2010-01-23 วันสุดท้ายใน India ของทริปนี้
เครื่องจะออกตีหนึ่งจึงมีเวลาเที่ยวทั้งวัน วันนี้วางแผนไปชมการซ้อมขบวนพาเหรด เพราะอีก 2 วันจะเป็นวันชาติอินเดีย แล้วจากนั้นจะไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินเดีย กว่าจะจัดกระเป๋าแล้วเอาไปฝากไว้ที่เค้าน์เตอร์และเช็คเอาท์ก็ปาไป 10 โมงกว่าแล้ว ยังจะพากันเดินไปอีก กว่าจะถึงก็ 11 โมงกว่า ขบวนซ้อมพาเหรดกลับบ้านกันไปนานแล้ว จึงพากันเดินเล่นย่าน New Delhi เดินผ่าน gallery เลยแวะเข้าไปชมภาพวาด สวยๆ ทั้งนั้น แต่ตั้งราคาแพงหูฉี่เลยทีเดียว. ชมเสร็จก็เดินต่อ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ National museum ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ถนนโล่งมาก ไม่มีรถเลย เพราะถนนโดยรอบถูกปิดเพื่อเตรียมงานฉลองวันชาติอินเดีย เดินผ่าน Indian gate ทหารอยู่มากมาย, มีนักข่าวมาทำข่าว นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เท่าที่เห็นก็เป็นชาวอินเดียจากที่อื่นเดินทางมาฉลองวันชาติและก็พากันมาถ่ายรูปกับ Indian gate กันทั้งครอบครัว


บ้านหลังนี้คงไม่มีคนอยู่ ถ้าดูบ้านถัดไปที่มีผู้ชายยืนอยู่... สะอาดเชียว


เดินไปตามถนน Panchkuian เรียบรถไฟฟ้า ไป Connaught Place ซึ่งเป็นศูนย์ธุรกิจ และช้อปปิ้งเซ็นเตอร์อินเทรนด์


ป้ายโฆษณาสินค้า


ตลาดนัด... ไม่เห็นผู้หญิงแม้แต่คนเดียว


สถานีขยะ


ถนน Kasturba Gandhi Marg ตรงไปยัง War Memorial Arch และ India Gate... จะเห็นได้ว่าไม่มีรถเลย


แวะ Gallery ชมภาพวาด


พระพิฆเนศตรงประตูเข้า Gallery


ปลั๊กไฟในบริเวณ War Memorial Arch ที่จะจัดงานวันชาติอินเดีย


รั้วรอบ War Memorial Arch และ India Gate... ดูน่ากลัวยังงัยชอบกล


บริเวณ War Memorial Arch และ India Gate ถูกปิดเพื่อเตรียมงานฉลองวันชาติอินเดีย


ซูมให้เห็น India Gate ใกล้ๆ


เดินมา 1 บล๊อกถนนแล้วหันมาถ่ายภาพประตูอินเดีย... เดินกลางถนนรถก็ไม่ชน อิ..อิ..


สองฝั่งถนนจัดเตรียมที่นั่งไว้ให้ผู้คนได้ชมขบวนสวนสนาม มีโซนนักข่าวแยกโดยเฉพาะ


สัญลักษณ์ประจำชาติของอินเดีย (National Emblem) ดัดแปลงมาจากประติมากรรมหัวเสาของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นรูปสิงโตสี่ตัวหันหลังชนกันอยู่บนยอดเสา ซึ่งค้นพบที่เมืองสารนาถ รัฐบาลอินเดียได้นำมาประยุกต์ใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของประเทศเมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) ซึ่งเป็นวันสำคัญที่อินเดียกลายเป็น “สาธารณรัฐ” และกำหนดให้เป็น “วันชาติของอินเดีย”

เดินไปพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินเดียต่อ อยู่ห่างจากประตูอินเดียสองบล็อก หรือประมาณครึ่งกิโลเมตร ค่าเข้าชมคนละ 300 รูปี ถ้าเป็นคนอินเดียคนละ 20 รูปี ถ้าเป็นนักเรียนคนละ 1 รูปี เจ้าหน้าที่พยายามบอกให้เราแสดงบัตรนักศึกษาจะได้จ่ายแค่ 1 รูปี แม้จะเป็นนักศึกษาต่างชาติก็มีสิทธิ์เท่ากับนักเรียนนักศึกษาของอินเดีย รู้งี้ทำบัตรนักศึกษาแถวตรอกข้าวสารก็ดี อิ..อิ.. พูดเล่นอ่ะ มี Audio information สำหรับนักท่องเที่ยว เสียบหูฟังแล้วเดินไปตามจุดที่ระบุเป็นตัวเลข แล้วกดหมายเลขตามจุดแล้วก็จะมีเสียงอธิบาย ดีมากๆ เลย เสียแต่ว่ามีแค่ภาษาอินเดียกับภาษาอังกฤษ ภายในพิพิธภัณฑ์มี 3 ชั้น แต่ละชั้นแบ่งออกเป็นโซนตามช่วงอายุของศิลปวัตถุที่แสดงอยู่ มีการจัดการได้อย่างเป็นระบบระเบียบ สิ่งของที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีรวมทั้งหมดประมาณ 2,000,000 ชิ้น ถ้าจะถ่ายรูปต้องจ่ายอีก 300 รูปี เราเลยไม่มีรูปถ่ายมาฝาก ถ้าใครไป Delhi แนะนำเป็นอย่างแรงว่าต้องไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้ได้. เดินชมได้ไม่ถึงหนึ่งในสามของสิ่งที่จัดแสดงเลย แต่ก็ใกล้จะ 5 โมงเย็นแล้ว จึงต้องรีบออกมา เพราะสายตาของเจ้าหน้าที่บอกเราอย่างชัดเจน


ด้านหน้าของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินเดีย

นั่ง Auto rickshaw มาลงหน้าสถานีรถไฟฟ้า RK Ashram Marg ค่ารถ 100 รูปี เดินกลับโรงแรม แต่เนื่องจากเราเช็คเอ๊าท์ตั้งแต่ตอนเช้า จะนั่งรอที่ Lobby ก็เจอสายตาไม่พึงประสงค์ทั้งๆ ที่เราก็ยังใช้บริการของโรงแรมคือฝากกระเป๋า (เสียตังค์ด้วยนะ) และให้โรงแรมเรียก Taxi ให้ (ถ้าเรียกเองก็จะถูกกว่าเยอะ). ไปร้านอาหารที่ไกด์บุ๊คแนะนำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ร้านนี้ดีมากๆ เพราะสามารถนั่ง hang out ได้ตามใจปรารถนา เข้าไปตอน 6 โมงเย็น ออกมาตอนสองทุ่ม ดื่มเบียร์ไปแค่ 2 ขวดเพราะต้องเดินทางกลับเลยไม่อยากดื่มมาก


ป้ายห้ามถ่มน้ำลายตรงสถานีรถไฟฟ้า


เบียร์มีให้เลือกยี่ห้อเดียว... เลือกเอาแบบธรรมดา หรือแบบไลท์ อ่ะนะ

กลับไปโรงแรม, ขนสัมภาระขึ้น Taxi ค่ารถ 350 รูปี ทิป 50 รูปี เช็คอินที่สนามบินคนไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ที่ด่านขาออกเพื่อไปยังห้องรอขึ้นเครื่องมีคนเยอะมาก เครื่องออกตีหนึ่งตรงเป๊ะ!! เวลาที่เมืองไทยก็ ตีสองสามสิบนาที ถึงสุวรรณภูมิตอนเช้าของวันที่ 24 แล้วขึ้นเครื่องต่อไปเชียงใหม่.


นั่งเครื่องกลับเมืองไทยตอนตีหนึ่ง

จบทริปอินเดีย 2010



Create Date : 27 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2553 22:15:33 น.
Counter : 1251 Pageviews.

2 comments
  
ทริปนี้ใช้เวลาอัพบล็อคเกือบข้ามปีเลยนะคะเนี่ย

ชอบสโลแกนของบล็อคคุณที่บอกว่า GROWING OLD IS MANDATORY, GROWING UP...OPTIONAL พอจะบอกได้มั้ยคะว่า quote มาจากไหน (แวะไปตอบที่บล็อคเราได้จะขอบคุณมากเลยคะ )
โดย: สาวญี่ปุ่น วันที่: 2 ธันวาคม 2553 เวลา:15:04:51 น.
  
ตอบ คุณสาวญี่ปุ่น
สโลแกรน by Henri-Frédéric Amiel ดูข้อมูลเพิ่มได้ที่ //en.wikipedia.org/wiki/Henri-Fr%C3%A9d%C3%A9ric_Amiel

แบบว่าเป็นคนสบายๆ อิ..อิ... มีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้เขียน เอาเป็นว่าครั้งหน้าถ้าไปไหนจะอัฟเดทวันต่อวันเลยครับ (แต่ไม่รับปาก แค่พูดเฉยๆ.. ฮา)

ขยันเป็นช่วง ช่วงละ 3 นาที 1 ปี มี 2 ช่วง อิ..อิ...

โดย: Nop (annopwichai ) วันที่: 7 มกราคม 2554 เวลา:15:06:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

annopwichai
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 88 คน [?]



ชีวิตอิสระ, ชอบความเรียบง่าย, เป็นโรคภูมิแพ้ IT
New Comments
All Blog
MY VIP Friend