พฤศจิกายน 2560

 
 
 
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
ยี่ร้อยพลอยโกสินทร์ _ บทที่ ๑ (๑) รัตนโกสินทร์


บทที่ ๑ รัตนโกสินทร์
(พ.ศ.๒๕๒๕)

สายลมแผ่ว ๆ ท่ามกลางไอร้อนของเดือนพฤษภาคมพัดผ่านเรือนไม้ไทยยกใต้ถุนสูงซึ่งตั้งอยู่ริมท้องทุ่งนาอันเขียวขจี ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชายหนุ่มผิวคล้ำรูปร่างกำยำนุ่งผ้าขาวม้าลายตารางสีแดงชาดกำลังนั่งไกวเปลลูกสาวแบเบาะวัยเกือบเดือน เคียงข้างด้วยภรรยาสาวผิวขาวหน้าตาคมเข้ม เธอสวมเสื้อคอกระเช้ากับผ้าถุงกำลังสานพัดใบจากอยู่ที่ชั้นบนของเรือน

“รัตนโกสินทร์ชื่อนี้ดีไหมจ้ะแม่”พ่อหมายพูดเสียงดังด้วยความตื่นเต้นกับแม่หญิงผุ้เป็นภรรยาเมื่อพบชื่อที่เหมาะสมกับลูกสาว หลังจากอ่านตำราชื่อดีนามมงคลที่เขายืมมาจากเพื่อนบ้านมาอยู่หลายชั่วโมง

“ได้ชื่อลูกก็ดีแล้วนี่จ้ะแม่เห็นพ่อนั่งพลิกตำราอยู่ค่อนวัน ทำยังกับอ่านหนังสือเตรียมสอบ” หญิงพูดด้วยความรำคาญที่สามีมัวแต่เสียเวลาทำเรื่องไร้สาระ ในขณะที่เธอตั้งใจสานพัดเพื่อนำไปขายหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

“ลูกเราเกิดวันพุธที่ ๒๑ เมษายน มี ร เรือเป็นศรี จะได้มีเสน่ห์ มีโชคลาภ เป็นสิริมงคลในชีวิตและที่สำคัญนะแม่ ปีนี้เป็นปีมหามงคล พ.ศ ๒๕๒๕ ก็คือ ร.ศ. ๒๐๐ ซึ่งเป็นปีที่กรุงรัตนโกสินทร์เมืองหลวงกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีครบสองร้อยปีพอดี และพ่อจำได้ว่าเมื่อต้นเดือนไปบ้านตาโกเศรษฐีใหญ่ในตลาดได้เห็นโทรทัศน์ฉายภาพพระเจ้าอยู่หัวกับพระราชินีเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพระยุหยาตราทางชลมารค”หมายพูดกับภรรยาด้วยความรักลูกสาวและภูมิใจในความเป็นชาติของแผ่นดินสยาม

“ไม่น่าเชื่อนะเนี่ยว่าพ่อก็คิดอะไรเข้าท่ากับเค้าเป็นด้วยแล้วชื่อเล่นหละได้รึยังจ้ะ” หญิงเริ่มยิ้มคล้ายจะอารมณ์ดีบ้าง

“สบายมากอันนี้พ่อคิดไว้นานแล้ว ยี่จะเป็นชื่อเล่นของลูกสาวเราคนนี้จะได้คล้องจองกับเจ้าอ้ายลูกชายคนโตไง”

“อ้ายคือหนึ่งส่วนยี่ก็แปลว่าสอง” หมายพูดพลาง แล้วก็อุ้มลูกสาวขึ้นจากเปลมากอดด้วยความเห่อ“ยี่ เป็นยังไงลูกชอบชื่อนี้ไหม น่าเกลียดน่าชังจริง ๆ เลยลูกพ่อ” ทารกน้อยยิ้มหวานเหมือนเป็นนัยว่าพอใจกับชื่อที่พ่อตั้งใจตั้งให้

“ยี่ ยี่”เสียงเบา ๆ ของอ้ายลอยมาเข้าหูแม่หญิง เด็กชายตัวน้อยที่นอนหลับอยู่บนเบาะใกล้เธอตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงดังที่พอกับแม่คุยกัน แล้วจึงค่อย ๆ คลานมา

“เอา! เจ้าอ้ายตื่นแล้วเหรอ ดูสินี่ก็สองขวบกว่าแล้วสอนให้พูดตั้งนานก็ไม่ยอมพูด บทจะพูดก็พูดเองซะงั้น แถมพูดยี่เป็นคำแรก แทนที่จะเรียกแม่”หญิงพูดด้วยความน้อยใจลูกชายสุดที่รัก

“เอาหนะแม่ลูกพูดได้ก็ดีแล้ว พ่อเห็นแม่พยายามสอนเจ้าอ้ายอยู่ตั้งนานอย่างน้อยลูกเราก็ไม่ได้เป็นใบ้” พ่อหมายกล่าวให้ภรรยาสบายใจ

“ทำเป็นพูดเล่นไปลูกชายชั้นต้องเก่งที่สุด เป็นที่หนึ่งเหนือกว่าใคร ๆ แล้วพ่อคอยดูหละกัน” หญิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพูดพลางหันไปมองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนด้วยความชื่นชม “พ่อไปบดกล้วยน้ำว้าที่ฉันเพิ่งเก็บมาจากสวนเมื่อเช้ามาบดให้เจ้าอ้ายกินหน่อยเร็ว ท่าทางจะเริ่มหิวแล้ว ดูทำปากหงับ ๆ” หญิงพูดต่อเพื่อเร่งให้หมายรีบไปเอาอาหารลูกชายกิน

“ได้จ้ะแม่” หมายรีบรับคำภรรยาสุดที่รัก

“เดี๋ยวแม่จะได้ไปให้นมเจ้ายี่”หญิงพูดพลางอุ้มเด็กน้อยตัวกลมแก้มแดงมาไว้แนบกับอกหลังจากที่ยี่เริ่มดูดนมไปสักพัก เธอก็บ่นกับหมายต่อว่า “เจ้ายี่นี่กินจุจริง ๆ ชั้นหละกลัวนมไม่พอเลี้ยงจนหย่านมนี่ถ้าต้องไปซื้อนมผงกระป๋องละเป็นร้อย เราจะทำยังไงกันนี่” เธอพูดเพราะกังกลว่าจะหาเงินมาเลี้ยงลูกทั้งสองให้อยู่ดีกินดีได้อย่างไรด้วยความที่ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม และต้องเช่าที่เพื่อการทำนาข้าวประกอบกับหลายปีที่ผ่าน ๆ มาบางปีฝนก็แล้ง บางปีน้ำก็ท่วม ทำให้ฐานะทางการเงินค่อนข้างชักหน้าไม่ถึงหลัง

“เอาหนะถ้าจำเป็นจริง ๆ พ่อจะรายได้เสริมนอกจากทำนา อย่างไปทำสวนที่บ้านของกำนันศักดิ์ชัยและจะทำงานอย่างอื่นให้มากขึ้น ยังไงก็จะทำเพื่อลูกเราให้ดีที่สุดแม่สบายใจได้เลย” ถึงแม้ในใจหมายจะไม่มั่นใจเลยถึงสถานะทางการเงินที่จะต้องหาเงินมาเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัวเพราะนาข้าวที่ทำอยู่ก็เป็นนาเช่า ซึ่งกำไรจากการขายข้าวให้โรงสีข้าว หลังจากหักค่าเช่านาแล้วก็จะเหลือเป็นกำไรน้อยมากอีกทั้งหญิงผู้เป็นภรรยาก็ทำนาด้วยกันและมีรายได้เสริมเพียงเล็กน้อยจากการสานพัดนำไปขายในตลาดอย่างไรหมายก็ตั้งใจจริงที่จะหารายได้ทุกวิถีทาง เพื่อดูแลครอบครัว

เมื่อหญิงให้นมลูกเรียบร้อยเธอก็ค่อย ๆ วางลูกลงในเปล แล้วหมายก็เริ่มไกวเปลพลางร้องเพลงกล่อม “โยกเยกเอยน้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคอ หมาหางงอ กอดคอโยกเยก โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคอหมาหางงอ กอดคอโยกเยก โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคอ หมาหางงอ กอดคอโยกเยก”หมายร้องบทกล่อมนี้ซ้ำไปซ้ำมา จนเด็กน้อยเคลิ้มหลับ

ขณะที่หมายกำลังร้องเพลงกล่อมนั้นหญิงก็นั่งนิ่งอย่างครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ แล้วจู่ ๆ เธอก็พูดขึ้นว่า “เดือนหน้าเข้ากรุงเทพฯกันนะจ๊ะพ่อแม่อยากไปเปิดหูเปิดตา เราไม่ได้ไปมาหลายปีแล้ว อะไร ๆ ก็คงเปลี่ยนไปมาก อีกอย่างถ้าไปแถบพระนครจะได้เข้าวัดพระแก้วกราบขอพรพระแก้วมรกตและสิ่งศักดิ์คู่บ้านคู่เมืองทั้งหลายให้คุ้มครองลูกทั้งสองให้รุ่งเรือง เจริญด้วยอายุ วรรณ สุขะ พละ ด้วยจ้ะ”

“โอ้โห้! ได้สิจ้ะ แม่เล่นชักแม่น้ำทั้งห้าแบบนี้ ก็ต้องตามใจแล้วหละ” หมายรู้สึกแปลกใจที่ภรรยาอยากเข้าเมืองไปเที่ยว ทั้งที่ปกติเธอจะประหยัดไม่ยอมไปไหนไกลบ้าน และใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ด้วยความระมัดระวัง แต่ครั้งนี้กลับเอ่ยปากชวนเอง

“เดี๋ยวเราไปค้างกับบ้านน้าจวงก็ได้จ้ะพ่อจำได้ไหม น้าจวงที่เป็นน้องแท้ของแม่ฉันเราสนิทกันมากเพราะสมัยเด็ก ๆ แกเอ็นดูฉันเหมือนลูก แต่หลายปีก่อนแกย้ายเข้ากรุงเทพฯไปเพราะได้ดีแต่งงานกับเถ้าแก่ใหญ่ขายดอกไม้แถวปากคลองตลาดร้านแกอยู่แถวนั้นพอดี ก็ไม่ไกลจากวัดพระแก้วด้วย ยังไงชั้นจะโทรไปก่อน ขอพักแค่คืนเดียวคิดว่าคงไม่มีปัญหาเพราะปกติน้าฉันกับสามีจะนอนที่บ้านพักใหญ่อีกหลัง ร้านดอกไม้น่าจะพอมีห้องว่างให้เราพักค้างคืนได้”แววตาของหญิงมีความสุขอย่างมีความนัยบางอย่างซ่อนเล้น

“แม่ว่าไงพ่อก็เห็นดีด้วยอยู่แล้วจ้ะ”

“กับข้าวเย็นนี้ท่าจะอร่อยและคืนนี้ฉันคงนอนหลับฝันดี” หญิงกล่าวย้ำกับตัวเอง

หลังจากนั้นหญิงรีบจัดการติดต่อเรื่องที่พักเรียบร้อย แล้วก็เตรียมตัว เตรียมข้าวของเครื่องใช้เด็กที่จำเป็นต่อการเดินทางหาซื้อตั๋วรถไฟไว้พร้อม และเฝ้านับวันรอที่จะเข้ากรุงเทพฯ เพราะการพาลูก ๆไปเที่ยวและขอพรพระนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง แต่ความจริงเธอตั้งใจจะให้น้าจวงช่วยหาลู่ทางทำงานในเมืองหลวง อย่างที่เกริ่นไว้ตอนโทรติดต่อกันเรื่องที่พักแล้วต่างหาก

แล้วอีกห้าเดือนถัดมาก็ถึงวันออกเดินทางไปยังพระนครหมาย หญิง อ้าย และยี่ ทุกคนตื่นแต่เช้าตรู่ในวันเสาร์ต้นเดือนตุลาคม เพื่อเข้าไปเที่ยวกรุงเทพฯเมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยและได้เวลาออกเดินทางประมาณตีห้าหมายก็อุ้มลูกทั้งสองทางซ้ายขวาคนละข้างด้วยความทะมัดทะแมง ส่วนหญิงก็ถือข้าวของที่จำเป็นและชะลอมใส่ผลไม้เพื่อนำไปเป็นของฝากแล้วทั้งสี่ก็ขึ้นรถกระบะที่ว่าจ้างไว้เตรียมไปสถานีรถไฟพาชีเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานีปลายทางหัวลำโพง

“อุ้มลูกดีๆ นะจ้ะ ส่งเจ้าอ้ายมาให้แม่อุ้มดีกว่า” หญิงพูดหลังจากนำข้าวของขึ้นวางท้ายกระบะเรียบร้อยแล้วจึงขึ้นนั่งที่เบาะบริเวณด้านหน้ารถกระบะหญิงอุ้มอ้ายนั่งข้างคนขับส่วนหมายอุ้มยี่นั่งอยู่ที่เบาะหลังคนขับ ไม่ถึงชั่วโมงรถกระบะก็ไปถึงสถานีชุมทางบ้านภาชีแล้วทั้งสี่ก็ลงจากรถเพื่อไปนั่งรอรถไฟที่ชานชาลา

“กระฉึกกระฉักกระฉึกกระฉัก.....” เสียงรถไฟดังนำมาล่วงหน้าสักพักก่อนที่จะมาเข้าจอดตรงสถานีตอนนี้เป็นเวลาหกนาฬิกาเศษ แต่ก็มีคนมากพอสมควรที่มารอขึ้นรถไฟ ประการแรกเนื่องด้วยเป็นวันเสาร์ และประการที่สองเพราะการเดินทางเข้ากรุงเทพฯด้วยรถไฟนั้นสะดวกและราคาประหยัดหากเทียบกับการเดินทางด้วยรถยนต์หรือเรือ โดยเฉพาะขนวบนี้ที่เป็นรถไฟชั้นสามหรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่ารถหวานเย็นซึ่งภายในมีติดตั้งเพียงพัดลมธรรมดาเท่านั้น เมื่อทุกคนขึ้นนั่งบนรถไฟเรียบร้อยรถไฟก็เริ่มเคลื่อนขบวนหลังจากจอดรับผู้โดยสารอยู่ที่สถานีประมาณห้านาที

“ลมเย็นดีนะแม่เช้า ๆ อย่างนี้อากาศสดชื่นมาก”

“หน้าต่างหนะปิดลงมาหน่อยก็ดีนะพ่อ ลมแรงมาก ผมชั้นยุ่งหมดแล้ว”

หมายรีบลุกขึ้นปิดหน้าต่างรถไฟรถครึ่งนึงเมื่อรถไฟวิ่งไปสักพักถึงสถานีรังสิต ทั้งหมดก็ค่อยเคลือบหลับระหว่างทางแต่ละสถานีก็มีผู้โดยสารทยอยขึ้นมาเรื่อย ๆจนถึงสถานีดอนเมืองที่นั่งก็เต็ม บางคนก็ต้องยืนโหนรถไฟแล้วรถไฟเคลื่อนขบวนต่อไปผ่านบางเขน สามเสน และมาสุดสายที่หัวลำโพง

“ถึงกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์แล้วจ้ะ”หมายกล่าวด้วยความดีใจ

“อย่ามัวแต่พูดเล่นหนะคนมากมาก เรารีบไปต่อกันดีกว่า” หญิงดุสามี

จากนั้นหมายก็อุ้มยี่และหญิงก็จูงอ้ายแล้วทั้งสี่คนก็รีบรุดจากรถรถไฟผ่านชานชาลามายังบริเวณด้านหน้าสถานีรถหัวลำโพง

หญิงเงยหน้าขึ้นมานาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าสถานีที่บอกเวลาแปดนาฬิกายี่สิบห้านาทีแล้วเธอก็กล่าวกับหมายว่า “รีบไปต่อกันเถอะจ้ะ เราไปรถตุ๊กตุ๊กกันนะเหลืออีกครึ่งชั่วโมงก็จะสามโมงเช้าแล้ว เดี๋ยวไม่ทันเวลาที่นัดน้าจวงไว้” แล้วเธอก็กวักมือเรียกรถ

“ไปแถวปากคลองตลาดเท่าไหรจ้ะ” หญิงถามคนขับรถ

“สามสิบบาท”คนขันรถสามล้อเครื่องหยุดมองทั้งสี่และคิดสักพักก่อนบอกราคาค่าโดยสาร

“สี่สิบบาทได้ไหมจ้ะพี่ชายจากนี่ไปใกล้นิดเดียวเอง เช้า ๆ อย่างนี้รถก็ไม่แน่นหรอกจ้ะ”

คนขับพยักหน้าเป็นการตอบรับราคาที่ขอลดแล้วทั้งสี่ก็ทยอยกันขึ้นเบาะด้านหลังรถสามล้อเครื่องหรือที่คนกรุงเทพฯมักเรียกกันว่ารถตุ๊กตุ๊กเนื่องด้วยยานพาหนะชนิดนี้เป็นรถที่มีสามล้อและเครื่องยนต์ไม่ซับซ้อนอย่างรถยนต์สี่ล้อเวลารถขับเคลื่อนจึงมีเสียงดังตุ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

“รถพ่อคุณนี่แปลกจังเลยนะมองที่เบาะคนขับพวงมาลัยรถก็คล้ายกับมือจับรถเครื่อง ตัวรถมองเผิน ๆ ก็คล้ายกับรถยนต์แต่มีเพียงหลังคารถที่ประกอบกับกระจกหน้า ไม่มีประตูปิดมิดชิดอย่างรถยนต์สี่ล้อ”หมายพูดกับลุงคนขับรถ

“พ่อท่าจะเพิ่งเคยเข้ากรุงเทพฯรถสามล้อแบบนี้เรียกรถตุ๊กตุ๊ก พวกฝรั่งเขาก็เรียกว่าตุ๊กตุ๊กตามคนไทยและชอบนั่งมากกว่ารถแท็กซี่อีกนะ เออ..แล้วพ่อคุณมาจากจังหวัดไหนกันหละ”ลุงคนขับรถสามล้อถามด้วยความสงสัย


https://web.facebook.com/199Foods/

 







Create Date : 04 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 23 ธันวาคม 2560 10:53:09 น.
Counter : 631 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



จอมใจจอมมโน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เกิดมาแล้วทำชีวิตให้มีค่า
ลองเปิดตา 👀 หาความหมายในกายตน
และตั้งใจสร้างประโยชน์เพื่อมวลชน
อย่าได้จนไร้ความดีเมื่อจากลา
มุ่งดำเนินเดินก้าวย่างด้วยสติ
สมาธิประกอบกันเข้าเถิดหนา
ดำรงตนไม่ประมาทในเวลา ⏱
นำชีวา พาสู่ธรรม กระทำดี

จากใจ...
.....หยกตะวัน เจล 😎


https://web.facebook.com/yoktawan.gel



*งานเขียนใน blog นี้สำหรับอ่านค่ะ 😀😃 ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ห้ามนำไปพิมพ์ เผยแพร่ คัดลอก หรือกระทำการใด ๆ ทุกกรณี โดยไม่ได้รับอนุญาต