W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
[[ตะลุยเดี่ยวเที่ยวคันไซ]] ตอนที่ 1: Kobe Nunobiki Herb Park แดดร้อนกว่านี้มีอีกมั๊ยยยย


>> คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ใน OneDrive

กว่าจะได้ฤกษ์อัพบล็อคทริปนี้ก็ผ่านมาเกือบเดือนพอดี ช่วงนี้งานเข้ายุ่งๆอยู่พอควรเพิ่งจะเริ่มซาลงไป ประกอบกับมีคนบ่นคิดถึงเลยต้องรีบมาอัพบล็อคแก้ตัวซักหน่อย

ทริปนี้เกิดขึ้นกะทันหันจากอารมณ์ติสต์แตกในช่วงนั้น(ต้นเดือนกันยา)ที่เพิ่งกลับจากไทยไม่นาน บรรยากาศปิดเทอมยังลอยฟุ้งทั่วแล็บและมหาลัย พลอยทำให้ไม่มีอารมณ์จะนั่งแกร่วทำงานอยู่ที่แล็บเอาซะเลย อยากหาเรื่องไปเที่ยวไปถ่ายรูปก่อนจะเปิดเทอมแล้วมีคลาสมีมีตติ้งจนโดดไปไหนไม่ได้ ปัญหาคือมองซ้ายมองขวาไม่รู้จะชวนใครไปด้วยดีกะทันหันแบบนี้ ก็เลยตัดสินใจลุยเดี่ยวมันซะเลยดีกว่า ไปต่างประเทศคนเดียวยังไปมาแล้ว ภาษาเค้าก็พูดไม่ได้ยังรอดมาได้เลย นี่ในญี่ปุ่นพูดพอได้เที่ยวเองไหวอยู่แล้วน่ะ ว่าแล้วก็ลุยยย

นับจากวันที่ตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวแถบ Kansai (ที่ จขบ ยังไม่เคยไปแบบจริงจังเลยสักครั้ง) ใช้เวลาประมาณสองอาทิตย์สำหรับการแพลนที่เที่ยวที่พักและจองทุกสิ่งอย่าง งานนี้ทำตามใจตัวเองล้วนๆ (แล้วแพลนเที่ยวแบบที่ จขบ ชอบทำนี่ก็นะ ไม่ค่อยมีใครอยากไปด้วยเท่าไหร่ เที่ยวแบบคนเน้นความสบายเข้าว่า มันก็ต้องเสียเงินแพงกว่าหน่อยนึง)

ทีแรกนั้นกะว่าจะเบสอยู่ที่ Shin-osaka แล้วแวะไปหลายๆที่อย่างละนิดละหน่อยทั้ง Nara, Kobe แล้วก็อาจจะ Kyoto ด้วยถ้ามีเวลาเหลือพอ (เสียดายว่าปราสาท Himeji ยังอยู่ในช่วงปรับปรุง ถึงไปก็คงมีเครนเต็มไปหมดเลยไม่ไปดีกว่า) แต่นั่งคุ้ยกระทู้ไปๆมาๆเจอที่เที่ยวน่าสนใจที่ Kobe หลายแห่ง แวะไปวันเดียวคงไม่พอ เนื่องจากมีเวลาแค่สามวัน แพลนหนนี้เลยยุบเหลือแค่ Kobe & Osaka โดยไป Kobe 2 วันและอยู่ Osaka 1 วัน ส่วนพวก Kyoto & Nara นั้นเดี๋ยวหน้าใบไม้ร่วงนี้มีแพลนจะมาเก็บวิวใบไม้เปลี่ยนสีอยู่แล้ว ค่อยมาตอนบรรยากาศสวยๆตอนนั้นเลยดีกว่า

ทริปนี้ออกตัวมาอย่างไม่ค่อยราบรื่นนัก จ่ายเงินซื้อตั๋วชินคันเซนเรียบร้อยแล้ว แต่กลับประมาทเรื่องโรงแรมไป เห็นว่าไม่ใช่ช่วงวันหยุดคนไม่น่าจะเยอะ กว่าจะไปจอง Toyoko Inn ก็ปรากฏว่าสาขาที่ Kobe อันไหนๆก็เต็มแน่นไปหมด (ทำไมก็ไม่รู้สิเนี่ย คนมาเที่ยวโกเบกันเยอะเหรอ?) สุดท้ายก็ต้องย้ายกลับมาจองที่สาขา Shin-osaka แทน (แปลกว่าสาขานี้กลับโล่งเชียว) นั่งรถไฟ(แบบเร็วสุด)จาก 新大阪 Shin-osaka ไป 三ノ宮 Sannomiya ใช้เวลาประมาณ 30 นาที 540 yen งานนี้ก็เลยจำต้องเสียค่ารถไฟวิ่งไปๆกลับๆถึงสองวัน เอาน่ะ อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีที่จะซุกหัวนอน โชคยังดีว่าไปเจอ Summer Campaign ของ Toyoko inn สาขา Shin-osaka เข้า บวกลบค่ารถไฟแล้ว(แต่ไม่นับค่าเสียเวลา)ก็ถือว่าถูกกว่าพักที่ Kobe นิดนึง

ร่ายมาซะยาวยังไม่ได้เริ่มเดินทางเสียที ช่วงวันก่อนที่จะเดินทางนั้นที่โตเกียวอากาศเย็นสบายขึ้น ก็ยังแอบดีใจอยู่ว่าจะได้เที่ยวแบบไม่ร้อนซะหน่อย แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น เดือนกันยาอากาศยังแปรปรวนเดี๋ยวๆร้อนเดี๋ยวๆเย็น แล้วช่วงที่ จขบ ไปเที่ยวก็ดันเป็นช่วงที่แปรปรวนกลับมาร้อนพอดี แดดแรงร้อนสุดๆ ผ่านมาเกือบเดือนแล้วผิวยังไม่หายคล้ำจากทริปนี้เลย

พวกรักสบายอย่าง จขบ แน่นอนว่าขอยอมเสียเงินเดินทางไปด้วยชินคันเซน คือจะให้ไปนั่งรถบัสทั้งคืนนี่คงไม่ไหวอ่ะ เสียดายตังค์อยู่แต่อยากเก็บแรงไว้เที่ยวมากกว่า จองตั๋วไว้แบบ 自由席 Unreserved ก็หวุดหวิดจะไม่ได้ที่นั่งแล้ว คนเยอะมากกว่าที่คิดซะอีก (หรือเพราะมันเป็นวันศุกร์??) ขึ้นนั่งได้ปุ๊บก็ตั้งหน้าตั้งตาหลับกันเลยอย่าให้เสียเวลา

ลืมตาตื่นมาอีกทีก็ออกมาไกลจนเห็นทุ่งนาเขียวๆสวยๆแบบญี่ปุ่นๆแบบนี้อยู่ข้างนอกหน้าต่างแล้ว (ทีแรกก็นึกว่าทุ่งหญ้า ก็คิดอยู่ว่าทุ่งหญ้าญี่ปุ่นนี่มันเป็นบล็อคสี่เหลี่ยมดูเป็นระเบียบดีจัง)


หลังจากนั่งหลับบ้างตื่นบ้างมาเป็นชั่วโมงๆ ในที่สุดก็ถึงปลายทางที่สถานี Shin-osaka ขอแวะเอาสัมภาระไปฝากโรงแรมก่อนแล้วค่อยไปลุย Kobe วันแรกกัน


Toyoko Inn ที่นี่ก็ยังคงคอนเซ็ปเหมือนสาขาอื่น คือ จากสถานีรถไฟหลักจะต้องมองเห็นป้ายโรงแรมได้ทันที ก็เลยเดินหาง่ายหน่อย แต่ปรากฏเดินๆไปจนถึงป้ายตึกนั้นกลับไม่ใช่โรงแรมซะงั้น โรงแรมอยู่อีกบล็อคใกล้ๆกัน เดาว่าคงเพราะถ้าวางป้ายไว้แต่บนตึกโรงแรมมันจะโดนตึกบัง มองไม่เห็นจากสถานี เลยต้องมีการไปเช่าพื้นที่ตึกใกล้ๆเพื่อขอวางป้ายโรงแรมที่ข้างบนสักหน่อย

เช็คอินฝากกระเป๋าเสร็จก็ออกเดินทางทันที ทั้งร้อนทั้งหิวกะจะไปฝากท้องที่บุฟเฟ่ต์สมุนไพรตามที่อ่านรีวิวมาเต็มที่ จาก 新大阪 Shin-osaka นั่งรถไฟ JR 東海道山陽 Tokaido-sanyo ถ้าเลือกคันที่วิ่งเร็วสุด (จำชื่อไม่ได้อ่ะ วิธีตั้งชื่อมันไม่เหมือนที่โตเกียว) ก็ประมาณ 27 นาทีก็จะถึงสถานีหลักของ Kobe สถานี 三ノ宮 Sannomiya แล้ว แต่เป้าหมายแรกของเราวันนี้อยู่เลยไปอีกนิดนึง ต่อรถไปอีกหน่อยจนถึงสถานี 新神戸 Shin-kobe (ถ้านั่งชินคันเซนมา ก็จะมาลงที่สถานีนี้พอดีเลย)


ณ ตรงนี้ขออนุญาตให้เครดิตสักนิด แพลนเที่ยว Kobe วันแรกนี้หลักๆเอามาจากรีวิว Review Japan 2010ฤอุปสรรคจะพิสูจน์รัก... วันทีเจ็ด Kobe : Kitano Ijinkan- Nunobiki Herb-Park-Kobe Earthquake Museum – Ha ของคุณ CMV ณ ห้อง Blueplanet@pantip ทั้งข้อมูลสถานที่ ราคา เวลาทำการ และวิธีการเดินทางทำไว้ได้ละเอียดมากๆ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ (อาจจะแปลกหน่อยว่า จขบ มาโกเบครั้งแรกแต่กลับไม่ได้ไปจุดไฮไลท์อย่าง Mt.Rokko เหมือนคนอื่นเค้า แต่หายห่วงได้เพราะมีแพลนกลับไปเก็บตกเรียบร้อยแล้วค่า )

จุดหมายแรกที่จะไปนั้นคือ 布引ハーブ園 Nunobiki Herb Park จากสถานีรถไฟ Shin-kobe ต้องเดินไปนิดนึงเพื่อไปขึ้นกระเช้าขึ้นเขากัน(สถานีของกระเช้าชื่อ 北野一丁目 Kitano-icchome) ซึ่งทางไปนั้นไม่ยากเลย ออกจาก gate ของสถานีรถไฟ Shin-kobe ก็จะเจอป้ายหน้าตาประมาณนี้ชี้ทางไปอยู่แล้ว


เดินตามป้ายขึ้นลิฟท์ไปก็จะเจอ ทางไปขึ้นสถานี Ropeway อยู่ตรงหน้าอย่างนี้ (ที่ซุ้มประตูเขียนว่า 新神戸ロープウェー Shin-kobe Ropeway)


ออกกำลังขาเดินขึ้นบันไดกันสักหน่อย ซึ่งอะไรๆก็ดีอยู่หรอกนะ แดดแรงท้องฟ้าเลยสีสวยใสแจ๋ว แต่ปัญหาคือมันร้อนกันจริงๆจังๆเลย ไม่รู้วันนั้นทำไมต้องบังเอิญมาแดดเหลือเฟือขนาดนี้ด้วย(แถมเป็นแดดตอนเที่ยงวันอีกต่างหาก) แว่นกันแดดก็ไม่ได้เอามายิ่งเดินยิ่งลายตาไปหมด (ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ก็ดีว่าฟ้าครึ้มๆถ่ายรูปออกมาไม่สวยละกันน่า)


ขึ้นบันไดไปไม่ไกลนักก็จะเจอที่ขายตั๋วขึ้น Ropeway กันแล้ว (ค่อยยังชั่วหน่อย ได้หลบแดดกันซะที)


จขบ ซื้อตั๋วแบบไปกลับและรวมถึงค่าเข้า Nunobiki Herb Park ด้วยก็ราคา 1200 yen ถ้าใครจะฮึดซื้อตั๋วแค่ขาเดียว ขากลับจะเดินลงเขาชมวิวมาก็ไม่ว่ากัน แต่ จขบ คงไม่เอาด้วยขอเป็นแค่ตากล้องอย่างเดียวก่อน ยังไม่อาจหาญจะไปลองเป็นนักเดินเขากะเค้า


วันนั้นเป็นวันศุกร์และก็ไม่ใช่วันหยุดอะไร ที่ขึ้นกระเช้าก็ดูเงียบเหงาพอควร กระเช้าว่างๆก็วนตามสายเคเบิ้ลมาเรื่อยๆให้เปลืองไฟเล่น คนน้อยๆอย่างนี้ก็นั่งกันไปเลยหนึ่งกรุ๊ปต่อหนึ่งกระเช้า จขบ มาคนเดียวก็เลยจองไปเลยคนเดียวทั้งกระเช้า


กระเช้าออกตัวไต่ระดับ มองลงไปอดเสียวไม่ได้ว่าสูงเหมือนกันนะเนี่ย แถมนั่งอยู่คนเดียวอีกตะหาก ถ้าเกิดมีอาการช็อคกลัวความสูงขึ้นมากะทันหันนี่คงจะแย่ จะลงกลางทางก็ไม่ได้ด้วย


ใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับกระเช้าสักสองสามนาที แล้วค่อยเริ่มถ่ายรูปบรรยากาศมุมสูงของเมืองโกเบจากบนกระเช้า หน้าร้อนตอนกลางวันก็คงเห็นได้ประมาณนี้ ภูเขาเขียวอื๋อทั้งลูก ถ้าหน้าใบไม้เปลี่ยนสีคงจะสวยกว่านี้เยอะ


วันนั้นแดดเหลือเฟือจริงๆ ยิ่งกระเช้าขึ้นสูงยิ่งรู้สึกแดดแรงขึ้นๆทุกที


ถ่ายรูปวิวรูปโน่นนี่ไปคนเดียว หันมาอีกทีเห็นสถานีกระเช้าอยู่ข้างหน้าแล้ว (ณ สถานีนี้แอบปล่อยไก่โดยการโดดลงจากกระเช้า ที่ไหนได้นี่มันสถานีกลางทาง ยังไม่ใช่สุดสถานีที่ที่ จขบ จะไป ดีกว่ากระเช้าเลื่อนช้าเลยโดดกลับขึ้นไปทันสบายๆ)


นั่งสูงต่อขึ้นมาอีกหน่อย สถานีนี้สิของจริง สถานีปลายทางที่ Nunobiki Herb Park โดยปกติคนก็มักจะขึ้นมาจนถึงสถานีสูงสุดนี้ แล้วค่อยเดินย้อนลงเขาไป ช่วยประหยัดพลังงานในการเดินขึ้นเขาไปได้พอควร (แต่เอาจริงๆเดินลงเขาก็เมื่อยและเกร็งเท้าไม่เบา)


ออกจากกระเช้าแคบๆแล้วก็มาสูดรับโอโซนกันสักนิด (แต่แดดแรงมาก สูดได้แป๊บๆก็รีบหนีเข้าร่มแล้ว)


พอลงกระเช้ามาแล้วก็จะเป็นลานกว้างสำหรับไว้ชมวิว มองไปก็จะเห็นเมืองโกเบเล็กจิ๋วอยู่ตรงหน้า


โชคไม่ดีว่าทางด้านเมืองนั้นเมฆเยอะมองไปก็เลยเห็นวิวแค่ประมาณนี้ แต่ถ้าเป็นวิวกลางคืนคิดว่าคงสวยกว่านี้เยอะ เห็นอยู่แว้บๆว่า Ropeway นี้กำลังมีโปรโมชั่นสำหรับชมวิวกลางคืนอะไรสักอย่าง


ด้านหลังของลานชมวิว บรรยากาศต้อนรับคนมาเที่ยวเป็นตึกทรงฝรั่งสีสันสดใสน่ารักแบบนี้


แดดดีๆฟ้าเข้มๆนี่ถ่ายรูปขึ้นจริงๆอันนี้ไม่เถียง แต่มันร้อนนี่สิ เล่นเอาเหนื่อยเพลียกันได้ง่ายๆ ไม่ค่อยมีแรงเดินเที่ยวเลย


ก่อนจะเป็นลมเพราะความร้อนบวกความหิวก็ต้องแวะหลบแดดและเติมพลังให้ตัวเองซะก่อน จากรีวิวของคุณ CMV ที่นี่มีบุฟเฟ่ต์อาหารสมุนไพรช่วงกลางวันด้วย อ่านรีวิวจบแล้วตั้งเป้าไว้เลยว่าต้องมาลองทานให้ได้ ราคาต่อคนก็ 2100 yen เท่านั้น ก็ไม่แพงมากแต่ก็ไม่ถูกนัก สถานที่ต้องขึ้นลิฟต์มานิดนึงถ้าไม่รู้ทางลองถามพนักงานสักคนแถวนั้นได้ (จขบ ก็คนนึงล่ะที่หาร้านอาหารไม่เจอ ต้องไปถามเค้าว่า レストランハーブガーデン Restaurant Herb Garden อยู่ตรงไหน แต่ตอนถามต้องออกเสียงให้ได้สำเนียงญี่ปุ่นๆด้วยนะว่า เรซึโทรันฮาบุกาเด้น)


ตอนที่ไปนั้นก็อยู่ในช่วงเวลากินข้าวเที่ยงพอดี คนไม่เต็มแน่นทุกโต๊ะ(เพราะไปวันคนเค้าทำงาน) แต่ก็มีโต๊ะใหญ่ๆและโต๊ะเล็กๆประปราย คนหิวๆวางของปุ๊บก็ตรงดิ่งไปตักอาหารทันที (ทั้งกระเป๋าสะพาย ข้างในมีกระเป๋าตังค์และโทรศัพท์ ทั้งกล้องอะไรก็วางแหม่ะไว้บนโต๊ะนั่นล่ะ ทำได้เพราะที่นี่คือที่ญี่ปุ่น) อาหารเป็นเหมือนในรีวิวเป๊ะ คือจะเป็นจานหลุมๆให้ตักมาอย่างละนิดละหน่อยแบบนี้ (ขอข้าวด้วย เดี๋ยวไม่อยู่ท้อง)


มาสวนสมุนไพรทั้งที ก็ต้องมีสมุนไพรให้เล่นให้ลองกันบ้าง ตรงนี้จะเป็นชาสมุนไพร มีสมุนไพรหลายๆอย่างใส่กระปุกไว้ให้เลือกตักใส่แก้วตามใจชอบ เติมน้ำร้อนปิดฝาแล้วก็หยิบนาฬิกาทรายติดมือมาด้วยอันนึง พอทรายลงหมดก็เปิดฝาเอาตัวกรองที่ใส่(ซาก)สมุนไพรออก เท่านี้ก็ได้ชาสมุนไพรทำเองแล้ว


เห็นแต่วิวกลัวว่าจะเบื่อกัน เลยแอบแคนดิตพนักงานคนญี่ปุ่นน่ารักๆมาให้ใบนึง (ผู้หญิงญี่ปุ่นหลายๆคนเป็นอะไรที่ บางทีมองแต่หน้าตาก็เฉยๆ แต่พอเอ่ยปากพูดเมื่อไหร่นี่รู้สึกว่าน่าร๊ากน่ารัก ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ฟังแล้วคิกขุอาโนเนะน่ารักจริงๆ)


ต่อจากของคาวก็ตบด้วยของหวานต่อ มีพวกเอแคลและเค้กนิดๆหน่อยๆ(สีส้มคือเค้กแครอท) ในถ้วยคือมะม่วงในน้ำเชื่อมหวานๆ (แต่ขอบอกว่ารสชาติมะม่วงไม่ได้อร่อยใกล้เคียงกับมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ไทยเลยสักนิด)


สุดท้ายท้ายสุดกับไฮไลท์ของบุฟเฟ่ต์นี้ที่คุณ CMV รีวิวไว้ กับไอติมสมุนไพรสิบรส แต่ จขบ ไม่ได้ชอบของหวานเท่าไหร่เลยเอามาสองรสพอ สีเขียวคือรส ほうれん草 Horenso (ชื่อไทยจำไม่ได้น่าจะปวยเล้งหรือตังโอ๋สักอย่าง) สีม่วงอ่อนๆคือรสลาเวนเดอร์


แปะภาพอาหารให้ดูให้หมดก่อนค่อยมารีวิวตอนท้ายสุดเพราะไม่อยากให้เสียอรรถรส ในเรื่องของบุฟเฟ่ต์ที่นี่คงต้องขอเห็นต่างกับคุณ CMV สักนิด ถ้าใครไม่อยากเสียอรรถรสดีๆในการอ่านแนะนำให้ไปอ่านรีวิวของคุณ CMV แทน เพราะโดยส่วนตัวของ จขบ แล้วรู้สึกไม่ถูกใจกับบุฟเฟ่ต์นี้เท่าไหร่

หนึ่งคือเรื่องอาหารคาว ชนิดอาหารมีน้อยมาก จานที่เห็นว่ามีเก้าหลุมนี่ก็เกือบจะพอดีๆกับจำนวนชนิดอาหารเลย จริงอยู่ว่าอาหารเน้นในเรื่องว่าเป็นอาหารสมุนไพร ก็มีพวกผักหญ้าอะไรเป็นหลักซะหลายอย่าง ส่วนตัว จขบ ก็ชอบกินผักนะ แต่ก็ชอบกินเนื้อให้หนักท้องด้วย เจออาหารแบบผักเป็นหลัก เน้นรสชาติแบบไม่หนักไม่จัด รสจางๆแบบธรรมชาติๆนี่รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกปากเอาซะเลย ในบรรดาสิบกว่าอย่าง จขบ ชอบอยู่แค่ 2-3 อย่างเองอ่ะ(จานเนื้อทั้งนั้น) อันอื่นมันดีต่อสุขภาพมากไป รสชาติไม่ค่อยถูกใจ

สองคือเรื่องชาสมุนไพร ได้ชงชาสมุนไพรเองก็น่าสนุกดีจริงๆนะ แต่เผอิญว่า จขบ รู้เรื่องสมุนไพรกะเค้าที่ไหน สมุนไพรแต่ละชนิดให้รสยังไงก็ไม่รู้ เลือกหยิบมามั่วๆปริมาณก็กะมั่วๆอีกตะหาก ผลออกมามันรสแปลกๆอ้ะ รอบหลังเปลี่ยนไปกินแบบที่เค้าชงมาให้แล้วและเรารู้จักแทนดีกว่า

สามคือเรื่องของหวาน จขบ ไม่ชอบทานของหวานนะ แต่ปกติจะชอบถ่ายรูปมันมากกว่าเพราะของหวานญี่ปุ่นมักหน้าตาสวยๆ แต่ของหวานที่นี่จะหน้าตาเพลนๆเลย พวกเค้กอะไรก็มีอยู่แค่ 4-5 ชนิดเองมั้งไม่ค่อยมีอะไรที่หน้าตาดึงดูดใจเท่าไหร่ (เค้กเพื่อสุขภาพจะให้ปาดครีมมาหนาๆก็คงไม่ได้อ่ะเนอะ)

สุดท้ายคือเรื่องไอติมสมุนไพร ได้ลองแค่สองรสก็จริงแต่ไม่ค่อยประทับใจนัก รสสีเขียวน่ะแปลกดีเพราะเป็นรสผักและทำรสชาติได้เข้มข้นกลมกล่อมอร่อยใช้ได้ แต่รสลาเวนเดอร์นี่นอกจากสีม่วงอ่อนๆแล้ว กลิ่นลาเวนเดอร์มันจางเอามากๆ เนื้อไอติมก็ให้ความรู้สึกเหมือนน้ำแข็งใสซะมากกว่า สรุปว่าไม่ประทับใจ

ก็ส่วนตัวสำหรับ จขบ แล้วคิดว่าถ้ากะจะมาหาของอร่อยๆเลิศๆกินให้คุ้มที่ตรงนี้เลย คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก อาหารและขนมไม่ได้เยอะแยะมากมาย หรืออร่อยอลังการอะไรเป็นพิเศษ แต่ถ้าเน้นว่ามานั่งกินไปคุยไปชมวิวชมบรรยากาศข้างนอกไปด้วยก็คงคุ้ม นั่งกินทีละนิดๆชมวิวไปเรื่อยๆ อาหารก็แนวๆกินเยอะไม่อ้วนมากดีต่อสุขภาพ จริงๆ 2100 yen ต่อคนก็ไม่ได้แพงนัก แต่ จขบ เองอยู่ญี่ปุ่นก็อาจจะชินกับอาหารญี่ปุ่นอยู่แล้วเลยไม่รู้สึกว่าอาหารที่นี่มันจะแตกต่างจากอาหารญี่ปุ่นทั่วไปยังไง ส่วนตัวกินเสร็จแล้วเสียดายนิดๆว่าน่าจะเก็บเงินค่าบุฟเฟ่ต์นี้ไปสมทบทุนกินเนื้อโกเบดีกว่า >,< (บุฟเฟ่ต์นี้ จขบ กินไม่คุ้มด้วยเพราะรสชาติไม่ค่อยถูกปาก กินแค่พออิ่มไม่ค่อยได้เติมรอบสองรอบสามเลย)

ยังไงก็ตามแต่ก็ได้เติมพลังจากบุฟเฟ่ต์แล้ว ก็ถึงเวลาลุยสวนสมุนไพรกันซะที เริ่มจากที่แรกที่เห็นอยู่ข้างหน้าคือ Fragrance museum ตึกทรงตะวันตกน่ารักๆตัดกับฟ้าใสๆดูเด่นมาเลย


ชื่อมันบอกว่าเป็น museum ก็จริงแต่ข้างในก็ไม่ได้มีอะไรมากมายเท่าไหร่นัก เดินแป๊บๆก็ทั่วหมดแล้ว มีอันนี้หน้าตาเหมือนอุปกรณ์ชั่งตวงวัดสมัยก่อน


อีกมุมนึงหน้าตาคล้ายที่กลั่นน้ำหอมสมัยโบราณ


ส่วนบ้านจำลองหลังนี้เกี่ยวกันยังไงก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่น่าจะเป็นการจำลองให้เห็นถึงบ้านเรือนแบบตะวันตกในสมัยก่อน(มั้ง)


เท่านี้ก็หมดของให้ดูที่ข้างในแล้ว เดินดูยังไม่ 10 นาทีเลยด้วยซ้ำ ออกมาจากประตูทางด้านหลังก็เจอสวนสมุนไพรเล็กๆ แต่ด้วยแดดที่แรงและแสงแข็งโป๊กก็ได้ภาพออกมาประมาณนี้เอง


มองไปทางไหนมีแต่ใบไม้เขียวๆไม่ค่อยอยากถ่ายเท่าไหร่ เลยขอโคลสอัพเห็ด(มั้ง)อะไรสักอย่างที่ขึ้นพันอยู่ตรงขาเก้าอี้ที่ทำจากไม้ซุง


Fragrance Museum ก็มีแค่นี้ ต่อจากนั้นจะเริ่มเดินวนเพื่อลงเขาไปเรื่อยๆมุ่งหน้าไปสถานีตรงกลาง(สถานีที่ จขบ โดดลงผิดมาแล้วหนนึง)เพื่อขึ้นกระเช้ากลับลงข้างล่าง ระหว่างทางก็มีสมุนไพรโน่นนี่รายทางแต่เนื่องจากมันเป็นหน้าร้อนก็ไม่ค่อยมีวิวงามๆของดอกไม้หรือใบไม้สีแปลกๆให้ถ่ายมากนัก


ช่วงที่อยู่ที่นี่นั้นหารูปถ่ายตัวเองยากแสนยาก เพราะวันที่ จขบ ไปคนมาเที่ยวกันน้อยมากๆ บางทีมองไปรอบๆหาคนอื่นนอกจากตัวเองไม่ได้เลย ก็เลยพลอยหาคนช่วยกดชัตเตอร์ให้ไม่ได้ นานๆจะมีคนผ่านมาช่วยกดชัตเตอร์ให้บ้างอย่างรูปนี้ (ถ้ารู้ว่าจะเงียบและคนน้อยขนาดนี้ ไม่น่าเอาขาตั้งกล้องและรีโมตไร้สายที่อุตส่าห์แบกมาเก็บไว้ที่ล็อคเกอร์ตรงสถานี Shin-kobe เล้ยยย อดได้รูปตัวเองที่นี่เยอะๆเลยเนี่ย)


บรรยากาศใบไม้เขียวอื๋อก็ชินแล้ว(ก็คนไทยหนิ) เดินๆไปก็พยายามเก็บภาพสมุนไพรสีสวยๆต่างๆแทน ถึงจะมีน้อยก็ยังพอมีบ้าง


ดอกสีส้มในรูปนี่ จะว่าไปคล้ายดอกดาวเรืองนิดๆเหมือนกันนะ ใช่หรือเปล่าก็ไม่รุ้


เดินลงเขานี่เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้สบายเลย หนนี้ขนาดว่าไม่ได้เปรี้ยวลากส้นสูงมานะเนี่ย แต่พอต้องเดินลงเขาและคอยระวังไม่ให้เหยียบพลาดแล้วจะลื่นตกทางลาดไปเนี่ยก็เกร็งเมื่อยขาใช้ได้เลย ภาพนี้เดินลงมาได้ระยะนึงแล้ว เห็นดอกหญ้า(มั้ง)ชูช่อตัดกับท้องฟ้าแล้วสวยดีเลยแชะมาซะหน่อย


เดินอยู่บนนี้นี่เมื่อยขาไม่พอ แดดร้อนเปรี้ยงๆกับการที่นอนมาไม่พอยิ่งทำให้รู้สึกเพลียและเหนื่อยเอามากๆ (รู้สึกว่ากล้องกับเลนส์มันหนักกว่าปกติขึ้นเยอะเลย) ตาก็ลายจากแสงแดดจ้าๆที่ส่องเข้าหน้าอยู่ตลอดเวลา มีโอกาสเจอเรือนกระจกให้หลบแดดตรงนี้เลยรีบโดดเข้าไปพักทันที


เรือนกระจกตรงนี้เปิดโล่งไม่ได้ปรับอากาศไว้ แต่ก็ยังพอช่วยบังแดดร้อนๆข้างนอกได้ ระหว่างพักก็แชะสมุนไพรเล็กๆน้อยๆมานิดนึง ต้นอะไรไม่รู้ ไม่เคยอ่านป้ายมา เห็นว่าแสงลงสวยดีเลยถ่ายไว้


นี่อีกต้น จะว่าไปหน้าตาคุ้นๆบอกไม่ถูก น่าจะเป็นอะไรสักอย่างที่คนไทยอย่างเราคุ้นเคยนะเนี่ย แต่นึกไม่ออกอ้ะ


พักจนพอหายตาลายจากแดดแล้วก็ลุยกันต่อ ไปเจอศาลานั่งพักสวยๆเข้าที่ตรงนี้ ขนาดใบไม้เขียวๆอย่างนี้ก็ยังดูสวยเลย


แต่มั่นใจมากว่าถ้าฤดูใบไม้เปลี่ยนสีตรงนี้ต้องสวยกว่านี้ เพราะต้นไม้รอบๆนี้มันต้นโมมิจิทั้งนั้น เท่าที่เดินๆดูบนภูเขานี้รู้สึกว่าต้นโมมิจิเยอะมาก อีกสักสองสามเดือนใบไม้เปลี่ยนสี ทั้งเขาอาจกลายเป็นสีเหลืองสีแดงสีส้มงามๆ วิวตอนขึ้น ropeway มาคงจะน่าดูไม่เบา (ส่วนต้นซากุระนั้นดูไม่ออกเลยไม่รู้ว่าที่นี่มีซากุระเยอะแค่ไหน)


เดินไปก็ร้อนไป เจอสวนลาเวนเดอร์เล็กๆที่ตรงนี้ ซึ่งก็คงเพราะแดดที่แรงซะขนาดนี้ทำให้มันดูไม่ค่อยสวยงามนัก ลาเวนเดอร์มีน้อยแถมหญ้าและดินก็มีร่องรอยโดนแดดเผาจนเหี่ยวหงอยไปพอประมาณ


ว่าไปแล้วทุ่งดอกลาเวนเดอร์กับทุ่งดอกทิวลิปนี่ จขบ จะมีโอกาสได้ไปดูก่อนกลับไทยไหมหนอ ฮอกไกโดหน้าร้อนก็แพง คนเยอะ แถมตอนนั้นก็ใกล้เรียบจบอีกตะหากคงยุ่งแน่ๆ


หนึ่งในความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรที่ได้จากที่นี่คือ รู้ว่าดอกบานไม่รู้โรยมีชื่อภาษาญี่ปุ่นเก๋ๆว่า センニチコウ Sennichiko


และแล้วความพยายามเดินของ จขบ ก็ใกล้จะสัมฤทธิ์ผล เห็นสถานีขึ้นกระเช้าอยู่ข้างหน้าแล้ว (เมาแดด แสบตา เพลียเต็มที่จะเดินลงเขาต่อไม่ไหวแล้วเนี่ย)


เห็นสถานีอยู่ใกล้ๆแล้วค่อยมีแรงเดินต่อมีแรงถ่ายรูปต่อหน่อย อีกสักสองสามแชะสุดท้ายกับฟ้าใสๆบนภูเขา (บรรยากาศเขียวอื๋อเหมือนเที่ยวอยู่เมืองไทยเลย)


ดอกไม้ดอกหญ้าอะไรเล็กๆน้อย ถ้าฟ้าใสๆนี่อะไรๆก็ถ่ายรูปขึ้นกล้องได้อีกเยอะ


และแล้ว จขบ ก็มาถึงสถานีขึ้น ropeway จนได้ ก่อนจะขึ้นกระเช้าก็แวะปั๊มตราที่ระลึกสักนิดนึงอุตส่าห์มาทั้งที


วิวขาลงก็ไม่ต่างจากขาขึ้นเท่าไหร่ ยังแดดแรงแจ๋เหมือนเดิมขนาดผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว (แดดเหลือเฟือตอนหน้าร้อนนี่ น่าจะมีใส่กระป๋องแบ่งๆไปให้ตอนหน้าหนาวบ้างเนอะ ช่วงหน้าหนาวนี่เห็นแดดทีแทบกระโจนเข้าใส่เลย)


กลับลงมาถึงสถานี ropeway ที่ด้านล่างสุด จากตรงนี้สามารถเดินต่อไป 北野異人館 Kitano Ijinkan (หมู่บ้านแบบตะวันตกเก่าๆ) ได้ จากรีวิวของคุณ CMV ก็ตั้งใจว่าจะไปตามรอย ซื้อตั๋วถูกสุดเข้าเฉพาะสองหลังที่เป็นไฮไลท์เท่านั้น ก่อนจะออกจากสถานี ropeway ก็เลยเช็คแผนที่ของ Ijinkan ที่มีแปะไว้นิดนึง


ทางที่เดินไป Ijinkan นั้นจะเป็นคนละทางกับทางที่เดินกลับไปสถานีรถไฟ Shin-kobe ทางมา Ijinkan จะมีกิจกรรมฝาผนังสีสันสดใสน่ารักรายทางแบบนี้


ตามรีวิวของคุณ CMV ก็เดินมาจาก Ijinkan จนถึงที่ขึ้น ropeway ตรงนี้เหมือนกัน ถ้าเดินมาถูกทางก็จะเจอป้ายเขียนว่า 新神戸ロープウェー北野一丁目駅 Shin-kobe Ropeway Kitano Icchome Station อย่างในภาพ (ตัวที่เขียนอยู่บนกำแพงด้านหลังสุดนะ ป้ายด้านหน้าไม่เกี่ยว)


เท่าที่ส่องๆดูก็ไม่น่าจะเดินไปถึงกันยาก มีป้ายชี้บอกทางไปอยู่เป็นระยะๆ


แต่พอลองเดินตามไปได้สักนิดก็เปลี่ยนใจไม่ไปซะงั้น คือท่าทางมันจะไกลกว่าที่คิดพอสมควรเลย แล้วถ้าจะไปเดินในนั้นก็ต้องวนรอบแล้ววกกลับมาขึ้นรถไฟที่ตรง Shin-kobe Station นี้ใหม่ สภาพ จขบ ณ ตอนนั้นที่ทั้งปวดขา ทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย มึนหัว(มึนแดดนั่นล่ะ)จนแทบอยากจะขอหลับเอาแรงตรงเก้าอี้สักตัวในสถานี ropeway นี่ มันแบบว่าไปเดินขนาดนั้นอากาศร้อนๆแบบนี้ไม่ไหวแล้วอ่ะ

ลงท้ายก็เลยยกเลิกแผนเที่ยว Kitano Ijinkan ไป เอาไว้มารอบหน้าตอนหน้าใบไม้ร่วงอากาศเย็นสบาย ถ้ามีเวลาเหลือจากเลี้ยงแกะที่ Rokkosan Pasture แล้วจะแวะมาเก็บตกใหม่ละกัน แต่ ณ วันนั้นขอลาอากาศร้อนๆนี่นั่งรถไฟติดแอร์เย็นๆเพื่อเตรียมไปถ่ายวิวกลางคืนของ Meriken Park แทน

ขอตัดจบบล็อคนี้ไว้ก่อนที่ตรงนี้ ภาพสุดท้ายเป็นภาพเบสิคที่คนไปเที่ยวคนเดียวทุกคนน่าจะต้องมี ภาพถ่ายรูปตัวเองสะท้อนกับกระจกนั่นเอง (ถ่ายตอนอยู่ในลิฟต์ที่ลงไปที่ gate ของสถานีรถไฟ Shin-kobe)


ตอนหน้า(แต่มาเมื่อไหร่ไม่รู้นะ)จะไปต่อกับบรรยากาศวิวกลางคืนของ Meriken Park ที่ถ่ายจาก Mosaic ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม อุตส่าห์ยอมแบกขาตั้งกล้องไปด้วยก็เพื่อจะไปถ่ายวิวกลางคืนตรงนั้นโดยเฉพาะเลย ถ่ายเสียมาก็เยอะแต่ก็ได้พาโนราม่าสวยๆมาอยู่เหมือนกันนะ แถมด้วยว่าตอนหน้า จขบ จะได้ลิ้มรส 神戸牛 Kobe-gyu เนื้อโกเบอันแสนแพงและแสนโด่งดังเป็นครั้งแรกในชีวิตแล้ววว

--------------------------------------------------

ภาพในบล็อคนี้ถ่ายจาก Canon EOS Kiss X3 + EF-S 15-85mm f/3.5-5.6 IS USM ด้วยโหมด JPEG ช่วงกลางๆอัลบั้มเริ่มมีใส่ Marumi DHG Super Circular P.L.D 72mm เพื่อลดแสงลงบ้างแบบว่าแดดมันดีเกินไป แสบตาเกินขนาด เท่าที่สังเกตเวลาตั้ง AWB ถ่ายที่แดดดีๆแต่ต้นไม้เขียวๆเยอะๆอย่างนี้ กล้องนี้หลายครั้ง AWB จะเพี้ยนเป็นอมสี cyan และ blue ซะมากเลยต้องมาปรับ color balance กันทีหลัง

ภาพในบล็อคนี้จะแชร์ลิงค์จากใน multiply อีกที ภาพโดนย่อขนาดเลยอาจมัวๆนัวๆไม่ชัดเท่าที่ควร ถ้าอยากดูแบบชัดๆรบกวนคลิกที่ภาพใดภาพหนึ่งเพื่อตามไปในอัลบั้มที่ multiply นะคะ

--------------------------------------------------

รวมบล็อคทั้งหมดของทริป

1. [[ตะลุยเดี่ยวเที่ยวคันไซ]] ตอนที่ 1: Kobe Nunobiki Herb Park แดดร้อนกว่านี้มีอีกมั๊ยยยย
2. [[ตะลุยเดี่ยวเที่ยวคันไซ]] ตอนที่ 2: กินเนื้อโกเบ ทำโรแมนติค(อยู่ได้คนเดียว) ที่ Harborland
3.
4.
5.

--------------------------------------------------

>> คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ใน OneDrive
>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 10 ตุลาคม 2553
Last Update : 31 ธันวาคม 2557 4:00:24 น. 5 comments
Counter : 12703 Pageviews.

 
มาเที่ยวนี้ดูเต็มอิ่มจุใจ รู้สึกจะผอมไปนะนี่


โดย: N'aui IP: 124.121.130.214 วันที่: 10 ตุลาคม 2553 เวลา:22:12:33 น.  

 
แดดญี่ปุ่นนี่ร้ายไม่ใช่เล่นนะครับ เจอดีมากับตัว

หนอย เห็นแดดไม่แรง+อากาศเย็นๆ

ตากเข้าไป2-3วันฝ้าขึ้นครั้งแรกในชีวิตเลยครับ


โดย: kirofsky วันที่: 12 ตุลาคม 2553 เวลา:0:41:52 น.  

 
-> N'aui

มุมกล้องและท่าโพสมันหลอกตาเอาค่า

-> kirofsky

เราไม่เคยทดลองเลยค่ะว่ามันแรงขนาดฝ้าขึ้นรึเปล่า รู้แต่พอรู้สึกว่าร้อนปุ๊บก็ละเลงครีมกันแดดทั่วตัว และถือร่มกันแดดตลอดหน้าร้อนเลยค่ะ (แต่ตอนไปทริปนี้ ไม่นึกว่าแดดจะแรงไม่ได้ทากันแดดที่ตัวเลยค่ะ คล้ำกลับมาเลยเนี่ย )


โดย: White Amulet วันที่: 12 ตุลาคม 2553 เวลา:19:00:38 น.  

 
ตามไปเที่ยวค่ะ ถ่ายรูปสวยจัง น่าไปเที่ยววววว


โดย: แม่ยูอะ วันที่: 14 ตุลาคม 2553 เวลา:18:26:13 น.  

 
ชอบเรือนกระจกมากค่ะสวยดี


โดย: กี้ IP: 101.51.68.215 วันที่: 2 กรกฎาคม 2555 เวลา:18:13:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.