กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
มิถุนายน 2564
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
20 มิถุนายน 2564
space
space
space

พระรัตนตรัยในฐานะเครื่องนำเข้าสู่มรรค



227พระรัตนตรัย  ในฐานะเครื่องนำเข้าสู่มรรค  และเป็นที่รวมของการปฏิบัติตามมรรค
 
    หลักยึดเบื้องต้นของชาวพุทธ คือ พระรัตนตรัย อันได้แก่  พระพุทธเจ้า  พระธรรม  และพระสงฆ์  ตามปกติจึงถือเอาสรณคมน์  คือการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ  ว่าเป็นเครื่องหมายของการเป็นพุทธศาสนิกชน และความเป็นอุบาสกอุบาสิกา   แม้แต่พระโสดาบัน  ก็มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งว่า  เป็นผู้มีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย  จึงเป็นข้อที่น่าศึกษาว่า  ความเคารพนับถือพระรัตนตรัย  เป็นข้อปฏิบัติ  ณ  ส่วนใด  อยู่ที่จุดไหน  ในการดำเนินตามมรรค  หรือมัชฌิมาปฏิปทา
 
    ความเคารพนับถือพระรัตนตรัย  ที่แสดงออกด้วยสรณคมน์  สำหรับคนทั่วไป ก็ดี  ความมีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย  ของพระโสดาบัน ก็ดี  เป็นเครื่องแสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า  คุณธรรมที่เด่นสำหรับพุทธศาสนิกชนในระดับเบื้องต้นนี้ทั้งหมด  ได้แก่  ศรัทธา
 
   เมื่อพิจารณาในระบบแห่งมัชฌิมาปฏิปทา  เท่าที่อธิบายมาแล้ว  จะเห็นได้ว่า  ศรัทธาอยู่ ณ ส่วนบุพภาคแห่งมัชฌิมาปฏิปทา  โดยเฉพาะเป็นตัวเชื่อมบุคคล  กับ   กัลยาณมิตร หรือปรโตโฆสะที่ดี  และมุ่งที่จะให้โยงไปสู่ โยนิโสมนสิการ   โดยมีสาระสำคัญว่า   ให้เป็นศรัทธาที่นำไปสู่ปัญญา  คือ  ช่วยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ   ซึ่งเป็นองค์มรรคข้อแรก  ที่เข้าสู่ตัวมรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทา  เพื่อเดินหน้าต่อไป
 
     หลักนี้  แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ ระหว่างพระรัตนตรัย กับ การดำเนินตามมัชฌิมาปฏิปทา  ในฐานะที่ศรัทธาในพระรัตนตรัย  เป็นเครื่องนำไปสู่มรรค  นับว่าชัดเจนพอสมควรอยู่แล้ว
 
     แต่เพื่อให้หนักแน่นยิ่งขึ้น  ควรพิจารณาตามหลัก  องค์ความเป็นโสดาบัน   (โสตาปัตติยยังคะ)   หรือ หลักการพัฒนาปัญญา  (ปัญญาวุฒิธรรม )  ๔  ประการ  คือ
 
๑.สัปปุริสสังเสวะ       การเสวนาสัตบุรุษ    การคบหาคนดีมีปัญญา

๒.สัทธรรมสวนะ        การสดับสัทธรรม      การฟังธรรมที่แท้   เรียนรู้เรื่องที่ถูกที่ดี

๓.โยนิโสมนสิการ      การทำในใจโดยแยบคาย  การใช้ความคิดถูกวิธี  การรู้จักคิด

๔.ธรรมานุธรรมปฏิบัติ    การปฏิบัติธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่   การปฏิบัติธรรมถูกหลัก
 
     ความจริง  ธรรมหมวดนี้  มีชื่อเรียกอีกหลายอย่าง  เฉพาะอย่างยิ่ง  ชื่อว่าธรรมที่เป็นไปเพื่อประจักษ์แจ้งโสดาปัตติผล จนถึงอรหัตตผล  ดังพุทธพจน์ว่า
 
       “ภิกษุทั้งหลาย   ธรรม  ๔  อย่างเหล่านี้  เจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไป   เพื่อประจักษ์แจ้งโสดาปัตติผล  ... เพื่อประจักษ์แจ้งสกทาคามิผล... เพื่อประจักษ์แจ้งอนาคามิผล ... เพื่อประจักษ์แจ้งอรหัตผล   ๔  อย่าง  อะไรบ้าง ?   ได้แก่   สัปปุริสสังเสวะ  สัทธรรมสวนะ   โยนิโสมนสิการ    ธรรมานุธรรมปฏิบัติ “  (สํ.ม.19/1634-7/516-7) 
 
     การเสวนาสัตบุรุษ   ก็คือการมีกัลยาณมิตร   สัตบุรุษและกัลยาณมิตรอย่างสูงสุด  ก็คือ พระพุทธเจ้า   การเสวนาสัตบุรุษ   หรือการมีกัลยาณมิตร     นำไปสู่ปรโตโฆสะที่ดี   คือ  การได้สดับหรือเรียนรู้สัทธรรม  อันได้แก่  หลักความจริงและความดีงามที่แท้   เรียกง่ายๆว่า  พระธรรม
 
    โยนิโสมนสิการต่อพระธรรม  และตามพระธรรมนั้น   ทำให้เกิดกุศลธรรม และปัญญาที่เข้าใจสิ่งทั้งหลายถูกต้องตามเป็นจริง  พร้อมทั้งทำให้ปฏิบัติธรรมถูกต้องตามหลักตามความมุ่งหมาย
 
     เมื่อปฏิบัติถูกหลัก  เป็นธรรมานุธรรมปฏิบัติ   ก็ทำให้บรรลุผล คือประจักษ์แจ้งโสดาปัตติผล เป็นต้น  ตลอดจนถึงอรหัตผล    ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อโสดาปัตติผลขึ้นไป  จนถึงผู้บรรลุอรหัตผล  คือ พรอรหันต์ เป็นสมาชิกทั้งหลาย  ผู้ประกอบกันเข้าเป็นชุมชนพุทธแท้  เรียกว่า  สาวกสงฆ์   หรืออริยสงฆ์    ซึ่งจัดเป็น  สังฆะ  หรือ พระสงฆ์  ในพระรัตนตรัย
 
  227โดยนัยนี้    เมื่อพิจารณากิจที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติต่อพระรัตนตรัย   ในการดำเนินตามมัชฌิมาปฏิปทา  ก็มองเห็นได้ชัดว่า  เบื้องแรก  รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร  และสดับเล่าเรียนธรรมคำสอนของพระองค์  จากนั้น  ปฏิบัติต่อธรรมด้วยโยนิโสมนสิการ  รวมครบ  ๒  ขั้นตอนเบื้องต้น  ที่เรียกว่าบุพภาคแห่งมัชฌิมาปฏิปทา เป็นปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ
 
     เมื่อเกิดความเห็นความเข้าใจถูกต้องตามเป็นจริง  ก็ปฏิบัติธรรมนั้นต่อไปอย่างถูกต้อง   เป็นธรรมานุธรรมปฏิบัติ  คือ ดำเนินในตัวมรรค  หรือ มัชฌิมาปฏิปทา    (ธรรมานุธรรมปฏิบัติ  คือ  ธรรมานุธรรมปฏิปทา  ก็คือมรรค  หรือนิพพานคามินีปฏิปทา;  มีที่มามากมาย  เช่น  ขุ.ม.29/729/441)  จนสำเร็จ  บรรลุอริยผล เป็นอริยบุคคลแล้ว  ร่วมเป็นสมาชิกแห่งพระสงฆ์  และในฐานะเป็นอริยบุคคลในสงฆ์นั้น  ก็สามารถช่วยเหลือผู้อื่น   โดยทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรระดับรองลงมาจากพระพุทธเจ้าได้ต่อๆไป
 
   พร้อมนั้น  สงฆ์ก็เป็นชุมชน หรือสังคมแบบอย่าง  ที่รวมของผู้ปฏิบัติตาม  และผู้ได้รับผลจากหลักแห่งการมีพุทธกัลยาณมิตร  และการดำเนินตามธรรมมรรคา กับทั้งเป็นแหล่งแห่งกัลยาณมิตร    เป็นบุญเขต   ที่เจริญงอกงาม  และเผยแพร่ความดีงามแก่ชาวโลก
 
    อนึ่ง  การมีสงฆ์  เป็นหลักหนึ่งอยู่ในพระรัตนตรัย  เป็นเครื่องแสดงด้วยว่า   พระพุทธศาสนาถือว่า  มนุษย์ที่ดีงาม  ย่อมเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมอยู่ในชุมชนหรือสังคม  ที่ควรร่วมกันทำให้ดีงาม
 
    ชุมชนหรือสังคมที่ถือเป็นหลักเรียกได้ว่า  สงฆ์นี้   ทางด้านภายในจิตใจ  สมาชิกทั้งหลายมีภูมิธรรมที่ได้บรรลุ  เป็นเครื่องธำรงรักษา   ส่วนทางด้านการดำเนินชีวิตภายนอก    เครื่องธำรงรักษาได้แก่  วินัย  ความสามัคคี และความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน
 
    โดยสรุป  หลักการปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล   กับการดำเนินตามมัชฌิมาปฏิปทา   และหลักพระรัตนตรัย   เทียบกันได้ดังนี้
 
๑.สัปปุริสสังเสวะ            =  มีกัลยาณมิตร        =  พระพุทธเจ้า  (ระดับสูงสุด)

๒. สัทธรรมสวนะ            =  ปรโตโฆสะที่ดี       =  พระธรรม

๓.โยนิโสมนสิการ           =  โยนิโสมนสิการ      =  (กิจต่อพระธรรม)

๔.ธรรมานุธรรมปฏิบัติ       =  มรรค                 = เริ่มเข้าร่วมสงฆ์
 
     จากความที่กล่าวมา   พอแสดงความหมายของพระรัตนตรัยอย่างรวบรัดได้  ดังนี้ 
 
    ๑.พระพุทธเจ้า    คือ  ท่านผู้ได้ตรัสรู้ธรรม  ค้นพบมรรคาแล้ว  บำเพ็ญตนเป็นกัลยาณมิตรองค์เอก  ทรงสั่งสอนธรรม   ชี้นำมรรคานั้นแก่ชาวโลก   และเป็นแบบอย่างที่ยืนยันถึงความดีงามความสามารถและปัญญาญาณที่มนุษย์จะฝึกตนศึกษาพัฒนาขึ้นไปให้ลุถึงภาวะที่ประเสริฐเลิศสูงสุดได้
 
   ๒.พระธรรม   คือ  หลักความจริง   หลักความดีงาม  ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ   และทรงแนะนำสั่งสอน  ซึ่งผู้ศรัทธาพึงเรียนสดับรับเอามาพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ  ให้เข้าใจถูกต้องตามจริง   เพื่อจะปฏิบัติให้เป็นมรรคและให้สำเร็จผลต่อไป
 
   ๓.พระสงฆ์   คือ  หมู่ชนผู้ปฏิบัติตามมรรค   และผู้สำเร็จผล  ซึ่งผู้ศรัทธามั่นใจว่าเป็นหมู่ชน  หรือสังคมอันประเสริฐ  ซึ่งควรสร้างสรรค์ให้เกิดมีขึ้น  และซึ่งตนสามารถมีส่วนร่วมได้   ด้วยการปฏิบัติตามรรคและการสำเร็จผลนั้น  เริ่มด้วยการปฏิบัติตามลักษณะแบบอยู่ที่ปรากฏภายนอก  คือ วินัย   ความสามัคคี  และความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน
 
    การมีกัลยาณมิตรต่อกันก็ดี   การโยนิโสมนสิการธรรมก็ดี   การปฏิบัติตามมรรคก็ดี  จะเจริญงอกงามได้ผลดี  ในสังคมที่ดำเนินตามคติแห่งสงฆ์นี้
 
    พระรัตนตรัยเป็นสรณะ   คือ  เมื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย   ก็เตือนให้ใช้วิธีที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาดับทุกข์  คือ ทำตามหลักอริยสัจ  โดยดำเนินในอริยสัจวิถี   อย่างน้อยก็ทำให้หยุดยั้งจากความชั่ว  ตั้งใจมุ่งทำความดี  มีความมั่นใจ  หายหวาดกลัว   และมีจิตใจเข้มแข็งผ่องใสในเวลานั้นๆ
 


Create Date : 20 มิถุนายน 2564
Last Update : 21 มิถุนายน 2564 5:54:03 น. 0 comments
Counter : 57 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space