2010-01-12 Taj Mahal... Love & Passion - ทัชมาฮาล... ความรักและหลงใหล
สถานีรถไฟนิวเดลี (New Delhi Train Station)

ตั้งเวลาปลุกตอน ตีห้าสิบห้า เตรียมตัวเดินเดินทางไป Agra เพื่อเยี่ยมชมทัชมาฮาล ตามกำหนดการรถไฟจะออกเวลาหกโมงเช้า พอมาถึงสถานีรถไฟกลับพบว่ารถไฟดีเลย์โดยรถไฟจะออกจริงๆ ตอน 10 โมง ล่าช้าไป 3 ชั่วโมง... ไม่ต้องคิดที่จะปริปากคอมเพลนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะบางเที่ยวดีเลย์ 14 ชั่วโมง.... เลิศ!!! ในระหว่างสับสนชุลมุน ก็มีคนขับรถแท็กซี่เข้ามาชวนให้นั่งแท็กซี่ไปแทน ก็เท่ากับว่าเราต้องเสียค่ารถไฟและต้องจ่ายค่าแท็กซี่อีก และแน่นอนว่าค่าแท็กซี่ต้องเกินกว่าราคาโดยปกติแน่นอน พวกเราจึงปฏิเสธ และบอกว่าจะรอไปกับรถไฟ แต่คนขับรถแท็กซี่ทั้งตื้อและขู่ว่ารถไฟตกราง ยังงัยวันนี้ก็ไม่ได้ไป แต่เราก็ยืนกรานกระต่ายสองขาด้วยความหนักแน่นว่าจะรอรถไฟ... ในที่สุดฝ่ายข้าศึกก็ล่าถอยเพราะเห็นความมุ่งมั่นของพวกเรา อิ..อิ..

ระหว่างรอ เราลากกระเป๋าไปหน้าสถานีรถไฟเพื่อหาอาหารเช้าทาน พอลและแมรี่ สั่งอาหารเช้าและกาแฟ เราสั่งแต่ชัย (ชายอดนิยมของชาวอินเดีย) แก้วแรกอร่อยดีเลยสั่งอีกแก้ว แป่ว! ไม่รู้ว่าคนชงไปซ่อมรถมาหรืองัยชัยถึงได้เหม็นกลิ่นน้ำมันได้ขนาดนั้น เราเลยไม่ดื่ม พอจ่ายบิลของเราแค่ 10 รูปี หรือ 6 บาท 75 ตังค์ พอลและแมรี่จ่ายค่าอาหารและกาแฟคนละ 61 รูปี ซึ่งเกินราคาที่โชว์ในเมนู พอลเลยกรีดร้องโวยวายอย่างบ้าคลั่ง อิ..อิ.. อธิบายซะ, คนเก็บตังค์ก็อธิบายบิลอย่างมั่วๆ สรุป โมโหซะเปล่า เพราะยังงัยก็รู้ว่าไม่ได้ตังค์คืนอยู่แล้ว


ป้ายสถานีรถไฟ New Delhi


รถไฟเทียบชานชาลาที่สถานีรถไฟ New Delhi

เนื่องจากดื่มชัยร้อนๆ บีบกระเพาะปัสสาวะได้ดีเลยทีเดียว จึงต้องเดินหาสุขา... ที่สถานีรถไฟ New Delhi หาห้องน้ำแทบไม่เจอ เดินหาจนเจออยู่แห่งหนึ่งแค่เดินผ่านหน้าห้องน้ำก็ยอมแพ้แล้วอ่ะ, ยอมอั้นให้กระเพาะปัสสาวะพิการดีกว่าขาดอากาศหายใจเสียชีวิตในห้องน้ำอ่ะนะ. ยืนรอ... นั่งรอ... (แต่ไม่กล้านอนรอเพราะจากสภาพยังงัยก็นอนรอไม่ลง) เห็นที่สถานีมีการทำความสะอาดรางรถไฟโดยการฉีดน้ำ เห็นอุจจาระไหลมากองกันสุดยอดที่จะบรรยาย จากนั้นก็ใช้ปูนขาวโรย ชะงัดนักแล... ไม่มีกลิ่นแม้แต่นิด สรุปเอาเองว่าที่คนที่นี่ขี้ใส่รางรถไฟ เลยไม่จำเป็นต้องมีห้องน้ำหิ

ขนสัมภาระขึ้นรถไฟตอน 10 โมง, สิบโมงกว่าๆ รถไฟก็ออก จากนั้นมีพนักงานเสิร์ฟแต่งตัวแบบอินเดีย น้ำ, ชา, กาแฟ, อาหารเช้า แล้วเราก็นั่งพักผ่อนอย่างอบอุ่นตามอัธยาศัย


พนักงานเสิร์ฟบนรถไฟ


นั่งหนาวรอรถไฟช้าไป 3 ชั่วโมง.. More than a trip จริงๆ นะ


วิวข้างทาง... นี่เมืองหลวงนะเนี๊ยะ


วิถีชีวิตข้างทางรถไฟยามเช้า


รถไฟวิ่งผ่านสถานีเล็ก แต่ไม่จอดเพราะคันที่เรานั่งเป็นเอ็กซ์เพลสสำหรับนักท่องเที่ยว

ทัชมาฮาล (Taj Mahal)

บ่ายโมงตรง รถไฟเทียบชานชาลาที่สถานีรถไฟอักรา โดยมีไกด์มารอตรงตู้ที่เรานั่งมา ลืมบอกไปว่าตอนขึ้นรถไฟเห็นป้ายรายชื่อผู้โดยสารตรงประตูทางขึ้น พร้อมทั้งบอกที่นั่งให้เสร็จสรรพ การจัดการอย่างเป็นระบบนี่คงเป็นมรดกที่รับมาตอนเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แต่เนื่องจากประชากรที่นี่ล้นหลามจนไม่สามารถจัดการให้เป็นระบบระเบียบได้ ความแตกต่างอย่างลงตัวนี่เองที่เป็นสีสรรของอินเดีย

ขึ้นรถตู้ของบริษัททัวร์ (กรุ๊ปเรามี 3 คน) ขับตรงไปสู่โรงแรม Tourist Rest House เราเช็คอิน... ห้องที่นี่ดีกว่าห้องที่เราพักในเดลลี จากนั้นนั่งรถไปทัชมาฮาลแต่ไกด์ที่ไปรับที่สถานีรถไฟเป็นคนละคนกับไกด์ที่จะพาเราไปชมทัชมาฮาล ทริปนี้ใช้ไกด์เปลืองมากคือเมืองละคน

การเข้าชมทัชมาฮาลต้องเตรียมตัวนิดหน่อย คือ อุปกรณ์อิเลคทรอนิคไม่อนุญาตให้นำเข้าไป ยกเว้น กล้องถ่ายรูปและมือถือ, ห้ามนำอาหารทุกชนิดยกเว้นน้ำนำเข้าไปได้, ห้ามนำบุหรี่เข้าไป (สิงห์อมควันคงหงุดหงิดข้อนี้น่าดู) ตอนเข้าไปต้องเดินผ่านเครื่องตรวจเหมือนเดินเข้าสนามบิน แค่เดินผ่านจุดตรวจเข้าบริเวณภายนอกของทัชมาฮาลก็สัมผัสได้ถึงความอลังการ เดินมาถึงประตูใหญ่ทางเข้าด้านหน้า เดินไปหยุดไปแต่ไกด์อธิบายไม่หยุด สุดยอดจริงๆ ข้อมูลแน่นมั๊กๆ เสียดายที่เราฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ที่จริงภาษาอังกฤษของเราก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เท่าไหร่หรอกนะ แต่เจออังกฤษสำเนียงอินเดียเข้าไป คนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ยังต้อง "ห๊า!อะไรนะ.. พูดใหม่อีกทีซิ"


สถานีรถไฟ Agra


รถแขก กับ เป๊ปซี่...ดีที่สุด ระหว่างทางไปทัชมาฮาล


ทางเข้าทัชมาฮาล, กว่าจะเดินมาถึงตรงนี้ก็ผ่านด่านร้านค้าที่เข้ามาดึงเราไปเลือกซื้อของฝาก ไกด์บอกว่าระวังโดนหลอกขายสินค้าราคาแพง (ไกด์จะพาไปซื้อเอง อิ..อิ..)


แค่ทางเดินเข้าสู่ทัชมาฮาลก็หรูเลิศอลังการ อู๊ยยยย... อยากให้ถนนลูกลังเข้าบ้านเราเป็นแบบนี้จัง อิ..อิ..


ประตูหน้าเข้าสู่ทัชมาฮาล ใหญ่โตมไหสวรรย์ (แปลว่า ใหญ่กว่ามโหฬารอ่ะนะ )


ด้านหลังของประตูมหึมานี้เป็นทัชมาฮาล


เดินเข้าประตูไปได้ครึ่งทางก็เจอคนติด (ไม่ใช่รถติด) เพราะต่างก็หยุดถ่ายรูปมุมนี้กันเกือบทุกคน เสียดายรูปที่ได้ไม่ดีเลย คงต้องไปเรียนถ่ายภาพจริงๆแล้วมั๊งเนี๊ยะ


เย๊!!! มาถึงอินเดียแล้วนะ


มีแต่คนถ่ายภาพอย่างนี้ เลยลองถ่ายมั่ง, กะว่าจะหยิบมาฝากอ่ะ อิ..อิ..


ก่อนขึ้นสู่ทัชมาฮาลต้องสวมถุงรอง รองเท้า ก่อน เค้าป้องกันพื้นสึก จะให้ถอดรองเท้าก็ไม่ได้เพราะหนาวซะขนาดนั้น


อาคารด้านซ้ายมือของทัชมาฮาลเป็นมัสยิด


ด้านข้างของทัชมาฮาล เดินไปเรื่อยๆ จนถึงด้านหลังของทัชมาฮาล ซึ่งเป็นแม่น้ำยมมุนา


ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว ขอแนบหน้าดูดซึมความอลังการหน่อย... รู้ว่าถ้าอยากเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีไม่ควรทำแบบนี้กับโบราณสถานแต่อดใจไม่ได้อ่ะ


Cloister - ระเบียงคด ตรงจุดนี้ใกล้ถึงทางออกแล้วอ่ะ


เบื้องหลังความสวยงาม... คนงานแบกหญ้าที่ตัดแล้วออกไปทิ้ง (คงเอาไปเลี้ยงสัตว์แหล่ะ) ดูสาหรี่ที่ใส่สีสดใสสวยงาม

อักราฟอร์ท (Agra Fort)

เดินออกจากทัชมาฮาล ไปขึ้นรถตู้ ป้าแมรี่ซื้อหนังสือภาพทัชมาฮาลและโปสการ์ดที่คนขายนำมาเร่ขายถึงรถ จากนั้นเดินทางไปป้อมอักราหรือ Agra ford ตามความเห็นส่วนตัวแล้วที่อักราฟอร์ดนี่น่าสนใจกว่าทัชมาฮาลซะอีก

ป้อมแห่งนี้เป็นที่คุมขังกษัตริย์ ซาฮ์ จาฮาน (Shah Jahan) ผู้สร้างอนุสรณ์สถานทัชมาฮาล ให้ภรรยาผู้เป็นที่รักคือ มุม ทัชมาฮาล (Mumtaz Mahal) ภรรยาผู้เสียชีวิตในการให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 ผู้ที่ขังกษัตริย์ซาฮ์ จาฮาน ไม่ใช่ใครอื่นไกลที่ไหน, แต่เป็นพระโอรสของพระองค์ที่ชื่อ ออรังเซบ (Aurangzeb) ระหว่างถูกจองจำ พระองค์เฝ้าดูทัชมาฮาล ซึ่งอยู่ห่างออกไป 2.5 กิโลเมตร กษัตริย์ซาฮ์ จาฮาน ได้ถูกจองจำที่ป้อมแห่งนี้เป็นเวลา 8 ปี พระองค์จึงสิ้นพระชน ณ ป้อมแห่งนี้เอง ฟังแล้วเศร้าเน๊าะ


สะพานเดินข้ามคูเมืองเข้าสู่อักราฟอร์ด


มีคูเมืองล้อมรอบป้อม


ผ่านซุ้มประตูชั้นนอก เข้าสู่ซุ้มประตูชั้นใน


ซุ้มประตูชั้นในพร้อมกำแพงและป้อมปราการ


ผ่านด่านตรวจในซุ้มประตูชั้นใน แล้วเดินขึ้นเนินแคบๆ เพื่อเข้าสู่อักราฟอร์ท


และแล้วก็เข้าสู่อักราฟอร์ท


บริเวณภายในฟอร์ทมีพื้นที่กว้างขวาง และมีการบำรุงรักษาสถานที่เป็นอย่างดี


สถาปัตยกรรมงดงามแต๊เน้อเจ้า


ถ้าใครเคยดู The fall (2006) ที่นำแสดงโดย Lee Pace ก็คงจะเคยเห็นภาพแบบนี้มาแล้ว เพราะนี่เป็นฉากหนึ่งในเรื่อง เราถ่ายภาพนี้ก่อนที่จะมีโอกาสดูหนังเรื่องนี้.... มุมเดวกันเลยอ่ะ


เจ้าหน้าที่ประจำป้อมส่วนใน เฝ้าดูนักท่องเที่ยวป้องกันการทำลาย ขูดขีด หรือหยิบฉวยอะไรก็ตามที่สามารถนำไปเป็นของทีระลึกแบบไม่ต้องจ่ายเอง... เค้ามะเคยทำน๊า, แค่รู้ว่าบางคนเคยทำเท่านั้นเอง อิ..อิ..


อาคารที่ประทับระหว่างถูกจองจำ ลวดลายฝังแบบอินเลอันวิจิตรสวยงาม


ซูมเก๊าเสา (แปลว่า ซูมยอดเสา) อาคารหินอ่อนทั้งหลังประดับประดาด้วยหินหลากสี


หินอ่อนดัด (ไม่ใช่เหล็กดัด ) ให้บรรยากาศเหมือนโดนจองจำจริงๆ


เอากล้องลอดกรงหินอ่อน แล้วถ่ายทัชมาฮาลที่อยู่ไกลออกไป 2.5 กิโลเมตร ตอนที่ถ่ายประมาณบ่ายสามกว่าๆ หมอกก็ลงซะแล้ว... รูปนี้ถ้าเพ่งมองดีๆ จะเห็นเลขเด็ด, เง้อ... ไม่ใช่... จะเห็นทัชมาฮาลอ่ะนะ


ถ่ายหินอ่อนแกะสลักที่ผนังมาให้ดูใกล้ ช่างละเมียดเสียกระไร หุ..หุ..หุ..


ทางเดินเชื่อมต่อระหว่างอาคาร หลังคาทองแอบทรงโดมเล็กๆ สวยเลิศ...


อาคารปูนปาสเตอร์ อาคารหลังนี้ก่อนสร้างด้วยปูนปาสเตอร์แล้วฉาบด้วยวัสดุพิเศษ (ไกด์เค้าบอกมาหิ) ซึ่งปูนปาสเตอร์มีคุณสมบัติดูดน้ำได้ดี ดังนั้นอาคารนี้จึงเย็นมากในฤดูร้อน


หลุมรองน้ำฝนกลางป้อม ซึ่งจะมีท่อต่อไปเก็บไว้ในถังพักน้ำใต้ฐานอาคารฤดูร้อน สุดยอดอัฉริยะ


คันทวย (Corbel) ซูมให้เห็นกัน จะจะ ไปเลยว่างดงามขนาดไหน


สะหลุงหลวง... พอดีมัวแต่ถ่ายรูปเลยไม่รู้ว่าไกด์อธิบายว่าอะไร เลยเอามาคิดเองว่า ถ้าไม่ใช่สะหลุงหลวง ก็กระถางธูปยักษ์ อ่ะนะ รู้แต่ว่าทำมาจากหินทราย แอบชะเง้อมองข้างในก็ไม่เห็นมีอะไร


วิวในป้อมอักรา ระหว่างทางเดินกลับ


ภายในป้อมอักราที่เราเพิ่งเดินออกมา

โรงงานหินอ่อนและโรงงานทอพรม

ออกจากอักราฟอร์ทแล้วไกด์ก็พามาโรงงานหินอ่อน ที่จริงจะเรียกว่าร้านขายก็ได้เพราะโรงงานจริงๆอยู่ด้านหลัง ส่วนที่เราเข้าชมเป็นโชว์รูม แต่จัดให้มีการแสดงวิธีทำให้ลูกค้าชม ตอนเดินเข้าไปพนักงานขายจะประกบคือลูกค้า 1 คน พนักงานขาย 1 คน และก็เชียร์ซื้อสินค้าอย่างบ้าคลั่ง โดยที่เราไม่มีโอกาสได้ปรึกษากันเลยอ่ะ ส่วนเราปฏิเสธอย่างเดียว ทั้งๆที่อยากได้ใจจะขาด แต่ราคาแพงโคตรๆ ที่จริงก็เข้าใจนะ ในฐานะเป็นคนผลิตงานศิลปะเหมือนกัน เข้าใจความยากลำบากและระยะเวลาในการผลิตผลงานแต่ละชิ้น. ป้าแมรี่ซื้อของหลายอย่างแต่เราก็ไม่กล้าถามว่าซื้ออะไรมั่ง แต่เท่าที่รู้คือโต๊ะจิบชาหินอ่อนสลักลายอินเลด้วยหินสี ซึ่งพนักงานขายบอกว่าหินสีที่ใช้เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ทำทัชมาฮาลซึ่งมีคุณสมบัติโปร่งแสง ทางร้านมีบริการชิ๊ปปิ้งส่งถึงประตูบ้าน สะดวกสบายแท้.

แมรี่ชำระเงินเสร็จสรรพ ไกด์ก็ดึง..ดัน..ลาก..ถู... พาเราไปร้านใกล้ๆ กัน ซึ่งเป็นโรงงานพรม ก็เหมือนโรงงานหินอ่อนที่มีจากจัดแสดงวิธีการทอพรม โดยไม่มีการหวงความรู้แม้แต่น้อย ให้เราถ่ายได้ทุกขั้นตอน พอชมเสร็จก็ถึงขั้นตอนการเชียร์ขายพรม โอ้แม่เจ้า... สวยๆ ทั้งนั้น อดใจไม่ไหวเลยสุมหัวกับพอลระดมสมองว่าเอาดีไม่เอาดี ถ้าเอาจะเอาแบบไหน, ผืนไหน, ลายไหน, ขนาดไหน... สรุปว่าได้พรมแคชเมียร์ขนาด 5x7 ฟุต ราคา 40,000 รูปี (ลดจาก 42,000 รูปี) ตกเป็นเงินไทย 29,181.12 บาท หรือ 878.16 US$ ราคานี้รวมค่าขนส่งถึงหน้าบ้านเสร็จสรรพ แต่ไม่รวมภาษีศุลกากรซึ่งเราต้องชำระตอนที่เขามาส่งของ ฟังดูอาจจะแพงไปหน่อยแต่เมื่อคิดว่า 1 ตารางนิ้ว ต้องใช้มือถักถึง 324 ปม (knot) เลยทีเดียว


นำหินสีชิ้นเล็กประมาณปลายไม้จิ้มฟันมาเรียงและต่อกันด้วยกาวธรรมชาติ (ถามแล้วเค้าบอกว่าเป็นสูตรลับของทางโรงงาน)


งานที่ทำมีความละเอียดสูงมาก ชิ้นนี้ใช้หินต่างสีถึง 15 ชิ้น โดยใช้กาวธรรมชาติเป็นตัวยึด จากนั้นนำไปขัด (ตามรูปต่อไป) ให้เรียบก็จะได้หินหลากสีชิ้นเล็ก เพื่อนำไปประดับตกแต่งชิ้นงานอีกครั้งหนึ่ง


วิธีการขัดหินหลากสีที่ติดกาวแล้ว ยังอนุรักษ์วิธีการทำแบบดั่งเดิมอยู่


หินหลากสีที่ใช้ในการประดับตกแต่ง เป็นหินสีชนิดเดียวกับที่ใช้สร้างทัชมาฮาล ซึ่งแสงสามารถส่องทะลุได้


โต๊ะหินอ่อนขนาดเล็ก ใช้วางโคมไฟ หรือแจกันเพื่อประดับบ้าน


แผนกทำลาย... ไม่ได้ทำให้พินาศอะไรแต่อย่างใด แต่เป็นการออกแบบลายพรม ซึ่งต้องสร้างแพทเทิร์นก่อน


กี่ทอพรม... จะเห็นแพทเทิร์นอยู่ด้านขวามือ


พรมผืนนี้มีคนกำลังนั่งทอด้วยความชำนาญอยู่ 2 คน


หลังจากทอเสร็จ ก็จะเป็นหน้าที่ของแผนกตัดเล็มพรมให้เรียบเสมอกัน การตัดเล็มยังใช้กรรไกรตัดอยู่ ซึ่งเป็นวิธีโบราณที่ทำสืบต่อกันมา


พรมแคชเมียร์ทอมือของแท้นะเนี๊ยะ ขอสัมผัสหน่อย... สิ๊บปากว่า บ่เต๊าต๋าเห็น, สิ๊บต๋าเห็นบ่เต๊าเอามือลองคลำ, ลองเอามือลูบเบาๆ ก่าบ่เอามือขะหยำ ... อิ..อิ..


แล้วก็มาถึงขั้นตอนการเสนอขาย... เจ้าของมาเชียร์ขายเองเลยนะเนี๊ย, พนักงานขายต้องลากพรมมาเกือบยี่สิบม้วนกว่าเราจะตัดสินใจซื้อได้ ก็แต่ละลายล้วนแล้วแต่สวยงามทั้งนั้นหิ


พรมแคชเมียร์ผืนนี้แหล่ะที่ย้ายสำมะโนครัวมาอยู่บ้านเรา สวยมั๊กๆ ที่จริงอยากได้พรมที่ทอจากไหม แต่ราคาแพงกว่าเกือบสามเท่าแน่ะ

ชำระเงินแล้วก็รีบพากันขึ้นรถเพราะหกโมงกว่าแล้ว แต่ไกด์อยากพาไปช๊อปร้านแอนทิคต่อ แต่พวกเรายืนกรานจะกลับโรงแรมเพราะทั้งหนาว ทั้งหิว ทั้งง่วงนอน โรงแรมที่พักคือ Tourist Rest Hous. พอพักได้ไม่แย่เท่าโรงแรมที่ Delhi เก็บของเข้าห้องพักแล้วลงไปทานมื้อค่ำที่ร้านอาหารของโรงแรมเพราะขี้เกียจออกไปหาร้านอาหารแล้ว



Create Date : 30 ตุลาคม 2553
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2553 15:28:31 น.
Counter : 3614 Pageviews.

11 comments
  
แวะมาทักทาย รอชมต่อครับ
โดย: กัปตันลูกชุบ วันที่: 30 ตุลาคม 2553 เวลา:23:05:31 น.
  
ขอบคุณครับ... เข้ามาเขียนต่อ เห็นคนเข้ามาเม้นท์แล้วดีใจมากมายครับ
โดย: Nop (annopwichai ) วันที่: 31 ตุลาคม 2553 เวลา:10:44:23 น.
  
เธฃเธญเธŠเธกเธ•เนˆเธญเน€เธŠเนˆเธ™เธเธฑเธ™เธ„เนˆเธฐ เธˆเธฐเน„เธ›เน€เธขเธทเธญเธ™เน€เธ”เธทเธญเธ™เธซเธ™เน‰เธฒเธ„เนˆเธฐ
โดย: Please.peace (Please.Peace ) วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:48:26 น.
  
งงค่ะ กับโพสต์ที่แล้ว เข้ามาชมต่อเช่นกัน
โดย: please.peace (Please.Peace ) วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:49:33 น.
  
ขอบคุณมาก ๆ เลย กำลังจะไปเที่ยวอินเดียช่วงปีใหม่
พอดี
โดย: ชลธร IP: 115.87.58.211 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:48:26 น.
  
ตอบคุณ please peace
เราก็งงเหมือนกันอ่ะ อิ..อิ..

ตอบคุณ ชลธร
เที่ยวให้สนุกนะครับ ไม่รู้ว่าไปเที่ยวเมืองไหนบ้างครับ ถ้ากลับมาแล้วโพสรูปโชว์ด้วยนะครับ จะตามไปดูครับ
โดย: Nop (annopwichai ) วันที่: 16 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:12:28 น.
  
อ่านแล้วสนุกดีครับ ผมเองคงรอลุ้นว่าจะได้เจออะไรบ้างในเดือนหน้านี้แล้ว
โดย: ณพพ์ IP: 223.24.173.175 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2553 เวลา:0:39:50 น.
  
คุณณพพ์ครับ

ไปเที่ยวเมืองไหนบ้างครับ หนีบรูปมาฝากมั่งนะครับ และก็ขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ
โดย: Nop (annopwichai ) วันที่: 25 พฤศจิกายน 2553 เวลา:14:50:44 น.
  
สุดยอดเลยค่ะ อ่านเพลินเลย ขอบคุณนะคะ ได้ความรู้เยอะเลย
โดย: kate IP: 182.52.51.112 วันที่: 4 ธันวาคม 2553 เวลา:11:56:08 น.
  
สนุกดีคะ อยากถามว่าจะไปอินเดียต้องฉีดยาอะไรก่อนหรือเปล่า
โดย: jibbbb IP: 124.122.146.55 วันที่: 6 ธันวาคม 2553 เวลา:2:32:34 น.
  
เขียนไว้วันที่ 31/12/2009 เรื่องฉีดวัคซีนก่อนไปอินเดียครับ เราไปฉีดตามนี้อ่ะนะ

วัคซีนที่ฉีดคือ ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A), ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B), บาดทะยัก (Tetanus Vaccine) และ ไทฟอยด์ (Typhoid Vaccine) รวมทั้งหมด 4 เข็ม

ทั้งนี้ต้องไปปรึกษาแพทย์ก่อน ที่เราฉีดทั้ง 4 เข็มเพราะไม่มีประวัติแน่ชัดว่าเคยฉีดแล้วหรือยัง วัคซีนบางตัวถ้าเคยฉีดภายในระยะเวลา 10 ปี ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำนะฮาร์ฟฟฟฟ

โดย: Nop (annopwichai ) วันที่: 9 ธันวาคม 2553 เวลา:12:12:52 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

annopwichai
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 88 คน [?]



ชีวิตอิสระ, ชอบความเรียบง่าย, เป็นโรคภูมิแพ้ IT
New Comments
All Blog
MY VIP Friend