กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
พฤษภาคม 2564
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
space
space
25 พฤษภาคม 2564
space
space
space

องค์ของศีล
ดูหัวข้อล่างให้เข้าใจก่อน

     พระอรรถกถาจารย์ ได้ประมวลหลักเกณฑ์บางอย่างไว้ สำหรับกำหนดว่า การกระทำแค่ไหนเพียงใด จึงจะชื่อว่าเป็นการละเมิดศีลแต่ละข้อๆ เป็นการให้ความสะดวกแก่ผู้รักษาศีล โดยจัดวางเป็นองค์ประกอบของการละเมิด เรียกว่าสัมภาระ หรือเรียกง่ายๆ ว่า  "องค์"

     บุคคลจะชื่อว่าละเมิดศีล  (เรียกกันง่ายๆว่าศีลข้อนั้นจะขาด) ต่อเมื่อกระทำการครบองค์ทั้งหมดของการละเมิด ดังนี้

   ศีลข้อ 1 ปาณาติบาต    มีองค์ 5 คือ 1. สัตว์มีชีวิต 2. รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต 3. จิตคิดจะฆ่า 4. มีความพยายาม 5. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

   ศีลข้อ 2 อทินนาทาน    มีองค์ 5 คือ 1. ของผู้อื่นหวงแหน 2. รู้อยู่ว่าเขาหวงแหน 3. จิตคิดจะลัก 4.มีความพยายาม 5.ลักของได้ด้วยความพยายามนั้น

   ศีลข้อ 3 กาเมสุมิจฉาจาร   มีองค์ 4 คือ 1. อคมนียวัตถุ ได้แก่ สตรี หรือบุรุษที่ไม่ควรละเมิด 2.จิตคิดจะเสพ 3. มีความพยายามในการเสพ 4. ยังมรรค คือ อวัยวะสืบพันธุ์ให้ถึงกัน

   ศีลข้อ 4 มุสาวาท   มีองค์ 4 คือ 1. เรื่องไม่จริง 2. จิตคิดจะกล่าวให้คลาดเคลื่อน 3. มีความพยายามเกิดจากจิตที่คิดจะกล่าวให้คลาดเคลื่อนนั้น 4. ผู้อื่นเข้าใจความที่พูดนั้น

   ศีลข้อ 5 สุราเมรัยฯ มีองค์ 4 คือ 1. สิ่งนั้นเป็นของเมา 2. จิตใคร่จะดื่ม 3. มีความพยายามเกิดจากจิตที่ใคร่จะดื่มนั้น 4. กลืนให้ล่วงลำคอลงไป

   สำหรับศีลข้อ 1 คือ เว้นปาณาติบาตนั้น แม้ว่าการฆ่าสัตว์จะมุ่งเอาสัตว์ที่เรียกว่ามนุษย์เป็นหลัก   ดังพุทธพจน์    ที่ยกมาแสดงแล้ว    แต่สัตว์จำพวกที่เรียกว่า ดิรัจฉาน ก็รักชีวิต รักสุขเกลียดทุกข์ เป็นเพื่อนร่วมโลก  เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน   ไม่ควรเบียดเบียนเช่นเดียวกัน ศีลข้อ นี้  ท่านจึงให้แผ่คลุมไปถึงสัตว์จำพวกดิรัจฉานด้วย  แต่ยอมรับว่า การฆ่าสัตว์จำพวกดิรัจฉาน มีโทษน้อยกว่าการฆ่าสัตว์จำพวกมนุษย์

    ในเรื่องนี้ อรรถกถาก็ได้แสดงหลักสำหรับวินิจฉัยว่า การฆ่าสัตว์ใดมีโทษน้อยหรือโทษมาก โดยดูที่

    ๑. คุณ สัตว์มีคุณมาก ฆ่าก็มีโทษมาก สัตว์มีคุณน้อยหรือไม่มีคุณ ก็มีโทษน้อย เช่น ฆ่าพระอรหันต์ มีโทษมากกว่าฆ่าปุถุชน ฆ่าสัตว์ช่วยงาน มีโทษมากกว่าฆ่าสัตว์ดุร้าย เป็นต้น

   ๒. ขนาดกาย สำหรับสัตว์จำพวกดิรัจฉานที่ไม่มีคุณเหมือนกัน ฆ่าสัตว์ใหญ่มีโทษมาก ฆ่าสัตว์เล็กมีโทษน้อย

   ๓. ความพยายาม มีความพยายามมากในการฆ่า มีโทษฆ่า มีความพยายามน้อย มีโทษน้อย

  ๔. กิเลส หรือเจตนา กิเลสหรือเจตนาแรง มีโทษมาก กิเลสหรือเจตนาอ่อน มีโทษน้อย เช่น ฆ่าด้วยโทสะ หรือจงใจเกลียดชัง มีโทษมากกว่าฆ่าด้วยป้องกันตัว เป็นต้น

แม้ในศีลข้ออื่นๆ ท่านก็กล่าวถึงการละเมิดที่มีโทษมาก หรือโทษน้อยไว้แนวเดียวกัน เช่น

227อทินนาทาน  มีโทษมากหรือน้อย ตามคุณค่าของสิ่งของ คุณความดีของเจ้าของ และความพยายามในการลัก

235กาเมสุมิจฉาจาร   มีโทษมากหรือน้อย ตามคุณความดีของคนที่ถูกละเมิด ความแรงของกิเลสและความเพียรพยายาม

231มุสาวาท  มีโทษมากหรือน้อย  แล้วแต่ประโยชน์ที่จะถูกตัดตอน เป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องเล็กน้อย และแล้วแต่ผู้พูด   เช่น   คฤหัสถ์จะไม่ให้ของของตน พูดไปว่าไม่มี ก็ยังมีโทษน้อย แต่ถ้าเป็นพยายามเท็จ  มีโทษมาก   สำหรับบรรพชิต   พูดเล่นมีโทษน้อย  จงใจบอกของที่ไม่เคยเห็นว่าเห็น มีโทษมาก

228การดื่มของเมา   มีโทษมากน้อย ตามอกุศลจิต หรือกิเลสในการที่จะดื่ม  ตามปริมาณที่ดื่ม และตามผลที่จะก่อให้เกิดการกระทำผิดพลาดชั่วร้าย 

   ในยุคหลังต่อมา   ปราชญ์ได้นำเอาธรรมบ้างข้อ   ที่เข้าคู่กันกับสิกขาบท หรือ ศีล ๕ นั้น มาจัดวางเป็นหมวดขึ้น สำหรับแนะนำให้คฤหัสถ์ปฏิบัติคู่กันไปกับ เบญจศีล โดยเรียกชื่อว่า เบญจธรรม หรือ เบญจกัลยาณธรรม

   ข้อธรรมที่นำมาจัดนั้น ก็เดินตามแนวของหลักที่เรียกว่า กุศลกรรมบถ นั่นเอง แต่ในการเลือกข้อธรรมมาจัดเข้า มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง  โดยเฉพาะในแง่ของข้อธรรมที่มีความหมายกว้างแคบกว่ากัน * (เวลานี้  ถ้าหนุนให้ชาวพุทธคิดถึงการที่จะพัฒนาตนจากการถือศีล  ๕  ขึ้นไปถือหลักกุศลกรรมบถ ๑๐ ที่บางทีเรียกว่า โสไจยบ้าง  ธรรมจริยาบ้าง คงจะดีทีเดียว  เพราะมาตามหลักแท้ๆ มีองค์ประกอบครบทั้งศีล  จิต  และปัญญา จะเข้าทางของมรรคโดยตรง)

หัวข้อของ เบญจธรรม นั้น เรียงตามลำดับให้เข้าคู่กับ ศีล ๕ คือ

๑. เมตตา และกรุณา
๒. สัมมาอาชีวะ (บางท่านเลือกเอา หรือรวมเอา ทานเข้าด้วย)
๓ กามสังวร คือ ความรู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ หรือเรื่องรักใคร่ ไม่ให้ผิดศีลธรรม (บางท่านเลือกเอา สทารสันโดษ คือความยินดีด้วยคู่ครองของตน)
๔.สัจจะ
๕. สติสัมปชัญญะ (บางท่านเลือกเอา อัปปมาท คือความไม่ประมาท ซึ่งได้ความเกือบไม่ต่างกัน)

   235 สำหรับข้อสทารสันโดษ ที่เป็นข้อปฏิบัติตรงข้ามกับกาเมสุมิจฉาจาร มีข้อสังเกตที่ควรกล่าวไว้ คือ สทารสันโทษ แปลว่า ความพอใจด้วภรรยาของตน ว่าโดยสาระก็คือ ความยินดีเฉพาะคู่ครองของตน

  231 แม้ว่ามองกว้างๆ หลักการจะเปิดให้เกี่ยวข้องกับจำนวนของคู่ครอง  มิได้กำหนดไว้ตายตัวว่าคนเดียวหรือกี่คน    สุดแต่ตกลงยินยอมกัน   โดยสอดคล้องกับประเพณี  และบัญญัติของสังคม โดยถือสาระว่า ไม่ละเมิดต่อคู่ครอง  หรือของหวงห้ามที่เป็นสิทธิของผู้อื่น ไม่ละเมิดฝ่าฝืนความสมัครใจของคู่กรณี และไม่นอกใจคู่ครองของตน   เมื่อพร้อมใจกัน   และเป็นไปโดยเปิดเผย ไม่ละเมิดและไม่เสียความซื่อสัตย์ต่อกันแล้ว ก็ไม่จัดเป็นเสีย

   แต่กระนั้นก็ตาม เมื่อว่าโดยนิยม ท่านยกย่องการมีคู่ครองแบบผัวเดียวเมียเดียว ซึ่งมีความรักใคร่ภักดีต่อกันมั่นคงยั่งยืน มีความมั่นคงภายในครอบครัว ลูกหลานมีความร่มเย็นเป็นสุขและอบอุ่นใจ ดังชีวิตของคู่อริยสาวก นกุลบิดาและนกุลมารดา ที่เป็นแบบฉบับบันทึกไว้ในพระสูตรเป็นตัวอย่าง

   สามีภรรยาคู่นี้ เป็นอริยบุคคลขั้นโสดาบัน และเป็นเอตทัคคะในทางสนิทสนมคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้า ทั้งสองท่านมีความประสานสอดคล้องโดยความรักภักดี และความซื่อสัตย์ ซึ่งนำไปสู่ความกลมกลืนกันโดยคุณธรรม จนปรารถนาจะพบกันทั้งชาตินี้และชาติหน้า ดังความที่บันทึกไว้ ซึ่งนกุลบิดาคฤหบดีได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า

   "ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ นับแต่เวลาที่ตระกูลนำนกุลมารดาคหปตานีซึ่งยังเป็นสาวมา เพื่อข้าพระองค์ผู้ยังเป็นหนุ่ม ข้าพระองค์มิได้รู้สึกจะประพฤตินอกใจนกุลมารดาคหปตานีเลยแม้ด้วยใจ ที่ไหนจะประพฤตินอกใจด้วยกาย ข้าพระองค์ทั้งสองปรารถนาพบกันทั้งในปัจจุบัน และในสัมปรายภพ"

แม้นกุลมารดาคหปตานี ก็ได้ทราบทูลความอย่างเดียวกัน

    สทารสันโดษนี้ ท่านจัดเป็นพรหมจรรย์อย่างหนึ่ง แสดงว่าเป็นความประพฤติและการดำเนินชีวิตที่ได้รับยกย่องอย่างสูงในพระพุทธ ศาสนา ท่านว่าเป็นเหตุอย่างหนึ่ง ที่ช่วยให้ไม่ตายแต่ยังหนุ่มสาว ดังความว่า

    "พวกเราไม่ประพฤตินอกใจภรรยา และภรรยาก็ไม่ประพฤตินอกใจพวกเรา พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ในหญิงอื่น นอกจากภรรยาของพวกเรา ฉะนั้น พวกเราจึงไม่มีใครตายตั้งแต่ยังหนุ่มสาว"

ภาษิตต่อไปนี้ ถือได้ว่าเป็นบทสรุปศีล

    "ผู้ใด สำรวมด้วยกาย วาจา ใจ ไม่กระทำความชั่วใดๆ ไม่พูดเหลาะแหละเพราะเห็นแก่ตน คนเช่นนั้น เรียกว่าผู้มีศีล" (ขุ.ชา.27/2466/540)

และพุทธพจน์ต่อไปนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นสาระของศีล

"จงสร้างความเกษมในปวงสัตว์"  (ม.มู.12/98/70  อรรถกถาว่า  ความเกษม  หมายถึง อภัย  ความเกื้อกูล เมตตา  และว่า  ข้อความนี้หมายถึงความบริสุทธิ์ทางมโนทวาร - ม.อ.1/247)

5

สัตว์    "ผู้ติดข้องในรูปารมณ์ เป็นต้น"  สิ่งที่มีความรู้สึกและเคลื่อนไหวไปได้เอง  รวมตลอดทั้งเทพ  มาร  พรหม  มนุษย์  เปรต  อสุรกาย  ดิรัจฉาน  และสัตว์นรก  ในบาลีเพ่งเอามนุษย์ก่อนอย่างอื่น   ไทย มักเพ่งเอาดิรัจฉาน
 


หลักๆพุทธธรรมเป็นเรื่องตรงๆที่มนุษย์เกือบจะทั้งเพ  มีกล่าวถึงระยองบ้างก็เพียงเล็กน้อย 107


Create Date : 25 พฤษภาคม 2564
Last Update : 20 กรกฎาคม 2564 7:42:08 น. 0 comments
Counter : 156 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว


ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space