อยู่ระหว่างการเดินทางบนโลก...ก่อนสุดท้ายจะลาจาก

Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
20 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
เรื่องสั้นทำมือ---} ถนนสองฝั่ง

    ตีห้าครึ่งของเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา ในเช้ามืดวันจันทร์ ที่ปรอยฝนกำลังพรำ อย่างไม่ขาดสายและเหนื่อยล้า ซึ่งก็ยังมิได้หยุดพักเลยตั้งแต่เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา พื้นถนนที่เปียกลื่นและชื้นแฉะ อากาศภายนอกที่ขมุกขมัว ด้วยสายฝนและเปลวละออง ในช่วงกลางฤดูร้อน
    จริงๆข้าพเจ้ามิได้โป้ปดเลยสักนิด ก็นี่มันพึ่งปลายเดือนเมษายนของพ.ศ.นี้ ใช่... บรรยากาศเช่นนี้ไม่น่าเกิดขึ้นได้สำหรับช่วงเดือนนี้ แต่มันก็เป็นเช่นนี้มาได้สองสามวันแล้ว จนข้าพเจ้าพาลนึกสงสัยไปว่า เทวดาผู้ทำหน้าที่ในฤดูร้อนนี้ กำลังป่วยหนักหรืออย่างไร  ถึงทำให้เทวดาหน้าฝนต้องมาทำหน้าที่แทน  


    ด้วยอากาศที่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ คงทำให้ได้เป็นไข้เป็นหวัด สุขภาพอ่อนแอ กันในหลายคน ซึ่งข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากกลับมาบ้านได้สองวัน เช้านี้ตื่นขึ้นมาข้าพเจ้าก็รู้สึกครั่นเนื้อ ครั่นตัว และมีอาการจามเป็นบางครั้ง แต่ก็ยังขับรถไหวได้สบาย แต่ถ้าหากมีอาการถึงขนาดลุกไม่ขึ้นข้าพเจ้าอาจจะขอเกงานสักวันคงไม่เป็นไร
 
    ถนนสี่เลน ในฝั่งขาเข้าตรงมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ และด้วยบรรยากาศที่ยังมืดสลัวอยู่ ข้าพเจ้ามิอาจขับรถได้ไวนัก แต่จริงๆข้าพเจ้าก็มิได้เร่งรีบอะไร เนื่องจากอีกไม่กี่สิบยี่สิบนาที ข้าพเจ้าก็จะถึงที่ทำงานแล้ว ตามที่เคยขับเป็นประจำ ยวดยานบนถนนขณะนี้ก็มิได้ เพียบมากจนแน่นขนัด หรือติดขัดอะไร  ออกจะว่างโล่งเสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้าให้รออีกสักพัก ในเวลาที่ใกล้สองโมงเช้า เวลานั้นคงจะทำได้เพียงขยับเท้าเยียบเบรคสลับกับคันเร่ง ฟังข่าวเช้าในรถเป็นแน่ 
    ดีที่ข้าพเจ้าคุ้นเคยกับการเดินทางเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงออกจากบ้านที่ต่างจังหวัดแต่เช้า ซึ่งก็ไกลเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้นเมื่อวัดระยะจากกรุงเทพฯ  ข้าพเจ้ากลับบ้านทุกวันศุกร์สุดสัปดาห์ และจะกลับมาทำงานในเช้าวันจันทร์  ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะ ข้าพเจ้าเบื่อกับชีวิตในเมืองหลวง ก็เท่านั้น
    อากาศที่บริสุทธิ์ เสียงนก เสียงกา และบรรยากาศท้องนาท้องทุ่ง  สายลมบริสุทธิ์ กลิ่นสาบดินสาบโคลน ยังคงมีอยู่ ความโปร่งโล่ง ความไม่แออัด ไม่ต้องเร่งรีบ จึงทำให้ข้าพเจ้าปรารถนาชีวิตแบบนั้น ในทุกวันหยุดที่ข้าพเจ้าได้รับ หรือจะเป็นเพราะข้าพเจ้าได้กลับไปปลูกต้นไม้ ดูแลสวน อยู่กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าชื่นชอบก็เป็นได้


    สี่แยกไฟแดง ข้าพเจ้าหยุดรถ ต่อจากรถยนต์คันกระทัดรัด สีขาวข้างหน้า  บัดนี้ทั้งสี่แยกมีเพียงเราสองคันเท่านั้น ข้าพเจ้านึกในใจ “น่าจะไปเลยนะ ไม่ต้องหยุดหรอก เพราะฝั่งถนนด้านอื่นก็ไม่ได้มีรถเลยสักคันนี่ ทำไมเขาต้องรอด้วยหละ” แต่นั้นมันก็แค่ความคิดชั่ววูบ ที่เข้ามาในหัวสมองเพียงชั่วขณะเท่านั้น ข้าพเจ้ายินดีจะทำตามกฎกติกาอยู่แล้ว แม้หากข้าพเจ้าเป็นคนขับรถยนต์คันข้างหน้านั้นก็ตาม
แยกไฟแดงนี้สินะ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  ข้าพเจ้าพึ่งได้ทำบางอย่าง สิ่งดีๆที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ข้าพเจ้ากำลังนึกถึงเหตุการณ์ที่พานพบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา


…………………………………….


    วันนั้นในเลนถนนฝั่งขาออกจากกรุงเทพฯ ขณะขับรถกลับบ้านเหมือนเช่นปกติ เรื่องเวลาไม่แน่ชัดนัก แต่ก็ไม่ได้มืดสนิท แสงตะวันยังพอมี บรรยากาศยังโพล้เพล้พอมองเห็น คงราวๆสักหกโมงกว่าๆน่าจะได้  ฝนไม่ได้ตกเหมือนเช่นวันนี้  รถยนต์ยวดยานบนท้องถนนก็หนาตาพอสมควร ส่วนใหญ่ก็จะเป็นขาออก เช่นเดียวกันกับข้าพเจ้านั่นแหละ คงมีหลายคนที่เบื่อเมืองกรุงเหมือนข้าพเจ้าเช่นกัน 


    รถยนต์หลายคันกำลังติดไฟแดง รถคันข้าพเจ้าก็หนึ่งในนั้นเช่นกัน แถมเป็นคันที่อยู่หน้าสุดเสียด้วย “ได้ออกตัวคันแรกแล้วเรา ฉิวแน่” ข้าพเจ้านึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ   เสียงเพลงของเครื่องเสียงในรถลอยกระทบแผ่วเบา นิ้วมือกระดิกเคาะเพลิดเพลินตามจังหวะ แอร์รถโปรยละลองความเย็นพอช่ำ ให้ข้าพเจ้าเย็นสบายๆ ทั้งผิวกายและผิวใจ


    รถยนต์แบบครอบครัวสีขาวคันใหญ่ บ่งบอกว่าผู้ขับมีฐานะพอสมควร หากมิได้หยิบยืมผู้อื่นมาใช้ มันจอดรอเลี้ยวขวา ในเลนติดกับด้านขวาของรถข้าพเจ้า กระจกด้านหน้าฝั่งซ้าย ถูกเปิดโล่งไว้ หมาน้อยขนปุย สีขาวน้ำตาล  ตัวไม่ใหญ่นัก ข้าพเจ้าไม่สันทัดเลยเรื่องสายพันธุ์ของพวกสุนัข จึงไม่รู้ได้ว่ามันคือสายพันธุ์อะไร  แต่ตอนนี้มันกำลังโพล่หัวออกมาด้านนอกตัวรถ และหันซ้ายแลขวา บ่งบอกอาการอยากรู้อยากเห็น  ขนสีขาดฟองฟู  ดูสะอาดสะอ้าน ถูกตัดตกแต่ง ให้ดูสวย นัยว่าถูกเลี้ยงและดูแลอย่างดี จากเจ้าของ     


    มันถูกอุ้มไว้ด้วยสาวน้อย พินิจวัยน่าจะราวๆเจ็ดแปดขวบไม่ห่างเกินไป สาวน้อยนั่งอยู่ที่นั่งด้านหน้าซ้ายของคนขับ พร้อมอุ้มหมาตัวสวยนั้นไว้ด้วยมือป่าว ข้าพเจ้ามิได้สนใจนักว่าคนขับ ลักษณะอย่างไร เพราะจดจ่ออยู่กับสัญญาณไฟ ที่กำลังจะเปลี่ยน เป็นสีเขียว


    “วี๊ดๆๆๆ”.... เสียงแหลมเล็ก ดังขึ้นพร้อมที่เจ้าพาหนะเหล็กเคลื่อนที่เร็วของข้าพเจ้าทะยานไปข้างหน้า แม้มิได้เปิดกระจกรถ แต่เสียงนั้นก็ยังสามารถแข่งกับเสียงเครื่องยนต์และดังลอดผ่านเข้ามาจนทำให้ข้าพเจ้าตกใจปนสงสัย กระนั้นข้าพเจ้าก็ทำได้เพียงเหลือบมองไปที่กระจกมองข้างเท่านั้น อยากทราบเช่นกันว่ามีอะไรเกิดขึ้น
รถยนต์สีขาวคันใหญ่ทะยานออกพร้อมกับข้าพเจ้าเช่นกัน ต่างกันเพียงทิศทางของมันที่เลี้ยวไปทางขวา สิ่งที่ปรากฏให้ข้าพเจ้าเห็นในกระจกมองข้างก็คือ หมาน้อยตัวงามในรถยนต์คันใหญ่เมื่อสักครู่ บัดนี้กำลังวิ่ง ซ้ายที ขวาที เพื่อหลบล้อรถยนต์ ที่วิ่งออกตัวตามข้าพเจ้ามา และที่เลี้ยวขวาตามรถยนต์คันใหญ่นั้นไป 
    


     แวบหนึ่งในความคิด ข้าพเจ้าคิดว่ามันคงโดนทับตายแน่เลย หากไม่มีใครเสนอยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
ตัดสินใจ... ข้าพเจ้าเปิดไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อจอดรถ ชิดข้างทาง ก่อนเปิดประตูลงรถเดินย้อนกลับมา  รถยนต์สีขาวคันใหญ่นั้น จอดสงบเปิดไฟกระพริบชิดขอบทางเช่นเดียวกันในทางแยกด้านขวา  สาวน้อยเมื่อซักครู่ ยืนอยู่ด้านท้ายรถ ส่งเสียงเอะอะ  พร้อมร้องไห้และชี้ไม้ชี้มือ หญิงสาวคนหนึ่งยืนปลอบอยู่ใกล้กัน
“น้องปุ๊กปิ๊ก มานี่เร็ว มานี่เร็ว” เธอและสาวน้อยส่งเสียงเรียก


     เจ้าปุ๊กปิ๊ก ที่ข้าพเจ้ารู้ชื่อจากสาวน้อยเมื่อครู่นั้น บัดนี้ได้ทะยานพาตัวเองหลบล้อยางของมัจจุราชเหล็กขึ้นไปบนเกาะกลาง ทิศทางเลยมาทางที่ข้าพเจ้ายืน มันหันซ้ายแลขวาโดยไม่ตัดสินใจว่าจะไปทางใหน
หากข้าพเจ้าคนเดียวคงจับไม่ได้แน่ ข้าพเจ้าคิดในใจ จึงหันซ้ายแลขวาเพื่อหาผู้ช่วยสักคน
“พี่ครับ ช่วยผมจับหมาหน่อย” ข้าพเจ้าเอ่ยกับวินมอเตอร์ไซค์ ตรงสี่แยกนั้น ชายหนุ่ม สามคนลุกขึ้นพร้อมกัน


……………………………………….


     ข้าพเจ้ายื่นหมาน้อยที่อุ้มอยู่ให้กับเธอ
“นี่ครับน้องปุ๊กปิ๊กของหนู”
“ขอบคุณคุณอามากเลยนะค่ะ” เธอยกมือไหว้ข้าพเจ้าก่อนรับหมาไปอุ้มไว้
“น้องปุ๊กปิ๊ก นี่ซนจริงๆเลย วันหลังจะไม่พามาเที่ยวด้วยแล้ว” เธอต่อว่าหมาเล็กน้อย
 “ขอบคุณมากนะคะ ถ้าคุณไม่ช่วย ไม่รู้จะทำอย่างไร” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณข้าพเจ้า
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” ข้าพเจ้าตอบ
“ต้องขอบคุณ พี่ๆ วินมอเตอร์ไซค์ด้วยหนะครับ ไม่ได้พวกพี่เขาช่วย ผมคนเดียวคงไม่ได้” ข้าพเจ้าชี้มือไปทางกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ช่วยเหลือ
“ไม่มีอะไรผมขอตัวนะครับ” ข้าพเจ้ากล่าวลา
สองสาวต่างวัย กล่าวขอบคุณข้าพเจ้าอีกครั้งก่อนที่ข้าพเจ้าจะเดินกลับ   หลังจากนั้นข้าพเจ้าขับรถกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโต เอิบอิ่ม ในความรู้สึกดีที่ได้ช่วยชีวิต  ชีวิตหนึ่งให้รอดพ้นจากมัจจุราช 


……………………………………….


     ฟ้าแจ้งแล้ว แต่เม็ดฝนก็ยังคงตกพรำ อากาศก็มิใช่ว่าจะปลอดโปร่งนัก ยังคงขมุกขมัวเช่นเดิมเหมือนก่อนหน้านี้ เพียงแต่ทัศนะในการมองเห็นดีขึ้นเท่านั้นเอง ยวดยานบนท้องถนนเริ่มมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังถือว่าน้อยอยู่ดี ข้าพเจ้าเร่งความเร็วขึ้น เพราะรู้สึกถึงอาการไข้ที่เริ่มมาก กว่าตอนเช้า ปราถนาเพียงว่าถึงที่ทำงานแล้วทานยาสักเม็ดก็คงจะไม่เป็นไร 
     “เดี๋ยวก็ถึงออฟฟิศแล้วเรา” ข้าพเจ้าคิดในใจ แม้จะเริ่มปวดหัวบางขณะเวลาบ้างแล้วก็ตาม ด้วยอาการเช่นนี้ แอร์ในรถยนต์จึงถูกลดความเย็นลงมาต่ำที่สุด เพราะเนื่องจากฝนตก ข้าพเจ้าเลยมิอาจเปิดหน้าต่างรถเพื่อปิดแอร์ได้ และเพราะการที่ยังไม่มีรถบนถนนมากนัก ทำให้ข้าพเจ้าเร่งความเร็วขึ้นได้แตะระดับ เกินร้อยนิดๆของเข็มไมล์บนหน้าปัด   ความคิดมีเพียงว่ารีบไปให้ถึงที่ทำงานเท่านั้น
     เพียงชั่วจังหวะหันมาเปลี่ยนคลื่นวิทยุที่ถูกรบกวนด้วยคลื่นวิทยุชุมชน
“เฮ้ย”   ข้าพเจ้าอุทาน
“ปริ๊นๆๆๆๆๆ” เสียงแตรรถยนต์ดังด้วยมือที่กดโดยสุดแรง ด้วยเพราะความสะดุ้งตกใจ พร้อมเท้าที่ถอนจากคันเร่งเปลี่ยนมาแตะคันเบรคแทน โดยฉับพลัน
แต่ด้วยความเร็วของรถ และถนนที่เปียกลื่นชื้นแฉะด้วยน้ำฝน ข้าพเจ้าไม่สามารถหยุดพาหนะเหล็กเคลื่อนที่เร็วของข้าพเจ้าตัวนี้ได้ทันทีในขณะนั้น   แถมมันกำลังจะพาข้าพเจ้าม้วนตลบตกถนนไปพร้อมกับมันเสียด้วยซ้ำ หากข้าพเจ้ายังขืนดื้อดึงเหยียบคันเบรคต่อไป ด้วยเพราะสภาพรถจะไร้การควบคุม 
ข้าพเจ้าถอนเท้าที่แตะเบรคเมื่อสักครู่ และพยายามบังคับพวงมาลัยให้ไปตรงๆ ปล่อยให้อะไรๆที่กำลังจะเกิดขึ้นมันดำเนินต่อไป


    “พลั๊ก” เสียงเหมือนอะไรสักอย่างหนักๆ กระทบกับกันชนด้านซ้ายหน้ารถ   มันลอยกระเด็นไปสักสองถึงสามเมตร ก่อนตกลงไปริมถนนข้างทาง


     รถถูกบังคับให้แน่นิ่ง ชิดไหล่ถนนทางด้านซ้าย เลยจากตรงนั้นมาสักสิบเมตรกว่าๆ หัวใจข้าพเจ้าหล่นลงไปกองรวมอยู่กับคันเร่งและคันเบรค ความรู้สึกตกใจและกลัว เกิดขึ้นในหัว


     สองฝ่ายทางความคิดในหัวสมองที่มึนๆ เริ่มขัดแย้งและทะเลาะกัน ก่อตัวขึ้นในลำดับถัดมา
“ลงไปดูหน่อยเป็นไรไป” ความคิดของเทวดาปีกสีขาว ออกความเห็น
“ช่างมันเถอะ ไปเหอะยิ่งไม่สบายอยู่ จะได้ถึงออฟฟิศไวๆ” ความคิดของปีศาจถือสามง่ามแย้งทัดทาน
 
     ฝนยังคงตกพรำๆอยู่ไม่ขาดสาย แต่ก็แค่ละอองโปรยไม่ได้หนาเม็ดเท่าไหร่ ท้องฟ้าเริ่มสว่างมากขึ้นแต่ยังคงขมุกขมัวในบรรยากาศโดยรอบ ใบไม้ถูกลมฝนพัดปลิดปลิวข้ามถนน  รถยนต์หลายคันชลอตัวเพื่อแวะดูว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนขับเลยผ่านไป 


“เอาว่ะ ลงไปดูสักหน่อย” ข้าพเจ้าคิดเช่นนั้น ก่อนเปิดประตูรถและเดินย้อนกลับไปยังข้างทางตรงที่เกิดเหตุนั้น 


     ร่างหนึ่งนอนสงบนิ่ง ไม่ไหวติงกระดุกกระดิกแม้เพียงเล็กน้อยของร่างกาย  ลักษณะที่ถ่ายทอดให้เห็นทางสายตา  คือร่างที่นอนเหยียดยาวพาดอยู่ในพงหญ้าริมข้างทาง ห่างจากขอบถนนไปสักเมตรกว่าๆ หากเพียงอีกนิดเดียวคงตกลงไปในคูข้างถนน ไร้ทีท่าว่าจะส่งเสียงร้องหรือขยับเขยื้อนกายแม้แต่น้อย  ในนาทีนี้คงไม่ต้องเรียกรถพยาบาล หรือพาไปโรงหมอให้เสียเวลา  มันน่าจะสายไปเสียแล้วที่จะต่อลมหายใจ เลือดสีแดงเข้มไหลทะลักออกทางปากที่เผยอ ทางรูจมูกทั้งสองข้าง และบาดแผลตามร่างกายที่เนื้อแยกฉีก กระโหลกศรีษะด้านหลังยุบเข้าไปเกือบครึ่ง ปากที่เผยออ้าพร้อมลิ้นที่ไหลกองอยู่นอกริมฝีปาก หน้าท้องมีกองของอวัยวะภายในไหลออกมา เปลือกตาปิดสนิททั้งสองข้าง 
    สายฝนที่ตกพรำทำให้เลือดสีแดงไหลปนอยู่มิขาด แต่ข้าพเจ้าก็ยังพอมองเห็นสภาพผอมโซ ไร้เนื้อหนัง และสีขนน้ำตาลกะดำกะด่างที่เปียกน้ำ มอมแมม


    ข้าพเจ้ายกมือไหว้ ถอนหายใจและหันหลังเดินกลับ  ปล่อยให้ร่างไร้ลมหายใจนั้น เป็นไปตามยถากรรมของมัน หวนนึกถึงเจ้าปุ๊กปิ๊ก หมาตัวงามและโชคดี ที่รอดชีวิตบนถนนสายเดียวกันนี้ เมื่อไม่กี่วันก่อน


อโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าเถิดนะ    ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจ








Free TextEditor


Create Date : 20 เมษายน 2553
Last Update : 26 ตุลาคม 2553 15:45:15 น. 3 comments
Counter : 666 Pageviews.

 
รู้ได้ไงว่าอากาศมันบริสุทธิ์จริงอ่ะ???


โดย: i'm sorry (ลายมือยุ่งๆของคนไม่มีเวลา ) วันที่: 22 เมษายน 2553 เวลา:16:18:05 น.  

 
อ่านตอนแรกยังดูเป็นฮีโร่อยู่เลย...

.................................

งุงิ....สงสารเจ้าของร่างผู้นั้น...


โดย: i'm sorry (ลายมือยุ่งๆของคนไม่มีเวลา ) วันที่: 22 เมษายน 2553 เวลา:16:24:33 น.  

 
^^
ตามตำราคนขับรถ เขาบอกว่า ...ถ้าเจอหมาข้ามถนนตัดหน้าไม่ให้เบรค...เพราะไม่งั้นคนม่อง..คือเรา

ว่าแต่..ไม่ได้ตั้งใจจริงหรอ??



โดย: คล้ายดาว วันที่: 31 กรกฎาคม 2553 เวลา:4:47:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ดอกหญ้า บนทางดิน
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ดอกหญ้า บนทางดิน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.