W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
บันทึกยินดีปรีดา .... เรียนจบปริญญาเอกแล้ววววววว


ปล บล็อคนี้เขียนด้วยการระลึกอารมณ์สดๆ ณ ตอนสอบผ่านใหม่ๆ จริงๆสอบเสร็จมาหลายวันแล้วกว่าจะปล่อยบล็อคนี้ออกมา

-----------------------------------------------------

บล็อคนี้หาสาระอะไรไม่ได้ แค่อยากจะตะโกนให้ก้องบล็อคร้างๆนี้ว่า จบปริญญาเอกแล้วค่าาาาาาาาาาา อยู่โตเกียวมาห้าปีตั้งแต่จบปริญญาโทเมื่อสามปีก่อน (ใน บล็อคนี้) มาวันนี้รู้ผลสุดท้ายหลังจากลุ้นใจตุ้มๆต่อมๆ ในที่สุดก็ได้ยินจากปากอาจารย์แล้วว่า เราเรียนจบ Ph.D. สามารถใช้คำนำหน้าเป็น Doctor ได้อย่างเต็มภาคภูมิไม่ต้องกลัวใครจะยกมือท้วงแล้วววววว

Credit ภาพจาก //happymaker123.cocolog-nifty.com/.shared/image.html?/photos/uncategorized/2009/10/17/photo_3.jpeg

เรียนปริญญาเอก(แบบที่ต้องทำวิจัยและได้ปริญญาเป็น Ph.D.)จะว่ายากก็ยาก จะว่าไม่ยากก็ไม่ยาก(แต่ยังไงก็ยากกว่าตรีและโทแน่นอน) ด้วยความที่เราเองทำวิจัยในด้านที่มีความถนัด มีความสนใจ และมีพื้นฐานมาตั้งแต่ปริญญาตรี ประกอบกับนิสัยส่วนตัวที่ชื่นชมการตั้งใจและทุ่มเทจริงจังให้กับการทำงานเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด ที่ผ่านมาเลยไม่ได้รู้สึกว่าการเรียนปริญญาเอก(ที่ญี่ปุ่น)มันจะลำบาก เครียดจนอยากตายหรืออะไรอย่างที่เคยเห็นบางคนเค้าบ่นกันในเน็ตเลย (คือคนไทยรอบตัว ไม่เคยเห็นใครบ่นเครียดขนาดอยากตายกันเลย แค่ช่วงไหนยุ่งๆก็ดูเหนื่อยๆโทรมๆกันไปหน่อย แต่งานจบแล้วก็เห็นเที่ยวชดเชยกันซะอิ่มเลย)


สำหรับเรามองว่ามันก็แค่เรื่องง่ายๆ งานมีก็ทำไปเท่านั้นเอง ทำไม่ดีผลงานก็ติดตัวเป็นชนักติดหลังเราไปตลอด ถ้าตั้งใจทำให้ดีที่สุดแล้ว อาจารย์คนญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ยักษ์ใช่มารที่จะมาเค้นให้นักเรียนทำงานจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อหรอก (หมายถึง กรณีอาจารย์ชาวญี่ปุ่นโดยทั่วไปที่ไม่ใช่เลเวลฮาร์ดคอร์ โหดเว่อร์นะ ซึ่งเอาจริงๆ เราและนักเรียนไทยที่เรารู้จักที่นี่ก็ไม่เคยมีใครเคยได้ยินหรือเจอเคสอาจารย์โหดหรือไม่มีเหตุผลเว่อร์ๆแบบนั้นกับตัวเอง หรือกับคนใกล้ตัวเลย ที่ได้ยินมามีแต่ที่เค้ามาเล่าประสบการณ์ให้ฟังกันในเน็ต ซึ่งก็เป็นประสบการณ์จากคนที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว ไม่สามารถยืนยันตัวจริงของเค้าหรือสิ่งที่เค้าเล่าได้ซะด้วย แต่ไม่ว่าประเทศไหนก็ต้องมีอาจารย์ฮาร์ดคอร์กันบ้างล่ะน่า ดีแล้วที่พวกเราไม่เคยเจอ)

สไตล์การทำงานที่ญี่ปุ่นถ้าเราตั้งใจจริง(ไม่ใช่คิดเข้าข้างตัวเองว่า..ทำแค่นี้ก็เรียกว่าตั้งใจเหลือแหล่แล้ว) ยังไงอาจารย์ก็เห็นและเข้าใจ คราวนี้อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะสู้งานและมีทัศนคติในการทำงานแบบไหนเท่านั้นล่ะ ใครไม่สู้งาน ไม่ชอบงานที่ทำ เห็นการตั้งใจทำงาน ขยันทำงานเป็นยาขม การเรียนเอกที่ญี่ปุ่นก็คงขมขื่นตามที่คิดนั่นล่ะ


ยังไงไม่รู้หลายๆคนพูดว่า บรรยากาศทำงานที่ญี่ปุ่นไม่ดี ส่วนสาเหตก็คือ เพราะคนญี่ปุ่นเค้าขยันทำงานกันมาก เอ่อ ... คือ ... แบบว่า
... คนเค้าขยันทำงานกันนี่มันเป็นเรื่องไม่ดีเหรอ?
... แข่งกันทำเรื่องที่ดีมันก็ดีแล้วนี่??
... ถ้าเราขยันหรือเก่งไม่เท่าเค้า จะต้องให้เค้า downgrade ลงมาให้เท่าเทียมกับเราถึงจะเรียกว่าเป็นบรรยากาศการทำงานที่ดีเหรอ???
... แทนที่จะสนับสนุนการถอยหลังลงคลอง ทำไมเราไม่ upgrade ตัวเองขึ้นไปให้ดีเท่าเทียมเค้าล่ะ????
... ความเก่งหรือพรสวรรค์บางอย่างมันอาจเท่ากันไม่ได้ แต่ความขยันน่ะใครๆก็ทำได้นี่ หรือว่าที่บอกว่าคนญี่ปุ่นเค้าขยันกว่าเราได้ เพราะเค้ามีสิบหัวยี่สิบมือ หรือ หนึ่งวันมีเวลาให้ใช้มากกว่า 24 ชั่วโมงเหรอ? (อย่าบอกนะว่าเพราะเค้าอยู่กับครอบครัวเลยสบายกว่าเรา คนญี่ปุ่นที่มาอยู่คนเดียวเพื่อเรียนมหาลัยน่ะมีเพียบเลย แถมคนไทยที่เรียนมหาลัยอยู่ญี่ปุ่นก็เด็กทุนกันเกือบทั้งนั้น เรียนก็ฟรี แล้วยังมีเงินเดือนให้ใช้ทุกเดือนไม่มีขาด จำนวนเงินก็เท่าเงินเดือนปริญญาตรีจบใหม่ที่ทำงานรัฐของญี่ปุ่น เพียงพอที่จะให้พวกเราใช้ชีวิตกลางกรุงโตเกียวที่ค่าครองชีพสูงลิ่วได้ แล้วยังเหลือพอให้ไปท่องเที่ยวเล่นกันได้อีก)


ความคิดคนนี่ยากแท้จะเข้าใจจริงๆ แต่สำหรับเราเป็นพวกชอบทำงานแล้วก็ไม่ชอบแพ้ใครในเรื่องงานด้วย(โดยเฉพาะแพ้โดยที่ยังไม่ทันได้ลองสู้ดู) มีงานให้ทำสิดี ปล่อยให้ว่างงานนานๆรู้สึกน่าเบื่อและตัวเองไร้ประโยชน์ยังไงชอบกล เราเชื่อว่าการทำงานไม่ใช่แค่เพื่อรายได้ แต่มันเป็นการสร้างคุณค่าและ self-esteem รวมถึงสร้างจุดยืนให้ตัวเองในสังคมด้วย อีกอย่างคือความรู้สึกหลังเสร็จงานแต่ละทีนี่ มันเป็นอะไรที่ปลอดโปร่งโล่งสบายมาก เที่ยวหลังงานเสร็จนี่ล่ะคือการเที่ยวที่สบายใจที่สุด ถ้าไม่มีวันที่ทำงานหนัก ตั้งใจทุ่มเทให้การทำงาน ก็ไม่มีวันที่จะได้สัมผัสความรู้สึกดีๆแบบนี้ แล้วก็ไม่มีทางรู้ว่าความรู้สึกภูมิใจ๊ภูมิใจพองโตในอกเวลาที่เห็นผลงานสำเร็จลงด้วยสองมือของตัวเองมันยอดเยี่ยมแค่ไหน


สังเกตว่าใครที่ว่างงานมากๆ ชีวิตสบายเกินไปวันๆไม่มีอะไรต้องทำไม่ว่าจะงานราษฏร์หรืองานหลวง(งานบ้านก็ถือเป็นงานเหมือนกันนะ) คนเหล่านี้มักมีอาการฟุ้งซ่านอย่างรุนแรง เรื่องเล็กเรื่องน้อยเรื่องไม่มีเหตุผลไม่มีอะไรเลยก็เก็บมาโวยวายบ้านแตกได้หมด เหตุก็เพราะในแต่ละวันมันไม่มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าไอ้เรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนั้นแล้วนั่นเอง เคยได้ยินมาบางเคสนี่ถึงกับต้องส่ายหัวเลยว่าไม่ไหวจะเคลียร์แล้ว แล้วก็ทำให้เราเห็นด้วยว่าการว่างเกินไปนี่น่ากลัวไม่เบา ทำให้คนๆนึงที่แต่ก่อนก็ปกติดีๆสามารถมาคิดอะไรฟุ้งซ่านได้ปานนั้น ความคิดแบบนั้นนึกว่าจะมีแต่นางร้ายหนังไทยซะอีก


การเรียนปริญญาเอก(สายวิศวะนะ สายอื่นไม่รู้) สิ่งที่ต้องมีไม่ใช่แค่การทำวิจัยเป็น ระบุ/วิเคราะห์/แก้ปัญหาด้วยตัวเอง และสามารถประมวลและแยกแยะความคิดได้ แต่อย่างน้อยๆควรจะต้องมีความสามารถในการวาดรูป การตัดต่อวีดีโอ และ การนำเสนองานในระดับนึงเลยทีเดียว ไม่งั้นก็วาดรูปประกอบงานเพื่ออธิบายงานไม่ได้(ในขณะที่คนอื่นวาดกันซะเริ่ด) ทำวีดีโอโชว์ผลการทดลองงามๆสู้คนอื่นเค้าไม่ได้(บางงานวีดีโอโอเว่อร์หยั่งกะจ้างบริษัททำโฆษณาทำให้แน่ะ) หรือ ต่อให้งานดีเลิศแต่นำเสนอห่วยคนฟังไม่เข้าใจหรือไม่สนใจ ไม่สามารถอธิบายงานเราให้คนอื่น(โดยเฉพาะอาจารย์และคณะกรรมการ)เข้าใจได้ก็จบกัน


ส่วนความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษถือเป็นของแถมสำหรับเรา หลังจากเคยโดน reviewers ของงาน conference นึงทางยุโรปด่าเรื่องภาษาเขียนของเราซะสาดเสียเทเสีย(เล่นเอาซึมไปเป็นอาทิตย์เลย ทั้งๆที่ให้คนอื่นช่วยดูแล้วก็ว่าโอเค) มาวันนี้รู้สึกเลยว่าเราพัฒนาขึ้น(แต่ไม่ได้แปลว่าเก่งแล้วนะ) กลับไปอ่านงานเก่าตัวเองตอนปริญญาโท ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ว่าตั้งใจเขียนอย่างดีที่สุดแล้ว แก้แล้วแก้อีก แต่มาอ่านอีกทีวันนี้เจอที่ให้แก้เพียบเลย เขียนเองแท้ๆบางจุดตัวเองยัง(กลับมา)อ่านไม่เข้าใจเลยว่า ตกลงจะให้แปลว่าอะไรดีเนี่ยประโยคนี้

เรียนปริญญาเอกสามปี ช่วงที่รู้สึกว่าเหนื่อยมากที่สุดก็คือหกเดือนก่อนเรียนจบนี่ล่ะ เมื่อหกเดือนที่แล้วก่อนสอบรอบแรก ก็ด้วยความที่วางใจเกินไป ดูจากผลงานตัวเองแล้วก็ผ่านเกณฑ์ทุกอย่าง คิดไปว่าคงฉลุยไม่น่ามีปัญหาอะไร ซึ่งเมื่อไหร่ประมาทเมื่อนั้นคือจุดเริ่มต้นแห่งความซวย...ประโยคนี้ชีวิตนี้ไม่มีทางลืมเลย โดยที่ไม่คาดคิดเมื่อหกเดือนก่อนผลการสอบออกมาเป็น waiting คือ ไม่ใช่ทั้งผ่าน และ ไม่ผ่าน แต่จะให้เวลาอีกสองเดือนเพื่อแก้ไขและทำงานเพิ่มเติม แล้วอาจารย์คณะกรรมการจะค่อยพิจารณาอีกทีว่าจะให้เราผ่านการสอบรอบแรกนี้มั๊ย

ณ ตอนนั้นเรียกว่าช็อคมากที่สุดแล้วในชีวิตการเรียนที่ญี่ปุ่นนี้ (ตอนโดน reviewers ด่าซะไม่เหลือซากเรื่องภาษาอังกฤษยังไม่ช็อคเท่านี้เลย) อย่างว่าล่ะนะ คนไม่ได้เผื่อใจผิดหวังไว้เลย พอเจอผลนี้เข้าไปก็เหมือนหล่นลงมาเสียงดังแอ้กนอนตายอยู่กับพื้นคอนกรีตเลย อาจารย์คณะกรรมการเค้ามีมุมมองแบบ outsider perspective ซึ่งต่างจากอาจารย์ของเราที่เป็น insider perspective ทำวิจัยมากับอาจารย์ตัวเองไม่เคยมีปัญหาอะไร ก็มามีปัญหาตอนต้องสอบกับคณะกรรมการนี่เอง (และในการสอบ เราต้องช่วยตัวเองหมด อาจารย์เราจะไม่สามารถมาช่วยตอบคำถามหรือ defense อะไรแทนเราได้แม้ว่าเค้าจะนั่งอยู่ในห้องสอบด้วยก็ตาม)


ตั้งแต่โดน waiting เมื่อหกเดือนที่แล้วจนถึงวันนี้ที่รู้ผลว่าจบเอกแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ทำงานติดต่อกันยาวนานที่สุด แต่ก่อนงานยุ่งอย่างมากก็กินเวลายุ่งๆไปไม่เกินสองเดือน จบงานเป็นอันๆไป ก็มีเวลาได้รีแล็กซ์หลังงานเสร็จแล้วค่อยเริ่มทำงานชิ้นต่อไป แต่หกเดือนที่ผ่านมานี้ไม่ใช่อย่างนั้น งานทุกอย่างเรียงแถวหน้ากระดานดาหน้าเข้ามาพร้อมๆกัน จนอยากจะมีตัวเองเพิ่มอีกสักสองคนจะได้แบ่งๆกันทำงานทุกอย่างได้ (แต่สุดท้ายก็คนเดียวร่างเดียวนี่ล่ะ ทำเสร็จมาจนได้)

ที่เรียงหน้ากระดานมามีตั้งแต่รายงานที่ต้องปั่นผลการทดลองและเค้นไอเดียออกจากสมองเพื่อส่งเพิ่มให้คณะกรรมการ(แถมเจอแผ่นดินไหว 11 มีนาเข้าไป ทำให้เสียเวลาทำการทดลองไปอีก) ... ส่งไปแล้วก็ลุ้นใจตุ้มๆต่อมๆว่าผลจะเป็นไง (ระหว่างลุ้นไม่ลุ้นเปล่า ต้องเริ่มเขียน thesis ไปด้วย กว่ารอรู้ผลแล้วค่อยเริ่มเขียนมันจะเขียนไม่ทัน) พอรู้ผลว่าผ่านรอบแรกแล้วคราวนี้ก็เต็มสปีด ใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตไปกับการเขียนทีสิส ... ไม่แค่นั้น ด้วยว่าเราเกิดปิ๊งไอเดียใหม่ขึ้นมากะทันหัน ก็ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม ออกแบบการทดลอง และ เขียนโปรแกรมเพื่อ implement ไอเดียนั้นออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้ และผลรูปธรรมที่ว่าต้องทำเสร็จให้ทันเพื่อเขียนรวมเล่มลงไปในทีสิสส่งให้อาจารย์เช็คล่วงหน้า


ช่วงเวลาหลายเดือนนี้เรียกว่าทำงานกันแทบจะทุกวันเลย แต่ก่อนวันหยุดก็ผ่อนคลายด้วยการไปช้อปปิ้ง เขียนบล็อค รีทัชภาพถ่าย แต่ช่วงหกเดือนนี้นอกจากการเข้ามีตติ้งแล็บ เข้าคลาสต่างๆแล้ว เวลาทำงานคือ การเขียนทีสิส เขียนโปรแกรม และ ต่ออุปกรณ์ทำการทดลอง ส่วนในเวลาผ่อนคลาย คือ การนั่งอ่านทีสิสที่ตัวเองเขียนเพื่อเช็คคำผิดและเรียบเรียงรูปประโยค รวมถึงวาดภาพประกอบเล่ม เรียกว่าทำงาน full time กันเลยทีเดียว อาหารทุกมื้อซื้อกินจาก Lawson มาตลอดเป็นเวลาติดต่อกันหลายๆเดือน ซื้อมาแล้วก็นั่งกินมันหน้าคอมนั่นล่ะ อ่านเช็คทีสิสไปกินไป


ถามว่าลำบากมั๊ย ก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไร(อย่างว่า เรามันคนชอบทำงานนี่นะ) แต่ถามว่าเหนื่อยมั๊ยก็เหนื่อยจริงๆนั่นล่ะ งานเต็มมือจนแทบจะแยกร่างไปทำไม่ทัน ทีสิสก็ต้องเขียนแถมต้องอ่านเช็คอีก(อยากเขียนเยอะก็ต้องเช็คเยอะ) ... ในขณะเดียวกันการทดลองก็ต้องทำไปพร้อมๆกัน นั่งแก้ bug โปรแกรม นั่งวิเคราะห์ข้อมูลผลการทดลอง ... กลับไปบ้านมองซ้ายขวา ผ้าเป็นกองยังไม่ได้ซัก พื้นยังไม่ได้ทำความสะอาด บลาๆๆ .....

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังแข็งแรงดีมาตลอดทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต(ยกเว้นช่วงจิตตกเพราะกลัวแผ่นดินไหวเมื่อตอน มีค กับตอนรู้ผล waiting ใหม่ๆ) ยังแอบเจียดเวลามา internet shopping ซื้อเสื้อผ้า summer sale และสั่งเค้ก summer limited (Hinyari-banana-mango ひんやりバナナマングー เค้กเย็นบินมาไกลจาก Otaru, Hokkaido) มานั่งหม่ำหน้าคอมได้อยู่

Credit ภาพนี้แค็ปจากหน้าเว็บของ //www.letao.jp/ ร้านเค้กชื่อดัง

หกเดือนที่ผ่านมานี่เวลาแต่ละนาทีมีค่ายิ่งกว่าทองซะอีก มีทองมากองตอนนั้นก็ไม่ช่วยให้งานเราเสร็จได้(แต่ใครมากองให้ก็เอานะ ) นอกจากงานบ้านแล้วงานอื่นไม่ว่าใครก็ทำแทนให้เราไม่ได้จริงๆ แต่สิ่งนึงที่รู้จากหกเดือนนี้คือ รู้ว่าถ้าเราเลิกอ่านบอร์ด เลิกอ่านกระทู้หรือ FB สัพเพเหระในแต่ละวันไปซะบ้าง เวลาตรงนั้นเนี่ยเราเอามาทำงาน(+นอนพักผ่อน)ได้เพียบเลยล่ะ


ตอนสอบรอบแรกถึงจะวางใจไปหน่อย แต่ก็เตรียมตัวไปอย่างดีที่สุดเท่าที่เราคนนี้จะทำได้แล้ว ยังไงก็ตามพรีเซนต์รอบสุดท้ายนี้ ไม่มีประมาทหรือวางใจเหมือนรอบที่แล้วแล้ว หลังจากพรีเซนต์และตอบคำถามเสร็จ โดนอาจารย์ไล่ให้กลับไปรอที่แล็บ (ทั้งที่จริงๆอยากจะยืนรอฟังผลอยู่หน้าห้องพรีเซนต์เลยมากกว่า) ถึงจะคิดว่าหนนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่ก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ เดินงุ่นง่านหมุนไปหมุนมา ลุ้นอยากรู้ผลว่าผ่านหรือไม่ให้ชัดๆไปเลย


ถ้าผ่านสอบรอบแรกที่โตไดไปได้ ก็ว่ากันว่าโอกาสได้จบเอกมีกว่า 80% แล้ว แต่ก็นั่นล่ะ คนเคยโดน waiting มาแล้วอย่างเราใครจะสบายใจได้ว่า 20% นั่นจะไม่โป๊ะแตกที่ตัวเองอีกรอบ แถมตั้งแต่ปีนี้หรือปีที่แล้วมั้งที่โตไดเข้มงวดกับปริญญาเอกมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก กฏใหม่ระเบียบใหม่เพิ่มมายุบยิบหลายอย่าง จะมั่นใจได้ยังไงว่าไอ้ 80% ที่พูดๆกันมาในรุ่นก่อนๆจะยังใช้ได้ในรุ่นนี้ (มีคนรู้จักที่โตได เห็นว่าผลงานผ่านเกณฑ์ปริญญาเอกแล้ว แต่ก็ยังโดนพิจารณาให้ตกตอนสอบรอบแรก) ... กว่าจะได้ยินผลจากปากอาจารย์เราว่า Omedeto おめでとう (= Congratulation) Dr. __(ชื่อเรา)__ ถ้าไม่เกรงใจอาจารย์นะอยากจะร้องกรี๊ดเป็นการฉลองตรงนั้นเลย

Credit ภาพจาก google image search

แล้วสิ่งที่เรากังวลนี้ก็ประจักษ์แจ้งแล้วว่าไม่ได้เป็นการกังวลเกินเหตุแต่อย่างใดนะ คนรู้จักที่โตไดอีกคน(คณะเดียวกัน)โดนกับตัวเป็น case study มาสดๆร้อนๆ จริงๆเค้าน่าจะจบเอกพร้อมกันกับเรา สอบรอบแรกเค้าก็ผ่านฉลุยไร้ปัญหา(ไม่เหมือนเราที่โดน waiting) เขียนทีสิสอะไรเสร็จหมด เตรียมจบหอบปริญญาเอกกลับประเทศเต็มที่ (อนึ่ง ก่อนสอบรอบสุดท้ายที่โตได คือ ทีสิสต้องเขียนเสร็จสมบูรณ์แบบ ส่งเอกสารเตรียมจบทุกสิ่งอย่างกับทางออฟฟิศคณะหมดแล้ว)

... แต่ลงท้ายโดยไม่มีใครคาดคิด เค้ากลับมีปัญหาตอนสอบรอบสุดท้าย จากที่น่าจะรับปริญญาพร้อมเรา เลยต้องดีเลย์ไปอีกเป็นจบเทอมหน้าแทน .... เคสนี้ถือว่าใหม่เอี่ยมแกะกล่องเลยทีเดียว ปกติแม้จะพูดกันว่าโอกาสผ่านรอบสุดท้ายคือ 80% แต่ไอ้เคสไม่ผ่าน 20% นั้นกลับไม่มีใครรอบตัวเราเคยเจอหรือได้ยินกรณีศึกษาของจริงเลย (แม้แต่อาจารย์เราเองก็เพิ่งเคยเจอหนแรก ทั้งกรณี waiting ที่เราโดนตอนสอบรอบแรก และ กรณีไม่ผ่านตอนสอบรอบสุดท้าย) ตัวเราเองถ้าประมาทไป ไม่ทำเต็มที่ก็อาจเจอชะตากรรมแบบเดียวๆกันนี้ก็เป็นได้

ในบรรดาสามปริญญาตรี โท เอก ก็เอกใบสุดท้ายนี้แหล่ะที่ภูมิใจมากที่สุด เพราะอันนี้คือทำมาเต็มที่จริงๆ ทั้งความขยัน เวลา ความสามารถ ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น แรงฮึดทุกๆอย่างที่เรามีนี่ทุ่มให้หมดแล้วเพื่อจะเรียนจบให้ได้ปริญญาใบนี้มา แม้ว่าเราจะไม่เคยคิดล้มเลิกระหว่างทาง(เพราะเป็นคนไม่ชอบเลิกอะไรกลางคัน) แต่หนทางในการเรียนก็มีอุปสรรคเหมือนคนเรียนเอกคนอื่นๆนั่นล่ะ เพียงแต่เรื่องเฟลๆแย่ๆพวกนั้นไม่เอามาเขียนบรรยายในบล็อค แต่เอาไว้ปรึกษากับคนที่เราไว้ใจ คนที่รู้สถานการณ์ทุกอย่างของเราดีเท่านั้น

Credit ภาพจาก//blogs.yahoo.co.jp/syaininon/62282391.html

จริงๆตอนปริญญาตรีก็ภูมิใจนะ จากคนโรงเรียนหญิงล้วนที่เอ๋อๆงงๆตามใครเค้าไม่ทันเลยในช่วงแรก (เพราะดันฟลุคเอนท์ติดไปอยู่ในกลุ่มคนที่กว่าครึ่งหนึ่งมาจากห้องวิทย์ระดับหัวกะทิที่สุดของเตรียมอุดมสมัยนั้น ที่เหลืออีกครึ่งก็เด็กโอลิมปิคจากสาขาต่างๆ ) แต่สามารถพลิกกลับมาจบด้วยเกรดขนาดนี้ได้ เป็นอะไรที่ตอนเข้าไปใหม่ๆคาดไม่ถึงจริงๆว่าเราจะสามารถ(ก็อาศัยลูกฮึด ขยันสู้เอานี่ล่ะ) เข้าไปใหม่ๆคิดในใจอย่างเดียวว่าเราจะเรียนรอดไหมล่ะเนี่ย ที่โหล่แหงมๆ

Credit ภาพจาก //www.dek-d.com/board/view.php?id=1292401

ส่วนตอนจบโทที่ญี่ปุ่นนี่แบบว่า..ค่อนข้างเฉยๆ เพราะยังไงก็ต่อเอกอยู่แล้ว แล้วการเรียนโทมันไม่ห่างจากตรีมากนัก ระบบการทำงานที่ญี่ปุ่นก็ค่อนไปทางที่เรารับได้และค่อนข้างถูกจริต การสอบและการประเมินปริญญาโทก็ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ (เท่าที่ได้ยินมาไม่ว่าประเทศไหน ปริญญาตรีและโทจะไม่ห่างกันมาก มีแต่เอกนี่ล่ะที่ระดับความยากจะกระโดดห่างจากโทไปอีกเยอะ ใครจะต่อเอกนี่ต้องคิดให้รอบคอบหน่อย)



หลายๆครั้งที่คุยกับคุณแฟน(เค้าจบโทเอกที่ญี่ปุ่นเช่นกัน)และคนไทยคนอื่นๆที่มหาลัยว่า ถ้าพวกเราเรียนอยู่ที่ไทยนี่จะต้องใช้เวลากี่ปีกันกว่าจะทำงานได้เท่ากับที่ทำที่ญี่ปุ่นนี่ ว่ากันแล้วเรียนที่ไทยกับเรียนที่ต่างประเทศมันไม่ควรจะมีผลในเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ตัวคนเป็นหลัก แต่เอาจริงๆแล้วมันมีผลนะ อย่างน้อยก็สำหรับเราและคนไทยรอบๆตัวเรา
...
นึกภาพถ้าเรียนโทเอกที่ไทยนั่งทำงานไปยังไม่ทันเท่าไหร่ เดี๋ยวมีเพื่อนมีครอบครัวชวนไปกินมื้อเช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน กินฉลองวันเกิด วันปีใหม่ วันคริสมาสต์ วันโน่นนี่ เดี๋ยวๆคนนั้นชวนไปนู่น เดี๋ยวๆคนนี้ชวนไปนี่ คิดยังไงก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำงานได้เท่านี้ถ้าอยู่กับครอบครัวที่ไทย การมาเรียนต่างประเทศอยู่คนเดียวห่างครอบครัว ไม่ได้มีเพื่อนอยู่กันเต็มเมือง ว่าไปแล้วก็มีผลมากในการสร้างสภาวะบังคับที่ทำให้เรามีเวลาให้กับการทำงานอย่างเต็มที่จริงๆ


พูดโน่นนี่มาซะยาว สรุปสั้นๆว่าสิ่งที่อยากพูดคือ เรียนจบแล้วค่าาาาาาาาา เรื่องน่ายินดีตบท้ายบล็อคก็คือ ปีนี้ทางคณะมีพิธีรับปริญญาให้คนที่จบเดือน กย ด้วยเห็นว่าเพิ่งเริ่มมีให้ตั้งแต่ปีก่อน ก่อนหน้านั้นใครจบคณะนี้ตอนเดือน กย เหมือนเป็นลูกเมียน้อย ไม่มีทะเบียนสมรส..เอ้ย..ไม่มีพิธีในหอประชุมให้ เชิญเดินไปเอาใบปริญญาจากเจ้าหน้าที่ที่ออฟฟิศกันเอง (ตอนเราจบโทก็แบบนี้ล่ะ ไม่มีพิธีอะไรให้เลย ที่ญี่ปุ่นคนส่วนใหญ่จบการศึกษาในเดือน มีค)

Credit: ภาพจาก //www.oizumi-tabunka.jp/images/2010/03/GUM10_CL04216.jpg และ //oiwaigoto.seesaa.net/category/2721111-1.html

แต่จริงๆก็หาได้แคร์สื่อไม่ ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าปีนี้ที่คณะมีพิธีให้ก็ไปเช่าฮากามะเตรียมใส่ถ่ายรูปที่ระลึกกับปริญญาไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนเค้ามาเปิดบู๊ตที่มหาลัยก็เดินดุ่มๆไปลองไปเลือกมา ลองแล้วเค้าเสนอช่วยถ่ายรูปให้ด้วยนะ บอกว่าเราจะได้เอาไว้ดูเทียบตัดสินใจทีหลังได้ว่าจะเอาคอมบิเนชั่นอันไหนดี (ในภาพ 振り袖 Furisode ท่อนบนใส่จริงๆ แต่ฮากามะท่อนล่างใช้มัดติดด้านหน้าไว้เฉยๆไม่ได้สวมจริง ถ้าหันหลังจะเห็นเป็นเหมือนคนกิโมโนฟ้าด้านหลังในภาพเลย)

Credit: ภาพหน้าน้องหมาใส่หมวกปริญญาที่ใช้ sensor จาก //www.clipartof.com/portfolio/mkoudis/illustration/cute-graduate-puppy-1064243.html

ส่วนราคาเช่านี่แบบว่า...แพงจนเหงื่อตก เฉพาะแค่สองชิ้นที่ขาดไม่ได้ กิโมโนท่อนบนกับฮากามะท่อนล่าง เอาแบบไม่รวมออปชั่นอื่นๆเลยนะค่าเช่าสองชิ้นนี้หนึ่งวันปาไปเกือบ 50,000 เยนแล้ว ถึงจะมีส่วนลดนิดๆหน่อยๆแต่ยังไงก็แพงอยู่ดี หลังจากนั้นตอนเอาบิลไปจ่ายเงินที่สหกรณ์นี่ถึงกับต้องกลืนน้ำลายดังเอื๊อกเลย (ตอนที่จองไว้ยังไม่ทันจะได้จ่ายเงินสักเยน เค้าก็มีให้ยูกาตะกลับบ้านมาใส่ดูดอกไม้ไฟเล่นตัวนึงแล้ว เกิดเปลี่ยนใจไม่เช่าแล้ว ไม่ไปจ่ายเงินภายในกำหนดเวลา ก็เท่ากับเราได้ยูกาตะมาฟรีๆเลยนะเนี่ย)


... ที่น่าสนใจคือทั้งสองร้านเช่าฮากามะที่มาเปิดบู๊ตที่มหาลัย ไม่ว่าร้านไหนแพ็คเกจไหนก็ไม่เห็นมีออปชั่นแต่งหน้าให้เลย มีแต่ออปชั่นทำผมให้กับใส่ชุดให้ อย่างนี้ถ้าใครแต่งหน้าเองไม่เป็นคงต้องเหนื่อยวิ่งวุ่นหาคนแต่งหน้าให้อีกสินะ สงสัยเค้าถือว่าสาวญี่ปุ่นแต่งหน้าเองเป็นกันหมดมั้ง

อีกอย่างที่ตอนนี้ยังคิดๆอยู่คือจะเอายังไงกับชุดครุยดีหนอ(เพราะวันพิธีจะใส่ฮากามะ) ที่ญี่ปุ่นไม่ใช่ทุกมหาลัยที่จะมีชุดครุย เท่าที่ได้ยินมาเหมือนว่าส่วนใหญ่จะไม่มีด้วยซ้ำ บางที่คนไทยก็รวมกลุ่มกันทำชุดครุยของมหาลัยขึ้นมาใส่กันเอง แต่สำหรับที่โตไดนั้นมีชุดครุยของมหาลัยหน้าตาประมาณในภาพ (เรียงจากซ้ายไปขวา คือ ชุดของปริญญาเอก โท และ ตรี) เพิ่งรู้จากรุ่นพี่รุ่นเดอะ(เดอะระดับจบก่อนเราเป็นสิบปี)ว่าที่โตไดเองก็เพิ่งจะมีครุยได้สักประมาณสิบปีนี้เอง

Credit: ภาพจาก //www.u-tokyo.ac.jp/stu01/h15_05_j.html

สำหรับเด็กปริญญาตรีและโทจะเช่าได้เท่านั้น ถ้าอยากซื้อเลยจะได้เฉพาะเด็กจบปริญญาเอก ... พอรู้งี้ก็เลยยิ่งลังเลว่าจะซื้อเผื่อไว้ดีไหมเนี่ย ทีหลังเกิดเราเปลี่ยนใจอยากได้ขึ้นมาก็ฝากรุ่นน้องซื้อให้ไม่ได้ด้วย(เพราะตอนไปจ่ายเงิน ต้องมีใบรับรองออกโดยมหาลัยไปโชว์ว่า เรากำลังจะเรียนจบปริญญานี้ๆจริงๆนะ ไม่ใช่ว่าใครๆก็จองแล้วซื้อได้) แต่สนนราคาซื้อชุดครุยก็ไม่ถูกเหมือนกัน 45,000 เยนแน่ะ ยังไม่ทันจะหายจากอาการกลืนน้ำลายดังเอื๊อกเมื่อตอนเช่าฮากามะเลย มีเรื่องจ่ายเงินมาให้คิดอีกแล้ว (ว่าแต่ทำไมเอกค่าเช่าครุยแพงกว่าโทตั้งเท่านึงล่ะเนี่ย??? หมื่นเยนแน่ะ)

Credit: ภาพแค็ปมาจาก //www.u-tokyo.ac.jp/stu01/h15_05_j.html

สอบจบแล้วผ่านอะไรแล้ว จากนี้ก็เป็นเวลาของการเก็บข้าวเก็บของเตรียมกลับไทยถาวร (ระหว่างนี้ก็แวะแล็บไปทำงานเพิ่มเติมให้อาจารย์ซะหน่อย ยังไงนี่มันก็คืองานของเราก็อยากทำให้ดีที่สุดจนถึงตอนสุดท้ายท้ายสุดจริงๆ) ห้องนี้อยู่มากว่าห้าปี มองไปตอนนี้นึกไม่ออกเลยว่าควรเริ่มเก็บจากตรงไหนดี รกระเบิดเหมือนกันหมดทุกซอกทุกมุม

-----------------------------------------------------

ภาพที่ถ่ายเองในบล็อค(ที่มีโลโก้ดารุมะ)มาจาก Sony Alpha NEX-5 + Alpha E 18-55mm OSS ถ่ายมาเรื่อยๆในช่วงหลายเดือนนี้ จับมาปรับแสงและ contrast บางภาพก็ใส่ color filter หรือ lighting effect ให้หน่อย สุดท้ายย่อ USM แล้วใส่ลายน้ำเป็นอันเสร็จพร้อมโพส


Credit: ภาพโลโก้ดารุมะตรงลายน้ำจาก //go-do.jp/user-cgi/diarypro/archives/72.html


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 28 กรกฎาคม 2554
Last Update : 1 ตุลาคม 2555 1:25:33 น. 19 comments
Counter : 10528 Pageviews.

 
ยินดีด้วยนะค่ะ ช่างคุ้มค่ากับที่ฝ่าฟันมาจริงๆค่ะ


โดย: หนุ่มน้อยหัดเที่ยว IP: 183.89.45.178 วันที่: 31 กรกฎาคม 2554 เวลา:14:22:36 น.  

 

ยินดีด้วยมากๆเลยค่ะ

สำหรับตัวเองที่เรียน ป.ตรี อยู่ก็คิดว่าเหนื่อยในระดับหนึ่ง
ไม่ใช่เนื้อหาแต่เหนื่อยกับวิธีสอน (วิธีเรียน) มากกว่า
อ่านแล้วยินดีๆ ก็เกิดแรงฮึดให้ตัวเอง

ดีใจด้วยอีกทีค่า

ปล. ขอ 2 ประโยคนี้ไว้บอกตัวเองหน่อยนะคะ

เมื่อไหร่ประมาทเมื่อนั้นคือจุดเริ่มต้นแห่งความซวย

รู้ว่าถ้าเราเลิกอ่านบอร์ดอ่านกระทู้สัพเพเหระในแต่ละวันไปซะบ้าง เวลาตรงนั้นเนี่ยเราเอามาทำงาน(+นอนพักผ่อน)ได้เพียบเลยล่ะ



โดย: pikzy วันที่: 31 กรกฎาคม 2554 เวลา:15:29:31 น.  

 
おめでとう♪(^ ・^)ノ⌒☆ ยินดีด้วยค่าาา ประสบความสำเร็จไปอีกหนึ่งก้าว^^
นานๆ เข้าบล็อคทีและก็ได้แต่ซุ่มอ่านเงียบๆ ไม่ค่อยได้ทักทาย
แต่ Entry อ่านจบปุ๊บต้องรีบมาแสดงความยินดีกับ จขบ. ด่วนเลย >_<


โดย: kizuna_Ai วันที่: 2 สิงหาคม 2554 เวลา:11:03:43 น.  

 
>> หนุ่มน้อยหัดเที่ยว, pikzy, kizuna_Ai

ขอบคุณที่แวะมาแสดงความยินดีนะคะ

สำหรับคุณ pikzy อยากบอกว่าทัศนคติของเราเองนั่นล่ะค่ะที่จะเป็นตัวผลักดันหรือฉุดรั้งตัวเองไว้ ยกตัวอย่างเรื่องการอิจฉา เราเป็นคนนึงที่คิดว่าอิจฉาคนที่เค้าดีกว่าเก่งกว่าไม่เห็นจะแปลกเลย คนธรรมดามันก็ต้องมีความรู้สึกมีกิเลสกันบ้าง

แต่ถ้าอิจฉาแล้วเอามาเป็นแรงผลักดันให้เราพยายามเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้นหรือดีขึ้นได้ มันก็เป็นเรื่องดีนะคะ ... กลับกันถ้าอิจฉาแล้วมัวแต่น้อยเนื้อต่ำใจ วันๆโทษโชคชะตาฟ้าดินแต่ไม่ลงมือทำอะไรเลย ตัวเองก็ไม่พัฒนา สุขภาพจิตก็เสีย ... บางคนหนักกว่าถึงขั้นริษยา คอยหาทางกดคนที่ดีกว่าตัวเองให้ต่ำลงเพียงเพื่อให้ตัวเองดีขึ้น

ถ้าเรามองอุปสรรคเป็นความท้าทาย เป็นเครื่องทดสอบความสามารถ มองปัญหาให้มันมีทางแก้ เราก็มีแรงฮึดที่จะก้าวข้ามมันไปได้ แล้วผลสุดท้ายก็ตัวเราเองนี่ล่ะค่ะที่จะได้พัฒนาจากการก้าวข้ามอุปสรรคนั้นๆ

เรารู้จักคนๆนึงเป็นนักวิจัยที่เราชื่นชมมากๆ เค้าชอบและสนุกที่ได้แก้ปัญหา เห็นใครมีปัญหาเค้าก็อาสาไปช่วยคิดช่วยถกหาทางแก้ เรียกว่าไงดีล่ะคะ เค้าเป็นคนที่ไม่กลัวปัญหา แต่มองปัญหาเหมือนเป็นเกมส์ เป็นความท้าทายใหม่ๆที่ทำให้ชีวิตไม่น่าเบื่อน่ะค่ะ

กลับกันถ้ามัวแต่มองว่าอุปสรรคมันไม่มีทางแก้ ไม่ว่าพยายามยังไงก็คงหมดหวัง อย่างนี้เราเองนั่นล่ะค่ะที่จะหมดแรงซะตั้งแต่ยังไม่เริ่ม พอใจไม่สู้แล้วก็ส่งผลถึงประสิทธิภาพในการทำงาน ผลที่ออกมาก็ไม่ใช่ผลจากความสามารถเต็มที่ของเราจริงๆ อย่างนี้นอกจากจะทำได้ไม่ดีหรือเผลอๆล้มเหลวทำไม่ได้ ตัวเราเองก็พลอยเสียสุุขภาพกายและสุขภาพจิตในระหว่างทางไปด้วย

ที่พูดนี่ไม่ใช่เราไม่เคยท้อนะคะ เคยค่ะ แต่มีคนช่วยปลอบ คอยเตือนสติให้เราเผชิญปัญหา แจกแจงให้เราเห็นว่าแต่ละปัญหามันมีทางแก้นะถ้าเราฮึดสู้ให้เต็มที่เราก็จะผ่านมันไปได้ ... แทนที่จะวิ่งหนีปัญหา หรือ นั่งปลงหมดอาลัยไปวันๆว่าอะไรมันจะเป็นยังไงก็ช่าง...เราไม่สนแล้ว เราทำได้แค่เนี้ยะล่ะพอ..จบ.. (ความคิดปลงไปวันๆนี่เราคิดว่าอันตรายมากค่ะ เมื่อไหร่คิดอย่างนี้นี่เหมือนแหย่เท้าเข้าไปในวังวนการเรียนเอกยืดเยื้อหรือเรียนไม่จบแล้ว)

สำหรับการเรียนเอก สำคัญที่สุดเราคิดว่าคือ ความมุ่งมั่นที่ไม่สั่นคลอนว่า "เราต้องเรียนจบให้ได้" ค่ะ ... บางคนเลิกเรียนกลางคันเพราะหมดกำลังใจจะทำต่อ ท้อแท้เพราะไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ (แถมอายด้วยเวลาโดนถามว่าเมื่อไหร่จะจบ) ... บางคนก็เริ่มปลงกับชีวิตปริญญาเอก เสียความมุ่งมั่นที่เคยมีเมื่อตอนเริ่มเรียนใหม่ๆ พอขาดแรงฮึดแล้ว บางทีจากที่ควรจะจบเท่านี้ปี ก็ได้ต่อยาวไปเลยค่ะกว่าจะเสร็จและจบเอกมาได้ (หรือบางทีก็คือ กลับไปเข้าเคสแรก ค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น เรียนไม่จบไปเลย)

นอกเรื่องไปเนอะคะเนี่ย ไม่มีใครถามความเห็นเรื่องนี้ซะหน่อย


โดย: White Amulet วันที่: 2 สิงหาคม 2554 เวลา:17:58:13 น.  

 
ยินดีด้วยนะคะ


โดย: แพทค่ะ (aLwaYs moodY ) วันที่: 2 สิงหาคม 2554 เวลา:20:00:26 น.  

 
เก่งจริง ๆ ค่ะ

ขอแสดงความยินดีด้วย


โดย: น้านก (Aunti-นก ) วันที่: 7 สิงหาคม 2554 เวลา:7:33:07 น.  

 
ดีใจด้วยนะคะ
อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจและพร้อมที่จะสนุกกับการเรียนค่ะ


โดย: piGipo วันที่: 7 สิงหาคม 2554 เวลา:16:02:30 น.  

 
ยินดีด้วยนะคะ เป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจและคุ้มค่ากับที่ทุ่มเทจริงๆ


โดย: bubblebii IP: 115.87.204.18 วันที่: 7 สิงหาคม 2554 เวลา:19:20:02 น.  

 
ยินดีด้วยนะคะ


โดย: COCOSWEET วันที่: 8 สิงหาคม 2554 เวลา:12:11:06 น.  

 
ยินดีด้วยนะครับ จขบ :)

ชอบอ่านบล๊อคนี้มากเลย ด้วยความที่ชอบเที่ยวญี่ปุ่นอยู่แล้ว พอได้มาอ่านแล้วยิ่งชอบ เพราะได้ไอเดียเที่ยวใหม่ๆเพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ ^^


โดย: jay IP: 115.87.75.17 วันที่: 22 สิงหาคม 2554 เวลา:10:28:36 น.  

 
ยินดีด้วยค่ะ กับความสำเร็จ


โดย: pat IP: 110.77.138.50 วันที่: 4 มกราคม 2555 เวลา:13:12:02 น.  

 
ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ความพยายามเป็นเลิศจริงๆ นับถือเลยค่ะ ขอให้ประสบความสำเร็จด้านการงานด้วยนะคะ ヽ(^o^)丿おめでとうございます~


โดย: คนนอก IP: 124.122.158.86 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:19:52:36 น.  

 
ยินดีด้วยนะคะ อ่านBlog คุณ แล้วทำให้เราน้ำตาไหลเลย เราเองก็เพิ่งจบและรับปริญญาเอกไปเมื่อวันที่ 15 กันยายน 55 นี้ ที่ Waseda University
อ่านแล้วเห็นภาพเลย และมองตัวเองย้อนกลับ ถามตัวเองว่าผ่านมาได้อย่างไร จะว่ายากก็ยาก ง่ายก็ง่าย แต่ว่าอย่างไรก็ตาม "ขอแสดงความยินดี"กับเจ้าของ Blog ด้วยนะคะ และอยากจะบอกว่า เห็นด้วยกับเจ้าของ Blog มากมายค่ะ Advisor เราสุดโหด แต่สุดท้ายเมื่อผ่านมาได้ บอกได้่า ภูมิใจจริงๆๆๆๆ เย้ เย้


โดย: วาเซดะ IP: 223.206.210.78 วันที่: 23 กันยายน 2555 เวลา:10:55:21 น.  

 
ยินดีด้วยนะคะ ... และขอให้มีการเริ่มต้นใหม่ที่ดีนะคะ

จะติดตามบล็อคต่อไปนะคะ ^__^


โดย: beachsai IP: 202.94.76.110 วันที่: 2 ตุลาคม 2555 เวลา:10:48:56 น.  

 
รบกวนขอปรึกษาค่ะ น้องสาวอยากไปเรียนต่อ ป เอก ที่ญี่ปุ่น ต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ
รบกวนช่วยตอบด้วยค่ะ


โดย: can IP: 118.174.144.93 วันที่: 16 สิงหาคม 2556 เวลา:10:40:50 น.  

 
รบกวนปรึกษาหน่อยคะ พอดีตอนนี้เรียน ป.เอก ทำวิจัยมา 4 ปีแล้ว ล่าสุดโดนอาจารย์ให้ไปแก้โดยเก็บข้อมูลและเปลี่ยนวิธีการวิเคราะห์ใหม่ ไม่ทราบว่าทางพี่รับเป็น consult ไหมคะ ไม่รู้จะพึ่งใครจริงๆคะ ท้อมากๆ แถมถูกอาจารย์พูดดูถูก จนหมดกำลังใจเลย 😰
tachanun.l@gmail.com


โดย: Liu IP: 202.99.84.45 วันที่: 15 กันยายน 2556 เวลา:23:31:04 น.  

 
เรียนป.เอกของพี่ไปต่เอง หรือว่าทุนคับพี่


โดย: mstu IP: 101.109.230.220 วันที่: 1 ธันวาคม 2556 เวลา:16:35:11 น.  

 
^
^
ไปทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบที่คัดเลือกโดยมหาวิทยาลัยโตเกียวค่ะ


โดย: White Amulet วันที่: 19 พฤษภาคม 2557 เวลา:11:44:11 น.  

 
อยากขอคำแนะนำปรึกษา เรื่องต่อป.เอก ค่ะ ที่ญี่ปุ่น
รบกวนคุยทางเมลนะคะ
rrdptl@gmail.com

ขอบคุณล่วงหน้าจ้า


โดย: prim IP: 134.196.137.250 วันที่: 14 เมษายน 2559 เวลา:22:42:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.