W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
ใส่ยูกาตะไปเบียดคนถ่ายรูปเล่นที่อาซาคุสะในงาน Sumidagawa Hanabi Taikai (隅田川花火大会) 2010


>> คลิกเพื่อดูอัลบั้มภาพใน OneDrive

คาดว่าบล็อคนี้คงจะเป็นบล็อคที่มีกลิ่นไอ summer บล็อคสุดท้ายของปีนี้แล้ว ช่วงนี้ที่โตเกียวถือว่าร้อนน้อยลงกว่าเมื่อช่วงต้น สค พอตัว ค่อยสบายขึ้นหน่อย (ยังร้อนเหงื่อออกอยู่ แต่ดีขึ้นว่าเหนียวตัวน้อยลงหน่อย ไม่ร้อนชื้นมากเท่าก่อนหน้านี้) บรรดาจิ้งหรีดและจั๊กจั่นก็ดูจะร้องเสียงค่อยลงนิดนึง สบายหูขึ้นเยอะเวลาเดินเข้ามหาลัยช่วงกลางวัน

นอกเรื่องนิดนึงว่าหน้าร้อนญี่ปุ่นเป็นอะไรที่แมลงร้องเสียงดังเว่อร์มากๆ ในเมืองอย่างโตเกียวที่ปกติหาแมลงได้ยากยิ่งถึงขนาดมีมดใส่ขวดโหลขายเอาไว้ให้ศึกษาชีวิตมด แต่พอถึงหน้าร้อนเข้าหน่อยแมลงต่างๆพร้อมใจกันตื่นจากจำศีล ช่วงกลางวันแสกๆแดดร้อนๆตัวเหนียวๆเพราะความชื้นที่สูง เดินเข้ามหาลัยผ่านตรงช่วงที่ปลูกต้นไม้เยอะๆทีไร ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมจิ้งหรีดกับจั๊กจั่นที่นี่มันร้องเสียงดังขนาดนี้ คือ ไม่ใช่ว่าร้อง หรีดๆหริ่งๆพอให้โรแมนติค แต่เป็นเสียงหรีดหริ่งที่ดังเอามากๆเลย เคยอ่านจากใครสักคนเขียนว่าพวกจักจั่นนี่อยู่ใต้ดิน 7 ปีได้ขึ้นเหนือดินมาร้องหรีดหริ่งอยู่ 7 วันก็ตายแล้ว ก็เลยเอาน่ะหยวนๆมันหน่อยละกัน

กลับเข้าเรื่องกันซะที บล็อคนี้ดองมาได้หนึ่งเดือนกว่ากว่าจะได้ฤกษ์เขียน งานดอกไม้ไฟนี้จัดตั้งแต่ 31 กค โน่นแน่ะ เป็นงานดอกไม้ไฟที่ใหญ่ที่สุดในแถบคันโต มีการจุดดอกไม้ไฟสองจุดกลางแม่น้ำ sumida รวมแล้วก็จุดกันมากกว่า 20,000 ลูกเลยทีเดียว ประมาณการคนเข้าร่วมงานแต่ละปีมากถึง 948,000 คน

เมื่อปีที่แล้ว จขบ ก็ได้ใส่ยูกาตะกะเค้าครั้งแรกและไปร่วมงานนี้มาเหมือนกัน (รายละเอียดในบล็อคเก่า ที่นี่) หนนั้นอยากเห็นดอกไม้ไฟเต็มที่นะ แต่ด้วย spirit ที่ไม่แรงพอ ขี้เกียจไปปูเสื่อนอนจองที่กลางอากาศร้อนๆ อาศัยมาเดินหาจุดดูรอบๆแทน ผลก็คือ เห็นดอกไม้ไฟอยู่แค่ลิบๆ โดนตึกบังซะเกือบมิดเลย

มาปีนี้ได้บทเรียนจากปีก่อนแล้ว ดอกไม้ไฟอะไรเลยไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ถ้าอยากถ่ายรูปดอกไม้ไฟแบบเน้นๆเห็นชัดๆไว้เลือกไปงานที่เล็กๆหน่อยคนน้อยๆที่โล่งๆดีกว่า (มีหลายคนแนะนำมาว่างานที่จัดที่ Kitasenju นี่เหมาะมาก คนไม่เยอะมาก ไม่ต้องไปจองที่ ได้ถ่ายรูปดอกไม้ไฟกันแบบเต็มๆ) เป้าหมายของการไปร่วมงานปีนี้ของ จขบ คือ หาโอกาสใส่ยูกาตะชุดใหม่ และถ่ายรูปเก็บบรรยากาศของงานเท่านั้น (เหตุผลฟังดูไร้สาระ แต่ก็เป็นความจริง 100% )

หลังจากใส่ยูกาตะหนก่อนก็ไม่มีโอกาสได้ใส่อีกเลย ผ่านมาหนึ่งปีมาใส่อีกทีอะไรๆก็ขลุกขลักไปหมด แถมงานนี้กะไปถ่ายรูป(ตัวเอง)เต็มที่เลยต้องแต่งทุกอย่างให้เนี้ยบที่สุด(ต้องแต่งแบบเหงื่อออกโชกหน้าก็ยังไม่เละด้วย เพราะงานนี้ได้เหงื่อชุ่มแน่ๆ) เบ็ดเสร็จกว่าจะแต่งหน้า ใส่ชุด ทำผมเซ็ตผมเสร็จ กินเวลาไปกว่าสามชั่วโมง ได้ผลออกมาเป็นเยี่ยงนี้(ที่ท้ายบล็อคมีภาพทรงผมอ้างอิงที่ จขบ เอามาประยุกต์ด้วย) จากการสังเกตสาวยูกาตะปีก่อนเค้ามีการตกแต่งช่วงโอบิแบบต่างๆ ปีนี้ จขบ ก็เอามั่งสิอุปกรณ์ตกแต่ง(ซื้อมาจากช่วงลดราคาปลายหน้าร้อนปีก่อน)เป็นคล้ายๆผ้าตาข่ายมีประกายๆ เอามาผูกทับช่วงบนของโอบิ มัดๆให้เป็นโบว์ ทำให้โอบิสีขาวเรียบๆดูมีอะไรๆขึ้นหน่อย


งานนี้ไปกันกับน้องคนไทยที่มหาลัย นัดเจอกันที่สถานีที่เป็นจุดเปลี่ยนรถไฟเพื่อไปอาซาคุสะ ดอกไม้ไฟจุดตอน 19:00 - 20:30 แต่ ณ เวลาห้าโมงเกือบครึ่งที่สถานีจุดเปลี่ยนรถไฟนี้ผู้คนก็ทยอยกันมุ่งหน้าไปอาซาคุสะอย่างหนาตาแล้ว


งานใหญ่ๆคนเยอะๆอย่างนี้ ดีตรงไม่ต้องกลัวหลงทาง มีป้ายบอกทางและมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ระหว่างทางเป็นระยะๆ สงสัยอะไรหันซ้ายหันขวานิดนึงก็เจอคนให้ถามได้ทันที


หนนี้ไม่ได้ออกไปตรงสถานีอาซาคุสะตรงๆ(เพราะต้องต่อรถไฟอีกต่อ และรถไฟต่อนั้นคนเยอะ max ไม่อยากไปเบียดกะเค้า) อาศัยเดินต่อไปเอง ตรงที่ออกมานั้นห่างจากสถานีอาซาคุสะสักสองสถานีได้ แต่ก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาร่วมงานนี้ มองไปเจอคุณตำรวจเต็มไปหมด สาวและหนุ่มยูกาตะก็เยอะ ทั้งคนญี่ปุ่น ทั้งคนต่างชาติสารพัดชาติเดินกันให้ควั่กเชียว

ณ สะพานข้ามแม่น้ำ sumida (คิดว่าน่าจะใช่นะ) ก่อนเริ่มงานประมาณชั่วโมงนิดๆ คุณตำรวจก็เริ่มกั้นผู้คนไม่ให้ไหลไปทางริมฝั่งแม่น้ำแล้ว ใครมาช้าก็ต้องเดินวนหาที่นั่งดูบริเวณรอบๆเอาแทน ซึ่งในโตเกียวอย่างนี้ก็ลำบากหน่อย ตึกสูงๆเยอะแยะไปหมดหามุม(บนพื้นราบ)ดีๆแบบเห็นดอกไม้ไฟชัดๆยากกกกกกกก


พวก จขบ นั้นอย่างที่บอก ไม่ได้กะมาดูดอกไม้ไฟเป็นหลัก ก็เลยมุ่งหน้าไปทาง Senso-ji เลย ที่ถนนที่ทอดไปถึงหน้าวัดนั้นมีคนนั่งปูเสื่อปูสาด(หอบกันมาเอง)รอดูดอกไม้ไฟกันเนืองแน่นแล้ว ทั้งที่อีกตั้งเป็นชั่วโมงกว่าจะเริ่มจุด


ดูแล้วบรรยากาศนี้คุ้นๆไม่เบา ก็เมื่อปีก่อนน่ะ จขบ เองก็มาหาที่นั่งแถวๆถนนอย่างนี้เหมือนกัน แล้วผลก็คือแทบไม่เห็นดอกไม้ไฟเพราะโดนแมนชั่นอะไรก็ไม่รู้บังอยู่ อันนี้รูปจากปีนี้(2010)


ส่วนนี่รูปเก่าจากเมื่อปีที่แล้ว(2009) สรุปได้ว่าคนเยอะทุกปีนั่นแหล่ะ เดี๋ยวเถอะถ้าตรงนี้มองไม่ค่อยเห็นดอกไม้ไฟ เดี๋ยวพอเริ่มจุดจะเกิดปรากฏการณ์ปีนรั้วเปลี่ยนที่กันเหมือนที่ จขบ เจอและเล่าไว้เมื่อปีก่อน (ที่นี่)


แต่ที่ตรงนั้นจะเห็นหรือไม่เห็นดอกไม้ไฟก็ไม่เป็นไร ก็ปีนี้ จขบ น่ะชิวๆให้ได้ถ่ายรูปตัวเองกับบรรยากาศงานก็พอใจแล้ว ว่าแล้วก็เดินต่อมุ่งหน้าไปวัด Senso-ji ระหว่างทางก็แอบถ่ายสาวยูกาตะมาบ้างประปราย (ปล. ปีนี้ไม่ยักเจอคนแจกพัดให้เลยแฮะ ปีก่อนได้พัดมาพัดแก้ร้อน แล้วก็เสียบเก็บไว้ที่โอบินี่แหล่ะสะดวกดี)


และแล้วก็มาถึงหน้าวัด เห็น Kaminari-mon 雷門 หรือ ประตูสายฟ้า สัญลักษณ์การท่องเที่ยวของโตเกียวอยู่ที่ข้างหน้าแล้ว


มาถึงที่นี่ทั้งที มีหรือจะขาดช็อตบังคับกับ Kaminari-mon ได้ ว่าแล้วก็จัดไป (โปรดสังเกตขาตั้งกล้องอยู่ในมือ แบบว่าคนเยอะจัดกางขาตั้งกล้องไม่ได้จริงๆ) ถ่ายรูปงานนี้ถ้าไม่มีเจ้าแฟลช 430EX II ช่วยนี่คงไม่ได้ภาพ(portrait)ดีๆมากะเค้าหรอก จบงานนี้นี่ซึ้งถึงความสำคัญของ External Flash เลย ภาพด้านล่างนี้เป็นภาพที่ชอบมากที่สุดเลยนะ เพราะเห็น Kaminari-mon กำลังดี เสียก็แต่ทำไมต้องมีสาวแว่นหน้าเด้ง กับ ผู้ชายคุยโทรศัพท์ที่ไหนก็ไม่รู้ มาแย่งซีนในภาพด้วย T_T โธ่ อดเด่นอยู่คนเดียวในภาพเลย


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ จขบ มาที่ Senso-ji ก็จริง แต่เป็นครั้งแรกเลยที่คิดจะมาถ่ายรูปแบบจริงๆจังๆ อย่างน้อยเป้าหมาย Kaminari-mon ของ จขบ ก็เสร็จสมใจแล้วในวันนั้น ได้ภาพงามๆของ Kaminari-mon มาสมใจอยากแล้ว


พยายามจะถ่ายลายข้างใต้โคมด้วยนะ แต่เนื่องด้วยคลื่นคนที่เดินเข้าและออก ทำให้ต้องเดินไปถ่ายไป บริเวณใต้โคมก็มืดตื๋อ ผลออกมาก็เลยได้ภาพเบลอๆสั่นๆอย่างนี้ แต่ก็พอจะมองออกนะว่าใต้โคมเป็นลายมังกรนี่เอง


พ้น Kaminari-mon เข้ามาก็จะเป็นถนนทอดยาวที่เปิดร้านขายของเรียงรายตลอดสองข้างทาง แต่ก่อนอื่นขอถ่าย Kaminari-mon อีกสักแชะ ถ้ามองจากข้างในออกไปจะเห็นเป็นแบบนี้ ตัวอักษรที่อยู่บนโคมจะไม่เหมือนที่เขียนอยู่อีกด้านนึง


ตอนนี้ก็ได้เวลาเดินเที่ยวชมร้านรวงต่างๆแล้ว ณ วันนั้นร้านไม่ได้เปิดครบทุกร้านก็จริง แต่ก็เปิดซะเป็นส่วนใหญ่พอให้คนได้จับจ่ายซื้อของและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกัน แต่เท่าที่เห็นร้านที่ปิดก็ใช่จะปิดเปล่าๆนะ ตรงบานพับหน้าร้านที่ปิดไว้มีเพนท์เป็นลวดลายสวยๆแบบญี่ปุ่นต่างๆ เดินผ่านก็เอามาเป็นฉากถ่ายรูปสวยๆกันได้


จขบ นั้นไม่ได้ซื้ออะไรกับเค้าหรอก แต่ก็ขอเนียนถ่ายบรรยากาศร้านรวงเค้าสักนิดนึงเพื่อความสมจริงของภาพชุดนี้


เดินๆไปเจอบริการให้ถ่ายรูปกับรถลากแบบญี่ปุ่นด้วย จำราคาเป๊ะๆไม่ได้แต่แพงอ่ะ เอาไว้ถ้า จขบ ได้ใส่ยูกาตะมาคู่กับคุณแฟน หรือ ใส่พร้อมๆกันกับครอบครัว ค่อยจะพิจารณาใช้บริการนี้อีกที (ซึ่งทั้งสองแบบที่ว่ามานั้น โอกาสเป็นไปได้แทบไม่มีเลย T_T )


เดินเล่นในวัดนี่ถามว่าเห็นดอกไม้ไฟมั๊ย อืม.....เป็นเรื่องที่ตอบยากอยู่ เอาเป็นว่าดูภาพแทนละกัน สิบปากว่าหรือจะเท่าตาเห็น ดอกไม้ไฟที่เห็นได้จากในวัดก็คือ ไอ้ที่เห็นเป็นแสงยิบๆเล็กๆตรงแถวๆหัวของ จขบ นั่นล่ะ (ตรงที่ถ่ายรูปนี้เป็นจุดสุดทางของถนนที่มีร้านขายของสวยๆเรียงอยู่สองฟากพอดี)


จากรูปตะกี้ ซูมให้สุดกระบอกเลนส์ที่ 85mm และคร็อปรูปออกเล็กน้อย นี่คือภาพดอกไม้ไฟที่เห็นในงานนี้


ขี้เกียจมาจองที่อย่าง จขบ ก็นะ เห็นไปแค่นี้พอ อยู่ญี่ปุ่นถ้าอยากได้อะไรดีๆนี่ต้องลงแรงกันหน่อย ไปจองที่ไปต่อคิวอะไรกันตั้งแต่วันก่อนหน้ากันเลย นอนค้างคืนกันหน้าร้านหรือนอนบนเสื่อนั่นล่ะถ้าอยากได้ที่ดีๆหรืออยากได้ของดีๆก่อนใครเค้า


เทียบกับดอกไม้ไฟที่เห็นโผล่พ้นมุมตึกเมื่อปีที่แล้วในภาพด้านล่าง บอกได้คำเดียวว่าผ่านไปปีนึง จขบ ก็ไม่มีการพัฒนาตัว ยังคงมาสายๆ ไม่ได้ที่ดูดอกไม้ไฟในงานนี้ดีๆกะเค้าเหมือนเดิม


แต่หนนี้รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นอย่างนี้เลยไม่ได้ผิดหวังอะไร คนที่เค้าอยากมาร่วมบรรยากาศเหมือนเราและก็ไม่ได้สนใจดอกไม้ไฟเป็นหลักก็มีอยู่มากมายอย่างที่เห็น ตรงนี้เป็นซุ้มประตูอันในสุดเลย จากตรงนี้มองไปก็จะเห็นดอกไม้ไฟโผล่พ้นหลังคามาลิบๆอย่างภาพก่อนหน้านี่ล่ะ


แต่ถึงจะเห็นอยู่แค่นั้น เค้าก็ยังยืนรอดูกันนะ สำหรับคนที่ไม่ได้ซีเรียสกับมันมาก แค่ได้เห็นดอกไม้ไฟปุ้งๆขึ้นมาและได้มาเที่ยวมาร่วมบรรยากาศงานเทศกาลสนุกๆแค่นี้ก็สมใจ ถือว่าได้ผ่านหน้าร้อนญี่ปุ่นปีนี้ไปอย่างสมบูรณ์แล้ว


คู่นี้ถ่ายติดมาในกล้องโดยบังเอิญ เป็นอะไรที่ จขบ เองก็อยากจะทำมากกกกกกกก >.< อยากใส่ยูกาตะมาคู่กับคุณแฟนและมีคนถ่ายภาพแคนดิตให้ แบบอารมณ์กำลังชมดอกไม้ไฟอยู่อย่างนี้เลยล่ะ เฮ้อ ฝันนี้ก็ไม่มีทางเป็นจริงไปซะแล้ว คุณแฟนกลับไทยไปแล้วอ้ะ


เดินกันต่อไป เน้นแวะถ่ายรูปอย่างเดียวไม่ได้ดูดำดูดีอะไรอย่างอื่นเลย จนพ้นจากซุ้มประตูแดงอันข้างบนมาเป็นลานวัดด้านในสุดที่มีร้านอาหารมาออกร้านขายทาโกะยากิ ยากิโซบะ และ อื่นๆสไตล์งานเทศกาลญี่ปุ่น


ในบริเวณลานวัดที่อยู่ลึกๆนี้ คนไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนนึงก็เปิดเป็นร้านขายอาหารต่างๆ ส่วนที่เหลือก็ให้ผู้คนมาปูเสื่อนั่งกินอาหารดูดอกไม้ไฟ(ที่เห็นอยู่ลิบๆ)กัน เห็นมั๊ยว่าคนแบบ จขบ น่ะมีอยู่เยอะเลย (ย้ำหลายรอบเหลือเกิ๊น แบบว่าเป็นการปลอบใจตัวเองไปในตัว :X ) คือ ขอแค่ให้ได้มาร่วมสนุกกับเทศกาลก็พอละ ไม่ต้องลำบากจองที่เพื่อให้ได้เห็นดอกไม้ไฟชัดๆก็ได้


ในภาพนี้คือกระถางธูปที่ปกติคนชอบมากวักควันธูปเข้าตัวเพื่อความเป็นสิริมงคลกัน แต่ ณ วันนั้นคนเค้าไม่เน้นมาไหว้พระกัน กระถางเลยว่างๆ ตรงจุดที่ไปไหว้พระขอพรก็คนไม่ค่อยเยอะ กางขาตั้งกล้อง ถ่ายรูปกันได้สบายๆ (ว่าก็ว่าเถอะผู้หญิงใส่ยูกาตะแล้วแบก DSLR ติดแฟลชกับขาตั้งกล้องนี่มันแปลกขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย โดนเหล่เอาบ๊อยบ่อย ก็แหม คนมันอยากจับปลาสองมือนี่นา อยากถ่ายรูปก็อยาก อยากแต่งสวยๆก็อยาก)


จากแถวๆลานดินของวัดที่อยู่ลึกสุดที่ว่านี้ ก็มองเห็นดอกไม้ไฟได้ในอีกมุมนึงเหมือนกัน (เดาว่าน่าจะเป็นคนละจุดกับที่ จขบ เห็นตอนแรกเพราะอยู่คนละทิศกันเลย งานนี้จุดดอกไม้ไฟกันสองจุดอยู่ไม่ติดกัน) แต่ขอบอกว่าเห็นดอกไม้ไฟจิ๊ดเดียว น้อยยิ่งกว่าจุดแรกที่ จขบ เห็นซะอีก ภาพด้านล่างนี้ซูมสุด 85mm และคร็อปออกไปเกือบครึ่งภาพยังเห็นดอกไม้ไฟแค่นี้ (แต่เห็นแค่นี้ก็เถอะ เวลามียิงดอกไม้ไฟชุดใหญ่ๆหรือลูกใหญ่ๆ ก็ร้องอู้หูตื่นเต้นกันใหญ่เลย)


ยูกาตะ(ของผู้หญิง)แบบญี่ปุ่นจริงๆนี่เป็นอะไรที่ร้อนมากๆทับกันทบกันหลายชั้นเหลือเกิน ใส่เดินหน้าร้อนเหนียวๆของญี่ปุ่นนี่หยั่งกะอบเซาน่าในตัว (ยูกาตะแบบที่เห็นใส่ cosplay กันที่ไทยจะเป็นแบบเบาๆสบายๆ คือ ได้ทรงคล้ายๆยูกาตะแต่วิธีใส่อะไรไม่เหมือน ยูกาตะของจริงนี่ตัวเดียวใส่ได้ตั้งแต่สาวยันแก่ เพราะยูกาตะนั้นตัวยาวมากๆๆๆๆๆ ต้องใส่แล้วพับทบขึ้นมาให้พอดีความสูงแต่ละคน แล้วเอาโอบิมารัดทับตรงผ้าหนาๆที่พับทบขึ้นมาอยู่ตรงพุงตะกี้อีก ร้อนสุดๆ) เดินเหงื่อแตกกันมานาน ว่าแล้วก็ต้องหาอะไรรองท้องพักเติมน้ำให้ร่างกายกันหน่อย

กินเสร็จพอเป็นพิธี เติมน้ำและเกลือแร่ให้ร่างกาย แล้วก็ค่อยๆเดินย้อนทางเดิมเพื่อกลับกันเสียที (ได้เวลาดอกไม้ไฟหมดพอดีด้วย) ก่อนเดินเข้าส่วนซุ้มร้านค้าสองข้างทางก็แวะแชะภาพหอสวยๆอะไรไม่รู้ระหว่างทางด้วย


ที่ระลึกใบสุดท้ายก่อนเดินออกไปที่ด้านหน้า Kaminari-mon (เดินๆถ่ายรูปไป กล่องครอบหัวแฟลชตกหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ เพิ่งซื้อมาไม่ถึงอาทิตย์ ใช้งานนี้งานแรกแท้ๆ อุตส่าห์ซื้อตามรุ่นแฟลชเป๊ะนึกว่าจะครอบแน่นไม่หลุดเสียอีก ดีว่าราคาแค่พันเยนนิดๆนะเนี่ย)


งานนี้ได้ถ่ายรูปตัวเองใส่ยูกาตะกับบรรยากาศเทศกาลดอกไม้ไฟสมใจอยาก ได้เวลาไปฝ่าคนเยอะๆนั่งรถไฟกลับบ้านกันแล้ว ใส่เกี๊ยะเดินแค่สองสามชั่วโมงนี่ปวดเท้ายิ่งกว่าใส่ส้นสูงเดินหิ้วของจ่ายกับข้าวเสียอีก คือ เกี๊ยะนี่มันเป็นไม้เรียบๆแข็งๆไม่มีส่วนโค้งส่วนเว้าช่วยให้รับน้ำหนักทั่วเท้าได้พอดีๆตามหลักการของรองเท้าเพื่อสุขภาพเลย เดินไปนานๆปวดเมื่อยฝ่าเท้ามากๆ


ช่วงตอนงานเลิกนี่คุณตำรวจก็งานยุ่งไม่แพ้ช่วงก่อนเริ่มงาน ได้ยินเสียงประกาศอะไรๆอยู่ตลอด ผู้คนก็ยุ่บยั่บๆพากันเดินหาสถานีเหมาะๆที่ไม่ปิดหาทางขึ้นรถไฟกลับบ้านกลับช่องกัน (คือ บางสถานีใกล้ๆ senso-ji จะมีการปิดไม่ให้เข้าช่วงนี้ด้วย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่คงเป็นการควบคุมการไหลของผู้คนหลายแสนเข้าสู่สถานีรถไฟมั้ง)


ภาพสุดท้ายของบล็อค บรรยากาศคนเยอะเหมือนมดที่สี่แยกไฟแดง ใกล้ได้เวลาที่คุณตำรวจจะเปิดการจราจรบนท้องถนนตามปกติแล้ว ผู้คนนับร้อยนับพันก็ต้องมายืนออรอข้ามถนน(ที่แทบยังไม่มีรถวิ่งผ่าน)กันที่ตรงนี้ (สี่แยกไฟแดงนี้ห่างออกจากวัดมาตั้งเยอะ ยังคนเยอะขนาดนี้เลย)


เป็นอันจบบล็อคบรรยากาศงานเทศกาลดอกไม้ไฟนี้ ณ ตรงนี้ The must อันนึงที่ตั้งใจว่าต้องทำให้ได้ก่อนเรียนจบปีหน้าก็สำเร็จไปแล้ว ต่อไปต้องยุ่งกับการเก็บเกี่ยวบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงสุดท้ายในญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุด ปีสุดท้าย(ของการเรียน)เนี่ยท่าจะ(เที่ยว)เหนื่อยเลยเชียว เป้าหมายการถ่ายรูปของปีสุดท้ายนี้ขอถ่ายวิวและถ่ายชาวบ้านให้น้อยลง แต่เน้นถ่ายภาพตัวเองกับบรรยากาศแบบต่างๆให้มากขึ้น สู้ๆ

--------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายจาก Canon EOS KissX3 + EF-S 15-85mm f/3.5-5.6 IS USM + Speedlite 430EX II งานนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้โหมด RAW ตลอดเพราะเห็นถ่ายกลางคืนแถมคนก็ยุ่บยั่บไม่สามารถละเลียดถ่ายรูปได้ ซึ่งก็คิดไม่ผิดจริงๆ ถ่าย RAW ไว้ช่วยได้เยอะเลย ทั้งช่วยดึงแสงในภาพที่ถ่ายมามืด(เพราะเลนส์ไม่ไวแสงและใช้ขาตั้งไม่ได้ ถ่ายมาด้วยสปีดพอที่ภาพจะไม่สั่นแต่ก็ออกมามืดมากๆ amazing จริงๆตอนที่เห็นว่า RAW สามารถดึงแสงในภาพขึ้นได้ขนาดนี้ ถ้าเป็น JPEG ล่ะก็ไม่มีทางเลย) และ แก้ WB ให้ตรง นอกจากนี้ External flash ก็ช่วยชีวิตไว้ไม่แพ้กัน ทำให้ได้รูป portrait โอเคๆมาหลายอยู่

ภาพทั้งหมดใช้ DPP ปรับแก้แสงและ WB ให้เหมาะสมแล้วค่อยไปจบด้วย crop -> USM resize -> ใส่ logo ใน PS อีกที ต้นฉบับอยู่ใน multiply แต่ใช้การ share link มาที่นี่อีกที ภาพถูกย่อเลยอาจดูในนี้ไม่ชัดเท่าที่ควร

--------------------------------------

ส่วนนี้พิเศษอยากเก็บไว้เผื่อดูเองทีหลังด้วย เป็นภาพวิธีการทำผมสำหรับชุดยูกาตะที่ จขบ ไปเซิร์ชๆมาแล้วถูกใจนำมาประยุกต์ใช้กับหัวตัวเอง

แบบแรก อ้างอิงจาก //forl.allabout.co.jp/L/hairstyle/071219/lt10801/index2.htm

ภาพสำเร็จ


ขั้นตอนการทำ (เราก็แปลญี่ปุ่นไม่เก่งนะ แต่อ่านพอเข้าใจความหมายและทำตามได้เท่านั้นเอง)






แบบสอง อ้างอิงจาก //www.rapty.com/yukata/hair/

ภาพสำเร็จ


ขั้นตอนการทำ



ที่ จขบ ทำจะคล้ายสองแบบนี้ปนกัน แต่ออกมาไม่สวยและไม่อลังการเท่าในภาพตัวอย่าง(จริงๆตอนทำผมเสร็จใหม่ๆก็ดูพองกว่านี้นะ แต่พอเดินๆไปเหงื่อออก ผมก็แฟ่บลงตามในภาพ) ใช้แบ่ง blocking คล้ายแบบแรกคือ ให้มีปอยผมยาวๆด้านหลังเหลือเอาไว้ซ้ายขวาให้ปัดมาเคลียๆไหล่ได้ เวลาถ่ายรูปจะได้ยังดูผมยาวๆอยู่(ชอบเป็นการส่วนตัว)

แทนที่จะมัดจุกตามตำแหน่งเดียวกับภาพตัวอย่างของแบบแรก ก็มัดจุกเล็กๆเฉพาะตรงผมด้านบนสุดของหัว ผมส่วนที่เหลือ(ที่ไม่ถูกมัดจุก และไม่ใช่ปอยสองข้างที่กะเหลือไว้)ก็แบ่งง่ายๆเป็นสองส่วนซ้ายและขวา

คราวนี้ก็เอาผมที่แบ่งไว้สองฝั่งมาบิดเกลียวพันขึ้นมาตรงตำแหน่งที่รัดหนังยางไว้ตะกี้ทีละฝั่ง แล้วเอาคลิปติดซะให้แน่น สุดท้ายเอาดอกไม้ติดผม(สำหรับชุดยูกาตะ)มาติดทับตรงหนังยาง จัดๆปลายผมซะหน่อยก็เป็นอันเสร็จ (อุตส่าห์ทำผมตั้งนาน แต่สุดท้ายไม่ได้ถ่ายภาพแบบเห็นผมด้านหลังชัดๆมาเล้ยยยยยย)

ปล ก่อนเริ่มทำต้องไดร์ผมและม้วนปลายผมเตรียมไว้ให้เรียบร้อยด้วย

--------------------------------------

>> คลิกเพื่อดูอัลบั้มภาพใน OneDrive
>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 04 กันยายน 2553
Last Update : 14 เมษายน 2558 2:30:57 น. 5 comments
Counter : 3904 Pageviews.

 
ชอบรูปจัง แจ่มดีทุกรูป ขนาดกลางคืน คนก็คงสวย
ไม่เห็นหน้าเลยไม่แน่ใจ แต่คิดว่าต้องสวยแน่ๆ

อยากไปเหมือนกัน แต่ติดตรงลูกเล็ก เบียดคนไม่ไหว ดูรูปไปก่อนเนอะ


โดย: taiyoukun IP: 119.83.186.38 วันที่: 4 กันยายน 2553 เวลา:20:34:18 น.  

 
ปิคไปดูดอกไม้ไฟ ตึกไม่บัง แต่เพราะตัวเตี้ย เงยหน้าเห็นแต่ศีรษะคน ><


โดย: pikzy วันที่: 5 กันยายน 2553 เวลา:14:18:53 น.  

 
หวัดดีจ้าเกด พี่แวะมาเที่ยว อ่านเพลินเลย ย้อนไปอีกหลายบล็อค ไปเจอที่เกดพูดถึงกระทู้ชมสวนด้วย ดีใจจังเลย มีคนได้แรงบันดาลใจออกไปดูอะจิไซด้วย เกดถ่ายรูปเก่งขึ้นเรื่อยๆอีกหน่อยก้อเทพแล้วสิ พี่จำได้ว่าเกดเพิ่งมาเริ่มเล่นกล้องไม่นานนี่เองใช่ป่าว เอ้อ จากบล็อคที่เกดไปเที่ยวโอตารุที่ฮอกไกโดทำให้พี่อยากไปที่ร้านกล่องดนตรีที่เกดเคยรีวิวไว้ พอดีเดือนก่อนมีโอกาสไปก้อเลยได้เห็นสมใจแล้วล่ะ โอตารุนี่เพลินดี แต่พี่ดันไปตอนหน้าร้อน เสียบรรยากาศไปเยอะเหมือนกัน ในร้านนี่พี่ก้อไปหลงติดกับอยู่ในโซนดิสเพลย์ของเก่าจากประเทศต่างๆซะนาน แต่ได้แต่ดู เพราะอันที่พี่ชอบราคามันตั้งหลายหมื่นเยน ปล่อยให้มันอยู่กับร้านน่ะดีแล้ว แห่ะๆๆ แต่ก้อมีโอกาสได้เห็นกล่องดนตรีแมรี่โกราวน์ราคาล้านสาม สุดยอดดดดดด ยื่นดูเป็นสิบนาที 555

งานดอกไม้ไฟที่สุมิดะพี่ก้อไปนะ คนล้นหลามมากๆๆๆๆๆ คาดว่างานแบบนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ร้อนจนหงุดหงิด ดีที่ได้ที่นั่งกลางสวน แต่ต้องใช้วิธีดูลอดแมกไม้ไป ก้อพอได้อรรถรสบ้าง เห็นเกดว่ามีชุดยูคาตะหลายชุด แสดงว่าชอบมากๆเลย (ละก้อท่าทางจะได้ใส่บ่อย) เกดใครผูกโอบิให้อ่ะ หรือว่าผูกเอง พี่มีอยู่สองชุดไม่ได้ใส่มานานแล้วเพราะผูกโอบิไม่เป็น (น่าอายจริงๆ)

ไปละ มาทีก้อย๊าวว ยาววว ก่อนเกดเรียนจบเราไปหาไรหร่อยๆทานเลี้ยงฉลองกันหน่อยมั๊ย (ไปกินเจงกิสข่านอีกมั๊ย อิอิ) หรือช่วงปีใหม่ก้อได้ เผื่อจะมีนัดสาวแฟนเผลออีก ^^

บายๆจ้า


โดย: enjoymiracle วันที่: 5 กันยายน 2553 เวลา:17:13:09 น.  

 
ภาพสวยมากครับ แต่...

ไม่น่าเซนเซอร์เลย


โดย: kirofsky วันที่: 5 กันยายน 2553 เวลา:22:23:03 น.  

 
--> kirofsky

ไม่เซนเซอร์นี่แสดงว่ามาผิดบล็อคเลยนะคะเนี่ย ของแท้ต้องไม่เห็นหน้า(จขบ และ ผู้เกี่ยวข้อง)เท่านั้นค่า


--> enjoymiracle

ซื้อ DSLR เมื่อตุลาปีก่อนน่ะค่ะ ก็เกือบปีแล้วนะคะ จะว่านานก็นานอยู่

ยูกาตะมีแค่สองชุดเองค่า จริงๆก็กะมีแค่ชุดเดียว แต่ชุดแรกปีก่อนรีบๆซื้อ ยังขาดประสบการณ์เลยไม่ถูกใจ จัดมาอีกชุดนี่ล่ะค่ะ ใส่ประมาณปีละหนเองไม่คุ้มสุดๆเลยค่ะ (ดังนั้นใส่ทีเลยต้องถ่ายรูปให้คุ้มแทน)

พี่จอยมีวี่แววว่าจะอยู่ญี่ปุ่นนาน ได้อยู่ดูฮานาบิอีกนานไงคะ :-) เกดนี่ปีหน้า(หมดหน้าร้อน)ก็กลับไทยแล้ว เลยเหนื่อยทนได้ค่ะ ยอมไปเบียดคนอากาศร้อนๆกะเค้าได้

เรื่องแต่งชุดนี่เกดหนักกว่าพี่จอยอีกค่ะ ผูกโอบิยังไงยังไม่รู้เลย ใช้แบบโอบิสำเร็จรูปเอาค่ะ พันแล้วเอาเชือกผูก โบว์ก็สำเร็จรูปเอามาเสียบที่ข้างหลังเลย (น่าอายยิ่งกว่าอีกค่ะ แหะๆ)

ปล แพลนปลายปียังไม่แน่นอน ไว้ใกล้ๆแล้วกันนะค้า (นึกอยู่ว่าอยากลองไปถ่าย illumination ให้ได้โบเก้รูปดาวรูปหัวใจกะเค้ามั่ง) นึกอยากกินเนื้อแกะอยู่เหมือนกันค่ะ แบบว่าตอนไปฮอกไกโดได้กินไม่จุใจ


โดย: White Amulet วันที่: 6 กันยายน 2553 เวลา:12:43:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.