W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > เสาร์ 12 มีนา 2011


วิตกจริต เครียด แยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนไหวจริง อันไหนไหวอุปทาน

คำเตือน บล็อคนี้เน้นบรรยาย รูปไม่ค่อยมี อีกอย่างคือบล็อคนี้เป็นแค่บันทึกเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่บล็อครายงานสถานการณ์สดจากโตเกียวแต่อย่างใดนะ

วันที่สองของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเตือนแผ่นดินไหวจากทีวีอีกแล้ว สรุปว่าเมื่อคืนทั้งคืนหลับไม่สนิทเอาซะเลย

ในทีวีก็ยังเป็นประกาศเตือนแผ่นดินไหวให้นอยด์เตรียมวิ่งกันเป็นระยะๆเหมือนเมื่อวาน(เจอมาเป็นวันแล้วแต่ก็ยังไม่ชินสักที ประกาศมากี่ทีก็ใจหายวูบไปอยู่ตาตุ่ม) สลับกับภาพข่าวความคืบหน้ารายงานความเสียหาย สถิติผู้เสียชีวิต และ ภาพวนของเหตุการณ์ซึนามิเมื่อวานในหลายๆจุด (ตรง 岩手 Iwate กับ 宮城 Miyagi ที่โดนหนักรู้สึกจะ rewind บ่อยกว่าเพื่อน) ได้ยินว่าสนามบินเปิดแล้วใครที่ติดอยู่ที่เทอร์มินอลตั้งแต่เมื่อวานก็ได้บินกันเสียที รถไฟก็เปิดให้บริการเยอะขึ้นแต่เทียบกับที่วิ่งกันยุ่บยั่บตามปกติของโตเกียวแล้วก็ยังถือว่าเปิดน้อยมากๆ เดินทางไม่ค่อยสะดวก

ไม่พูดพล่ามทำเพลง ตื่นมารีบลุกมาเช็คข่าวจากเพื่อนๆใน FB ก่อนเลย ระหว่างนั้นก็แทะโดนัทที่ซื้อมาเมื่อวานเป็นอาหารเช้าไปด้วย ทั้งๆที่ท้องร้องรู้สึกว่าหิวมากแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าแต่ละคำนี่มันกลืนยากกลืนเย็นซะเหลือเกิน สรุปว่าท้องหิว แต่กินไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องกินล่ะไม่งั้นเกิดมีอะไรขึ้นมาจะไม่แรงวิ่งเอา

จากข่าวอัพเดตจากเพื่อนๆน้องๆตอนนี้เริ่มมีประกาศว่าการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอขอความร่วมมือให้ช่วยกันประหยัดไฟ และ มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดไฟดับบางพื้นที่ในช่วงเย็น ว่าแล้วเลยรีบวิ่งไปอาบน้ำอะไรไว้ก่อน อาบไปก็กังวลไปเหมือนเดิม กลัวจะเกิดเหตุฉุกเฉินให้ต้องวิ่งทั้งๆสภาพโป๊ๆไม่พร้อมอย่างนี้

อาบเสร็จรีบออกจากบ้านไป ドンキホーテ Donkihote ร้านขายของใกล้บ้านที่ขายทุกอย่างตั้งแต่ข้าวสารยันแบรนด์เนม ส่วนตัวเป้าหมายไม่ใช่เสบียงอาหารเพราะตามประสานักเรียนไกลบ้าน ก็มีมาม่าและข้าวสารที่หอบจากไทยตุนไว้พอกินสบายๆไปนานอยู่แล้วตราบเท่าที่ยังมีไฟฟ้าใช้อยู่ หรือถ้าไม่มีอะไรกินจริง แทะมาม่าดิบก็คงพอกันตายได้แหล่ะ ยังไงซะตอนนี้ก็กินอะไรไม่ค่อยลงอยู่แล้ว แต่ที่ออกไปเนี่ยเพื่อไปหาอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมทั้งไฟฉาย นกหวีด และ หมวกกันน็อค

เหมือนๆกับเมื่อวาน ได้มาเดินข้างนอกแล้วค่อยรู้สึกหายเครียดหน่อย มองถนนหนทางและผู้คนในเมืองแล้วก็ไม่ค่อยรู้สึกถึงความตื่นตระหนกหรือตกใจกลัวกันเท่าไหร่ ไม่เหมือนที่เป็นกันอยู่ในหมู่คนไทย ณ ตอนนั้น ส่วนตัวมาแบบล้างหน้าเสร็จออกจากบ้านมาเลย หน้าไม่แต่งแม้แต่นิดเดียว แบบว่าไม่มีอารมณ์จริงๆ แต่มองคนญี่ปุ่นอื่นๆที่เจอ เค้าก็ยังแต่งหน้าแต่งตัวจัดเต็มกันตามปกติอยู่ (แต่ก็ช่างมันเถอะ ไม่เจอคนรู้จักสักหน่อย)

เท่าที่เห็นร้านอาหารส่วนใหญ่ก็ยังเปิดขาย คนขายก็ยังมาทำงานกัน ดอกเหมย(ดอกบ๊วย)ที่มาถ่ายรูปเมื่ออาทิตย์ก่อนก็ยังบานสวยอยู่หน้าศาลเจ้า


อย่างว่านะ life must go on คนญี่ปุ่นยิ่งความรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นเลิศด้วย ไม่ค่อยจะเคยได้ยินเค้าเรียกร้องหรืออ้างสิทธิอะไรกันเท่าไหร่ เห็นแต่สอนให้รู้จักหน้าที่ และทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดไม่ว่ามันจะดูเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ส่วนตัวเชื่อนะว่าการรู้จักหน้าที่ และตั้งใจทำหน้าที่ส่วนของตัวให้ดีที่สุดนี่แหล่ะ คือ สาเหตุที่ทำให้ประเทศนี้พัฒนามาได้อย่างนี้ทั้งๆที่ทรัพยากรอะไรก็ไม่ค่อยจะมีกับเค้า

ส่วนที่ดองกี้ก็คึกคักตามคาด ชั้นเครื่องไฟฟ้าก็จัดเอาลังไฟฉายสารพัดมาตั้งเด่นไว้เลย ไซส์ใหญ่ ไซส์เล็ก พร้อมถ่าน หยิบกันคนละหนุบคนละหนับ หมวกกันน็อคทรงที่ไม่มีหน้ากากเกะกะข้างหน้าก็โดนหยิบซะหมดชั้น ยังดีว่ามีแบบอื่นใกล้เคียงกันเหลือให้หยิบมาได้อันนึง (แม้ว่าจะไม่ได้มาตรฐานหมวกนิรภัยสำหรับเหตุการณ์แบบนี้ แต่ก็คงดีกว่าวิ่งหนีหัวโล่งๆล่ะเนอะ)

ส่วนชั้นของกินยิ่งไม่ต้องพูดถึง น้ำ(เปล่า)ขวดเกลี้ยง ไข่(เกือบ)หมด ขนมปังต่างๆไม่มีเหลือ แต่พวกอาหารแช่แข็งก็ยังพอมีอยู่บ้าง ไหนๆมาแล้วเลยหยิบเสบียงเพิ่มไปอีกหน่อย อาหารแช่แข็งสองสามแพ็คและคุกกี้หวานๆสักกล่อง (กะว่าน่าจะให้พลังงานสูงหน่อยล่ะน่า ของอ้วนๆอย่างนี้)

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ทันนึกถึงว่าจะเกลี้ยง ก็คือข้าวสารนี่เอง หมดทุกไซต์ทุกขนาดเลย โชคดีว่าเรามีหอบจากไทยมาเยอะอยู่แล้ว เลยไม่ต้องไปแย่งข้าวคนญี่ปุ่นเค้ากิน


กลับบ้านมาด้วยอาหารและข้าวของเต็มมืออีกแล้ว ลิฟต์ที่แมนชั่นมาวันนี้ใช้ได้แล้ว ขาลงนี่ยังกลัวอยู่ไม่กล้าใช้(ยิ่งมีข่าวว่ามีคนติดในลิฟต์อยู่เป็นร้อยแห่ง และกำลังทยอยช่วยเหลืออยู่ด้วย) แต่ขาขึ้นนี่ทั้งของหนัก ทั้งยังปวดขาติดพันจากเมื่อวาน เลยยอมกลั้นใจขึ้นลิฟต์ไปและก็ถึงอย่างปลอดภัย โชคดีว่าขึ้นคนเดียวเลยรวดเดียวถึง ไม่งั้นถ้าคนเยอะเหมือนลิฟต์ที่มหาลัย จนต้องหยุดทุกชั้นนี่กว่าจะถึงชั้นตัวเองคงลุ้นจนเครียดลงกระเพาะ


มาถึงบ้านก็รีบจัดการใส่ถ่านไฟฉาย ปรับสายหมวกกันน็อค แขวนนกหวีด(ホイッスル)ไว้รอบคอให้เรียบร้อย แล้วก็รื้อเป้ใส่ของฉุกเฉินมาจัดใหม่อีกที พยายามจะเตรียมให้พร้อมที่สุด(โดยที่ยังแบกไหว)แล้วนะ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่พอทุกทีไป บวกกับยังไม่ค่อยมั่นใจด้วยว่าถ้าต้องวิ่งจริงๆ พวกไม่ค่อยออกกำลังกายอย่างเราจะไหวไหมนะ

สรุปของที่จัดๆไว้ชุดแรกที่ไม่ใช่ของกินมีดังนี้ หมวกกันน็อค นกหวีด สัญญาณนิรภัย ไฟฉายคาดหัว ไฟฉายใหญ่ ถ่านไฟฉายสำรอง ผ้าคาดปิดปาก ผ้าอนามัย(ใช้ทำแผลได้นะ) กระดาษทิชชู่ ยาที่จำเป็น มีดเผื่อไว้ตัดอะไร(เผอิญไม่มีมีดสวิสสารพัดประโยชน์) เสื้อไว้เปลี่ยนพร้อมอุปกรณ์กันหนาว(วันนั้นยังหนาวอยู่เลย) ถุงร้อน จริงๆตามในลิสต์ที่โพสๆบอกกันยังมีอีกมากมายหลายสิ่ง แต่หาไม่ได้บ้าง ยัดไม่ลงแล้วบ้างเลยเหลือแค่นี้ก่อน


อีกส่วนที่เป็นของกินก็มี มาม่าซองๆ(จากไทย) คัพนู้ดเดิ้ล น้ำดื่ม ขนมหวานพวกเค้กและคุ้กกี้ต่างๆ ขนมขบเคี้ยวซองๆ(เก็บได้นานดี) ทูน่ากระป๋องแบบเปิดกินได้ทันที(ที่เปิดกระป๋องไม่ต้องใช้) แล้วก็ขนมธัญพืชอีกหน่อย จริงๆอยากใส่น้ำมากกว่านี้นะเนี่ย ของสำคัญสุดเลย แต่น้ำเจ้ากรรมก็ดันหนั๊กหนักใส่เยอะๆท่าจะแบกไม่ไหวเอา


วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ต้องใช้ชีวิตอยู่หน้าทีวีตลอดเวลา งานบ้าน งานวิจัยมีให้ทำอยู่ แต่บอกตามตรงว่าระแวงแผ่นดินไหวจนไม่มีอารมณ์จะทำอะไรเลย ระหว่างที่หูฟังข่าวในทีวี(ที่ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง)เผื่อเตรียมวิ่ง ตาก็อ่านข่าวอัพเดตต่างๆจากเพื่อนๆน้องๆใน FB เรียกว่าแทบจะสำลักข่าวจนเครียดตายอยู่แล้ว ยังไม่ถึงกับไมเกรนขึ้นหรืออะไร แต่ก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยและเพลียทั้งๆที่แทบไม่ได้ลุกไปไหน ข้าวน้ำก็กินไม่ค่อยจะลงก็ได้แต่ฝืนๆกินไปเพราะต้องเผื่อแรงไว้ยามจำเป็น

เจ้า aftershock เจ้ากรรมก็ยังแรงดีมาทักทายกันถี่ๆตลอดทั้งวัน(แต่ยังดีว่ายังไม่ต้องออกวิ่งป่าราบกันจริงสักครั้ง) แถมบางที(ที่จุดที่โดนหนัก)ก็ค่อนข้างแรงซะด้วย(แต่ก็เบากว่า M9.0 เมื่อวาน) จนไม่สามารถวางใจได้ว่ามันเป็น aftershock จริงๆหรือมันเตรียมจะไหวใหญ่อีกรอบล่ะเนี่ย

คนไทยรอบตัวเริ่มป่วยเป็นโรคหวาดระแวงแผ่นดินไหวเหมือนๆกัน (อ่านจากใน FB ทุกคนมีอาการเดียวกันเป๊ะๆ) อาการของโรค คือ เริ่มสูญเสียความสามารถในการแยกแยะว่าตอนนี้มันเกิดแผ่นดินไหวจริงๆ หรือ เราคิดไปเอง หรือ แค่เราโยกตัวเราเองกันแน่ แถมสำหรับเรายังมีพิเศษอีกอย่างคือ ถ้ารถใหญ่ๆหนักๆแล่นผ่านหน้าบ้านเร็วๆ ห้องจะรู้สึกไหวนิดนึงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วด้วย มาตอนนี้ก็พลอยตกใจนึกว่าแผ่นดินไหวมาอีกแล้ว

นอกจาก aftershock ที่วันนี้ก็ยังคงแวะมาทักทายให้ผวาและเตรียมวิ่งกันอยู่เป็นเนืองๆ ก็ยังมีข่าวใหม่เรื่องโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ 福島 Fukushima ให้ต้องมากังวลอีก จริงๆข่าวนี้น่าจะมีมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว(มั้ง) แต่เมื่อวานข่าวซึนามิและแผ่นดินไหวดังกว่าเลยไม่ทันได้สังเกตข่าวนี้กะเค้า

มีข่าวว่าเตาปฏิกรณ์ 1.1 (= โรงไฟฟ้า No. 1 เตาปฏิกรณ์ที่ 1) ระเบิดซะว่อนอินเตอร์เน็ตเลย ได้ยินแล้วใครก็ตกใจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด!!! แถมยิ่งอ่านกระทู้ที่เกี่ยวข้อง และความเห็น(แบบส่วนตั๊วส่วนตัว ที่ไม่ค่อยได้อิงถึงความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์กันเท่าไหร่)ในกระทู้ รวมถึงแว่บไปดูข่าว CNN อะไรเข้า ยิ่งจิตตกหนักเข้าไปใหญ่ เนื้อข่าวเค้าชวนให้คนที่ต้องอยู่ในเหตุการณ์อย่างเรา(ขนาดว่าอยู่ห่างๆ)วิตกจริตได้สุดๆ นี่ขนาดว่าไม่ได้อ่านข่าวสำนักไทย ที่เสนอข่าวเว่อร์กว่านะเนี่ย สุดท้ายเลยตัดสินใจตามแต่ข่าว NHK และดูแต่กระทู้ของคนวงใน(ญี่ปุ่น)ดีกว่า

อ่านใน FB ที่แชร์โน่นนี่ต่อๆกันมา ก็ไปเจอบทความนึงที่พอจะทำให้เบาใจเรื่องสถานการณ์โรงงานนี้มาได้ จำ source ของบทความไม่ได้ แต่เป็นการอธิบายแบบผู้รู้จริงว่าต้นสายปลายเหตุของการระเบิดน่ะคืออะไร ซึ่งก็คือ การที่ก๊าซไฮโดรเจน (H2) ที่หลุดออกมาพร้อมกับไอน้ำ(ที่ปล่อยออกมาเพื่อลดความดันในถังปฏิกรณ์)มีปริมาณมากเกินคาดจนทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศจนเกิดการระเบิดขึ้น ไม่ใช่ว่าตัวสารกัมมันตภาพระเบิดตู้มต้ามเหมือนเชอร์โนบิลอะไร

ในบทความนั้นก็มีการอธิบายถึงความแตกต่างของกรณี Fukushima กับ เชอร์โนบิล ไว้ด้วยว่าในกรณีเลวร้ายสุดๆของฟุคุชิมะ ก็คือการ meltdown ซึ่งระดับอันตราย ณ ปัจจุบันยังจัดอยู่แค่ระดับ 4 (ส่งผลเฉพาะต่อคนในพื้นที่) ถ้าโชคร้ายเคสเลวร้ายสุดนี้เกิดขึ้นจริง ก็จะส่งผลทำให้พื้นที่โดยรอบกี่ km ก็ว่าไปกลายเป็นพื้นที่ที่ห้ามคนอยู่อาศัยภายในระยะเวลาเป็นสิบ(ๆ)ปี

ส่วนเชอร์โนบิลนั้นครองแชมป์หายนะสุดยอดที่สูงสุดระดับ 7 เกิดเหตุตัวแท่งกัมมันตภาพที่เป็นแกรไฟต์ เกิดการระเบิดตู้มมมตอนที่เตาปฏิกรณ์กำลังทำงานอยู่ เป็นเหตุให้ฝุ่นที่เจือปนกัมมันตภาพเข้มข้นถูกพ่นกระจายไปทั่ว ไกลจนถึงยุโรปเลย แต่กรณีฟุคุชิมะนี่คือ เตาปฏิกรณ์มันถูกหยุดการทำงานไปแล้วตั้งแต่ตอนเกิดแผ่นดินไหว ที่มีปัญหากันอยู่คือ การระบายความร้อนที่หลงเหลือจากปฏิกิริยาเพียงแค่ 7% (เมื่อเทียบกับความร้อน 100% ณ ตอนที่เครื่องเดินอยู่) นี่แหล่ะ

ได้อ่านบทความข้างบนแล้วคนอยู่โตเกียวอย่างเราก็ค่อยเบาใจขึ้น เพราะห่างมาตั้ง 250-300 km แน่ะไม่น่าจะเป็นไร(มั้ง ถ้าเป็นก็คงนิดๆหน่อยๆ) คนสายวิทย์อย่างเรา แม้จะรู้เรื่องกัมมันตภาพรังสีแค่งูๆปลาๆที่เรียนตอนม.ปลาย แต่พอได้อ่านบทความที่อธิบายแบบวิชาการตามลำดับชัดเจนมีที่มาที่ไปแล้วรู้สึกเคลียร์ขึ้นเยอะ

ไม่งั้นฟังมาแค่ว่ามันระเบิดๆๆ แต่ไม่รู้ว่าระเบิดตรงไหนยังไง มันก็พลอยจะตกใจกลัวไปก่อนจนเกินจำเป็นไป เอาแค่เท่าที่วิตกและผวาแผ่นดินไหวอยู่ถึงวันนี้เนี่ยก็สุขภาพจิตเสื่อมเสียไปสุดๆแล้ว(ท้องนี่แบนราบเลยเชียว กินอะไรไม่ลง) ถ้าจะมีอะไรมาให้วิตกเพิ่มก็ขอให้มันเป็นเรื่องจริงๆไม่ใช่แค่พูดให้กลัวเว่อร์ไว้ก่อนดีกว่านะ

สรุปว่าวันนี้ก็ยังคงผวาแผ่นดินไหวไม่ได้น้อยลงกว่าเมื่อวาน(เหมือนๆกับ aftershock ที่ ณ วันนี้ก็ไม่ได้มาถี่น้อยกว่าเมื่อวานเลย) ต้องติดตามข่าวและเตรียมวิ่งทั้งวันจนเหนื่อยและเครียดแม้จะไม่ได้ตั้งใจอยากจะเครียดก็ตามที ส่งผลต่อเนื่องทำให้ไม่อยากกินน้ำกินข้าว หุ่นสเลนเดอร์ขึ้นได้อย่างรวดเร็ว T_T

ได้ข่าวว่าคนต่างชาติคนนึงที่แล็บเตรียมเผ่นกลับไปตั้งหลักดูสถานการณ์ที่ประเทศตัวเองแล้ว ว่าจริงๆก็คิดอยากกลับไทย(ชั่วคราว)เหมือนกันนะ อยู่อย่างนี้มันเครียดจริงๆ แต่ก็ติดว่าตอนนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่กำลังจะต้องส่งรายงานสำคัญ แล้วนี่ยังไม่ทันเก็บผลการทดลองสำหรับรายงานนั้นมาเลย(ก็ตั้งใจจะเก็บวันจันทร์ที่จะถึงนี่ล่ะ) จะให้ทิ้งงานที่ลงแรงทำมาจนถึงป่านนี้ไปทั้งอย่างนี้ ในขณะที่สถานการณ์โดยรวมที่โตเกียวก็ยังไม่ดูเลวร้ายมาก(ในมุมมองคนญี่ปุ่น) มันก็ทำไม่ลงอ้ะ ก็เลยต้องทนเครียดต่อไป และหวังว่าสถานการณ์มันจะดีขึ้นในเร็ววัน

อ้อ อีกอย่างคือตั้งแต่ที่เกิดเรื่องเมื่อวันศุกร์ มีทั้งหลังไมค์และข้อความในบล็อคที่สอบถามมาว่าเราปลอดภัยโอเคไหม ก็ขอขอบคุณที่อุตส่าห์นึกถึงกันไว้ ณ ที่นี้ด้วย จนถึง ณ วันเสาร์นี้ว่ากันจริงๆนอกจากเรื่องสภาพจิตใจ ทางร่างกายและทรัพย์สินยังไม่เป็นอะไรเลย ปกติดีทู๊กกกอย่าง

แต่ดูจากสถานการณ์ที่ Fukushima แล้วก็นะ ทั้งโดนซึนามิยักษ์ถล่ม แถมปัญหาโรงไฟฟ้าตามมาอีก ที่ตั้งใจไว้ว่าเมษานี้จะไปดูดอกไม้ที่ 花見山 Hanamiyama ก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว อดคิดถึงไม่ได้ว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนคนของ Fukushima เค้ายังมาออกบู๊ตโปรโมทโปรแกรมชมดอกไม้ในงานเทศกาลดอกบ๊วยที่ศาลเจ้ายูชิมะ 湯島天神 อยู่แท้ๆเลย เนี่ยคนในภาพคือ Miss Fukushima ที่มายืนช่วยโปรโมทงานตอนนั้น


นึกเรื่อยไปถึงภาพที่เห็นคนของทาง Fukushima ใส่เสื้อสีชมพู กำลังตั้งอกตั้งใจแจกโบรชัวร์เชิญชวน และ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจทั้งหลายให้เรารวมถึงคนผ่านไปมาอย่างกระตือรือร้น (เรายังคุยกะเค้าอยู่เลยนะว่าที่ Hanamiyama น่ะเป็นที่นิยมในหมู่คนไทย) มันก็อดเศร้ามากไม่ได้นะ ว่าผ่านไปแค่อาทิตย์เดียวแท้ๆ ความตั้งอกตั้งใจทำงานของเค้าในวันนั้นมันก็กลายมาเป็นสูญเปล่าไปซะแล้ว จากสถานที่ที่ดูแล้วน่าจะกำลังไปได้ดี มีอนาคตสดใสสำหรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงก็กลับกลายมาเป็น.......อย่างในข่าววันนี้ไปซะแล้ว


สรุปวันนี้แม้จะเบาใจบ้างเรื่องว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่น่าจะมีผลถึงโตเกียว แต่ก็จบวันไปด้วยความหดหู่ท่วมท้น และ ความหวาดผวาแผ่นดินไหวที่ยังไม่จางไปเสียที ตั้งท่าจะนอนจะนอน(ทั้งชุดเต็มยศพร้อมวิ่ง) ก็นั่น!! มาอีกแล้วเสียงปี๊ดเตือนแผ่นดินไหว เมื่อไหร่สภาพแบบนี้มันจะจบไปเร็วๆซะทีนะ :-(

เป็นอันจบบันทึกวันที่สองของเหตุการณ์เพียงเท่านี้

----------------------------------------------------------------------

รวมบันทึกทั้งหมดของเหตุการณ์นี้

1. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > ศุกร์ 11 มีนา 2011
2. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > เสาร์ 12 มีนา 2011
3. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > อาทิตย์ 13 มีนา 2011
4. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > จันทร์ 14 มีนา 2011
5. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > อังคาร 15 มีนา 2011
6. บันทึกจากโตเกียว > 6วันในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึนามิ และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ > พุธ 16 มีนา 2011

----------------------------------------------------------------------

ยกเว้นสองภาพสุดท้ายที่เป็นภาพเก่า ถ่ายด้วย Canon EOS Kiss X3 + EF-S 15-85mm f/3.5-5.6 IS USM ภาพที่เหลือใช้ Sony NEX-5 + Sony Alpha E 18-55 OSS โหมด P โลด ค่า ISO, WB ทุกอย่างจัด auto ไปให้หมด ถือกล้องมือเดียวแล้วกดทุกภาพ (รู้สึกว่ามือไม่นิ่งเอาซะเลย ภาพหาความคมแทบไม่ได้) ย่อเอาง่ายๆด้วย photoscape


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 21 มีนาคม 2554
Last Update : 12 เมษายน 2554 23:19:29 น. 1 comments
Counter : 1121 Pageviews.

 
เจ๊หลีมาเกาะติดสถานการณ์ ค่ะ

ตอนแรกทำทริปไว้จะไปเจาะลึกโตเกียว เตรียมการมาครึ่งปี ต้อง ยกเลิกทั้งหมดรวมถึงตั๋วเครื่องบิน

ตอนนี้ต้องเริ่มทำแผนใหม่จะไปโอซาก้าแล้วหละค่ะ

เพราะวันหยุดขอไว้แล้วต้องใช้ด้วย


โดย: กิน ๆ เที่ยว ๆ วันที่: 22 มีนาคม 2554 เวลา:8:37:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.