2018-09-03&04 Samosir-Parapat-Medan-Bangkok-Chiangmai


วันสุดท้ายแห่งการท่องเที่ยว... ที่จริงจะให้ถูกต้องคือวันแห่งการท่องเที่ยวได้จบไปแล้ว, วันนี้เป็นวันเริ่มต้นเดินทางกลับ, ในใจยังอยากเที่ยวต่ออีกอย่างน้อยสามวัน. อยากไปเดินขึ้น Mt.Sibayak.... อยากไปชมวิวภูเขาไฟสินาบุงที่มีควันหรือเถ้าถ่านโพยพุ่งขึ้นไปบนอากาศ...  แต่เรามีตั๋วกลับซึ่งเป็นตั๋วราคาถูก ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องซื้อใหม่ไปเลย, อีกทั้งมีภารกิจที่ต้องทำในวันถัดไปหลังจากกลับถึงเชียงใหม่.

ตอนที่เราลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อนใหม่ก็ยังไม่ตื่น... เดินออกมาห้องโถง  เพื่อนสนิทที่สุดในกลุ่มอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว.  เราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ชงกาแฟไปดื่มที่ท่าเรือร้าง... เช้านี้มีเมฆค่อนข้างมาก  แดดเลยไม่ร้อน  นั่งซึมซับบรรยากาศให้เต็มที่ก่อนที่จะต้องลาจาก  หัวหน้าแกงค์เตรียมผลไม้ที่ซื้อเมื่อวานโดยการปลอกใส่จานอย่างปราณีต (ดีนะที่ไม่แกะสลักด้วย)  เราไม่หิวเลยแต่โดนคะยั้นคะยอให้ทานเพราะถ้าไม่ทานที่เหลือก็ต้องทิ้งอยู่ดี... เลยทานมะละกอไป 4-5 คำ...  

ทุกคนเตรียมของไปที่ท่าเรือตอน 11 โมง  เรือมารับตอน 11 โมง 15 นาที...  เรือแวะรับผู้โดยสารจากท่าโรงแรมอื่นๆ อีกหลายท่า  กว่าเรือจะมาถึงท่าเรือที่ Parapat ฝั่งสุมาตราก็เที่ยงครึ่งพอดี  พวกเราพากันเดินไปร้านทัวร์+ร้านอาหาร ที่พวกเราซื้อตั๋วรถไว้... ระหว่างรอรถเราสั่งเบียร์มาดื่ม, เพื่อนบางคนก็สั่ง Mie Goreng มาทาน  เราคิดว่าเป็นความคิดที่ดี เพราะต้องนั่งรถไปอีกหลายชั่วโมง เลยสั่งมาทานมั่ง, แบ่งให้เพื่อนใหม่ไปครึ่งจานเพราะปริมาณเยอะมาก  ทานเสร็จรถก็มาพอดี  พากันขึ้นรถและก็อย่างเคย  เราไปนั่งที่นั่งหลังสุด  แต่ครั้งนี้แย่หน่อย เพราะรถติดฟิล์มหนามาก, ถ่ายรูปไม่ได้เลย...






ท่าเรือร้าง... มุมโปรดของเรา, ตอนนั่งเขียนบล๊อกนี่มีน้ำตาซึม... คิดถึงมาก...



ถ่ายภาพป้ายโรงแรม...



เพื่อนชาวอินโดเดินมาเรียกให้เตรียมของไปรอเรือที่ท่าเรือใหม่... เราเลยขอให้ถ่ายรูปเรากับมุมของเราให้หน่อย...  ดีใจมากที่ได้ภาพนี้...ในฐานะช่างภาพภาคบังคับประจำกลุ่ม... ทริปทั้งทริปก็จะไม่ค่อยมีภาพเราเลย  ต้องขอบคุณเพื่อนชาวอินโดที่ถ่ายภาพดีๆ ให้เรา... 



เรือมาจอดรับผู้โดยสารจากท่าเรือโรงแรมอื่น



นี่ก็อีกโรงแรมที่เรือมาจอดรับผู้โดยสารเพิ่ม... ดูดีมีฐานะเลยทีเดียว.



เรือมาถึงท่าที่เมือง Parapat.... เราเป็นผู้โดยสารคนแรกๆ ที่ปีนขึ้นฝั่ง, เพราะอยากเก็บภาพอ่ะ 555



คนขับรถเข้ามาหาผู้โดยสาร... ภาพอย่างนี้มีให้เห็นที่มุมโลก...



เพื่อนชาวอินโด เดินนำพวกเรากลับมาที่ร้านทัวร์ + ร้านอาหาร...  



ภรรยาเป็นเจ้าของร้านอาหาร, สามีเป็นเจ้าของร้านทัวร์.... เราสั่งหมี่ผัด Mie Goreng แล้วขอถ่ายวีดีโอตอนเขาผัด... เขาอนุญาตให้ถ่าย, น่ารักมากๆ...



หมี่ผัดของเรา... แบ่งให้เพื่อนใหม่ครึ่งจานเพราะปริมาณเยอะมาก ทานเองไม่หมด...





นั่งรถมาถึงเมือง Tebing Tinggi อยู่ห่าง Medan ประมาณ 60 กิโลเมตร  คนขับรถก็จอดรถแวะทานข้าว, เพื่อนชาวอินโดก็ทานด้วย  แต่พวกเราที่เหลือไม่มีใครหิวเลยสั่งโค้กมาดื่ม.  จากนั้นออกเดินทางต่อ  คนขับรถบอกว่าเราต้องใช้ทางด่วนซึ่งพวกเราต้องจ่ายเพิ่ม  ตอนแรกในใจก็คิดว่าจะใช้ทางด่วนไปทำไม... แต่จากที่คนขับจอดทานข้าวไปถึงทางแยกที่จะเข้าทางด่วนระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้เวลาไปเกือบหนึ่งชั่วโมงรถติดมากถึงมากที่สุด  ดังนั้นการใช้ทางด่วนจึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด!

ตอนรถวิ่งบนทางด่วน บรรยากาศเหมือนนั่งรถที่ South Carolina เหมือนมาก เหมือนจริงๆ แต่ไม่มีรูปมายืนยัน 5555 เพราะรถเฮียเขาติดฟิล์มอย่างหนามากๆ เหลือช่องให้เห็นรถข้างนอกตรงกระจกหน้ารถกว้างสักคืบกว่าๆ... เพื่อนที่นั่งหน้าเรายังสามารถเปิดกระจกเพื่อชมวิวได้.  แต่เรากับเพื่อนใหม่ติดแหงกอยู่ด้านหลังรถ ไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน... ว่าไปนั่น....

รถมาจอดที่หน้าโรงแรมตอน 6 โมงกว่าๆ  หัวหน้าแก๊งค์จองห้องออนไลน์ ตอนที่นั่งมาบนรถ.  My Studio Hotels คือโรงแรมที่เราจะพักคืนนี้... ห้องที่จองไว้เป็น Capsule type! สำหรับเราคือ จำลองว่าตายแล้วนอนในโลงศพ อะไรทำนองนั้น...  แต่พรุ่งนี้พวกเราจะออกจากโรงแรมตอนตีสามเลยไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่อะไรที่จะต้องมานอนห้อง Capsule อย่างนี้... เนื่องจากเรามีเงินรูเปียห์ เหลือแค่ 80,000 รูเปียห์ เลยจ่ายค่าห้องให้หัวหน้าแกงค์เป็นเงินบาท  ค่าห้องถ้าจำไม่ผิด 150,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 340 บาท  พอเช็คอิน ขนของขึ้นห้องซึ่งอยู่ชั้น 4 และไม่มีลิฟท์ ด้วยต้องแบกกระเป๋าอีก 7 กิโล  ก็เหนื่อยเอาการ... จึงตั้งปณิธานไว้ว่า กลับไปเชียงใหม่จะเริ่มออกกำลังกายได้แล้ว... 

ขึ้นมาถึงห้องพัก  เป็นห้องรวม ไม่รู้ว่ามีกี่แค๊ปซูล  กะเอาคร่าวๆ คงประมาณ 80 แค๊ปซูลเห็นจะได้  มีแค๊ปซูลสำหรับสองคนด้วย,  แต่ไม่เข้าท่า  เพราะแต่ละแค๊ปซูลมีแค่ม่าน PVC ไว้รูดปิดเท่านั้น, เสียงเล็ดลอดทั้งเข้าและออก ไม่มีความเป็นส่วนตัว... และแล้วที่อุดหูก็กลับมาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาตอนจบของเรื่อง...  ล็อคเกอร์อยู่ใต้เตียง  มีสองล็อคสำหรับเตียงบนและล่าง  แค่ใช้การ์ดไปแนบ  ประตูล็อคเกอร์ก็เปิดออก  พวกเราเอาสัมภาระเก็บเข้าล็อคเกอร์ของใครของมัน  แล้วมารวมตัวกันที่ล๊อบบี้... 

จากนั้นพากันออกไปห้างสรรพสินค้า ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับโรงแรม.  เราเดินดูสินค้า  ส่วนมากเป็นของที่ระลึก ของฝาก เสื้อผ้า... ปกติเป็นคนไม่แต่งตัว  อะไรก็ได้, ใส่ได้หมด  ไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่  ไปเที่ยวก็จะไปเดินร้าน thrift store เช่น Goodwill, Salvation army บางครั้งเสื้อผ้าวัยรุ่นดีๆ แต่เจ้าของร่างเขาโตไว เราไซด์เอเชีย  ซื้อเสื้อผ้าวัยรุ่นมาใส่ได้สบาย, บางทีเสื้อผ้ายังมีป้ายติดอยู่เลย  แสดงว่ายังไม่เคยใช้ด้วยซ้ำ.  แต่มาเดินที่ห้างนี่เจอเสื้อตัวหนึ่ง ถูกตาต้องใจมากๆ  เราเอาไปลองใส่ ชอบมากๆ แต่ติดตรงพุง  ถามพนักงานว่ามีไซด์ใหญ่กว่านี้ไหม, เขาบอกว่าไม่มี ให้ลองเลือกลายอื่นดู... แต่เราชอบลายนี้มากๆ  สรุปว่า ไม่ได้ซื้อ...

มีโซนขนมขบเคี้ยว, เครื่องดื่ม... หุหุหุ... และแล้วก็เจอเบียร์, แต่เป็นเบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์! แล้วจะดื่มทำเขือนิ...  นั่งรอเพื่อนในกลุ่มช้อปปิ้งสักพัก  ก็พากันเดินออกมา...สามคนในกลุ่มหิวข้าว  มีแต่เรากับเพื่อนใหม่ไม่หิวแต่อยากเบียร์  เลยแยกกันไป  สรุปเพื่อนสามคนทาน KFC เป็นอาหารเย็น  เราและเพื่อนใหม่หาเบียร์มาดื่มจนได้  แต่เราเหลือเงินแค่ 80,000 รูเปียห์  เบียร์กระป๋องละ 30,000 แพงหูฉี่  ซื้อได้แค่ 2 กระป๋อง  เพื่อนใหม่ก็มีเงินเหลือมากกว่า เขาซื้อไป 3 กระป๋อง  ดื่มเบียร์เสร็จก็กลับห้อง  อาบน้ำ  แล้วเข้านอนตอนเกือบสี่ทุ่ม






ระหว่างรอคนขับรถและเพื่อนชาวอินโดแวะจอดทานข้าวที่เมือง Tebing Tinggi... เรามายืนดูวิถีชิวิตผู้คนบนท้องถนน... นี่คือรถโดยสารประจำทาง  เราเห็นบางคันมีคนห้องออกมาด้านข้างเป็นพวงอย่างกับปลาหมึก...ทำให้นึกถึงรถประจำทางที่เชียงใหม่, ถ้าคนเต็มก็จะมีเด็กนักเรียนผู้ชายยืนโหน แต่อยู่ด้านหลังรถ.



คือว่ารถคันนี้ติดฟิล์มมืดมากๆ  พี่คนขับคงกลัวดำ... นั่งรถคันนี้เราแทบจะไม่มีรูปถ่ายเลย... ถ่ายออกมาก็ได้ประมาณนี้อ่ะ...



ภาพนี้, เพื่อนที่นั่งข้างหน้าเราเขาเปิดหน้าต่าง... เราก็ยื่นมือถือออกไปถ่าย...  เป็นภาพสวนยางพารา... ที่นี่เขาปลูกยางพาราเยอะมากเกือบตลอดทางที่ขับมา... บางส่วนก็เป็นสวนปาล์ม  แต่ไม่มีภาพ...



Lobby ที่ My Studio Hotels จัดเป็นที่นั่งทานอาหารด้วย... มีชา, กาแฟ ฟรีโฟลว์ ให้บริการตลอด



มุมเก๋ๆ หน้าโรงแรม



บันไดขึ้นชั้นบน...



นี่คือห้องของเรา... 



เก็บของเสร็จก็พากันเดินไปห้างสรรพสินค้าที่อยู่ตรงกันข้ามกับโรงแรม... จุดประสงค์ของเรากับเพื่อนใหม่เพื่อหาเบียร์ดื่ม... แต่เพื่อนอีกสามคน, เพื่อช้อปปิ้ง...



ถูกใจเสื้อตัวนี้มากๆ  แต่ไม่มีไซด์ที่ใส่ได้... แม้เราจะพยายามยัดตัวเองลงเสื้อตัวนี้ได้... แต่ให้แขม่วท้องตลอดเวลาก็คงไม่ต้องการใส่หรอกนะ...



เพื่อนสามคนไปทาน KFC... เรากับเพื่อนใหม่แยกตัวออกมาเดินหาเบียร์... แล้วก็ได้ดื่มตามปรารถนา... แต่เสียดายที่เรามีเงินเหลือซื้อได้แค่ 2 กระป๋อง แต่ก็พอถูไถ...



ดื่มเบียร์เสร็จ กลับขึ้นมาบนห้อง  อาบน้ำ, เข้านอนตอนสี่ทุ่ม...





เพื่อนชาวอินโดมาปลุกเราตอนตีสองครึ่ง... เราอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปสมทบกับเพื่อนบางคนที่ลงไปทานอาหารเช้ารออยู่ที่ล๊อบบี้แล้ว.... มันใช่เวลากินข้าวไหมเนี๊ยะ!?!?!? มากสุดเราก็ดื่มได้แค่กาแฟ  แล้วรอเพื่อนๆ ทานขนมปังปิ้งทาเนยทาแยม... กว่าจะเรียบร้อยพร้อมขึ้นรถก็ตีสามสิบห้านาที... Sampai Jumpa Lagi! ลาก่อนสุมาตรา, แล้วเจอกันใหม่อีกครั้ง....

 ------------------------------------------------------

รถวิ่งมาถึงสนามบินภายใน 10 นาที  ทำการเช็คอิน, ผ่านด่าน ตม. เพื่อนชาวอินโดนีเซียมีปัญหาตรงด่าน  เพราะเขาไม่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับ, เขามาเรียนที่เมืองไทย  กว่าจะกลับอีกทีก็ปลายปี  นั่งรอเพื่อนแก้ปัญหาอย่างกระสับกระส่าย... หลังจาก 45 นาทีในการดำเนินเรื่อง  เพื่อนชาวอินโดก็วิ่งหอบแฮกๆ  แล้วโชว์เอกสารผ่านแดนด้วยความดีใจ พวกเรารอขึ้นเครื่องสักพัก  พนักงานสายการบินก็ประกาศให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง... เครื่องออกตอนตีห้าครึ่ง  มาถึงดอนเมืองตอนเจ็ดโมงครึ่ง

ลงเครื่องเสร็จกลุ่มเราก็แยกย้ายเพราะเพื่อนชาวอินโดต้องไปอีกทาง  ผ่านด่าน ตม. ที่ดอนเมืองสำหรับคนไทยง่ายมากๆ  ไม่ต้องกรอก ตม.6 อีกต่อไป... แค่เอาพาสปอร์ตไปสแกนกับเครื่อง แล้วสแกนลายนิ้วมือ ก็กลับเข้าเมืองได้แล้ว  แต่ถึงอย่างไรก็มีเจ้าหน้าที่ยืนคอยให้คำแนะนำ...  

อีกแล้ว...เพื่อนชาวอินโดติดตรง ตม. นานกว่าคนอื่นมาก... เพื่อนคนอื่นๆ ได้ตั๋วกันหมดแล้วและผ่านด่านตรวจร่างกายและสัมภาระเข้าไปรอเครื่องด้านใน  เรายืนรอเพื่อนชาวอินโด แล้วพาไปขึ้นตั๋วแล้วเพื่อนชาวอินโดก็หายลับไปกับฝูงชน... ไม่รอกันเลย, พับผ่าสิ...  แล้วกลุ่มของพวกเราก็มารวมตัวกันอีกครั้ง  จนพนักงานเรียกผู้โดยสารขึ้นรถบัส เพื่อไปขึ้นเครื่อง... เครื่องออกตอน 9 โมง 15 นาที  บินมาถึงเชียงใหม่ตอนสิบโมงครึ่ง... 

เดินออกจากสนามบินมาตรงที่รถเมล์จอด  ขึ้นไปบนรถเมล์แล้วรอสักพักรถก็ออก  ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย  ไม่มีเหรียญพี่คนขับก็มีให้แลก  บริการประทับใจมากๆ  เราลงหน้ากาดสวนแก้วบอกลาเพื่อนๆ แล้วเดินกลับบ้าน... 






จากโรงแรม นั่งรถมาสนามบินประมาณ 10 นาที... เฉพาะเราให้ทิปไป 20,000 รูเปียห์  นั่นคือเงินที่เหลือทั้งหมดของเรา...  ถ้ารวมกับคนอื่นที่ให้ไปก็คงพอสำหรับพนักงานที่ต้องแหกขี้ตามาส่งเราอ่ะนะ.... (ไม่รู้ว่าคนอื่นให้เท่าไหร่...ภาวนาให้มากพอ...)


โถปัสสาวะที่สนามบิน Kualanamu.... ชอบมากๆ มีพลาสติก รองอีกชั้น... ไม่มีกระเด็น!


ภาพนี้ถ่าย 6 นาทีหลังเครื่องออก... Sampai Jumpa Lagi.... แล้วเจอกันใหม่... 


เหนือน่านฟ้าเกาะสุมาตรา... สุมาตราเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า สุวรรณทวีป, สุวรรณภูมิ ซึ่งหมายถึง เกาะทอง หรือแผ่นดินทอง... ทั้งนี้เพราะในสมัยก่อนมีการพบทองคำบนเกาะนี้เป็นจำนวนมาก... ภาพนี้ก็คงสื่อได้ว่า เกาะสุมาตราเป็นเกาะทองจริงๆ...


สนามบินดอนเมือง


นั่งรสบัสไปขึ้นเครื่อง...


กลับมาถึงเชียงใหม่, ขึ้นรถเมล์ไปลงกาดสวนแก้ว... แล้วเดินกลับบ้าน...  ปล.รูปนี้ถ่ายเมื่อ 22/8/2018 ตอนที่ทดลองขึ้นรถเมล์เชียงใหม่ครั้งแรก... พอดีตอนกลับมาเพลียมากมาย ไม่ได้ถ่ายภาพอะไรไว้เลย....




===== กราบขอบพระคุณที่ติดตามจนจบ (ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้เราก็คิดว่าเพื่อนๆ คงอ่านจนจบอ่ะนะ) บล๊อกหลังสุดนี้พิมพ์ด้วยน้ำตา... แม้ทริปนี้จะแค่ 9 วัน  แต่รู้สึกประทับใจมากมาย  อยากอยู่ต่อ แต่มีภาระกิจอันหนักหน่วงรออยู่ข้างหน้า... เอาไว้มีโอกาสจะกลับไปเยือนอีกสักครั้ง...  หรือไม่แน่อาจจะข้ามไปชวา... อยากไปชมบุโรพุทโธ (ฺBorobudur)... เมื่อต้นปีก่อนเพื่อนชาวอเมริกันมาพักที่บ้าน... เขาชวนไปเที่ยวเกาะชวากับกลุ่มเพื่อนของเขา,  แต่เราพลาดโอกาสนั้นไปเพราะมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ...  =====

-Sampai Jumpa Lagi-


ปล. ที่ดื่มเบียร์ทั้งทริปเพราะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างอื่นให้ดื่ม, เคยลอง อะรัก (Arak) เหล้าพื้นเมืองแต่ไม่ไหว... ดื่มแล้วเช้ามาปวดหัว.



Create Date : 16 กันยายน 2561
Last Update : 17 กันยายน 2561 9:54:35 น.
Counter : 579 Pageviews.

0 comment
2018-09-02 Samosir Island, Lake Toba - ไปนั่งรถเล่นรอบเกาะ Samosir กัน!


เช้าวันนี้ทุกอย่างเหมือนเกิดขึ้นแล้วเมื่อวาน  เราตื่นนอนหกโมงกว่า แล้วต้องย่องไปห้องน้ำทำธุระส่วนตัว แล้วก็ย่องไปท่าเรือร้าง  เพราะยังไม่มีใครตื่นแม้แต่คนเดียว... สายๆ มาเหตุการณ์ก็ยังซ้ำรอยเดิมคือน้ำไม่ไหล  เจ้าของโรงแรมก็ตะโกนโหวกเหวกให้พนักงานหยุดซักผ้า...แล้วน้ำก็ไหลมาเอื่อยๆ....  ประโยคที่ว่า "You get what you pay for" always work!

วันนี้ไม่ได้ไปทานข้าวเช้าที่ห้องอาหารในโรงแรม  เพื่อนในกลุ่มกินสลัดและผลไม้ที่ซื้อมาเผื่อไว้เมื่อวาน  เราดื่มแต่กาแฟ, ชงเสร็จก็กลับไปนั่งที่ท่าเรือร้าง...  ทำไมไม่หิวข้าวก็ไม่รู้สามสี่วันหลังมานี่เกือบไม่ได้ทานอะไรเลย!....  แต่เรี่ยวแรงก็ยังมีปกติไม่ได้อ่อนเพลียอะไรแต่อย่างใด...

เมื่อวานให้เจ้าของโรงแรมจองรถให้มารับเพื่อนั่งรถเที่ยวรอบเกาะ  ค่าเช่ารถรวมคนขับและน้ำมัน ทั้งหมด 800,000 รูเปียห์ หาร 5 คน  ตกคนละ 160,000 รูเปียห์  ประมาณ 360 บาท  ราคาไม่ได้แย่เท่าไหร่  แต่คิดว่าน่าจะได้ราคาถูกกว่านี้ เพราะเมื่อวานตอนทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารของโรงแรม  มีลูกค้าคนอื่นแนะนำให้นั่งรถเที่ยวรอบเกาะราคาที่เขาจ่าย 600,000 รูเปียห์.  ตกลงนัดให้มารับตอน 10 โมงเช้า  แต่คนขับรถมาก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมง...  เพื่อนที่ยังไม่ได้อาบน้ำก็โดนเร่งให้อาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จไวๆ... เมื่อทุกคนเสร็จแล้วก็ขึ้นรถ  พวกเราออกจากโรงแรมประมาณเก้าโมงครึ่ง...

ขับรถมาได้ประมาณ 10 นาทีก็ถึงที่แรกที่แวะ คือ Batu Kursi Raja Siallagan (Stone chair of king Siallagan) เก้าอี้หินของกษัตริย์เซียลลาแกน (อันนี้สะกดไทยเอาเอง, ผิดถูกอย่างไร ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)  ขอเล่าประวัติและความสำคัญของชุดเก้าอี้หินนี้อย่างสั้นๆ เพื่อจะได้ไม่น่าเบื่อ... ประมาณ 200 กว่าปีก่อน กษัตริย์ลากา เซียลลาแกน (King Laga Siallagan) ผู้ปกครองเผ่าบาทัค  (Batak) ได้ก่อนตั้งหมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งมีขนาด 2,400 ตารางเมตร หมู่บ้านแห่งนี้มีกำแพงสูง 1.5-2 เมตรล้อมรอบหมู่บ้าน สิ่งสำคัญในหมู่บ้านที่เป็นจุดเด่นทำให้กลายเป็นที่ท่องเที่ยวคือ ชุดเก้าอี้หิน 2 ชุด... ชุดแรกเป็นชุดเก้าอี้หินประชุม มีไว้ประชุมพิจารณาคดี... และอีกชุดเก้าอี้หิน มีไว้เพื่อลงโทษ  ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า execution เราจึงเข้าใจว่าเก้าอี้ชุดที่สองมีไว้สำหรับการประหาร.  

หลังจากถ่ายรูปและเดินเที่ยวชมจนทั่ว  พอชมจนเสร็จแล้วต้องออกทางด้านหลัง ซึ่งเป็นร้านขายของที่ระลึก  พ่อค้าแม่ค้าต่างชักชวนให้ซื้อสินค้า  เราก้มหน้าก้มตาเดินเพราะไม่ต้องการซื้ออะไรอยู่แล้ว  เราเดินกลับมาที่รถพร้อมกับเพื่อนสนิทที่สุดในกลุ่ม  แล้วนั่งรอเพื่อนคนอื่นๆ ที่ตามมาทีหลังเพราะมัวแต่เลือกซื้อของฝาก...  พอทุกคนกลับมาพร้อมกันในรถแล้ว ก็ออกเดินทางต่อ




ภาพถ่ายตอนเจ็ดโมงกว่าแระ... วันนี้ไม่ค่อยมีเมฆ  แดดเลยแรง,  นั่งที่ท่าเรือร้างได้ไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องย้ายไปนั่งหน้าระเบียงบังกะโล


วิวตรงระเบียงก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี่เหร่สักเท่าไหร่นะ... แต่ตรงท่าเรือร้างนั่นวิวสวยกว่ามากๆ...


เพื่อนชาวอินโดถ่ายให้, ฝีมือถ่ายภาพใช้ได้เลย... ไม่เหมือนตอนขอให้เพื่อนใหม่ถ่ายภาพให้ตอนที่ไปว่ายน้ำที่เกาะนิแอส...  เห็นแต่ตาและหน้าผาก... (เม้าส์เล็กน้อย!)  ด้านหลังซ้ายมือเป็นบังกะโลที่พวกเราพัก.



ทางเข้า Batu Kursi Raja Siallagan (Stone Chair of King Siallagan)



ตรงทางเข้ามีหินสลักรูปชาวบาทัคคอยต้อนรับผู้มาเยือน



บ้านสถาปัตยกรรมบาทัค (Batak Architecture)  ในหมู่บ้านเซียลลาแกน



Instagai....



ภายในบ้านเปิดให้เข้าไปดูข้างใน... นี่คือประตูบ้านเปิดจากพื้นขึ้นมา...


ภายในบ้านจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้


ไม้แกะสลักลงสีประดับบ้าน ศิลปะกรรมแบบบาทัค


มีบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านมีบันไดเป็นบันไดหิน... ไม่แน่ใจว่าหลังอื่นเพิ่งเปลี่ยนมาเป็นบันได้ไม้หรือเปล่า...


Batu Kursi Raja Siallagan หรือ Stone Chair of King Siallagan หรือ เก้าอี้หินของกษัตริย์เซียลลาแกน... ชุดนี้มีไว้พิจารณาคดีสำหรับผู้กระทำผิด


นี่คือหุ่นแสดงนักโทษรอการพิจารณาคดี... ถ้าโดนล็อคแบบนั้นคงเมื่อยน่าดู



ส่วนนี้เป็นอาคารจัดแสดงเครื่องแต่งกายและเครื่องดนตรี ของชาวบาทัค... 



นักท่องเที่ยวผู้หญิงชาวอินโดเข้ามาขอถ่ายภาพด้วย...  ถ่ายเสร็จบอกกับเราว่าเสียใจด้วย, ฉันแต่งงานแล้ว... แต่ฉันมีหลานสาวนะ, ยังโสด... แล้วก็จับหลานสาวมาถ่ายรูปกับเรา... 5555  ขอบคุณคัฟ...


แล้วก็เดินมาส่วนหลังของหมู่บ้าน... มีชุดเก้าอี้หินชุดที่สองที่ใช้สำหรับสำเร็จโทษ... ในภาพไกด์แสดงการลงโทษให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียดู... วิธีการคือให้นักโทษนอนลงบนหินด้านขวามือของภาพ  แล้วใช้ไม้กระบองที่วางบนโต๊ะหินกลางภาพทุบ, ไม้กระบองแกะสลักอย่างสวยงาม เรียกได้ว่า สวยประหาร จริงๆ...  หลังจากชมเสร็จก็ถึงเวลากลับ, ต้องเดินผ่านอุโมงค์ร้านขายของฝากด้านหลัง  ซึ่งเป็นทางออกเดียว...



ปฏิทินโบราณ ทำจากไม้และไม้ไผ่... ของเลียนแบบ มีขายตรงร้านขายของที่ระลึกตรงทางออก...



ทางกลับไปยังรถของเรา ต้องผ่านร้านขายของที่ระลึกข้างนอกอีก สุดแนวถนน...





จุดหมายต่อไปคือ Museum Huta Bolon Simanindo.... แต่ระหว่างทางเห็นนักปั่นจักรยาน พากันปั่นให้เห็นเป็นระยะ, ก็อย่างที่บอกไว้เมื่อวานว่าวันนี้จะมีการแข่งขันปั่นจักรยานมาราธอน....  ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์คนขับรถจอดรถให้พวกเราแวะชมสุสานของ Ompu Raja Rosuhul เป็นสุสานเก่า แต่ไม่มีประวัติที่แน่นอน  คนขับรถจอดให้เราเข้าชม  เราหาป้ายเพื่ออ่านข้อมูลแต่ไม่มีอะไรเลย นอกจากป้ายชื่อสุสานตรงด้านหน้า... ถามเพื่อนชาวอินโดก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย... ได้แต่บอกว่า ฉันไม่ใช่คนที่นี่.... อืม..ก็จริง  ถ้าเราพาเพื่อนชาวต่างชาติไปเที่ยวอีสานแล้วเขาถ้าข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับสถานที่ที่เราไม่รู้จัก, เราก็ตอบคำถามเหล่านั้นไม่ได้จริงๆ...  โลงศพหินแกะสลักเป็นรูปหน้าคน  เราไม่มีรายละเอียดว่ายังมีร่างเจ้าของโลงอยู่ข้างในหรือไม่  รู้แต่ว่าเจ้าของน่าจะเป็นกษัตริย์หรือหัวหน้าเผ่าที่ปกครองพื้นที่บริเวณนี้...  และในบริเวณเดียวกันยังมีโลงหินอีก 4-5 หลัง... โลงหินที่อยู่ใกล้ๆ กัน  เห็นได้ชัดว่าฝาโลงพังไปแล้ว แต่มีการก่อคอนกรีตปิดทับ.  จากนั้นทุกคนก็รวมตัวถ่ายรูปหมู่ที่ป้ายหน้าสุสาน แล้วก็ขึ้นรถ  นั่งรถต่อไปเรื่อยๆ  วิวสวยนั่งรถอย่างนี้นานเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ

รถจอดหน้าพิพิธภัณฑ์ ฮูตะ โบรอน สิมานินโด เป็นพิพิธภัณฑ์ที่อยุ่ในหมู่บ้านสิมานินโด  โดยตัวพิพิธภัณฑ์เคยเป็นบ้านของราชาสิมาลันกัน (Raja Simalungun) ราชาชาวบาทัคผู้มีภรรยา 14 คน (ต้องขอโทษด้วยที่แปลออกมาตรงๆ เราแปลจากวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ ซึ่งเขาใช้คำว่าบ้าน แทนที่จะใช้คำว่า วัง, ใช้คำว่าภรรยาแทนที่จะใช้คำว่ามเหสี)  สิ่งของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มีไม่มากนัก  มีข้าวของเครื่องใช้ในยุคที่เป็นเมืองขึ้นของชาวดัตช์และของใช้ชาวจีน... นอกจากนั้นก็มีไม้แกะสลักศิลปะกรรมบาทัคจัดแสดงด้วย.

พอชมพิพิธภัณฑ์ได้สักพัก ก็ถึงเวลาเดินทางต่อ  จุดหมายคือข้ามสะพานไปฝั่งสุมาตราเพื่อไปเที่ยว น้ำพุร้อน Edistigor  แต่ตอนนั้นเที่ยงกว่าเข้าไปแล้วเลยหาร้านอาหารทานเที่ยงกันก่อน... เพื่อนชาวอินโดอยากทานหมูย่างอีกแล้ว, วนหาร้าน... จอดถามข้างทาง, วนหาร้านอีกสองสามรอบ  ก็หาไม่เจอตอนนั้นก็ใกล้จะบ่ายแล้วเลยตัดสินใจทานร้านอาหารไหนก็ได้... สรุป เป็นร้านปลาและไก่.. มีเมนูให้เลือกประมาณ 20 อย่าง..  ตอนแรกเราเลือกเป็นปลาจากทะเลสาบโทบาราดซอสพื้นเมือง...นั่งรอไปเกือบ 10 นาทีแม่ค้าก็วิ่งออกมาบอกเราว่าปลาไม่มี... อืม... ยิ่งไม่ค่อยหิวอยู่ด้วยแต่ทานแค่ผลไม้ตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้าหลังจากนั้นก็ไม่ได้ทานอะไรอีกเลย... ยังไงก็ต้องทานสักหน่อย, สั่งเป็นไก่ราดซอสพริกพื้นเมืองก็แล้วกัน... ปรากฎว่าอร่อย ชอบมากๆ อร่อยมากๆ...




กลุ่มนักปั่นจักรยานมาราธอน  โผล่มาให้เห็นเป็นระยะ... ทริปนี้ทั้งทริป เราได้นั่งเบาะหลังสุด (รถ 7 ที่นั่ง) ก็เลยต้องถ่ายจากด้านหลังรถ...


Tumb of Ompu Raja Rosuhul... สุสานของราชาโรชูฮูล...  ไม่ทราบประวัติที่แน่ชัด


โลงหินแกะลัก  โลงหลังนี้มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในกลุ่มโลงหินที่อยู่บริเวณเดียวกัน


รูปแกะสลักหน้าคนตรงหัวโลง...


ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ Huta Balon Simanindo


Totem pole หลังประตูทางเข้า... นี่เข้ามากลางคืนก็จะหลอนหน่อยๆ...


บ้านสถาปัตยกรรมโทบาบาทัค... Toba Batak Architecture


น้องควายมาเป็นดาราประกอบฉาก  ให้เห็นว่าเมื่อก่อนเขาจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้ใต้ถุนบ้าน... 


ขออีกภาพ...น้องควายอยู่ใต้ถุนบ้าน  แต่เพื่อนใหม่ใจหาญ ลากน้องเขาออกมา... เกือบเจอขวิดเลย!


สิ่งของที่นำมาแสดง...  ภาพนี้ดีที่สุดละ เพราะภาพอื่นๆ มีแต่แสงสะท้อนจากกระจก...  ของที่นำมาจัดแสดงมีไม่มาก.


ขออีกสักภาพ...ชอบมากตุ๊กตาไม้แกะสลักศิลปะบาทัค... สีหน้าท่าทางและอารมณ์...ผ่าน!



Ayam Napinadar... ไก่ราดซอสพริก... อาหารจานนี้ปกติจะเสิร์ฟตอนงานฉลองหรือเทศกาลต่างๆ  ดีใจที่ได้ลองทาน, อร่อยมากๆ




เมื่อสั่งเช็คบิลหารห้าเสร็จก็เดินทางต่อ... เมื่อวานเราเล่าเรื่องชาวดัตช์ได้ขุดคลองตรงคอคอดกระ ทำให้ Samosir กลายเป็นเกาะไปในที่สุด... ตอนนี้เราก็ได้ข้ามสะพานตรงที่เขาขุดคอคอดกระนั้น... เห็นไหม, ถ้าไม่เกริ่นนำประวัติของสถานที่ที่จะไปสักหน่อย, ก็จะไม่รู้เลยที่ที่เราไป มีความสำคัญอะไรอย่างไร...

ขับรถขึ้นเนินมาจอดรถใกล้ๆ กับทางเดินขึ้นน้ำพุร้อน... ตอนลงรถเจอดอกบัวตองบานต้อนรับนักท่องเที่ยว  แต่มีจำนวนไม่มากนัก... พวกเราเดินขึ้นไปน้ำพุร้อนซึ่งอยู่บนเนินเขา  ทางขึ้นค่อนข้างชัน แต่มีบันไดคอนกรีตไว้ให้ค่อยๆ เดินขึ้นไป... ถ้าไม่ค่อยๆ เดินขึ้นอาจจะพลาดตกดอย!  พอขึ้นไปถึงด้านบนก็เจอหนุ่มวัยรุ่นชาวฝรั่งเศษ 2 คนกำลังแช่เท้าในแอ่งน้ำพุอุ่น...ทำให้เราตระหนักได้ว่าทำไมมันถึงกลายเป็นน้ำพุร้อนไปได้ 5555  เดินขึ้นไปอีกชั้นก็เจอสระว่ายน้ำที่ทาง Edistigor Hot Spring เขาจัดเตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปว่าย.  เดินกลับลงมาตรงร้านอาหาร พวกเราสั่งโค้กมาดื่มกันคนละขวด... สักพักก็เดินกลับมาขึ้นรถเพราะตอนนั้นบ่ายสองครึ่งแล้ว ยังเหลือระยะทางอีก 85 กิโลเมตรกว่าจะกลับถึงโรงแรม  ถนนที่นี่แคบและคดเคี้ยวทำให้ขับรถไวเหมือนบ้านเราไม่ได้.






ขับรถข้ามคลอง ที่ชาวดัตช์ขุดคอคอดกระเมื่อปี คศ.1906 ทำให้ Samosir กลายเป็นเกาะ


ดอกบัวตองตรงลานจอดรถที่ Edistigor Hot Spring


ทัศนียภาพตรงทางขึ้นน้ำพุร้อน


ภาพนี้ถ่ายจากจุดที่นั่งพัก มีร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม.  แบล็คกราวน์ด้านหลังเป็นเกาะ Samosir 



สองหนุ่มชาวฝรั่งเศส ลงแช่เท้าในแอ่งน้ำพุร้อน, ทำให้น้ำเดือดปุดๆ


สระว่ายน้ำที่ Edistigor Hot Spring





นั่งรถซึ่งขับไปตามถนนแคบๆ บางทีก็คดเคี้ยว บางทีก็ชัน บางทีก็แบนราบ สลับกันไป... ทิวทัศน์สองข้างทางตระการตาดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ... ขับมาได้ 2 ชั่วโมง คนขับรถก็จอดตรงจุดชมวิว... คุ้มค่ากับการจอดมากๆ วิวสวยจนเสียดายแทนท่านผู้อ่าน  ต้องกราบขออภัยที่รูปที่ถ่ายมาไม่สามารถเทียบความงามกับวิวของจริงได้แม้แต่นิดเดียว... ดื่มด่ำกับความงามได้ประมาณ 15 นาทีก็โดนต้อนขึ้นรถ...ตอนนั้น 4 โมงครึ่งแล้ว คนขับรีบไปทำกับข้าวให้เมียกิน (อันนี้แต่งเอง 555) เพราะถนนแคบและคดเคี้ยว ฝนก็โปรยปรายลงมาบางช่วงก็แค่พรำๆ บางช่วงก็กระหนำลงมาแทบไม่เห็นทาง  ในตอนนั้นได้เช็คแฮนด์กับเพื่อนใหม่ที่โดนถีบให้มานั่งเบาะหลังด้วยกัน... ถ้ากลับไม่ถึงโรงแรม, เราก็ยินดีที่ได้รู้จักนายนะ....

ขับมาอีกหนึ่งชั่วโมง  เจอตลาดแถวท่าเรือเฟอร์รี่  คนขับโดนบังคับให้จอดเพราะหัวหน้าแกงค์ของกลุ่มเราต้องการซื้อของที่ตลาด... เราถือโอกาสซื้อกาแฟสำเร็จรูป...ปกติจะดื่มกาแฟดำ  แต่ตอนนั้นกาแฟอะไรก็ดื่มได้...  นอกจากนั้นยังไปซื้อมะละกอและส้มที่ร้านขายผลไม้เผื่อหิวตอนเย็น  เพราะตั้งใจว่าเราจะไม่กินข้าวเย็น... ซื้อของเสร็จก็เดินทางต่อ.... จากตลาดที่จอดซื้อของ ถึงโรงแรมก็ประมาณ 6 กิโลเมตร  พวกเรากลับมาถึงโรงแรมตอน 6 โมง... เป็นวันที่ไม่ได้เดินทาง  แต่ระยะทางที่นั่งบนรถ ทั้งหมดประมาณ 130 กิโลเมตรเอง... 





วิวสองข้างทาง, แม้จะนั่งเบาะหลังสุดของรถ  หน้าต่างก็ไม่มี  แต่ก็สามารถเพลิดเพลินกับวิวได้ไม่น้อยหน้าที่นั่งอื่นๆ เลย.


วิวสวยๆ เยอะแยะมากมาย  แต่ถ่ายมาได้แค่นี้... เราจะโทษที่ว่า เรานั่งเบาะหลังสุด  และภาพวิวในมือถือเกือบทั้งหมดก็ถ่ายผ่านกระจกรถ... อืม...เหตุผลพอได้...


ภาพที่จุดชมวิว... ขอแสดงความเสียใจกับท่านผู้อ่านด้วยที่ถ่ายมาได้แค่นี้... ต้องไปดูกับตาถึงจะเห็นว่ามันสวยมากขนาดไหน...


ขออีกสักภาพ... ภาพนี้จะเห็นฝนกำลังตกอยู่ไกลๆ สวยประทับใจมากๆ...


ขอประทานอภัยอีกครั้ง... วันนี้ลงภาพตัวเองเยอะไปหน่อย, แค่อยากให้เห็นสีหน้าว่า ถ้าคุณไปเห็นของจริง, ต้องทำหน้าตะลึงแบบนี้แน่ๆ 5555


ตอนที่ถ่ายภาพนี้ ภาวนาขออย่าเป็นภาพสุดท้าย... ชีวิตขึ้นอยู่กับตีนคนขับจริงๆ...  แต่ไม่เป็นไร, จับมือลาเพื่อนใหม่ไปแล้ว...


แวะตลาดข้างทางแถวท่าเรือเฟอร์รี่, ซื้อผลไม้ไปเผื่อหิวตอนเย็น...



ท่าเรือเฟอร์รี่ไปฝั่งเกาะสุมาตรา...



อันนี้แผนที่การนั่งรถเล่นรอบเกาะ Samosir 





กลับมาถึงโรงแรม.... เราเป็นคนแรกที่กระโดดเข้าห้องเตรียมของแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำ... ชนะเลิศ! ห้องน้ำของข้า 5555 ได้อาบน้ำเป็นคนแรก  รู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างทันตาเห็น... พอออกมาก็ไม่เห็นว่ามีใครสนใจจะเข้าไปอาบน้ำต่อ!?!?!?!?  อืม... ไม่เหนียวตัว, ไม่เหม็นกลิ่นตัว, ไม่อยากสดชื่นกันหรือยังไง!   ไม่เป็นไร... หยิบเบียร์ไปดื่มที่ท่าเรือร้างดีกว่า  นั่งได้ชั่วโมงกว่าๆ ฟ้าก็เริ่มมืด, ฝนก็ตกปรอยๆ ไม่มากนัก...ยังทนได้... คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จะได้ใช้เวลาที่นี่, ตรงนี้... สักพักก็ได้คำสั่งจากฟากฟ้าให้กลับเรือน... ฝนกระหน่ำตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง... ทริปนี้โชคดีมากมาย, ฝนตกหนักตอนเครื่องลงที่เกาะนิแอส... จากนั้นก็ไม่ตกอีกเลย มีเมฆครึ้มบ้าง... และมาวันนี้, วันสุดท้ายที่เกาะ Samosir ฝนมาบอกลาพวกเรา... 

Selamat Malam.... ราตรีสวัสดิ์!






แถมภาพสุดท้าย... ถ่ายตรงท่าเรือร้างก่อนฝนกระหน่ำ... เกลียดกล้องมือถือของเราตอนถ่ายภาพกลางคืนจริงๆ....



Create Date : 15 กันยายน 2561
Last Update : 16 กันยายน 2561 12:19:40 น.
Counter : 456 Pageviews.

1 comment
2018-09-01 Samosir Island, Lake Toba - เดินไปเที่ยว Tuk Tuk Town.


นอนหลับเต็มอิ่มหลังจากการเดินทางเมื่อวานอันแสนยาวนาน  แม้เมื่อคืนจะไม่ได้ใส่ที่อุดหูเราก็ไม่ได้ยินเสียงกรน, คงจะเพลียมากๆ นั่นเอง...ในห้องนอนไม่มีพัดลม  แต่กลางคืนอากาศเย็นมาก ถึงกับต้องหม่ผ้าหม่เลยทีเดียว.  ตอนที่เราตื่นนั้นหกโมงกว่าแล้ว  แต่เพื่อนใหม่ยังไม่ตื่น เลยต้องย่องออกห้อง, เพื่อนสนิทที่สุดในกลุ่มที่แย่งที่นอนโซฟา ก็ยังไม่ตื่น... ห้องน้ำเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว 5555  ข้อดีของการตื่นเช้าเป็นฉะนี้นี่เอง... ชักโครกมีที่ฉีดก้นอัตโนมัติแต่ไม่ทำงานเพราะแรงดันน้ำต่ำ  ตอนที่เราอาบน้ำจากฝักบัวก็ต้องใช้เวลานานหน่อยเพราะน้ำไม่ค่อยแรงนั่นเอง.

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะไม่อยากปลุกให้ใครตื่น... เราเอาผ้าขาวม้าคล้องคอแล้วก็หยิบมือถือและขวดน้ำดื่ม แล้วย่องออกบ้าน  ตรงไปยังท่าเรือร้างหน้าบังกะโลที่เราอยู่ซึ่งห่างออกไปประมาณ 100 เมตร.  คิดว่าเมื่อก่อนเขาคงส่งนักท่องเที่ยวลงตรงนี้  แต่เท่าที่เห็น ระดับน้ำตรงนี้ตื้นเขินทำให้เรือเข้าไม่ได้  เขาเลยให้ลูกค้าลงตรงท่าที่สร้างใหม่ ซึ่งมีศาลารอเรือไว้บริการลูกค้าด้วย.  เรานั่งชมวิว, ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง โดยไม่ทำอะไรเลย... ไม่แม้แต่จะเปิดเพลงเพราะๆ เบาๆ ให้เข้ากับบรรยากาศ.  นั่งเพลินจนไม่ได้รับรู้ถึงเวลาว่าผ่านไปนานเท่าไหร่  พระอาทิตย์พยายามแหวกม่านเมฆออกมา  ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ร้อนอะไรมากมาย  ทั้งนี้เพราะทะเลสาบโทบาแห่งนี้สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 900 เมตร  ทำให้อากาศเย็นสบาย

รู้ตัวอีกทีตอนได้ยินเสียงโหวกเหวกที่บังกะโลของเรา  ดูเวลาแปดโมงกว่าแล้ว... ตอนแรกคิดว่านั่งตรงท่าเรือร้างได้ไม่นาน... แต่คำนวณเวลาก็ชั่วโมงกว่าเลยทีเดียว...  เดินกลับไปที่บังกะโลเพื่อสอดส่องว่าเกิดอะไรขึ้น... ปรากฏว่า  เพื่อนใหม่เราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว  เพื่อนสนิทที่สุดในกลุ่มกำลังจะอาบแต่น้ำไม่ไหล  เพื่อนชาวอินโดก็ยังไม่ได้อาบ... เพื่อนใหม่อาสาเดินไปล๊อบบี้เพื่อแจ้งปัญหา...  เจ้าของตะโกนบอกช่างประจำโรงแรมให้เช็คปั๊มน้ำ... สักพักน้ำก็ไหล  แต่ก็ยังคงไหลเอื่อยๆ  เราคิดว่าบังกะโลของเราเป็นหลังสุดท้าย จึงทำให้แรงดันน้ำไม่แรง.  เราชงกาแฟแล้วกลับไปยังท่าเรือร้าง จิบกาแฟ ชมวิว ฟังเสียงคลื่น อากาศยังเย็นสบาย แต่แดดค่อนข้างร้อน... เอาผ้าขาวม้าคลุมหัว...เอาอยู่!

กว่าทุกคนในกลุ่มจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เก้าโมงครึ่ง  พากันไปร้านอาหารของโรงแรม สั่งอาหารเช้ามาทาน  เพื่อนในกลุ่มสั่ง Gado gado และเฟร้นช์ฟรายมาทาน  อีกคนสั่งแพนเค้กกล้วยหอม  อีกคนสั่งอะไรจำไม่ได้... เราสั่งผลไม้รวมราดโยเกิร์ต...  ผลไม้ที่นี่รสชาติดีเลยทีเดียว.  ทานเสร็จแยกย้ายกันจ่ายเงินที่เค้าน์เตอร์  แล้วเดินกลับไปบังกะโล  แผนการของวันนี้คือจะเดินเข้าเมืองตุ๊กตุ๊ก  ซึ่งอยู่ห่างไปสองกิโลกว่าๆ 




วิวตอนเช้าที่ท่าเรือร้าง... เรานั่งอยู่ตรงนั้นได้เป็นชั่วโมงๆ โดยไม่ต้องทำอะไร... ชิลมากๆ...


ด้านซ้ายมือถัดจากป้ายโรงแรม เป็นท่าเรือใหม่ มีศาลาไว้ให้ลูกค้าได้นั่งรอเรือ  ด้านขวามือเป็นโรงแรมตลอดแนวฝั่ง  เกาะนี้โรงแรมเยอะมาก...



ที่ร้านอาหารของโรงแรม เราสังเกตุเห็นรางน้ำฝน  ทำมาจากท่อ PVC ตัดตามแนวท่อ แล้วสอดเข้าปลายหลังคาสังกะสี... ไอเดียดีมากๆ  เลยถ่ายมาให้ดู เผื่อใครจะทำบ้านสวนแบบประหยัดงบ.



Gado gado เป็นสลัดแบบอินโดนีเซีย



เพื่อนชาวอินโดสั่ง Banana pancake  หน้าตาดูน่ารับประทาน...



เราสั่งผลไม้รวมราดโยเกิร์ต...



วิวถ่ายจากระเบียงหน้าบังกะโลของเราแม้จะไม่สวยเท่าไปนั่งตรงท่าเรือร้าง  แต่ตอนฝนตกนั่งชมวิวจากตรงนี้ก็ยังพอได้นะ...





เพื่อนสองคนเดินล่วงหน้าไปก่อนเพราะเขาพร้อมกันแล้ว  เรารอเพื่อนสนิทที่สุดในกลุ่มซึ่งกำลังแต่งองทรงเครื่องและเพื่อนชาวอินโดซึ่งกำลังเข้าห้องน้ำ  พอทุกคนพร้อมที่จะเดินทางเราทั้งสามก็ตามเพื่อนสองคนที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว...  ทางออกจากรีสอร์ทเป็นถนนคอนกรีตค่อนข้างชัน  ต้องค่อยๆเดินจะได้ไม่กลิ้งตกเขาไป... ประมาณสิบห้านาทีพวกเราก็เดินตามทันเพื่อนที่ล่วงหน้ามาก่อน  ที่จริงเขาหยุดรอพวกเราเสียมากกว่า.  ถนนในหมู่บ้านเป็นถนนลาดยาง ค่อนข้างแคบ  แต่รถยังพอสวนทางกันได้.  วิถีชีวิตของคนที่นี่ก็คล้ายๆ กับวิถีชีวิตชนบทในประเทศไทย  มีการตากพืชผลไว้ลานหน้าบ้าน  บางทีก็ตากไว้ริมถนน  มีร้านขายของชำ มีปั้มน้ำมันหลอด มีร้านอาหาร เรียงรายระหว่างทางที่เราเดินเข้าตัวเมือง

.... เรามาเรียนรู้เรื่องทะเลสาบโทบากันสักเล็กน้อยดีไหม?  เมื่อประมาณ 75,000 ปีก่อน  เกิดภูเขาไฟระเบิดขนาดใหญ่ (Supervolcano) ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา  พอเย็นตัวลงก็เกิดน้ำขังกลายเป็นทะเลสาบบนยอดภูเขาไฟที่ดับแล้ว  สมัยก่อนส่วนที่เป็นเกาะในตอนนี้เป็นเพียงแหลมที่ยื่นเข้าไปในทะเลสาบ  ต่อมาในปี 1906 ชาวดัชต์ได้ขุดคลองตรงคอคอดกระ (ส่วนที่แคบที่สุดของคาบสมุทร) ทำให้ส่วนที่ยื่นไปในทะเลสาบถูกตัดขาดออกไปกลายเป็นเกาะ ซึ่งเกาะนี้ชื่อว่า Samosir (ซึ่งก็คือเกาะที่เรามาพักผ่อนอยู่นี่แหละ) เกาะซาโมเซอร์มีพื้นที่ 630 ตารางกิโลเมตร  เป็นเกาะซ้อนเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ส่วนทะเลสาบโทบาเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก  ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นชาวบาทัค (Batak).... ปูพื้นฐานความรู้เรื่องทะเลสาบโทบา และเกาะซาโมเซอร์ไว้เพียงแค่นี้, ยาวไปเดี๋ยวจะน่าเบื่อ  เพราะไปหาอ่านในเน็ตเอาเองได้... แต่แปลและย่อมาให้อ่านเพื่อความเข้าใจในเนื้อหาบางส่วนที่เราจะเล่าเรื่องทริปของเรา.

เดินผ่านบ้านทรงพื้นเมืองแบบบาทัค  แบบดั้งเดิมมุงด้วยใบปาล์มใบจาก  แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นมุงสังกะสี  เห็นแล้วเสียดายมากๆ  ย้อนกลับมานึกถึงบ้านเรา  ไม่มีใครอยู่บ้านแบบโบราณอีกต่อไปแล้ว  คิดได้แค่นั้นก็เลยดีใจไปกับเขาด้วย ที่ยังคงรักษารูปแบบของบ้านไว้  แม้บางส่วนเปลี่ยนไปเพื่อความสะดวกสบาย หรือเพื่อความประหยัดก็ตาม.






ทางออกของโรงแรม, ในรูปดูจะไม่ชันเท่าไหร่... แต่ของจริงชันมากๆ


โรงแรมใกล้ๆ กัน... Villa Durian กลิ่นมันก็จะแรงหน่อยๆ... 555


ขอภาพโรงแรมเพื่อนบ้านอีกสักหลัง... Mas Cottages เข้าไปดูในเวปแล้วน่าพักมากๆ ราคาก็ถูกด้วย


บ้านสถาปัตยกรรมแบบบาทัค  โดดเด่นเป็นสง่า... เจ้าของบ้านเอาข้าวมาตากหน้าบ้าน


อันนี้เม็ดโกโก้ เขาตากบนถนนเลย


ปั้มน้ำมันหลอด  มีร้านแบบนี้ให้เห็นเป็นระยะ...


  Graffiti ก็มีให้เห็น...


เสียดายมากๆ นี่ถ้ามุงหลังคาด้วยใบปาล์มหรือใบจากแบบดั้งเดิมก็จะสวยมากกว่านี้.


ตากข้าวเปลือกข้างถนนมีให้เห็นตลอดสาย...


แวะดื่มโค้กและดื่มด่ำกับบรรยากาศ  แดดแรงจนร้อนไปนิด แต่ยังพอไหว.


เดินผ่านโบสถ์... บนเกาะนี้มีทั้งโบสถ์และมัสยิด


ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่านี่คืออินโดนีเซีย... ดูๆ ก็เหมือนชนบทบ้านเรา.


พรุ่งนี้มีการแข่งปั่นจักรยานมาราธอน...


ภาพนี้ถ่ายตอนกลับมาบังกะโล  เปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นเพราะค่อนข้างร้อน.... ให้ชื่อภาพนี้ว่า ต้นขาอันอวบอั๋นของฉัน.... ขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง... เราว่ายน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อ 4 ปีก่อน  ตอนนั้นยังใส่กางเกงว่ายน้ำไซด์ S อยู่เลย... เมื่อวันก่อนไปซื้อกางเกงว่ายน้ำ, คนขายบอกว่าหุ่นแบบนี้เอาตัวนี้ไปลอง...ไซด์ M เราฉุนเล็กๆ ในใจ แต่ก็พูดเล่นไปว่าผมซ่อนรูปครับ, พอเอาไปลองใส่ ดึงขึ้นมาต้นขาไม่ได้... เง้อ... เลยไปขอไซด์ L มาลอง ก็พอยัดใส่ได้  แต่ให้ใส่ว่ายน้ำนี่อึดอัดตายเลย... ในที่สุดก็ต้องลองไซด์ XL โอ้ว...พอดีเลย...  ขอไว้อาลัยให้ไซด์ S หนึ่งนาที... 





พอเดินเข้ามาถึงในเมืองตุ๊กตุ๊ก  ก็มีแต่โรงแรม, เกสท์เฮาส์, บังกะโล, ร้านอาหาร, ร้านขายของชำ  สำหรับเราไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย  เพื่อนในกลุ่มแวะร้านขายของชำ  เขาพูดอยู่เนืองๆ ว่าอยากทำต้มยำกุ้ง?!?!?! ป๊าด, ต้มยำกุ้งเนี๊ยะนะ... มาเที่ยวทั้งทีจะมาเสียเวลาปรุงอาหารทำเขืออะไร.... สรุปว่าหาเครื่องแกงไม่ได้  แต่ก็ยังซื้อผักผลไม้, ขนมปัง, ทูน่ากระป๋อง...ไปทำสลัด และแซนวิชกินเป็นอาหารเย็น...   ขากลับเพื่อนใหม่ซื้อเบียร์ 1 ลัง  เราแชร์ค่าเบียร์ครึ่งหนึ่ง หมดเงินไป 180,000 รูเปียห์... คือ.. ค่าใช้จ่ายหลักๆ ทั้งทริปของเรานี่หมดไปกับเบียร์เยอะมาก... เพื่อนเดินกลับกันไม่ไหว ถ้ารวมระยะทางที่เราเดินมากันตอนนี้ก็เกือบ 4 กิโลเมตรแล้ว  และยังต้องถือของพะรุงพะรังอีก  เลยจ้างรถจากร้านขายเบียร์ไปส่ง เขาคิด 200,000 รูเปียห์... เหอะๆ.... เราเดินกลับกับเพื่อนชาวอินโดสองคน... ไม่ได้กลัวได้หาร  แต่อยากเดินกลับเองมากกว่า...

กลับมาถึงบังกะโลก็อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า... แดดยังแรงเลยยังไม่ได้เดินไปนั่งท่าเรือร้าง... ดื่มเบียร์และนั่งคุยกันสักพักเมฆลอยมาบังแดด... เราเลยถือแก้วเบียร์ปลีกตัวไปนั่งดื่มที่ท่าเรือร้าง  บรรยากาศดีสุดๆ  ตอนหกโมงกว่าเพื่อนเรียกให้ไปทานอาหารเย็นที่เขาเตรียมไว้... เราบอกปฏิเสธไปเพราะไม่หิว...  สรุปว่าวันนี้ทานผลไม้รวมมื้อเช้ามื้อเดียว... และเย็นนี้ดื่มเบียร์ไปสามขวด  เข้านอนตอน 3 ทุ่มกว่า  คนอื่นๆ เขายังนั่งคุยกันอยู่เลย...  





รูปถ่ายจากท่าเรือร้างตอน 6 โมงครึ่ง.... ชอบตรงนี้ที่เรานั่งอยู่คนเดียว ฟังเสียงคลื่น ชมพระอาทิตย์คล้อยลับขอบฟ้า จิบเบียร์ไปพลางๆ... เพื่อนใหม่ผู้มีน้ำใจเดินเข้ามาถาม...เธอจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตายเหรอ?!?!?! ..... ขอบคุณที่เป็นห่วง, แต่ทีหลังไม่ต้อง! 555  หมดมู้ดเลยเธอ!




Create Date : 14 กันยายน 2561
Last Update : 14 กันยายน 2561 18:37:27 น.
Counter : 276 Pageviews.

0 comment
2018-08-31 ขึ้นฝั่งที่ Sibolga, แล้วนั่งรถไป Parapat, ต่อด้วยนั่งเรือไปเกาะ Samosir


ได้ยินเสียงคนเดินไปเดินมาตั้งแต่ตีห้าแระ... แต่ไม่อยากขยับตัว, ไม่อยากเปิดเปลือกตามาดูว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นรอบๆ ตัว  แม้ที่นอนจะเป็นเบาะยางบางๆ นอนไม่สบาย หมอนก็ไม่มี  แต่ ณ นาทีนั้น อยากนอนต่อมากๆ.  ตื่นมาอีกทีตอนหกโมงเช้า... ไม่กล้าไปล้างหน้าที่โถฉี่... ทำใจไม่ได้!  เพื่อนชาวอินโดพาไปซื้อกาแฟ, ฟันก็ไม่ได้แปรง ดื่มกาแฟล้างปากไปก็แล้วกัน  ส่วนหน้าไม่ต้องล้าง  เอาทิชชู่เช็ดขี้ตา... จบข่าว!

เพื่อนชาวอินโดจะลงไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เราก็ขอตามไปด้วย เพราะเริ่มหิวเหมือนกัน  เมื่อคืนทานข้าวห่อไปนิดเดียวเอง.  พอทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสร็จ ก็มารวมกลุ่มกัน คุยกันจิปาถะ...  ที่จริงก็แปลก เดินทางด้วยกันมาสามสี่วัน  อยู่ด้วยกันตลอด  แต่ก็ยังมีเรื่องให้คุยกันได้มากมาย, นี่คือข้อดีของการเดินทางเป็นกลุ่ม  เพราะจะไม่มีวันเหงา  แต่บางครั้งก็มากเกินไปสำหรับเรา, บางครั้งถึงกับต้องปลีกตัวออกจากกลุ่มไปหามุมสงบเพื่อที่จะได้เพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์.

เรือเฟอร์รี่จอดที่ท่าเทียบเรือ ที่เมือง Sibolga ซึ่งเป็นเมืองท่าที่ใหญ่สุดในละแวกนั้น.  ขณะนั้นเกือบจะเก้าโมงเช้าแล้ว.  เพื่อนชาวอินโดพาพวกเรามารอลงเรือที่สะพานประตูเรือ  ก่อนที่ผู้โดยสารกลุ่มอื่นๆ จะตามมาสมทบ  แม้เรือจะยังไม่เทียบท่า  แต่ตรงจุดที่เรายืนรอลงเรือเริ่มที่จะแออัด  ทั้งร้อนทั้งเหม็นกลิ่นตัว ทั้งของเราและของเขาทั้งหลาย... การไม่ได้อาบน้ำ 2 มื้อติดต่อกันนี่เป็นอะไรที่แหวะสุดๆ ไม่สบายตัวเป็นอย่างมาก ด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้เนื้อตัวเหนียวเหนอะหน่ะ  แดดก็แรงเปรี้ยงๆ ยังดีที่เราเอาผ้าขาวม้ามาคลุมหัวแม้เราจะใส่หมวกแก๊ปอยู่ก็ตาม.

ที่ท่าเรือ มีคนขับรถรับจ้างยืนรอผู้โดยสารปิดทางเดินทั้งหมด  เพื่อนชาวอินโดโทร.หารถรับจ้างที่เขาจองไว้ตั้งแต่เมื่อวานเย็น  พวกเราเดินฝ่ากลุ่มผู้ขับรถรับจ้างออกมาอย่างทุลักทุเล  ตำรวจจราจรเป่านกหวีดแล้วตะโกนให้พวกเราเดินต่อไป อย่างหยุด  เพราะผู้โดยสารบนเรือคนอื่นๆ ก็ตามกันออกมา  มีคนผลักข้างหลังเราให้เดินไวขึ้น  บ้างก็ผลักให้พ้นทางเขา  นี่ถ้าไม่รู้อาจจะนึกว่าเป็นการจราจลย่อมๆ เลยนะเนี๊ยะ.

ในที่สุดก็เจอคนขับรถของเรา  เมื่อเก็บกระเป๋าใส่หลังรถเสร็จ  เพื่อนในกลุ่มต้องการทานข้าวเช้าพวกเราก็เลยหาอะไรทานกันแถวท่าเรือนั่นเอง




ตอนตีห้าผู้คนเริ่มตื่นแต่ก็ค่อยๆ ย่องออกไป  แต่พอหกโมงเช้าเหมือนมีนาฬิกาปลุกเพราะฝูงมหาชนตื่นแล้วก็คุยกันเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว.... งัวเงีย งัวเงีย แหกม่านขี้ตา หันซ้ายหันขวาเพื่อนหายไปกันหมด... เราเดินตามขึ้นไปชั้นสามของเรือที่พวกเรานั่งชมวิวกันเมื่อคืน... อืม... จิบกาแฟหัวเราะร่าเริง 


อรุณสวัสดิ์... Selamat Pagi! วิวพระอาทิตย์ขึ้น ฉายแสงส่องเป็นลำลงมาสาดส่องเกาะสุมาตราที่อยู่เบื่องหน้า ช่างสวยงามจับใจ... แม้ทริปนี้จะสมบุกสมบันแต่ประทับใจและหลงใหลความงามของประเทศนี้อย่างมากมาย... อยากจะกลับมาอีก.... กลับมาปีนภูเขาไฟ Sibayak ที่มีบล๊อกเกอร์หลายคนปีนมา แล้วโพสต์ภาพยั่วความอยาก...อยากไปปีนจริงๆ...



เด็กน้อยชาวอินโด หนีแม่มายืนชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า...



บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป... ในยามหิวนี่มันอร่อยมากจริงๆ...



ใกล้ถึงเมือง Sibolga แห่งเกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือใหญ่ในละแวกนี้  ก็จะเห็นเรือโดยสาร, เรือขนส่ง, เรือประมง แล่นกันขวักไขว่


ผู้โดยสารบางส่วน ออกมาดูเรือใกล้เข้าฝั่ง... แต่ยังมีผู้โดยสารอีกมาก ที่อยู่ข้างในห้องนอน เพราะระเบียงมีพื้นที่ไม่มากนัก


เมืองท่าเรือ Sibolga, จังหวัดสุมาตรเหนือ, เกาะสุมาตรา.


พวกเราพากันมารอตรงสะพานเรือที่จะพาดลงกับท่าเรือ เพื่อจะได้ลงจากเรือก่อนผู้โดยสารคนอื่นๆ... ตรงชั้นสองและชั้นสามก็มีผู้โดยสารยืนมองการจอดเทียบท่า.


หลังไม้กั้น นั่นคือกลุ่มคนขับรถรับจ้าง มายืนรอผู้โดยสาร ยืนปิดทางหมด  ต้องแทรกตัวฝ่าออกไป...


ไม่ค่อยหิวเพราะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปแล้ว... แต่คนอื่นในกลุ่มหิว, เราก็กินด้วย แต่กินได้ไม่มาก...


คือรถวิ่งไม่ถึงสองกิโลแวะเติมน้ำมัน...จะเติมก่อนลูกค้าขึ้นรถก็ไม่ได้น่อ! แค่รอเติมน้ำมันรถก็ปา 15 นาทีแล้วอ่ะ...  ที่อินโดนี่น้ำมันถูกกว่าเมืองไทยครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว, คนขับเติม Premium ลิตรละ 6,450 รูเปียห์ หรือประมาณ 14 บาท 50 สตางค์


แวะจุดชมวิว... นอกจากจะได้ชมวิวแล้วยังได้ยืดเส้นยืดสายอีกด้วย...



วิวจากจุดชมวิว, เราไปฉี่ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้านซ้ายมือนั่นมาละ... ฟินสุดๆ 555



ขับรถผ่านหน้าโรงเรียน  ตอนนั้นเป็นเวลาสิบเอ็ดโมง  ไม่รู้ว่าเลิกเรียน หรือพักเที่ยงให้กลับไปทานข้าวที่บ้าน...



ถนนเสียเป็นระยะ 


บางจุดก็คนงานกำลังซ่อม หรือสร้างใหม่ไม่แน่ใจ, แต่ดูจากรางน้ำข้างถนนเหมือนเพิ่งสร้างใหม่...


บางจุดก็ดูเหมือนดินถล่มมาปิดถนน  แล้วเหมือนเขาจะไถเกลี่ยแล้วสร้างถนนใหม่...


จอดรถเพื่อยืดเส้นยืดสาย อีกครั้ง  ที่หมู่บ้านเล็กๆ ระหว่างทาง...  เด็กๆ ในหมู่บ้านวิ่งออกมาดูพวกเรา  ผู้คนที่นี่เป็นมิตรมากๆ


ปั้มน้ำมันขวดในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เราจอดรถเพื่อยืดเส้นยืดสาย...



แวะแลกเงินที่ธนาคาร  ขนาดเงินดอลล่าห์ยังไม่รับแลก...เรามีแต่เงินไทยติดตัวไป... ATM ที่เอาไปด้วยก็ใช้ไม่ได้  เพื่อนใหม่ที่นอนกรนเสียงดังเขากดเงินจาก ATM ของเขาได้และเสนอให้เรายืมแต่เราขอจ่ายเป็นเงินสดที่นั่นเลยเพราะไม่ชอบติดหนี้ใคร เขากดมาให้เรา 800,000 รูเปียห์ ประมาณ 1,800 บาท  เราจ่ายให้เขาไป 2,000 บาท เผื่อมีค่าใช้จ่ายในการกดที่อาจมากับบิลทีหลัง... แค่นี้เราก็รู้สึกแย่มากๆ ที่ต้องรบกวนคนอื่นถึงขนาดนี้... นี่คือข้อดีของอีกอย่างของการเดินทางเป็นกลุ่ม...  หลังจากนี้ไปแม้เขาจะกรนดังแค่ไหนเราก็ไม่เคยได้ยินเสียงกรนอีกเลย!




รถมาจอดที่ร้านอาหาร+ร้านทัวร์ ใกล้กับท่าเรือ... แค่นั้นก็รู้ว่าโดนพามาชำเราค่านายหน้า... แต่ก็ไม่เป็นไร  เพราะถ้าเรามาเองก็อาจโดนหนักกว่านี้ก็เป็นได้.  เราชำระค่าเรือจากฝั่งสุมาตรา ข้ามทะเลสาบโทบาซึ่งเป็นทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟ (Lake Toba), ชำระค่ารถจาก Parapat ไป Medan ในวันเดินทางกลับ... ส่วนค่าโรงแรมเราจ่ายล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนมาแล้ว... ตอนนี้ค่าใช้จ่ายที่เหลือก็จะเป็นค่าใช้จ่ายบนเกาะ Samosir ได้แก่ค่าเช่ารถเที่ยวรอบเกาะ, ค่าอาหารและเบียร์ ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์  คำนวณดูแล้วไม่ต้องแลกเงินเพิ่ม   เพื่อนใหม่ยังคงเป็นห่วง กลัวว่าเงินเราจะไม่พอ  ก็พยายามบอกเราเป็นระยะว่า  ถ้าเงินไม่พอไม่ต้องเกรงใจ  เขาจะกดเงินมาให้เราแลกได้ตลอดเพียงแค่บอกเขาเท่านั้น.... น้ำใจที่ใครบางคนหยิบยื่นให้ในตอนที่เราเข้าตาจนนี่มันช่างยิ่งใหญ่ประทับใจใบพลูเลยจริงๆ...

ได้ตั๋วเรือข้ามฟากเสร็จ เจ้าของร้านก็พาเราไปส่งท่าเรือ  พวกเราขึ้นเรือซึ่งโดยมาก ผู้โดยสารเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ  มีนักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซียประปราย... เรือออกจากท่าเรือ Tiga Raja เมือง Parapat ฝั่งสุมาตรา ตอน 5 โมงครึ่ง...  ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงถึงเกาะ Samosir กลางทะเลสาบโทบา... แต่เรือวนส่งผู้โดยสารแต่ละโรงแรม...โรงแรมของเราเป็นท่าสุดท้าย... กว่าจะถึงก็ปาเข้าไปทุ่มครึ่งแล้ว...  โรงแรมที่เราพักชื่อ Tuk Tuk Timbul แค่ชื่อ ความหมายทางเหนือก็ไม่เป็นมงคลละ... ตุ๊ก แปลว่าจน... ตู๊กตุ๊ก แปลว่า จ๊นจน... เฮ้อ, ทริปนี้มาแบบจนๆ จริงๆ

เจ้าของโรงแรมเป็นผู้หญิงชาวดัช  มีลูกชายเป็นลูกครึ่งหน้าตาหล่อเหลา  เราคาดเดาไปว่าเจ้าของแต่งงานกับคนอินโดแล้วก็ปักหลักอยู่ที่นั่นเลย  เพราะเขาบอกว่าเขาอยู่ที่นั่น 40 ปีมาแล้ว...(ถึงจะเป็นคนสอดรู้แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะกล้าถามซอกแซกไปทุกเรื่องนะ)...  เช็คอินแล้วขนของเข้าบังกะโล... บังกะโลมี 2 ห้องนอน  1 ห้องโถง มีครัวเล็กๆ และมีแค่ 1 ห้องน้ำ... ตอนที่จองย้ำว่ากลุ่มเรามี 5 คน เขาก็เตรียมเตียงเสริมให้แต่ก็พิงไว้ที่ผนังห้องเพราะทั้งสองห้องนอน ไม่มีพื้นที่พอสำหรับใส่เตียงเสริม... เราตีเนียนเป็นคนดีเสนอตัวนอนห้องโถงเพราะมีโซฟา  แค่เอาโซฟามาต่อกันแล้วเอาเตียงเสริมวางไว้ข้างบนก็กลายเป็นที่นอนเดี่ยวไม่ต้องแชร์กับใคร... เพื่อนสนิทที่สุดในกลุ่มโพล่งขึ้นมาว่า กระเพาะปัสสาวะฉันไม่ดีต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ไม่อยากรบกวนใคร  และเสนอตัวนอนห้องโถง... อืม..อ่ะนะ... จบทริปนี้คงกลายเป็นเพื่อนที่ไม่สนิทที่สุดในกลุ่มแล้วหล่ะ... ในใจคิดว่า... เพื่อนใหม่ถึงจะมีบุญคุณแต่ถ้าเลี่ยงได้ก็อยากจะเลี่ยงเพราะการได้นอนหลับสนิททั้งคืน ถือเป็นลาภอันประเสริฐ.... สรุป, ไม่รู้ว่า เวรหรือกรรรมชักพา ดลให้เราได้มาร่วมเตียงกับเจ้าพ่อแห่งการกรน.... ถึงจะมีที่อุดหูแต่ช่วยได้แค่บางส่วนเท่านั้น...

บ่นมามากพอแล้ว... หลังเช็คอิน, จัดสรรปันส่วนเรื่องที่หลับที่นอนเสร็จ... เพื่อนๆ ในกลุ่มทั้ง 4 คนจะพากันเดินหาร้านอาหารใกล้ๆ โรงแรมทานกัน  เราได้ยินดังนั้นจึงปฏิเสธอาหารเย็น... เหนื่อยจะตายอยู่แล้วแทนที่จะกินอาหารโรงแรมให้เสร็จๆไป ยังจะพากันตะแลดแต๊ดแต๋ไปหาร้านอาหารอีก.... พลังงานในร่างกายของเราก็กระพริบไฟแดงว่า...ไม่เอาอะไรอีกแล้ว...ไม่หิว, ไม่อยากกิน... ขอเบียร์แค่ขวดเดียวก็จะอาบน้ำนอนแล้ว....

สรุปเพื่อนๆ ทั้ง 4 คนเดินขึ้นเนินเขาไปทานอาหารที่โรงแรมข้างๆ แล้วก็บ่นว่าอาหารแพง...  ส่วนเราไปซื้อเบียร์ที่เคาน์เตอร์โรงแรม... นึกว่าจะแพง... 35,000 รูเปียห์... ปกติจะซื้อขวดละ 40,000-45,000 รูเปียห์...หุ..หุ...  แต่วันนี้ตั้งแต่ทานบะหมีกึ่งสำเร็จรูปบนเรือเมื่อเช้าตรู่ และทานอาหารเช้านิดหน่อย  ก็ไม่ได้ทานอะไรอีกเลย  ไม่หิว, แต่อยากดื่มเบียร์... 5555  รึว่าเราจะ alcoholic ซะแล้ว...






เจ้าของร้านอาหาร+ร้านทัวร์ เดินพาพวกเรามาส่งที่ท่าเรือที่ห่างจากร้านเขาประมาณ 150 เมตร...



เรือออกจากท่าเรือ... ลาก่อนสุมาตรา, เราไปเกาะ Samosir สามวันแล้วจะกลับมานะ...


ภาพนี้เอามือถือถ่ายย้อนแสงอาทิตย์, มันก็ออกมามืดหน่อยๆ... ของจริงสว่างกว่านี้และสวยมากๆ...



ท่าเรือแรกที่เรือจอด... เราเห็นครั้งแรกก็ตื่นเต้นและดีใจมาก, เพราะก่อนมาเราอ่านบล๊อกของ น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา  เรื่อง Road trip สุมาตราเหนือ เที่ยวง่ายๆ ใครๆ ก็ไปได้... เขาถ่ายภาพท่าเรือของโรงแรมนี้...Toba Village Inn... ถ่ายจากฝั่งออกมาศาลาและเห็น lake Toba เป็นแบล็กกราน์ ภาพสวยจับใจ... ไม่นึกว่าเราจะมีโอกาสได้ตามรอยเขามา...  แต่ไม่เห็นมีผู้โดยสารลงท่านี้แม้แต่คนเดียว, เขาจอดเอาสินค้าต่างๆ ลง... จะนึกอิจฉา มว๊าก ถ้ามีใครลงเรือไปพักที่นี่ 555 ในรีวิวของเขาน่าพักมากจริงๆ...


อันนี้ตะวันเริ่มคล้อยแล้ว  เรือเริ่มส่งผู้โดยสารตามท่าเรือของโรงแรมต่างๆ ... กลุ่มของเราเป็นท่าสุดท้าย  เรือจอดที่ท่าของพวกเราตอนทุ่มครึ่ง...





ชีวิตการเดินทางทริปนี้เหมือนเพิ่งจะเริ่มขึ้น... แต่อีกไม่กี่วันมันก็จะจบแล้ว... ไม่รู้ว่ามันไวหรือช้าเกินไป...  Selamat Malam... ราตรีสวัสดิ์... ด้วยความอ่อนเพลีย...





Create Date : 13 กันยายน 2561
Last Update : 13 กันยายน 2561 20:48:48 น.
Counter : 429 Pageviews.

0 comment
2018-08-30 Lagundri Holiday Beach, Ferry to Sibolga


เมื่อวานไม่ได้เล่าว่าโรงแรมที่เราพักคืนแรก ไม่มีพัดลม...ร้อนก็ร้อน, ได้แชร์เตียงกับอิเพื่อนใหม่ซึ่งกรนถล่มทลายใกล้ๆ หู  แถมในห้องยังมียุงอีก.. ชีวิตรันทด.  แต่เมื่อคืนที่โรงแรมใหม่นี่หลับค่อนข้างสบาย, เตียงแยกเป็นเตียงเดี่ยวหมดเลย และที่สำคัญมีพัดลม!...  สะดุ้งตื่นตอนตีสองเพราะอิเพื่อนใหม่เริ่มกรนคล้ายพลุฉลองวันชาติ มันเป็นพรหมลิขิตให้ได้เตียงขั้นกลาง ได้รับเสียงกรนเต็มๆ... งัวเงียลุกขึ้นมากถีบ...เอ๊ย..ไม่ใช่... ไม่รุนแรงขนาดนั้น (แต่ในใจคิดนะ 555) ลุกขึ้นมาควานหาที่อุดหู  ไหนๆ ก็ไหนๆละ เดินเลยไปอีกนิดเข้าไปฉี่ในห้องน้ำเลยก็แล้วกัน... แล้วกลับมาหลับต่อ

ตื่นนอนตอนเช้าประมาณเกือบเจ็ดโมง  พระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นไวมาก  พออาบน้ำเสร็จก็ย่องออกมาหน้าระเบียง... ที่ต้องย่องเพราะคนอื่นยังไม่ตื่นกัน...  โอ้ว...วิวสวยมากๆ  แม้ยอดมะพร้าวจะบังวิวทะเลไปบ้าง  แต่ก็ยังสามารถส่องทะเลเห็นเรือชาวประมงได้... มีบ้านพักอีกหลังอยู่ใกล้หาดกว่า  และเห็นวิวทะเลชัดๆ แต่เสียดายที่มีผู้หญิงอเมริกันเขาเช่ารายเดือน อยู่มาได้เกือบ 3 เดือนแระ... เรื่องชาวบ้านขอให้บอก เรารู้รายละเอียดดีนักแล...5555

กว่าเพื่อนทุกคนในกลุ่มจะตื่นและอาบน้ำ, ล้างหน้า, แปรงฟันและแต่งตัวเสร็จ ก็ปาเข้าไปเก้าโมงกว่า.  สั่งกาแฟมาดื่ม  แล้วคนรถก็มารับไปเล่นน้ำที่หาด Lagundri Holiday Beach. โรงแรมที่เราพักก็อยู่ Lagundri bay เหมือนกัน  แต่หาดที่โรงแรมเราเล่นน้ำไม่ได้เพราะหินจะบาดเท้า  ต้องไปหาดอื่นที่เป็นหาดทราย  และหาดที่จะไปก็เป็นหน้าหาดของโรงแรมที่เราพักคืนก่อน.





ที่อุดหู... เตรียมไปทุกครั้งที่เดินทางท่องเที่ยว... ครั้งนี้ได้ใช้ทุกวัน... สำคัญพอๆ กับผ้าขาวม้าเลย.



วิวพระอาทิตย์ขึ้นจากระเบียงหน้าห้องของพวกเรา  ซึ่งอยู่ชั้น 2  แม้ยอดมะพร้าวจะบังวิวทะเลไปบ้าง แต่วิวก็ยังสวยมากๆ


เดินลงมาหน้าหาด บรรยากาศดีมากๆ  


ขออีกสักภาพ... ถ่ายตอนสายแล้ว,  ตรงที่มีคลื่นที่เห็นไกลๆ โน่นคือจุดที่เขาเล่นเซิร์ฟบอร์ดกัน  ภาพนี้จะเห็นว่าชายหาดมีหินเต็มไปหมด จึงไม่สามารถเล่นน้ำที่นี่ได้



ขับรถมาหาด Lagundri Holiday Beach ซึ่งเป็นหาดทราย  สามารถลงเล่นน้ำได้  หาดนี้มีคลื่นพอเล่นเซิร์ฟบอร์ดได้  แต่คลื่นไม่เยอะเหมือน Sorakhe beach ที่เราลุยน้ำไปถ่ายรูปเมื่อวานตอนเย็น


หันมาถ่ายอีกด้านของชายหาดดูครึ้มๆ เหมือนฝนจะตก... 



เด็กน้อยชาวนิแอสมาคอยคลื่น เพื่อเล่นเซิร์ฟบอร์ด



เพื่อนชาวอินโดของพวกเรา เล่นเซิร์ฟบอร์ดโชว์... ฝีมือดีมากๆ... ที่จริงเขาเคยเป็นครูสอนเล่นเซิร์ฟบอร์ดด้วยนะ



ไม่น่าเชื่อว่าภาพนี้ถ่ายจากกล้องมือถือ... ชอบภาพนี้มากๆ คุ้มกับการยืนแช่น้ำเกือบครึ่งชั่วโมง... นี่คือภาพที่เราถ่ายให้เพื่อน



นี่คือภาพที่ขอให้เพื่อนถ่ายให้เรา, เราบอกว่าขอวิวด้านหลังด้วยนะ... ก็ได้วิวข้างหลังมาด้วยจริงๆ อ่ะ :(   เซร็งจิต อ่านว่า เซร็ง-จิต แปลว่า อาการรับความรู้สึกของการ หมดความสนุก, หมดความตื่นเต้น, กร่อย.... ไม่ต้องไปเปิดพจนานุกกรมที่ไหนนะ.... 




เล่นน้ำทะเลจนดำมะเมื่อมก็ถึงเวลาถอดกางเกง บิดให้หมาด แล้วเอาใส่ถุง.... ป๊าด! มีแต่คนมอง  ไม่รู้ว่าเพราะตัวเราขาวซีด (คนที่โน่นผิวดำมาก) หรือเพราะพุงอันห้อยย้อย  หรือเพราะเราใช้ผ้าขาวม้าเปลี่ยนชุด (แถวนั้นไม่มีที่เปลี่ยนชุด) หรือเขาดูเอาไว้ปลงสังเวช 555

เปลี่ยนชุดเสร็จก็ขึ้นรถกลับโรงแรม  สั่งอาหารเที่ยงมาทาน  Mie goreng ผัดหมี่อีกแระ  เพราะมันง่ายดี, เพื่อนๆ สั่งเหมือนกันหมด ถ้าเราสั่งแปลกแยก แล้วได้ช้านี่อาจโดนประนามด้วยสายตา  ไปเป็นกลุ่มนี่ต้องตามน้ำ, อย่าทวนน้ำ เพราะจะเสียพลังงาน 555

พอทานเสร็จก็เช็คเอ้าท์  แล้วขึ้นรถโดยมีจุดหมายที่เมือง Gunungsitoli เพื่อไปขึ้นเรือ Ferry ข้ามฝั่งไปเกาะสุมาตรา.  จากโรงแรมที่เราพัก ขับผ่านเมือง Telukdalam แล้วขับไปท่าเรือที่เมือง Gunungsitoli ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร  แต่ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง  เพราะถนนที่นี่แคบ  และมีบางจุดที่เขาซ่อมถนน  และบางจุดต้องอ้อม เพราะชาวบ้านจัดงานเลี้ยงและปิดถนน

รถขับมาถึงท่าเรือตอนทุ่มกว่าๆ  ค่าเรือคนละ 90,000 รูเปียห์  ประมาณ 200 บาท  เป็นห้องพัดลม.  เราขี้ร้อนอยากได้ห้องแอร์  แต่ทั้งกลุ่มมีเราเสียงเดียว  เลยพัดลมก็พัดลม.  ได้ตั๋วเสร็จก็แวะร้านอาหารตรงทางเข้าท่าเรือ  เพื่อนชาวอินโดบอกว่าไม่มีเวลาแล้ว เลยต้องซื้อข้าวใส่ห่อไปทานบนเรือ  ไม่มีเวลาแม้จะดื่มเบียร์สักขวด...

ได้ข้าวปุ๊บ พวกเราก็โดนต้อนขึ้นเรือ  มีแผงลอยขายของข้างทาง  เพื่อนคนนั้นแวะดูของ, เพื่อนคนนี้ก็แวะจะซื้อของ... เพื่อนชาวอินโดไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เพราะกลัวพวกเราจะตกเรือ  จากการผลักไส ลากถู ดึงและดัน โดยเพื่อนชาวอินโดของเรา  พวกเราทั้งหมดก็ขึ้นเรือเฟอร์รี่จนครบ  แล้วก็หามุมทานข้าวที่ระเบียงชั้นสามของเรือ... ไม่มีที่นั่งเป็นกิจลักษณะ.  หาที่ล้างมือก่อนทานข้าว...ง่ะ! ไม่มี! ต้องไปล้างมือที่โถปัสสาวะ ก็ไม่ถึงกับว่าเป็นโถ  ถ้าใครเคยเข้าห้องน้ำชายตามปั้ม ก็จะนึกภาพออกว่าเป็นร่องน้ำ  พอฉี่เสร็จก็เปิดน้ำล้าง  แล้วน้ำทั้งหมดก็จะไหลลงท่อด้านที่ลาดเอียงลงไป.  บนเรือมีห้องละมาด เราก็เห็นชาวบ้านเขาล้างมือล้างเท้าก่อนละมาดที่นี่เหมือนกัน...

ทานข้าวเสร็จก็ยังไม่อยากนอน เลยมานั่งจับกลุ่มคุยกัน  มีเด็กๆ มานั่งคุยกับกลุ่มเรา รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง  สามทุ่มแล้วเรือก็ยังไม่ออก... ห้าทุ่มกว่าเรือก็ค่อยๆ ถอยออกจากท่า... สังเกตุดู ถ้าเรือไม่เต็มเขาก็ไม่ออก... อืม...มันเป็นแบบนี้นี่เอง    

เพลียมากๆ ลงไปห้องนอนที่อยู่ชั้นสองของเรือ... เง้อ! มีชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงเรา... ที่บอกว่าเป็นเตียงของเราเพราะในตั๋วระบุว่าเราได้เตียงไหน... เตียงของเราอยู่ชั้นบนตรงกลางเรือ, เขามองหน้าแล้วก็พูดอะไรไม่รู้ แล้วชี้ไปเตียงว่างๆ ตรงใกล้ๆ หน้าต่าง... อ่ะนะ... เราไม่ได้เรื่องมากอะไร ก็ไปนอนเตียงใกล้ๆ หน้าต่างแต่เป็นเตียงชั้นล่าง... นอนได้ครึ่งชั่วโมง ยังไงก็นอนไม่หลับเพราะร้อนมาก เลยย้ายขึ้นไปนอนเตียงชั้นบนใกล้หน้าต่าง  อืม...ลมโกรก ค่อยยังชั่ว

ผล็อยหลับไป... สะดุ้งตื่นเพราะมีคนมาดึงขวดน้ำในกระเป๋าเป้,  เราลุกนั่งอย่างฉับพลันแล้วจ้องไปที่หน้าชายแก่... คิดว่าคงสักห้าสิบกว่าๆ  เขากำลังดื่มน้ำในขวดของเรา!,  ดื่มเสร็จก็ปิดฝา แล้วยื่นคืนให้เรา แล้วก็พูดอะไรไม่รู้ แล้วชี้ที่คอตัวเอง... คงจะพูดว่า หิวน้ำอ่ะ!.... คือว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกมากๆ ของทริปนี้.  แหม่! แทนที่จะลักหลับ... กลับมาลักดื่มน้ำซะนี่ 5555  ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง  ลมโกรกตอนตีสามนี่ค่อนข้างหนาวเลยทีเดียว  ผ้าหม่ก็ไม่มี  ดีนะที่มีผ้าขาวม้าวิเศษของเรา ถึงจะไม่อุ่นเหมือนผ้าหม่ แต่ก็ช่วยได้มากจริงๆ.... ตระหนักแล้วว่าทำไมถึงโดนแย่งที่นอน.






Mie goreng (Mie=Noodles, Goreng=Stir fried) หมี่ผัด....กลายเป็นอาหารที่พวกเราสั่งบ่อยมาก



ไม่แน่ใจว่าเขาซ่อม หรือจะขยายสะพาน... แต่ที่แน่ๆ สะพานนี้มีเลนเดียว รถยนต์วิ่งสวนกันไม่ได้



บรรยากาศบ้านเรือนและวิถีชีวิตของคนบนเกาะนิแอส  ระหว่างทางไปเมืองกูนุง สิโตลี่...



แม้จะพลบค่ำแล้วคนงานยังคงเร่งซ่อมแซมถนน


แล้วก็มาถึงท่าเรือเฟอร์รี่ เมืองกูนุง สิโตลี่


ตอนไปถึงท่าเรือประมาณทุ่มกว่า, เพื่อนบอกว่าเรือจะออกสามทุ่ม ไม่มีเวลาแม้แต่จะทานข้าวที่ท่าเรือ  เลยต้องซื้อข้าวห่อไปทานบนเรือ  อยากดื่มเบียร์จนจะลงแดงก็ไม่ยอมพาไป  พวกเราโดนต้อนขึ้นเรือหลังจากได้ข้าวห่อ... ใจร้าย!



ด้านข้างเรือดูเล็กๆ แต่นี่แค่ครึ่งหนึ่งของเรืออ่ะ  ด้านหน้าเรือยาวและเปิดโล่งเพื่อให้รถยนต์และรถบรรทุกจอด



ลานจอดรถด้านหน้าของเรือเฟอร์รี่... เรากำลังเดินตามทางเดินไปขึ้นชั้นสองของเรือซึ่งเป็นห้องนอนเตียงสองชั้นและมีร้านขายเครื่องดื่มและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ส่วนชั้นสามเป็นห้องนอนเหมือนกันแต่เป็นห้องแอร์



รูปนี้ถ่ายให้เห็นหน้าเรือที่มีสะพานพาดกับท่าเรือ แล้วให้รถถอยเข้ามาจอดบนเรือ...



เอาน้ำขวดไปล้างมือที่โถปัสสาวะ  แล้วหามุมยืนทานข้าวห่อ, ช้อนก็ไม่มี... กินได้แค่ครึ่งห่อก็ไม่อยากกินต่อแระ...


เรือจะออกตอนสามทุ่ม,เพื่อนชาวอินโดบอก!.... ภาพนี้ถ่ายตอนสี่ทุ่มยี่สิบ... รถยังไม่เต็มลานจอด... เรือก็จะไม่ออก


โดนแย่งที่นอน... เลยได้ย้ายมานอนริมหน้าต่าง... ภาพนี้ถ่ายตรงปลายเท้าของเรา... ที่นอนมีสองชั้น, บนและล่าง... ที่นอนเรียงติดๆกัน กว้างประมาณ 80 เซ็นติเมตร  มีหมายเลขกำกับทุกเตียง มีฟูกยางหนาไม่ถึงนิ้วให้ 1 อัน  เราเห็นบางคนเอามาซ้อนกันให้นอนสบายขึ้น  คิดจะเอาฟูกมาซ้อนเหมือนกัน...แต่ไม่เอาดีกว่า เผื่อมีคนอื่นมานอนเขาก็จะไม่มีฟูกนอน!  




=== ประสบการณ์ท่องเที่ยว ทั้งดีและร้าย รวมกันทำให้ทริปสนุก ตื่นเต้น  ถ้าคาดหวังว่าทุกอย่างจะราบเรียบเป็นไปตามที่เราคิด, ตามที่เราต้องการ ก็คงต้องเก็บตัวอยู่ในบ้านไม่ต้องออกไปไหน... นี่คือสิ่งที่เราพร่ำบอกกับตัวเอง... ราตรีสวัสดิ์ - Selamat Malam === 






Create Date : 12 กันยายน 2561
Last Update : 12 กันยายน 2561 21:44:39 น.
Counter : 336 Pageviews.

1 comment
1  2  

annopwichai
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 88 คน [?]



ชีวิตอิสระ, ชอบความเรียบง่าย, เป็นโรคภูมิแพ้ IT
New Comments
MY VIP Friend