กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
มิถุนายน 2564
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
19 มิถุนายน 2564
space
space
space

ความคิดเห็นในระดับเหตุผลยังมีข้อผิดพลาด
 
227พุทธพจน์ต่อไปนี้   แสดงให้เห็นว่าความรู้  ความคิดเห็น  ในระดับที่ยังเป็นความเชื่อ และเหตุผล ยังเป็นความรู้ความเห็นที่บกพร่อง มีทางผิดพลาด  ยังไม่ชื่อว่าเป็นการเข้าถึงความจริง

“แน่ะท่านภารทวาชะ ธรรม ๕ ประการนี้ มีวิบาก ๒ ส่วนในปัจจุบันทีเดียว คือ

๑. ศรัทธา    ความเชื่อ

๒. รุจิ          ความถูกใจ

๓. อนุสสวะ    การฟัง (หรือเรียน) ตามกันมา

๔. อาการปริวิตักกะ   การคิดตรองตามแนวเหตุผล

๕. ทิฏฐินิชฌานักขันติ    ความเข้ากันได้กับ (การเพ่งนินิจด้วย) ทฤษฎีของตน

    ก็สิ่งที่เชื่อสนิททีเดียว  กลับเป็นของเปล่า  เป็นของเท็จไปก็มี   ถึงแม้สิ่งที่ไม่เชื่อเลยทีเดียว แต่กลับเป็นของจริง  แท้ ไม่เป็นอื่นเลยก็มี

    สิ่งที่ถูกกับใจชอบทีเดียว กลับเป็นของเปล่า เป็นของเท็จไปเสียก็มี ถึงแม้สิ่งที่มิได้เห็นชอบถูกใจเลย แต่กลับเป็นของจริง แท้ ไม่เป็นอื่นไปเลยก็มี

    สิ่งที่เรียนต่อกันมาอย่างดีทีเดียว   กลับเป็นของเปล่า  เป็นของเท็จไปก็มี  ถึงแม้สิ่งที่มิได้เรียนตามกันมาเลย  แต่กลับเป็นของจริง  แท้   ไม่เป็นอื่นไปเลยก็มี

    สิ่งที่คิดไตร่ตรองอย่างดีแล้วทีเดียว   กลับเป็นของเปล่า  เป็นของเท็จไปเสียก็มี  ถึงแม้สิ่งที่มิได้เป็นอย่างที่คิดตรองเห็นไว้เลย    แต่กลับเป็นของจริง แท้ ไม่เป็นอื่นไปเลยก็มี

     สิ่งที่เพ่งพินิจไว้เป็นอย่างดี (ว่าถูกต้องตามทิฐิทฤษฎีหลักการของตน) กลับเป็นของเปล่า เป็นของเท็จไปเสียก็มี   ถึงแม้สิ่งที่ไม่เป็นอย่างที่เพ่งพินิจไว้เลย แต่กลับเป็นของจริง แท้ ไม่เป็นอื่นเลยก็มี” (ม.ม.13/655/601)

15



   จากนั้น ทรงแสดงวิธีวางตนต่อความคิดเห็นและความเชื่อของตน และการรับฟังความคิดเห็น และความเชื่อของผู้อื่น ซึ่งเรียกว่าเป็น ทัศนคติแบบคุ้มครองสัจจะ  (สัจจานุรักษ์ แปลเอาความว่า คนรักความจริง) ว่า

   “บุรุษผู้เป็นวิญญู เมื่อจะคุ้มครองสัจจะ ไม่ควรลงความเห็นในเรื่องนั้นเด็ดขาดลงไปอย่างเดียวว่า ”อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเหลวไหลทั้งนั้น”

   “ถ้าแม้นบุรุษมีความเชื่อ (ศรัทธา อยู่อย่างหนึ่ง) เมื่อเขากล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีความเชื่ออย่างนี้” ยังชื่อว่าเขาคุ้มครองสัจจะอยู่ แต่จะลงความเห็นเด็ดขาดลงไปอย่างเดียวว่า “อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเหลวไหลทั้งนั้น” ไม่ได้ก่อน

   “ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ ชื่อว่ามีการคุ้มครองสัจจะ และคนผู้นั้น ก็ชื่อว่าคุ้มครองสัจจะ อีกทั้งเราก็บัญญัติการคุ้มครองสัจจะด้วยการปฏิบัติเพียงเท่านี้ แต่ยังไม่ชื่อว่า เป็นการหยั่งรู้สัจจะ”

    “ถ้าแม้นบุรุษมีความเห็นที่ถูกใจ...มีการเรียนต่อกันมา...มีการคิดตรองตามเหตุผล...มีความเห็นที่ตรงกับทฤษฎีของตนอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเขา กล่าวว่า  “ข้าพเจ้า มีความเห็นที่ถูกใจอย่างนี้...มีการเล่าเรียนอย่างนี้...มีสิ่งที่คิดตรองตามเหตุผลได้อย่างนี้...มีความเห็นตามทฤษฎีของตนว่าอย่างนี้”   ก็ชื่อว่าเขายังคุ้มครองสัจจะอยู่   แต่จะลงความเห็นเด็ดขาดลงไปเป็นอย่างเดียวว่า “อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเหลวไหลทั้งนั้น”  ไม่ได้ก่อน

    “ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ ชื่อว่ามีการคุ้มครองสัจจะ และคนผู้นั้น ก็ชื่อว่าคุ้มครองสัจจะ อีกทั้งเราก็บัญญัติการคุ้มครองสัจจะ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ แต่ยังไม่ชื่อว่าเป็นการหยั่งรู้สัจจะ”

    ท่าทีปรากฏชัด เมื่อตรัสเจาะจงเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คือ ในคราวที่มีคนภายนอกกำลังพูดสรรเสริญบ้าง ติเตียนบ้าง ซึ่งพระพุทธศาสนา พระภิกษุสงฆ์นำเรื่องนั้นมาสนทนากัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า

    “ภิกษุทั้งหลาย   ถ้ามีคนพวกอื่นมากล่าวติเตียนเรา ติเตียนธรรม ติเตียนสงฆ์ เธอทั้งหลาย ไม่ควรอาฆาต ไม่ควรเศร้าเสียใจ ไม่ควรแค้นเคือง เพราะคำติเตียนนั้น ถ้าเธอทั้งหลายโกรธเคือง หรือ เศร้าเสียใจ เพราะคำติเตียนนั้น ก็จะกลายเป็นอันตรายแก่พวกเธอทั้งหลายเองนั่นแหละ คือ หากคนพวกอื่นติเตียนเรา ติเตียนธรรม ติเตียนสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายโกรธเคือง เศร้าเสียใจ เพราะคำติเตียนนั้นแล้ว เธอทั้งหลาย จะรู้ชัดถ้อยคำนี้ของเขาว่าพูดถูก หรือ พูดผิด ได้ละหรือ ?

   ภิกษุทั้งหลาย ทูลตอบว่า “ไม่อาจรู้ชัดได้”

   “ภิกษุทั้งหลาย    ถ้ามีคนพวกอื่นมากล่าวติเตียนเรา ติเตียนธรรม ติเตียนสงฆ์ ในกรณีนั้น เมื่อไม่เป็นจริง พวกเธอก็พึงแก้ให้เห็นว่าไม่เป็นจริงว่า “ข้อนี้ ไม่เป็นจริงเพราะอย่างนี้ๆ ข้อนี้ ไม่ถูกต้อง เพราะอย่างนี้ๆ สิ่งนี้ไม่มีในพวกเรา สิ่งนี้หาไม่ได้ในหมู่พวกเรา”

   “ภิกษุทั้งหลาย ถ้ามีคนพวกอื่นมากล่าวชมเรา ชมธรรม ชมสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเริงใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระหยิ่มลำพองใจ ในคำชมนั้น ถ้ามีคนมากล่าวชมเรา ชมธรรม ชมสงฆ์ หากเธอทั้งหลาย เริงใจ ลำพองใจแล้วไซร้ ก็จะเป็นอันตรายแก่พวกเธอเองนั่นแหละ

   “ถ้ามีคนมากกล่าวชมเรา ชมธรรม ชมสงฆ์ ในกรณีนั้น เมื่อเป็นความจริง พวกเธอ ก็พึงรับรองว่าเป็นจริงว่า “ข้อนี้  เป็นจริงเพราะอย่างนี้ๆ ข้อนี้ถูกต้อง เพราะอย่างนี้ ๆ สิ่งนี้มีในพวกเรา สิ่งนี้หาได้ในหมู่พวกเรา” (ที.สี.9/1/3)

 


Create Date : 19 มิถุนายน 2564
Last Update : 19 มิถุนายน 2564 15:46:41 น. 0 comments
Counter : 49 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space