว่านี้คงอยู่ใต้กองหินถล่มแล้วอ่ะนะ


มาเข้าเรื่องต่อ... ลาบนถนน


หมาแม่ด้อง (หมาแม่ลูกอ่อน) บนถนน


วงดนตรีบนถนน


ขบวนแห่งานแต่งงานบนถนน

มาถึง Udaipur ตอนห้าโมงเย็น ในตัวเมืองถนนแคบมากๆ ดั้นด้นไปจนถึงโรงแรม Poon Haveli ที่เราจองพักไว้ จากชื่อของโรงแรมทำให้เราจินตนาการว่าเป็นคฤหาสน์เก่า ตกแต่งด้วยเพชรนิลจินดาอย่างหรูหรา... แป่ว!! เป็นแค่โรงแรมที่สร้างเสร็จใหม่ไม่กี่ปี ผิดคาดจริงๆ แต่ก็ไม่เลวเลยทีเดียว ห้องกว้างขวาง สะอาดสะอาด อยู่กลางใจเมือง

หลังจากเช็คอินเสร็จก็ขึ้นไปทานดินเนอร์ที่ Roof top โรงแรมนี้มี 4 ชั้น ไม่มีลิฟท์ ทานเสร็จก็ออกไปเดินเล่นรอบโรงแรม ต้องการออกกำลังขาสักหน่อยเพราะวันนี้นั่งรถมาทั้งวัน


โมเสครูปนกยูงประดับผนังที่โรงแรม


พระอาทิตย์ตกดินที่ Udaipur... ภาพนี้ถ่ายจากห้องอาหารของโรงแรมบนดาดฟ้า



Create Date : 22 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2553 17:19:18 น.
Counter : 1217 Pageviews.

0 comment
2010-01-18 Jaisalmer Fort... ป้อมชายขอบ ที่ยังมีลมหายใจ
จั่วหัวข้อซะน่ากลัวเลย ขออธิบายหน่อยว่า Jaisalmer เป็นเมืองที่อยู่ติดชายแดน ห่างจากปากีสถานแค่ 150 กิโลเมตร ดังนั้น Jaisalmer Fort จึงถือว่าเป็นป้อมแห่งชายขอบ ส่วนที่บอกว่า เป็นป้อมที่ยังมีลมหายใจ ก็เพราะว่าเป็นป้อมแห่งเดียวในอินเดียที่ยังมีผู้คนอาศัยอยู่ในป้อมปราการแห่งนี้

วันนี้ตื่นเช้าพร้อมอาการปวดศีรษะ ตอนแรกว่าจะไม่ไปทานอาหารเช้า แต่พอลุกนั่งสักพักก็ลากตัวเองไปอาบน้ำ ทำให้สดชื่นขึ้น จึงเปลี่ยนใจขึ้นไปทานอาหารเช้าบน Roof top วิวตอนเช้าสวยคนละแบบจากวิวตอนกลางคืน. ทานอาหารเสร็จก็ถึงเวลาไปตลุยป้อม Jaisalmer แล้วหล่ะ

แม้ว่าโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากป้อม แต่ Mr.โกวะดัน ก็ยังยืนยันว่าจะขับไปส่ง (ห่างประมาณ 1 กิโลเมตร) พอถึงประตูเข้าป้อมก็ต้องลงจากรถเพราะถนนภายในป้อมแคบ. ไกด์พาเดินชมวิถีชีวิตของชาวบ้านในป้อม แวะชมวัดศาสนาเชน เรียกอีกอย่างว่า ไชนะ หรือ ชินะ แปลว่า ผู้ชนะ. ศาสนาเชนไม่นับถือพระเจ้า คล้ายกับศาสนาพุทธ มีศาสดาคือพระมหาวีระ หรือ นิครนถนาฏบุตร จุดมุ่งหมายของศาสนานี้คือการบำเพ็ญตนให้หลุดพ้นจากกิเลส โดยนักบวชในศาสนานี้ใช้วิธีการตัดกิเลสโดยไม่นุ่งผ้าเรียกว่า นิครนถ์ แปลว่า ไม่มีกิเลสผูกรัด (ข้อมูลหาในกูเกิ้ลอ่ะนะ) การเข้าชมวัดนี้ต้องจ่าย 30 รูปี เราเข้าไปเดินดูโดยรอบภายในวัด หินทรายที่แกะสลักในวัดนี้ดูแล้วแตกต่างจากสถาปัตยกรรมตามบ้านเรือนภายในป้อม

จากนั้นเดินไปชม Haveli ซึ่งหมายถึง คฤหาสน์ แต่ละหลังมีห้องหลายสิบห้อง ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมอันวิจิตรตระการตาแบบอิสลาม Haveli ส่วนใหญ่ใน Jaisalmer Fort จะเปิดตัวเป็นพิพิธภัณฑ์และร้านค้า มีบางส่วนเปิดเป็นโรงแรมให้นักท่องเที่ยวเข้าพัก ทั้งนี้เพราะการบำรุงรักษาตัวอาคารต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

เดินเที่ยวจนทั่วป้อมแล้วขึ้นรถกลับโรงแรม... นัด Mr.โกวะดัน มารับพรุ่งนี้ตอน 7 โมงเช้า ให้ทิปไกด์และบอกลากันแล้วขึ้นไปทานเที่ยงที่ Roof top ทานเสร็จกลับมาที่ห้องเอนหลัง ตื่นมาตอน 5 โมงเย็นพากันเดินเล่นรอบป้อมและทานอาหารเย็นที่ร้าน Little Italy ซึ่งอยู่บนกำแพงป้อมตรงปากประตูทางเข้า เจอเด็กสาวชาวออสซี่นั่งทานคนเดียว เลยชวนมาทานโต๊ะเดียวกัน เธออายุแค่ 16 ปี เดินทางมาเที่ยวอินเดียคนเดียว อาจหาญจริงๆ ทานเสร็จเดินกลับโรงแรม แล้วรีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า


โรงแรมที่เราพัก Shahi Palace Hotel


นักศึกษาเดินทางไปเรียนแต่เช้า


ประตูเมืองชั้นใน


Auto rickshaw รอรัก... เง้อ.. ไม่ใช่, รอลูกค้าตะหาก อิ..อิ...


ร้านค้าแผงลอยต่างพากันเปิดร้านรอนักท่องเที่ยวแต่เช้า


เด็กนักเรียนพากันไปโรงเรียนแต่เช้า


เทวรูปในศาลเจ้าฮินดู


ร้านค้านานาชนิดมีให้เห็นอยู่ทั่วไปภายในป้อม


ร้านขัดรองเท้า


รูปวาดพระพิฆเนศมีอยู่ข้างประตูบ้านเกือบทุกหลัง


วัดหนุมาน


วิวเมือง Jaisalmer ถ่ายจากบน Fort ไปยังจุดชมวิวที่ไปดูพระอาทิตย์ตกเมื่อวาน


ผสมผสานแต่ไม่ค่อยกลมกลืนเท่าไหร่หิ


ผู้คนยังพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ตกแต่งด้วยหินทรายลายแกะสลักละเอียดบรรจง


วัดฮินดูใกล้กับประตูเข้าป้อม


ตลาดด้านนอกป้อม


ตึกเก่าด้านนอกป้อม อายุหลายร้อยปี ที่ประชาชนชาว Jaisalmer พยายามอนุรักษ์ซ่อมแซม


ซื้อกระเป๋าหนังอูฐจากร้านนี้ เป็นของฝากให้แม่... แต่แม่ไม่เอาเราก็เลยใช้เอง อิ..อิ..


นอนอาบแดด... สบายอารมณ์


Haveli หรือคฤหาสน์ หลังแรกที่เข้าไปชม เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ และมีร้านขายของที่ระลึกอยู่ชั้นล่าง


ซูมให้เห็นลายแกะสลักบนหินทราย... สวยงามจริงๆ


ตรงกลาง Haveli แห่งนี้เป็นโถงเปิดโล่ง แสงแดงส่องถึงชั้นล่าง


ตกแต่งเพดานได้อย่างสวยงาม
ห้องรับแขก


ห้องเล่นเกมส์


วิวที่แอบส่องจากช่องลมบนดาดฟ้า... (ชอบแอบส่องอ่ะนะ อิ..อิ..)


Lazy day...


Haveli อีกหลังที่เข้าชม เนื่องจากเจ้าของยังพักอาศัยอยู่ที่นี่ จึงเป็นให้ชมบางส่วน แต่ที่จริงเปิดเป็นร้านขายที่ระลึกมากกว่า


ภาพตนตระกูลเจ้าของ Haveli แห่งนี้


เครื่องรางไว้ใช้ขับไล่สิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้าบ้าน ประกอบด้วยถ่าน, พริก, มะนาว ใช้แขวนตามประตู หน้าต่าง


หนุ่มอินเดีย


กลับมาทานเที่ยงที่โรงแรม... เริ่มออกอาการเอียนเครื่องเทศในอาหารอินเดีย เลยต้องสั่งผัดก๋วยเตี๋ยวมาประทังชีวิต


ภาพถ่ายด้านหน้าของป้อม Jaisalmer ตอนเย็น ภาพนี้ถ่ายจากร้านอาหาร Little Italy บนประตูป้อมชั้นนอก


ขนาดดื่มในร้านอาหารยังต้องห่อขวดเลยหิ...


เฮนน่าบนมือของสาวน้อยชาวออสซี่ ที่พวกเราชวนมานั่งกินด้วยกัน



Create Date : 19 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2553 14:00:18 น.
Counter : 1720 Pageviews.

0 comment
2010-01-17 Jaisalmer... The golden city
เตรียมตัวเดินทางต่อแต่เช้า เจ้าของเกสท์เฮ้าส์ยังไม่ตื่น เลยเดินออกไปหาอาหารเช้าทานกันข้างนอก เดินไปเรื่อยๆ ก็ไม่เห็นมีร้านไหนเปิด เดินไปจนถึงหอนาฬิกาที่ตลาดเจอรถเข็ญขายชัยและกาแฟ ชัยรสชาดกลมกล่อม เจ้าของเป็นเด็กหนุ่มใจดี เด็กๆ มาขอชัยดื่มฟรี เขาก็แจกให้คนละแก้ว ตอนจ่ายเงินกลุ่มของเราเลยให้ทิปก้อนใหญ่เลยทีเดียว. พวกเราก็เดินกลับเกสท์เฮาส์ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 1 กิโลเมตร นั่นคือตื่นเช้ามาเราออกกำลังกายโดยเดินเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตรแล้วนะเนี๊ยะ... นี่แปดโมงกว่าแล้วเจ้าของยังไม่ตื่น เราเลยเช็คเอ้าท์เองโดยวางกุญแจห้องไว้ที่เคาท์เตอร์ เรื่องชำระค่าห้องไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเจ้าของเกสท์เฮาส์บังคับให้เราชำระก่อนเช็คอินแล้วหล่ะ

นั่ง Auto rickshaw ไปลงหน้าตลาดที่เพิ่งไปดื่มชัยมา Mr.โกวะดัน มารอรับแล้ว เมื่อขนกระเป๋าขึ้นรถแล้วก็ออกเดินทางไป Jaisalmer. ระหว่างทางจอดแวะดูชาวบ้านตักน้ำ และแวะชมหมู่บ้านผลิตเครื่องปั้นดินเผา ซื้อเครื่องปั้นดินเผาชิ้นเล็กมา 3 ชิ้น เป็นรูปอูฐ 1 ชิ้น และรูปปั้นพระพิฆเนศอีก 2 ชิ้น ราคาถูกมากๆ เสียดายที่ซื้อมากไม่ได้เพราะไม่มีปัญญาเอากลับบ้าน


Morning 'Chai' กับคนขายใจดี


ถนนตอนเช้าดูโล่งมาก สายๆ หลังจากพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงแล้ว แคบจนรถยนต์วิ่งไม่ได้ ต้องใช้ Auro rickshaw, มอร์เตอร์ไซด์ หรือใช้กำลังขาของตัวเอง


รถประจำทาง


สิบล้อ


พลังงานสะอาด


สองสาวแบกน้ำ


Mr.โกวะดันจอดให้เราถ่ายรูปสองสาวแบกน้ำ


ทะเลทรายที่นี่มียังมีต้นไม้ขึ้นเป็นหย่อมๆ


แซงมากันจนฝั่งเราหลบเข้าเลนส์ซ้ายจนเกือบตกถนนเลยอ่ะนะ


ชาวบ้านมาตักน้ำในบ่อของหมู่บ้าน... สังเกตุได้ว่าเป็นงานของผู้หญิง แวะชมบ่อน้ำของหมู่บ้านแต่ละแห่งไม่เคยเห็นผู้ชายมาตักน้ำเลยอ่ะ


ชอบภาพนี้... สวยดี


นี่คือภาพที่เราชอบมากที่สุดของทริปนี้เลย...


แวะจอดที่หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผา... เค้าใช้ขี้วัวเป็นเชื้อเพลิง


เจ้าของโรงงานสาธิตการปั้นให้ชม


ราคาถูกมากๆ เสียดายซื้อได้แต่ชิ้นเล็กๆ ขนมาไม่ได้อ่ะ

ชมดินปั้นสวยๆ จนเป็นที่พอใจแล้วจึงกลับขึ้นรถแล้วเดินทางต่อ แวะทานข้าวเที่ยงระหว่างทาง ร้านอาหารที่แวะทานไม่ได้พิเศษอะไร ก็ประมาณว่า ถ้าขับรถจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ก็จะแวะทานกันที่นครสวรรค์ อะไรทำนองนั้น.

เดินทางต่ออีกชั่วโมงครึ่งก็ถึง Jaisalmer, Jaisalmer เป็นเมืองที่ตั้งอยู่สันเขาหินทรายสีเหลืองกลางทะเลทราย เมื่อต้องแสงอาทิตย์ทำให้ดูราวกับเป็นเมืองแห่งทองทำ ทำให้ผู้คนเรียกเมืองนี้ว่า 'The Golden City' ตรงกลางเมืองเป็นคือป้อม Jaisalmer ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ราชวัง และวัดของศาสนาเชน หรือไชนะ ซึ่งเป็นศาสนาที่มีมาราวยุคเดียวกับพุทธกาล

ไกด์รออยู่ที่โรงแรมแล้ว พอเราลงจากรถไกด์ก็จัดการเช็คอินและจัดการสัมภาระให้พวกเราเสร็จสรรพ เราจึงเดินชมโรงแรม... อย่างแรกสุดคือขึ้นไปดูห้องอาหารที่อยู่บนดาดฟ้า จัดแต่งได้สวยดี วิวเห็น Jaisalmer Fort อยู่ใกล้มากๆ จากนั้นเดินลงมาชมห้องหลังจากไกด์เช็คอินให้แล้ว ห้องสวยดี เตียงก็นุ่ม กะจะเอนหลังสักหน่อยไกด์ก็มาลากพวกเราไปขึ้นรถ... เพื่อไปชมทะเลสาบ Gadisar และชมพระอาทิตย์ตกดินที่จุดชมวิว

Gadisar (หรือ Gadi Sagar) Lake... The man made Lake

Gadisar เป็นอ่างเก็บน้ำกินน้ำใช้ สำหรับชาวเมือง Jaisalmer สร้างโดย Maharaja Gadsi singh เมื่อหกร้อยกว่าปีก่อน Gadisar ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกำแพงเมือง เนื่องจากพื้นที่ของ Gadisar มีขนาดใหญ่จึงเรียกว่าเป็นทะเลสาบ. ตกเย็นคู่หนุ่มสาวก็จะพากันมานั่งชมทะเลสาบ และมีหลายคนให้อาหารปลา ไกด์บอกว่าชาวบ้านที่นี่ไม่กินปลาในทะเลสาบแห่งนี้ จึงทำให้ปลาเพิ่มจำนวนมากขึ้นและมีขนาดใหญ่โตอีกด้วย


ห้องอาหารของโรงแรมอยู่บนดาดฟ้า (ตึกสูงสามชั้น) วิวเห็น Jaisalmer Fort อยู่ใกล้ๆ


ทางเข้า Gadisar Lake


ซุ้มประตูเข้าสู่ทะเลสาบ ใหญ่โตอลังการงานสร้าง


ในบริเวณทะเลสาบมีวัด, ศาลเจ้าและศาลา ตั้งอยู่เรียงราย. ถ้าใครไปเที่ยวแล้วอยากพายเรือ ก็มีเรือให้เช่าด้วยน๊า


หนุ่มสาวพากันมาเที่ยวหลังเลิกงาน คู่นี้เอาขนมปังมาให้ปลากิน


สิ่งก่อสร้างที่นี่ สร้างมาจากหินทรายสีเหลืองทอง เมื่อต้องแสงอาทิตย์ยามเย็นยิ่งมีสีสวยสดงดงามยิ่งนักหิ


ภายในศาลามีภาพหินสลักเล่ามหากาพย์รามายณะ


เดินออกมาจากทะเลสาบไปขึ้นรถ เพื่อเดินทางต่อไปจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน... เจอสเก็ตบอร์ดแขก


รถจอดบนเนินเขาเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินต่อเข้าไปจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน ต้องเดินผ่านแท็งค์น้ำขนาดใหญ่ มีการวาดรูปสวยงามเลยทีเดียว


ป้อมร้างที่จุดชมวิว


ชาวบ้านและนักท่องเที่ยว


จุดชมวิวฝั่งนี้เห็น Jaisalmer Fort, ถ้าจะดูพระอาทิตย์ตกดินต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 100 เมตร


จุดชมพระอาทิตย์ตกดิน เนื้อที่ไม่กว้างมากนัก นักท่องเที่ยวต่างพากันจองที่นั่งเพื่อรอดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า


ไม่มีใครถ่ายให้ เลยเอากล้องวางบนหิน ภาพออกมาเอียงกะเท่เร่ แต่ก็ดู ติ๊ส ดี อิ...อิ...


เย๊!!! ในที่สุดก็ตกจนได้... ภาพนี้ถ่ายตอน หนึ่งทุ่มสี่สิบห้านาที (19:45pm)


ภาพนี้ถ่ายตอนนั่งรถกลับโรงแรม ชอบอาคารบ้านเรือนของที่นี่ สร้างจากหินทราย มีการแกะสลักอย่างสวยงาม

กลับมาถึงโรงแรมก็อาบน้ำ แม้ว่าอากาศจะเย็นแต่เราก็เดินทางทั้งวันทำให้ไม่สบายตัว พอได้อาบน้ำอุ่นก็สบายอย่าบอกใครเชียว. อาบน้ำเสร็จก็ขึ้นไป Roof top เพื่อทานดินเนอร์ อาหารอร่อยดี. วิวสวยมากๆ พยายามถ่ายภาพ ประมาณ 30-40 ภาพ ด้วยแรงอธิฐานจึงได้ภาพที่ออกมาดี 1 ภาพ


ภาพถ่ายจากแรงอธิษฐาน... อยากให้เพื่อนๆ ได้ไปเที่ยว Jaisalmer จังเลย ที่นี้แตกต่างจากอินเดียที่เราเคยวาดภาพไว้ สวยมากๆ

ขอเล่าเรื่องกล้องของเราหน่อยนะ พอดีมีกล้อง Fuji ได้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อ 3 ปีก่อน แต่มันค่อยข้างใหญ่เทอะทะ เราจึงซื้อกล้อง Casio Exilim EX-Z90 เพื่อทริปนี้โดยเฉพาะเลย ที่จริงกล้องรุ่นนี้มีฟังก์ชั่นดีมาก ใช้ง่าย ถ่ายกลางคืนได้ภาพออกมาชัดมากเลยทีเดียว เสียตรงที่ถ่าย macro ได้แค่ 10 cm. ตอนซื้อก็ตรวจเช็คเป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเดินทางไปถึงอินเดียก็พบว่าพอถ่ายภาพในที่มืดโดยไม่ใช้ Flash จะมีแสงสีฟ้าอยู่ด้านซ้าย ขนาดประมาณ 1 ใน 4 ของภาพ ดังนั้นทริปนี้จึงไม่มีภาพถ่ายตอนกลางคืนให้เห็น ยกเว้นภาพที่ถ่ายจากแรกอธิษฐานดังกล่าว อิ..อิ.. ใครอยากอ่านเรื่อง "ส่งกล้องซ่อมร้าน Powerbuy 4 เดือนแล้วยังไม่ได้คืน" ก็เข้าไปอ่านได้ที่ //www.bloggang.com/viewblog.php?id=annopwichai&date=22-05-2010&group=2&gblog=8



Create Date : 13 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2553 11:29:03 น.
Counter : 1278 Pageviews.

0 comment
2010-01-16 Jodhpur... Blue city
ทำกิจวัตรประจำวันแต่เช้าเพราะวันนี้ต้องนั่งรถประมาณ 4 ชั่วโมง ขึ้นไปดาดฟ้าทานอาหารเช้า อากาศหนาวแต่วิวสวยมากๆ นี่ถ้าเป็นคนตื่นเช้าก็คงดี จะได้เห็นสิ่งสวยงามบนโลกใบนี้มากขึ้น จุดหมายปลายทางวันนี้คือ Jodhpur เมืองสีน้ำเงิน

ออกเดินทางไปตามถนนที่ไม่ใหญ่เท่าไหร่ คงเป็นทางลัดมั๊ง... ขับไปได้เกือบสองชั่วโมง Mr.โกวะดัน ก็จอดรถ นึกว่าให้เราพักสูบบุหรี่, แต่ไม่ใช่... จอดให้เราเข้าชมบ้านของชาวบ้านตะหาก วันนี้พลขับของเราแปลงกายเป็นไกด์กิติมศักดิ์ และยังเป็นล่ามให้อีกตะหาก หลังจากลงจากรถ Mr.โกวะดัน ก็เข้าไปคุยกับป้าแก่ๆ เพื่อขอให้เราเข้าไปชมวิถีชีวิตของชาวบ้านร้านช่องที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ซึ่งเป็นทะเลทราย ที่นี่ไม่ใช่ทะเลทรายแบบที่มีแต่ทรายเพียงอย่างเดียวนะ มีต้นไม้เป็นหย่อมๆ และทรายก็มีดินปนอยู่ด้วย บ้านของชาวบ้านที่นี่มีโครงเป็นไม้ ใช้มูลวัวผสมทรายและน้ำก่อฉาบ คล้ายๆ บ้านดินที่กำลังอินเทรนด์ในเมืองไทย. ชาวบ้านเข้ามามุงดูพวกเรา.. สักพักก็มามุงดูมากขึ้น ดูเหมือนจะมาทั้งหมู่บ้านเลยมั๊ง. เราเห็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง หน้าตายังไม่ตื่นนอน ผมกระเจิง ขัดสะโหร่งยังไม่เสร็จดี แต่ก็ยังวิ่งออกมาเหมือนมีไฟไหม้ยังงัยยังงั้นเลย ดูแล้วก็ตลกดี... น่ารักกันทั้งหมู่บ้าน หลังจากรำลาเหมือนรู้จักกันมาแสนนาน ก็ถึงเวลาเดินทางต่อ...


วิวยามเช้า บนดาดฟ้าของโรงแรม New Park Hotel, Pushkar.


ชาวบ้านมาตักน้ำจากบ่อของหมู่บ้าน


บ้านดิน, ชาวบ้านที่นี่อาศัยอยู่กันจริงๆ ไม่อินเทรนด์ อิ..อิ..


ภาชนะบรรจุน้ำใช้ภายในบ้าน ยังใช้ไหดินเผาอยู่


ห้องครัว


ชาวบ้านมามุงดูพวกเรา


คุณยายมาขอถ่ายรูป... ประมาณว่ามั๊กกล้องขนาดเน้อ!!!


มาถนนสายนี้ก็ดี ไม่ค่อยมีรถวิ่งสวนเลย และยังได้บรรยากาศกว่าวิ่งสายไฮเวย์ซะอีก


ผ่านหมู่บ้าน มีแพะเจ้าถิ่นอยู่เต็มถนน ถ้าดูซ้ายมือของภาพ จะเห็นแพะอีโรติค อิ..อิ..


ชาวบ้านนำผลผลิตทางการเกษตรมาบด กรรมวิธีคือนำมาวางบนถนนให้รถที่วิ่งทับ... สุโค่ย... สป๊อนท์ช่องเก้าจิงๆ


ซ่อมถนน


เห็นวิวแบบนี้มาเกือบตลอดทางเลยอ่ะ

จากจุดที่แวะชมบ้านของชาวบ้าน เราขับรถต่อมาอีก ประมาณ 120 กิโลเมตรก็ถึง Jodhpur. Jodhpur เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐ Rajasthan โดยมีชื่อเล่นๆ ว่า "เมืองสีน้ำเงิน" เพราะบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่รอบๆ ป้อมเมห์รานการฮ์ ต่างทาสีน้ำเงินสดใส

ป้อมเมห์รานการฮ์ - Mehrangarh Fort

Mehrangarh Fort อยู่ใจกลางเมืองเก่าของ Jodhpur ซึ่งตั้งอยู่เนินเขาสูง 125 เมตร Mehrangarh Fort เป็นป้อมที่มีสถาปัตยกรรมวิจิตรสวยงาม และเป็นหนึ่งในป้อมที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ป้อมแห่งนี้สร้างขึ้นเมืองประมาณ 550 ปีมาแล้ว กำแพงของป้อมสูงถึง 32 เมตรเลยทีเดียว ปัจจุบันป้อมแห่งนี้ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งแบ่งการแสดงโบราณวัตถุออกเป็นส่วนๆ เช่น ส่วนของเกี้ยวหรือเสลี่ยง, ส่วนของกูบพระที่นั่ง, เปลของราชวงศ์, ส่วนของเครื่องดนตรี, เครื่องแต่งกายแบบโบราณ และเฟอร์นิเจอร์


Mehrangarh Fort และเมือง Jodhpur


ประตูทางเข้า


เดินผ่านประตูแล้วมองขึ้นไปบนป้อม จะเห็นกำแพงสูงมากกกก


ระเบียงคดที่ฐานกำแพง


ลิฟท์... สันนิษฐานว่าไม่ได้สร้างมาพร้อมกับป้อม แต่เพิ่งต่อเติมเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง... ที่จริงไม่ต้องสันนิษฐานก็ได้นะ อิ..อิ..


นี่ก็เป็นอีกฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง The fall ที่นำแสดงโดย Lee Pace


ถ่ายมาให้เห็นว่าเป็น Blue city จิงๆ น๊า


ระบบชลประทาน... เนื่องจากป้อมอยู่บนเนินสูง 125 เมตร ดังนั้นการลำเลียงน้ำขึ้นมาใช้จึงเป็นเรื่องลำบาก แต่ที่นี่เขาใช้ระบบวิดน้ำ... เมก้าเคลฟเวอร์ อีกแล้วนะฮาร์ฟฟฟ


ซูมให้เห็นหินสลักใกล้ๆ นี่อยู่บนหน้าผานะเนี๊ยะ


ทางเข้าอาคารพิพิธภัณฑ์


ทางเดินไปสู่โซนกูบช้าง


กูบช้างเงิน ลายสิงห์


กูปช้างเงิน ลายสิงห์


กูบช้างประดับกระจก


กูบช้างเงิน ลายสิงห์


เสลี่ยงผ้าทอเส้นทอง


เสลี่ยงประดับกระจกโมเสค


เสลี่ยงลายนกยูง


งานสบาย... นั่งสูบบารากู โพสท์ท่าถ่ายรูป


ทางเข้าอาคารพิพิธฑภัณฑ์แสดงอาวุธสงคราม


ปืนครกเล็ก ลายเสือผสมจระเข้


ดาบหัวนกแก้ว


อาวุธและเครื่องป้องกัน


ทวนและหอก


หีบงาช้าง


ภาพวาดมหาราชาแห่ง Jodhpur


ห้องโถง... พรมในห้องนี้อายุ 200 กว่าปี แม้จะดูหมองไปบ้าง แต่สีสันยังคงสวยงาม


ช่องแสงบนหน้าต่างประดับประดาด้วย กระจกสี (Stained glass) สวยงามมาก


มุมหนึ่งของป้อม... เห็นบันไดวนสวยดีจึงถ่ายรูปมาให้ดู


พิพิธภัณฑ์อู่


เดินจนเหนื่อย เพราะกว้างมาก, ที่นี่ดีมากๆ มีที่นั่งพักเตรียมให้นักท่องเที่ยวไว้เป็นระยะ


ส่วนหนึ่งของป้อมจัดนิทรรศการทอพรม พร้อมทั้งมีการออกร้านให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อเป็นของที่ระลึกอีกด้วย


มีการแสดงวิธีการเก็บเกี่ยวฝ้าย, การปั่นฝ้าย, การย้อม ไปจนถึงขั้นตอนการทอ


นำฝ้ายที่ได้มาทอเป็นพรมและจัดจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว


ทางออก... นกพิราบเกาะที่โคมไฟ แถมยังหันไปทางเดียวกันอีก... เอ๊ะ!! หรือว่านกปลอม อิ..อิ..


ระเบียงคดระหว่างทางออก มีไหใบใหญ่... จากการสอบถามไกด์ ได้ความว่า มีไว้ใช้เก็บน้ำเผื่อไฟไหม้ (เหมือนถังดับเพลิงในปัจจุบันอ่ะนะ) เราคิดว่าอาคารหินแบบนี้จะเกิดไฟไหม้ได้เหรอ?? แต่ก็หุบปากไว้หิ


รูปปั้นนูนต่ำรูปมือตรงประตูทางออก พอดีมัวแต่ถ่ายรูปเลยไม่ได้ฟังไกด์อธิบายว่าหมายความว่าหยังอ่ะ


ไกด์ Micheal กับโซ่คล้องประตูทางออก ข้อละ 15 กิโลกรัม เลยนะนาย

Jaswant Thada... สุสานหินอ่อนสีขาว

ออกจากป้อม เดินทางลงจากเขาประมาณ 1 กิโลเมตร แวะชม Jaswant Thada ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานสร้างจากหินอ่อนสีขาวเมื่อปี 1899 หรือ 111 ปีมาแล้ว ภายในบริเวณ Jaswant Thada เป็นสุสานของราชวงศ์ Jodhpur


สุสานจาสวานท์ ธาดา (Jaswant Thada Mausoleum)


สุสานสำหรับราชวงศ์ Jodhpur


สำหรับราชวงศ์ชั้นปลายๆ สุสานก็จะอยู่รอบนอกหน่อย

ชมสุสานหินอ่อนจนทั่วแล้ว จึงเดินทางกลับเข้าสู่เมืองเก่า Jodhpur รถตู้ของเรามาจอดที่หน้าตลาด Sardar ไกด์พาเดินรอบตลาด ลักษณะของตลาดคล้าย "กาดมั่ว" มีของขายทุกอย่างตั้งแต่อาหารสด, อาหารแห้ง, อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน, อุปกรณ์ช่าง, กระเป๋า, เสื้อผ้าเครื่องประดับ มีทั้งคนท้องถิ่นมาจับจ่ายซื้อผักปลาไปทำอาหาร มีทั้งนักท่องเที่ยวมาเดินเที่ยวและหาซื้อของที่ระลึก พวกเราเดินจนทั่วตลาดแล้วกลับมาที่รถที่จอดอยู่หน้าร้านขายเครื่องเทศ, ชา, กาแฟ. พวกเราเดินเข้าไปชมภายในร้าน ได้เครื่องเทศทำแกงมา 2 ห่อ

เนื่องจากถนนในเมืองเก่าเป็นตรอกซอกซอยขนาดเล็ก รถยนต์ไม่สามารถเข้าไปได้ ดังนั้นเราต้องนั่ง Auto rickshaw (ตุ๊กๆ แขก) เข้าไปโรงแรมซึ่งอยู่ไกลออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร เราพักกันที่ Saji Sanwri Guesthouse. ที่จริงเกสเฮาส์นี้เป็นบ้านหลังโต มีห้องถึงห้าสิบกว่าห้อง เจ้าของต้องบริหารให้ได้รายได้เพียงพอในการบำรุงรักษาอาคาร (ข้อมูลจากการเม้าท์กับคุณป้าเจ้าของเกสเฮาส์)


ป้ายบอกทางในเมือง... คงต้องจอดรถอ่านเลยนะเนี๊ยะ


เข้าไปซื้อเครื่องเทศร้านนี้แหละ


ประตูเข้าตลาด Sardar Market


หอนาฬิกากลางตลาด ประมาณว่าถ้าหลงกันก็มาเดินหาที่หอนาฬิกานะ!!


กำไลพลาสติกติดเพชรปลอม วงเล็กๆ ใส่ที 15-20 อัน เป็นที่นิยมนักแล


ผักสด.. ผลไม้ ก็มีขาย


ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น อยู่ติดแผงหนังสือ, ถัดมาเป็นรถเข็นขายของจิปาถะ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันสก๊อชไบรซ์


วิวจากดาดฟ้าของเกสท์เฮาส์ เห็น Mehrangrah Fort อยู่ไม่ไกล


หลังจากเดินเล่น กลับมาก็มืดแล้ว ป้ายของเกสท์เฮาส์ จัดระดับของเราไว้เสร็จสรรพ... เราเป็นนักท่องเที่ยวแบบประหยัด หรือนักท่องเที่ยวชั้นสอง อย่างไหนหรูกว่ากันหว่า อิ..อิ..

หลังจากเช็คอินและนำสัมภาระเก็บเข้าห้องก็ออกไปเดินเล่นรอบๆ โรงแรม ไม่กล้าไปไหนไกลเพราะแถวนี้เป็นตรอกซอกซอยแคบๆ คดเคี้ยว วกวน และนี่ก็ใกล้เวลาอาหารเย็น ถ้าเดินหลงแล้วจะกลับมาไม่ทัน (ห่วงกินอ่ะนะ อิ..อิ..) เดินได้สักพักก็กลับเกสท์เฮาส์และขึ้นไปห้องอาหารที่อยู่บนดาดฟ้า อาหารมาเสิร์ฟตอนสองทุ่มกว่า รสชาดทานแทบไม่ได้และแกงก็เย็นเหมือนเพิ่งเอาออกมาจากตู้เย็นยังงัยยังงั้น... ไม่ได้โม๊!!! เลยกินได้แค่นิดเดียว นั่งคุยกันสักพักแล้วก็เข้าห้อง... อาบน้ำ... นอน...

ปล. 1. ไม่มีทีวี (เซ้งสุดๆ), 2. จะอาบน้ำต้องไปเคาะห้องเจ้าของให้เปิดเครื่องทำน้ำอุ่น... พออาบเสร็จ ต้องไปเคาะบอกให้ปิดเครื่อง.. ไม่งั้นเธอวีน



Create Date : 12 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2553 22:00:06 น.
Counter : 2018 Pageviews.

1 comment
2010-01-15 Pushkar... a holy city in Rajastan
ตื่นสายเพราะนัด Mr.โกวะดัน คนขับรถ ตอน 10 โมง แม้จะตื่นสายก็ยังพอมีเวลาเหลือสำหรับทานอาหารเช้าและเช็คอีเมล. 9 โมง 55 นาที รถก็มารับ ตรงเวลาดีเหลือเกิน ออกเดินทางไป "พุชคาร์" กัน


เก้าอี้ห้องคอมพิวเตอร์ของโรงแรม ตกแต่งซ๊ะ...


Tollway


Highway มีแผงกั้นกันสัตว์เดินข้ามถนน


ทางหลวงหมายเลข 8 ป้ายบอกทางมีทั้งภาษาอังกฤษด้วย... ดีจัง


ร้านขายหินอ่อน มีให้เห็นเป็นระยะตลอดสองฝั่งถนน


พอขับห่างจากเมืองใหญ่ ป้ายส่วนมากจะไม่มีภาษาอังกฤษ... ใครขับเองก็หลงหล่ะงานนี้


เทือกเขา Aravalli เป็นเส้นแบ่งกันฝั่งอุดมสมบูรณ์และฝั่งทะเลทราย

นั่งรถหลับๆ ตื่นๆ มาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึง Pushkar เข้าพักที่โรงแรม New park Hotel เช็คอินแล้วเอากระเป๋าเข้าเก็บในห้องพักซึ่งอยู่ชั้นสอง เสร็จแล้วขึ้นไปชั้นสามเป็นดาดฟ้า ซึ่งเป็นร้านอาหารของโรงแรม สั่งอาหารทาน รสชาดใช้ได้เลยทีเดียว พอทานเสร็จก็กลับมาพักผ่อนอิริยาบถ บ่ายสามโมง Mr.โกวะดัน มารับไปเที่ยวในเมือง ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร เราปรึกษากันแล้วว่าหลังจากเดินเล่นรอบเมืองแล้วจะเดินกลับโรงแรมเอง จึงให้ Mr.โกวะดันกลับไปพักผ่อนได้

Pushkar เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของ Rajastan สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ วัดพระพรหม (Brahma temple), ทะเลสาบพุชคาร์ (Pushkar Lake), ท่าอาบน้ำ (Bathing ghats) และยังมีวัดที่น่าเที่ยวชมอีกหลายแห่ง ทะเลสาบพุชคาร์ถือว่าเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ ทุกปีประมาณเดือนพฤศจิกายนตอนพระจันทร์เต็มดวง (ของเมืองไทยก็ช่วงลอยกระทง) จะมีเทศกาลพุชคาร์ (Pushkar Fair) ผู้คนจากในเมืองและต่างถิ่นพากันมาสักการะทะเลสาบตามท่าน้ำต่างๆ ซึ่งมีถึง 52 ท่า รอบทะเลสาบ เสียดายที่เรามาผิดเดือน และน้ำในทะเลสาบตอนนี้ก็แห้งมาก เหลือให้เห็นเพียงแอ่งน้ำขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่ และท่าน้ำที่ผู้คนมาสักการะและทำกิจวัตรก็เปิดใช้เพียงสองสามแห่งเท่านั้น


ภาพแรกที่ขับรถมาถึงตัวเมืองพุชคาร์


ทะเลสาบพุชคาร์ (Pushkar lake) แห้งมาก เหลือแต่แอ่งน้ำขนาดใหญ่ตรงมุมด้านหนึ่งของทะเลสาบ


รูปเคารพ Durka Devi ภาษาไทยเรียกว่า พระแม่อุมาเทวี ปางนี้เรียกว่า พระศรีมหาทุรคาเทวี เป็นเทพธิดาแห่งการสงครามและการขจัดอุปสรรคทั้งมวล


แบบว่า มีทะเลทรายส่วนตัวอ่ะนาย... ภาพนี้ถ่ายบนถนน ตรงกันข้ามโรงแรม Pushkar lake palace.


อาคารและร้านค้ารอบทะเลสาบพุชคาร์


มีหลายร้านที่ไม่จำเพาะเจาะจงขายของชนิดเดียว.. ร้านนี้ขายเสื้อผ้าและเครื่องทองเหลือง


ทางลงสู่ Ghat เสียดายที่ถ่ายบรรยากาศที่ท่าน้ำมาให้ดูไม่ได้


แห่หลัว


รถเข็นขายขนมหวาน


อาคารบ้านเรือนระหว่างเดินกลับโรงแรม


คู่แข่ง... นานๆ ที จะเห็นป้ายโค้ก


ร้านตัดผม


โรงเรียนสอนทำเครื่องประดับเงิน


เจ้าของร้าน.. อายุแค่ 19 เองหิ

เดินเล่นไปตามทางขนานกับทะเลสาบ สองข้างถนนเป็นร้านค้า ร้านรวงที่นี่ขายของใช้ประจำวัน ยันของฝากนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงเห็นคนท้องถิ่นผสมปนเปกับนักท่องเที่ยว แวะซื้อชาทัชมาฮาลที่เพื่อนบอกว่ารสชาดดีทีเดียว... ราคาถูกมากๆๆๆๆๆ กล่องละ 100 รูปี มี 100 ซอง ตกซองละประมาณ 80 สตางค์ เดินไม่รอบทะเลสาบเพราะกว้างมากๆ รวมทั้งเริ่มเมื่อยขาจึงพากันเดินกลับ ระหว่างทางเจอโรงเรียนสอนทำเครื่องประดับเงิน แวะดู เจ้าของร้านเป็นเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ความคิดดีมาก แทนที่จะเปิดร้านขายเครื่องประดับเงินเฉยๆ แต่เขากลับเปิดเป็นโรงเรียนสอนนักท่องเที่ยว ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงก็ทำเป็นแล้ว พอทำเสร็จก็ได้ของที่ทำเป็นของที่ระลึก หรือถ้าใครอยากซื้อเครื่องประดับเป็นของที่ระลึกเฉยๆ ก็ได้ ป้าแมรี่เลยได้แหวนไปฝากหลาน 1 วง

แวะซื้อบุหรี่แขก..เมนทอล หอมเย็นชื่นใจ 1 ซอง ปกติอยู่บ้านก็ไม่สูบ แต่นี่ vacation ขอสูบให้ชุ่มปอดซะหน่อย... รู้สึกสดชื่นดีจริงๆ

ถึงโรงแรมแล้วนอนพักพอหายเมื่อยขา ประมาณ 6 โมงเย็น เดินไปทานอาหารเย็นซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก ชื่อร้าน Little Italy เป็นอาหารมังสวิรัติ... เมืองนี้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ ห้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์... ใครเป็นโรคขาดแอลกอฮอล์ไม่ได้ ไม่แนะนำให้มาเที่ยวที่นี่ อิ..อิ..



Create Date : 10 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2553 15:29:29 น.
Counter : 1945 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

annopwichai
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 88 คน [?]



ชีวิตอิสระ, ชอบความเรียบง่าย, เป็นโรคภูมิแพ้ IT
New Comments
All Blog
MY VIP Friend