Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2550
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
9 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 
ทัศนะเรื่อง “คนเขียนบท” ในวงการหนังไทยจากบอร์ดพันทิบ

ได้อ่านความเห็นอยู่หลากหลายในบอร์ดพันทิบเรื่องคุณภาพของคนเขียนบทหนังไทย รู้สึกว่าคนที่เข้ามาวิเคราะห์วิจารณ์ต่างก็มีมุมมองที่แตกต่างน่าสนใจอยู่.. แต่พอมารวมสรุปก็จะได้ทำนองว่า คนดูเมืองไทยนิยมดูหนังแบบไร้สาระไร้คุณภาพแนวตลกตีหัวเข้าบ้านเป็นอุปนิสัย คนสร้างก็เลยต้องสนองตัณหาคนดูเพื่อที่หนังจะได้ขายได้ โดยส่วนตัวคิดว่าคำตอบนี้ถึงจะมีส่วนถูกอยู่ แต่ดูจะกำปั้นทุบดินไปหน่อย

ได้ให้ความเห็นไว้ส่วนหนึ่งว่าจริงๆ อิทธิพลของนายทุนหนังไทยที่กำหนดรสนิยมคนดูไว้ล่วงหน้านั้น เป็นส่วนสำคัญยิ่งที่จะชี้นำการเติบโตของวงการหนังไทย และเนื่องจากมาตรฐานและวิจารณญาณในการตัดสินงานหนังของนายทุนบ้านเรานั้นห่างไกลจากมาตรฐานสากลอยู่มาก มาตรฐานการคัดเลือกงานเขียนบทที่มีคุณภาพจึงต่ำไปด้วย งานหนังตลาดๆ นั้นจริงๆ มีสูตรสำเร็จในการเขียนอยู่ ไม่จำเป็นต้องเขียนแบบปีนกะไดดู หนังก็ยังสนุกและชวนติดตามได้เช่นกัน

ในความเห็นส่วนตัว ถึงแม้จะเชื่อว่ายังมีคนมีฝีมือในการเขียนบทอยู่ในบ้านเรา แต่อาจจะเสมือนงมเข็มในโอ่งน้ำมืดๆ พื้นฐานงานเขียนบ้านเราไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย หรือบทหนังบทละครนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้ลึกซึ้งซับซ้อนเหมือนศาสตร์ด้านตะวันตก พื้นฐานการศึกษาของพวกนั้นเขาสอนให้คิดลึกซึ้งกว่าเรา แล้วลงทุนกับการค้นคว้าข้อมูล บทหนังหรือนิยายดีๆ ของเมืองนอกนั้นบางทีใช้เวลาเป็นปีๆ และต้องมีทีมดีๆ คอยสนับสนุน

มีบางคนให้ความเห็นในบอร์ดประมาณว่านักเขียนบทเมืองไทยมาจากสายศิลป์ เรียนนิเทศ อักษรฯมา งานถึงมีมุมมองที่แคบ น่าจะให้นักวิชาการสายอื่น อย่างนักวิทยาศาสตร์ นักกฎหมาย หรือ หมอ ฯลฯ เขียนบ้างจะได้มีแนวเรื่องแตกต่าง... ฟังแล้วอยากลงไปกลิ้ง.. งานเขียนบทเป็นงานอาชีพเฉพาะด้าน โอกาสที่คนสาขาอื่นที่ไม่ได้ฝึกฝนมาจะเขียนกันง่ายๆ นั้น ถ้าไม่ใช่มีพรสวรรค์ล้นฟ้ามา ก็ไม่ใช่จะลุกขึ้นมาทำ ณ บัดเดี๋ยวนี้กันได้ ที่ฝรั่งเขาทำกันได้เพราะเขามีทีมรีเสิร์ช มีคนป้อนข้อมูล แล้วนักเขียนมืออาชีพเหล่านั้นก็มากรองมาประดิดประดอยขึ้นมาอีกที ฉะนั้นงานเขียนบทของเขาถึงเป็นทีม และต้องมี Editor คอยกำกับ

ต้องบอกว่าในเวลาที่ผ่านไป พัฒนาการของวงการเขียนบทหนังไทยนั้นยังไปช้ากว่าประเทศในแถบเอเชียอยู่มาก เพราะนายทุนบ้านเราไม่นิยมสร้างบุคลากรเหมือนเมืองนอก คนที่มีโอกาสเขียนหนังแต่ละเรื่องหามืออาชีพได้สักกี่คน แล้วก็ยังต้องเขียนตามรสนิยมเจ้าของเงิน ซึ่งชี้เป็นชี้ตายรสนิยมของตลาดไว้ล่วงหน้า แล้วมาโทษคนดูว่าก็ดูเป็นแค่นี้ ก็เอาอย่างนี้ไปเหอะ ขายง่ายดี

งานหนังเป็นงาน Commercial Arts มันก็ต้องผสมผเสทั้งศิลปะ และการค้าให้ลงตัว ถ้าเอาบาทาทำได้ชุ่ยๆ ทุกเรื่องอย่างที่ว่าก็คงดี หนังตลาดๆ ของฮอลลีวู้ดนั้น ถึงไงก็ยังมีมาตรฐานในการเขียนบทที่เข้าท่าในระดับหนึ่ง แล้วเขาก็แข่งกันพัฒนางานทั้งด้านงานโปรดักชั่นและการกำกับอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ไอ้ของเราน่ะเหรอ บางครั้ง บทมาพอไหว แต่ไปเจอผู้กำกับตีบทไม่เป็น ทีมงานไม่เก่ง เงินทุนด้านผลิตไม่ถึง ก็จบข่าว... หนังตลกโลกแตกบ้านเราที่เห็นๆ กันนั้น Theme ของบางเรื่องทำให้ดีได้ แต่ปัญหาคือคนทำมันมือไม่ถึง ทำไม่เป็น ก็เลยได้แค่หนังอุบาทว์ด่าทอกันหลุดโลก กลายเป็นบรรทัดฐานว่า นี่แหละหนังตลกไทยๆ ต้องมาแนวนี้ ถามหน่อยว่าชาวบ้านมีทางเลือกที่จะดูสักกี่มากน้อย ตราบใดที่คุณยังยัดเยียดให้เขาดูแต่หนังแบบนี้

ว่าไป..ไม่ใช่ว่าคนไทยจะเขียนบทตลกแบบมีชั้นเชิงไม่เป็น ลองไปดูซิทคอม "เป็นต่อ" ทางช่องสามเป็นตัวอย่าง ไม่ต้องหยาบคาย หรือหยาบโลน ก็ดูสนุกขำได้ทั้งชาวเมืองและชาวบ้าน รู้สึกว่าจะมีคนเขียนบทเป็นทีม คงจำเป็นอยู่ที่จะต้องร้อย gag อย่างลื่นไหลต่อเนื่อง ทีมงานเขียนที่เข้าขาจะทำให้งานจบเร็วขึ้น ที่น่าสนใจคือ เริ่มเห็น DVD ผีชุด"เป็นต่อ"นี้วางแผงกันเป็นล่ำเป็นสัน แสดงว่า ความนิยมเริ่มไม่เบาเลยทีเดียว..

หนังฝรั่งตลาดๆ อย่าง สไปเดอร์แมน ไพเรทฯ หรืออีกสารพัดเรื่อง บทก็ไม่ได้วิเศษวิโสมากมาย แต่ก็ไม่ได้ชุ่ยส่งเดช ต่างผ่านการกลั่นกรองมาแล้วอย่างน้อยก็หลายระดับ ที่สำคัญ..ผู้กำกับและโปรดักชั่นนั้นถึง ทำแล้วดูสนุก แค่นั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จในฐานะหนังตามกระแสได้แล้ว

หนังเจมส์ บอนด์ 007 ตอนล่าสุด Casino Royale ดูจะเป็นตัวอย่างอันดีของหนังตลาดที่ประณีตกับการเขียนบท และได้ผู้กำกับที่มือถึง ทำให้หนังประสบความสำเร็จเกินคาด แถมยังสร้างบอนด์คนใหม่ให้แฟนบอนด์หน้าเก่าทั้งหลายยอมรับได้อีก ซึ่งเป็นการแก้โจทย์ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

วงการหนังเมืองนอกเขาถึงต้องมีหน่วยผลิตหนังนอกกระแส หนังคุณภาพแนวอื่น อย่าง 20th Century Fox ก็จะมี Fox Searchlight หรือ ค่าย New Line ก็จะมี Fine Line เพื่อสร้างบุคลากรใหม่ๆ ในวงการ เพราะไม่งั้นวันนึง คนที่มีคุณภาพในวงการหนังจะไม่มีให้ใช้ การตลาดก็ต้องรู้จักทั้งบินสูงบินต่ำ หนังตามกระแสที่ไว้ทำเงินให้กับสตูดิโอ.. ก็ทำไป หนังที่สร้างเทรนด์ใหม่ๆ เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ก็ต้องรู้จักสร้างสรรค์ไว้ เป็นการ Educate คนดูให้รู้จักอะไรใหม่ๆ ดีๆ เท่ากับเป็นการสร้าง Segment ใหม่ๆ ให้กับวงการหนัง รวมไปถึงการตลาดของหนังระดับอินเตอร์ ที่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆให้กับวัฒนธรรม Exotic ของเรากับตลาดโลก

หนังไทยยุคนี้เห็นไปวางแผงเมืองนอกกันให้ตรึม เทศกาลหนังเมืองคานส์นั้นมีแทบทุกเจ้า คงอ้างไม่ได้แล้วว่าทำหนังฉายแค่เมืองไทยที่มีประชากรจำกัด แถมส่วนใหญ่ยังการศึกษาต่ำ... ที่สำคัญ คนทำงานสร้างสรรค์ด้าน Commercial Arts ไม่ใช่มีหน้าที่เดินตามตูดกระแสอยู่อย่างเดียว มันต้องสร้างของใหม่ๆ สร้างเทรนด์ใหม่ๆ ให้กับชาวบ้านได้รู้จัก ต้องก้าวล้ำด้วยวิสัยทัศน์ที่เหนือคนดูอยู่ตลอดเวลา

ทุกวันนี้คนไทยไม่ได้โง่ดักดานไปทั้งประเทศอย่างที่คิดหรอก หากแต่เขาถูกยัดเยียดให้รับสื่อซ้ำซากด้วยรสนิยมแย่ๆ (สื่อทีวีจะเห็นได้ชัดที่สุด) และจากแผนโปรโมทที่ขาดประสบการณ์และการวางแผนที่ดี ของดีๆ ที่มีสิทธิ์เกิดได้ก็ต้องพาลมาตายตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม

หนังเรื่อง "โหมโรง" ดูจะเป็น Case Study อันดียิ่ง คนทำการตลาดและโฆษณาตีเนื้อหนังไม่แตก มองหน้าหนังไม่ออกว่าคุณภาพหนังขนาดไหน และควรขายยังไง ก็สักแต่ว่าโปรโมทไปแกนๆ ผิดตั้งแต่คอนเซ็ปต์การนำเสนอ ชิ้นโฆษณาทั้งโปสเตอร์ ดีสเพลย์ก็จืดสนิทไม่เร้าใจ บ่งบอกประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่ด้อยของทีมโปรโมท โชคดีได้กระแสพันทิบพาให้รอดตัวไปได้ ถ้าทำได้ถูก Channel กว่านี้ โหมโรงย่อมมีรายได้มากกว่านี้แน่นอน

จางอี้โหมวเคยให้สัมภาษณ์ถึงความหนักใจในการที่คนจีนเริ่มหันมาดูแต่หนังฝรั่งกัน แล้ววงการหนังจีนก็จะตายไปช้าๆ ในที่สุด เขาถึงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายในประเทศให้หันกลับมาสนใจหนังจีนท้องถิ่นอีกครั้ง ฟังดูก็น่าแปลกใจ จริงๆ บระชาชนคนจีนแผ่นดินใหญ่มีมากมายมหาศาลกว่าเราหลายเท่าตัว การศึกษาเขาดีกว่าเรามากมายหรือ? ถึงหันไปสนใจหนังต่างชาติมากกว่า หรือว่าพัฒนาการคนของเขาดีกว่าเรา? ไม่ต้องไปพูดถึงวัฒนธรรม Operatic ที่เขามีมาก่อนเรา ทำให้เขาชื่นชมบรอดเวย์มิวสิคัลกันเป็นเรื่องเป็นราว มีทั้ง Phantom of the Opera และ Lion King ได้ดูกัน

ลองไปเช็ครายได้หนังนอกที่เข้ามาสร้างกระแสในบ้านเราสิ หนังดังๆ ของเขา ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำทั้งนั้น ขนาดว่าต่างวัฒนธรรมต่างภาษา แล้วคนที่ดูน่ะใคร..ก็คนไทยทั้งนั้น ลองคิดดูว่าถ้ามาตรฐานการสร้างของเราทัดเทียมของเขาแล้วเล่าเรื่องที่เราคุ้นเคยใกล้ตัว ทำไมคนไทยจะไม่อยากดู

และน่าเสียดายที่หนังไทยบางเรื่องมีทุนสร้างมหาศาล แต่ขาดขบวนการจัดการและการวางแผนงานที่ดี หนังเลยออกมาด้วยคุณภาพที่ไม่ดีเท่าที่ควร ไม่สมกับทุนที่ต้องลงไปขนาดนั้น งานสร้างหนังเป็นงานทีมเวิร์ค การที่ต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาวคนเดียวบางทีไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ยิ่งสเกลโปรดักชั่นใหญ่ยักษ์ ปัญหายิ่งตามมาเป็นเงาตามตัว..

บอกตามตรงว่า ทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบ้านเรานั้นยังขาดอีกมาก คนที่เข้ามาในวงการด้วยลิ้นกระดาษทรายน้ำลายชแล็คก็อีกตรึม งานหนังล้วนต้องการมืออาชีพทั้งสิ้น หากได้แบบจับแพะชนแกะมาก็จะได้ดูแต่หนังผีซ้ำซาก หนังตลกฝืดๆ และหนังกะเทยโลกแตกต่อไป



Create Date : 09 มิถุนายน 2550
Last Update : 9 มิถุนายน 2550 22:32:54 น. 5 comments
Counter : 558 Pageviews.

 
เขียนได้น่าสนใจมากค่ะ......เนื่องจากชอบดูหนังเหมือนกัน.....แต่เป็นคนดูหนังธรรมดาทั่วๆไปนะคะ.....อยากเรียนวารสาร......แต่เกรดไม่ถึงน่ะค่ะ


ขออนุญาติ add blog ไว้นะคะ จะได้เอาไว้อ่านเป้นความรู้เรื่องหนังดีค่ะ.....ชอบค่ะ


สุขสันต์วันเสาร์ค่ะ


โดย: Nankipooh (My_Sanctuary ) วันที่: 9 มิถุนายน 2550 เวลา:17:36:45 น.  

 
กว่าจะอ่านจบ คอแทบเคร็ด (เพราะเอียงคออ่าน)

แต่ก็เพลินดีครับ อิอิ


โดย: 16เมษา วันที่: 10 มิถุนายน 2550 เวลา:23:57:06 น.  

 
คมมากครับ



โดย: kanapo วันที่: 21 มิถุนายน 2550 เวลา:14:03:10 น.  

 
จบวารสาร ยังไม่ได้ทำหนังเลย
เพราะอุดมการณ์ กับ อุดมกู(นายทุน) ไปด้วยกันไม่ได้


โดย: peak1284@yahoo.com IP: 58.137.68.2 วันที่: 26 มิถุนายน 2550 เวลา:15:50:28 น.  

 
คนเขียนบทหนัง HLW เขียนเรื่องเดียวก็อยู่ได้ไปตลอดชีวิต แต่คนเขียนบทหนังไทย เขียนเรื่องเดียว รัดเข็มขัดแล้วก็ยังอยู่ได้ไม่ถึงปี (ไม่นับที่โดนเบี้ยวค่าตัว ต้องทำงานฟรีๆ) เมื่อแรงจูงใจต่างกัน ความกระตือรือร้น ทุ่มเท และพยายามที่จะพัฒนาบทก็เลยต่างกัน ต่อให้ใจรักแค่ไหน ก็ทำเป็นอาชีพไปไม่ได้นานหรอก


โดย: The Outsider IP: 124.122.56.202 วันที่: 16 ธันวาคม 2553 เวลา:14:27:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Bkkbear
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




งานเขียนบทความ บทหนัง เรื่องสั้น และนวนิยายในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Bkkbear (หมีบางกอก) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามมิให้ดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

Friends' blogs
[Add Bkkbear's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.