Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
20 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
Pan’s Labyrinth ภาพยนตร์บรรเจิดจินตนาการซาดิสต์



บทความนี้ เหมาะกับผู้ที่ดูมาแล้ว และต้องการจะถกกันแบบตามใจฉัน แต่คงไม่มาประดิดประดอยกับการตีความเรื่องราวทางจิตวิทยาแบบ Intellectual ชอบไม่ชอบอะไรก็ว่ากันตรงๆ ตามแต่รสนิยมคนชอบดูหนัง (แบบบ้านๆ) แค่นั้น

ถ้าถามว่าชอบไหม ก็คงพยักหน้าหงึกๆ ว่า ..เข้าทีทีเดียวเจียว สนองตัณหาผู้ชมแนว S&M แบบซ่อนแฟนตาซีบรรเจิดไว้ข้างในได้อย่างประณีตเก๋ไก๋

สำหรับผู้ที่ยังไม่ค่อยประสีประสาว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง ก็คงต้องชะโงกไปอ่านบทวิจารณ์ในบล็อกชาวบ้านที่เขียนกันไว้หลากหลายลานตา โดยเฉพาะในแง่มุมทางจิตวิทยา และการตีความเรื่องราวความเป็นมนุษย์ได้สารพัน (อย่างบล็อกคุณ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ”) เป็นต้น แต่อย่าได้หลงเข้าใจผิดว่าเป็นเทพนิยายสำหรับครอบครัว เพราะลูกหลานคุณอาจกลายเป็นเด็กซาดิสต์ไปได้หากหลงเข้าไปชม...

โดยส่วนตัวเชื่อว่าตาผู้กำกับต้องเป็นโรคหลงไหลความรุนแรงอย่างจัด (ซาดิสต์โดยสันดานว่างั้น..เหอๆๆ) แต่อาศัยเป็นคนมีจินตนาการบรรเจิด โดยเฉพาะชื่นชอบแนววิจิตรแฟนตาซีเป็นพิเศษ (ทราบว่าเขาจะมีสมุดบันทึกเล็กๆ ติดตัวตลอดเวลา คอยบันทึกไอเดียต่างๆ ที่ผุดขึ้นมากะทันหัน โดยส่วนใหญ่จะบันทึกเป็นภาพวาด) งานของเขาเลยกลายเป็นส่วนผสมของความรุนแรงกับจินตนาการได้อย่างแปลกๆ สังเกตได้จากงานชิ้นก่อนๆ อย่าง Blade ภาคสอง หรือ Hellboy (โทษที..เคยดูแค่สองเรื่องนี้)





หนนี้คงเป็นโอกาสอันงามได้ทำหนังอย่างใจ ไม่ต้องทำตามใบสั่งฮอลลีหวูด เลยหันมาสร้างในสไตล์บ้านเกิด พูดภาษาสแปนิช ประเสริฐกว่า เอ่อ..แต่เท่าจำได้ Guillermo Del Toro เป็นแมกซิกันนี่นา แต่เรื่องในหนังมันเกิดขึ้นในสเปน...เอาเหอะ อย่างน้อยก็พูดภาษาเดียวกัน..

สงสารหนูน้อยตัวเอก ต้องมาเสียเด็กกับการเล่นหนังแนวเลือดสาด(แบบฝันๆ) เพราะเธอเป็นนักแสดงเด็กที่แสดงได้สมจริงดีแท้ อีตาผู้กองเวรซึ่งอยู่ในฐานะพ่อเลี้ยง นั่นก็เห้...สมบูรณ์แบบชนิดฮิตเลอร์ยังเรียกป้า เป็นตัวแทนความซาดิสต์สมใจนึกบางลำพูได้สมบูรณ์แบบตลอดเรื่อง ร้ายได้คงเส้นคงวาตั้งแต่ต้นจนจบ น่าชมเชยผู้สวมบทบาทเป็นอันมาก เล่นเอา ราล์ฟ ไฟน์ส ในบททหารเยอรมันจอมโหด ใน ชินด์เลอร์ส ลิสต์กลายเป็นเด็กอมมือไปเรย

เรื่องราวดำเนินไปชนิดที่คนดูเริ่มเชื่อในจินตนาการของหนูน้อยเข้าไปทุกทีๆ ความคาบเกี่ยวของฉากแฟนตาซีกับความจริงที่คู่ขนานกันเริ่มผสมผสานจนแยกไม่ออก สมกับเป็นหนังแนวรางวัลโดยแท้ คือมีแต่ความคลุมเครือพิศวงงงงวย หาความชัดเจนไม่ได้ เหมือนสะกดจิตกรรมการให้ลงคะแนนได้อย่างเบลอร์ๆ ..เหอๆ นี่แหละสูตรสำเร็จหนังแนวตีสต์แตก...แต่ต้องชื่นชมวิธีการเล่าเรื่องที่อย่างน้อยก็สื่อสารได้ดีกว่าผู้กำกับหนังอาร์ต(ตี้) บ้านเรา





แต่ดูเป็นเจตนาอยู่ไม่น้อย ในการที่ทำให้คนดูงงงวยในความคาบเกี่ยวของสองโลก เหมือนกับจะบอกว่าชีวิตจริงของคนก็ไม่ต่างจากหนัง ยากที่จะแยกแยะความเป็นจริงกับความเพ้อฝันแฟนตาซีออกจากกันได้โดยสิ้นเชิง ชีวิตที่ไร้จินตนาการย่อมเหมือนกับกินข้าวผัดปูแต่ไร้น้ำปลาพริกมะนาวอะไรเช่นนั้น

ความรุนแรงของฉากสงครามและอารมณ์ของผู้กองซาดิสต์ ดูกลายเป็นชูรสชิ้นสำคัญของเรื่อง ทำให้มันชวนติดตามดีพิลึก เป็นส่วนผสมที่ดูลงตัวดีกับ ภาคแฟนตาซีของหนูน้อยที่คอยแบ่งเบาความเครียดอันหนึกอึ้ง ให้ได้เปลี่ยนบรรยากาศไปสู่อะไรฝันๆ (ร้าย?) ได้เป็นครั้งคราว

ดูไปดูมาพาลจะเชื่อว่าแฟนตาซีของหนูน้อยเป็นจริงกว่าเรื่องสงครามอันโหดร้ายภายนอกเสียอีก หากไม่มีฉากที่หนูน้อยพูดอยู่คนเดียวเหมือนเป็น Hint ว่าเธอกำลังหลงอยู่ในจินตนาการของตัวเองอยู่แล้ว (ในช่วงตอนจะจบ) คนดูก็พาลเชื่อไปจริงๆ จังๆ ว่าเทพนิยายซ้อนความจริงนั้นกลายเป็นจริงในที่สุด (เพราะไม่มีใครอยากทนกับความจริงอุบาทว์ๆ ของอีตาผู้กองจอมโหด) แต่สำหรับเราเองแล้ว ไม่ชอบให้มีฉากนั้นเลย มันชัดเจนเกิน..ดูอยากเป็นการเฉลยปริศนาอักษรไขว้เกินเหตุ

ฉากเด็ดๆ อย่างแม่บ้านเมอเซเดสกรีดปากผู้กอง คงกะจะให้เป็นฉากโชว์ เพราะไหนจะต้องมาเย็บปากตัวเองอย่างทุลักทุเลให้คนดูได้สยองกันเล่น (เอ็ฟเฟ็คทำได้เด็ดมาก) สิ่งเหล่านี้เป็นมุกเด็ดของการนำเสนอทั้งสิ้น จนบางทีลืมเหตุผลสำคัญๆ ของเรื่อง เพราะถ้าเราเป็นยายแม่บ้านตอนนั้น คงไม่แค่กรีดปาก หากคงเชือดคอตาผู้กองนรกนั่นไปแล้ว ไม่ปล่อยให้ออกมาตะลอนๆ บ้าบอจนจบเรื่องหรอก

จริงๆ แนวเรื่องไม่ได้มีอะไรใหม่ มีคนนำเสนอมาไม่น้อยแล้ว หากแต่สไตล์ของ ผกก.เป็นสิ่งสำคัญ เรื่องแนวเดียวกัน แต่เล่าได้ประดิดประดอยกว่า แล้วมีมุมมองที่ลึกกว่า ก็มีสิทธิ์ประสบความสำเร็จมากกว่าได้เช่นกัน ผู้กำกับไทยที่อยากไต่อันดับสู่อินเตอร์น่าจะดูเป็น Case study อันดีได้ ไม่จำเป็นต้องทำหนังที่ดูรู้เรื่องอยู่คนเดียว ภาพยนตร์คือการสื่อสารชนิดหนึ่ง ถ้าทำแล้วไม่สื่อ ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม...

เหอะๆ เหนื่อยแระ ไม่รู้เขียนอะไรต่อ..ปิดท้ายด้วยหน้าผู้กองจอมซาดิสต์ให้ชมก็แล้วกัน เล่นได้ใจมั่กๆ..




Create Date : 20 เมษายน 2550
Last Update : 20 เมษายน 2550 23:42:27 น. 10 comments
Counter : 1591 Pageviews.

 
กลับกรุงเทพเมื่อไรจะดูเรื่องนี้ให้ได้เลยครับ


โดย: art (นักต้มตุ๋น ) วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:13:22:35 น.  

 
อ่านแล้วพาลให้ไม่กล้าดูเลย อึ๊ยยยยย


โดย: 16เมษา วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:14:01:56 น.  

 


โดย: kl IP: 61.91.233.129 วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:16:20:31 น.  

 
แค่อยากจะบอกว่า ประทับใจกับแนวคิดเรื่องนี้มากค่ะ


โดย: ต.เต่าหลังตุง (pintakai ) วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:16:26:13 น.  

 
พรุ้งนี้จะไปดูให้ได้ ฮ่าๆ


โดย: jeanne IP: 203.144.210.9 วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:16:53:45 น.  

 
ดูมาแล้วค่ะ ดาราที่เล่นๆได้ดีมากๆ แต่เรื่องนี้โหดจริงๆ น่ากลัวววว


โดย: aloha IP: 61.170.205.177 วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:0:41:17 น.  

 
เห็นด้วยกับจขบ.ครับว่าถ้าผมเป็นแม่บ้าน อาจจะไม่ใช่แค่กรีดปาก แต่คงฆ่าไปแล้ว

ตรงนี้แหละครับที่ผมว่า....ต่อให้ผมชื่นชอบหนังเรื่องนี้ถึงขนาดยกให้เป็นหนึ่งในหนังประทับใจแห่งปี แต่ผมก็ยังเห้นว่า Pan's มีจุดบกพร่องเล็กๆน้อยๆ(แต่เป็นจุดสำคัญๆ)อยู่ไม่น้อยทีเดียว

ที่เห็นชัดๆก็เรื่องที่แม้บ้านแทงผู้กองนี่แหละ โดนแทงไปไม่ใช่น้อย ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะดดนทางที่อกด้านซ้ายด้วย ถึงไม่ดดนหัวใจแต่ก็น่าจะเป็นแผลฉกรรจ์อยู่ แต่ในฉากเย็บปากตัวเองดูแล้วผู้กองจะไม่เป็นอะไรเลย แม้แต่ที่ปากที่ฉีกเป็นโจคเกอร์ก็ดูเหมือนแผลที่เกือบหายเป็นปกติแล้ว ไม่มีเลือดสักหยด ขนาดผมไปถอนฟันมาตั้งแต่เที่ยง ถึงตอนเย็นๆเลือดยังซึมๆสำลีที่หมอให้กัดเอาไว้ในกระพุ้งแก้มอยู่เลย แต่ดูแผลของผู้กองจะหายไวเกินจริง!

อีกเรื่องที่เข้าไปอ่านในบล็อคไหนก็อดพูดถึงไม่ได้คือ...เขาวงกต...ในเรื่องนี้ มันดูไม่เป็นเขาวงกตจริงๆเลยครับ เพราะทางที่เดินไปเหมือนมันบังคับให้ไปจุดหมายเดียว คือตรงกลางเขาวงกตมากกว่า ถ้าเคยดู The Shinnig ของ Kubric จะเห็นว่าเขาวงกตมันต้องมีแยกหลายๆทางให้เดินหลง ตรงนี้อาจเป็นเรื่องเล็กๆที่พอให้อภัยได้ แต่ก็อดบ่นไม่ได้เพราะเขาวงกตเนี่ยเป็น key word ของหนังเลยนะครับ

ผมไม่ใช่คนซาดิสต์หรือชื่นชอบหนังรุนแรงหรอกนะ แต่ผมว่าหนังเรื่องนี้ยังโหดไม่จริง ทำท่าเหมือนโหดแต่ก็ยังเพลาๆมือไปเยอะ อย่างน้อยตอนจบก็ยังให้ความหวัง(แบบเลือนลาง)เอาไว้ว่า...โลกใต้พิภพของโอฟิเลียอาจมีจริงก็ได้ แถมยังเป็นโลกที่สดใสเหมือนในเทพนิยายเสียอีก

ตรงนี้แหละที่ผมรู้สึกขัดใจ เพราะตอนต้นเรื่อง ผมว่าหนังมันปูไปในทางที่ว่าโลกใต้พิภพมันเป็นโลกที่มืดมน หดหู่ เหมือนฝันร้ายไม่ใช่เหรอ ผมยังตีความ(ไปเอง)เลยว่าที่เจ้าหญิงหนีออกมา เพราะคิดว่าโลกภายนอกนั้นน่าอยู่และสดใสกว่า แต่ไหงตอนจบมันถึงกลับตาลปัตรกลายเป็นโลกของเทพนิยายแบบแอนเดอร์สันได้ แทนที่มันน่าจะเป็นแบบเทพนิยายกริมม์มากกว่า

ถ้าผมเป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ผมจะให้โอฟิเลียกลับไปที่พระราชวังที่มืดทึบ หดหู่ เหมือนฝันร้าย ท้องพระโรงอาจเหมือนศูนย์บัญชาการทหารหรือถ้ำเฉอะแฉะคล้ายโพรงใต้ต้นไม้ตอนที่เธอเขาไปเอากุญแจจากกบยักษ์อะไรทำนองนั้น

ให้คนดูรู้สึกไปเลยว่าเธอหนีเสือปะจระเข้ หนีโลกของความจริงที่โหดร้าย กลับไปเจอโลกแห่งความฝันที่ร้ายยิ่งกว่า เพราะว่าที่นั่นเธอต้องมีชีวิตอยู่อย่างมีความทุกข์ชั่วนิจนิรันดร์ (suffering ever after)


โดย: Kino (das Kino ) วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:16:48:09 น.  

 
พระเจ้าจอร์จ!..เอาบันทึกส่วนตัวมาโชว์ด่วน สงสัยจิงว่าวาดรูปอารายไว้มั่ง..5555 Guillermo ตัวจริงอาจแพ้หลุดลุ่ย

ว่าไปก็จริงอย่างคุณน้อง Kino ว่า ดูแล้วไม่รู้เลยว่าเทพนิยายของหนูน้อยน่ะ มันแนวไหนกันแน่ สงสัยประมาณ Underworld ผสม โกยเถอะเกย์..อุ๊บ..

ประเด็นตอนยายแม่บ้านเอามีดทิ่มนั้นสำคัญมากอย่างที่ว่า มันจะพลิกเรื่องให้กลายไปอีกรูปนึงเรย เป็นเรา..ยังไงก็ไม่กล้าปล่อยให้เรื่องเดินไปอย่างนั้น มันจงใจจนโจ่งแจ้ง เหมือนอย่างหนังไทย"แฝด" ประเด็นที่แฝดคนนึงฆ่าอีกคนนึง(ซึ่งตัวติดกัน) แล้วอยู่รอดมาได้โดยไม่มีปัญหากับหมอ กับนิติเวช กับตำรวจ กับเพื่อน หรือแม้แต่กับแฟน..บลาๆๆๆ มันมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลยสักนิด เลยดูไปจนจบด้วยความเซ็ง และรำคาญเสียงเอ็ฟเฟ็ค(ชวนสะดุ้ง)เป็นที่สุด

แต่ยังไง..ฟังเทพนิยายซาดิสต์ของคุณน้องแล้ว ออกจะเข้าท่าอยู่ สมควรเตรียมโปรเจ็คไว้เสนอนายทุน เผื่อจะได้ดูหนังไทยฉีกแนวให้ตื่นเต้นกันได้มั่ง (อ้อ..แต่อย่าลืมไปอ่านคำตอบคุณ martini ในกระทู้ก่อนหน้านี้ก่อนล่ะ จะได้รู้ว่า นายทุนไทยคนไหนเหมาะ..หุๆๆ)


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:21:35:16 น.  

 
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nanoguy&month=05-2007&date=29&group=2&gblog=94

เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ครับ ^^


โดย: nanoguy วันที่: 31 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:32:42 น.  

 
เป็นหนังที่ชอบอีกเรื่องนึงค่ะ.....

จินตนาการแพรวพราวจริง....โทนหนังก็หม่นหมอง...ทั้งเรื่องดีค่ะ....

อืม....รอบที่ดูมีคนหลงพาเด็กๆไปดูซะด้วยสิคะ....

อ่านแล้ว....ได้ไอเดีย...ความรู้เรื่องหนังดีจัง.....

แต๊ง.....หลายยย....ยยย...ค่ะ


โดย: Nankipooh (My_Sanctuary ) วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:18:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Bkkbear
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




งานเขียนบทความ บทหนัง เรื่องสั้น และนวนิยายในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Bkkbear (หมีบางกอก) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามมิให้ดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

Friends' blogs
[Add Bkkbear's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.