Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
24 ตุลาคม 2554
 
All Blogs
 
O โคลงยวนพ่าย - คำแปล..๒ O




เพลง....พระอาทิตย์ชิงดวง
วงกอไผ่



๏ หัวเมืองคิดใคร่สู้ - - สงคราม
ไท้เท้าจักเป็นกล - - ก่อนผ้าย
บเกรงบกลัวขาม - - สักอยาด
กลอยแกล่เศร้าส้อมต้าย - - แต่งหอ ฯ

แปล

๑. เจ้ามืองเชียงชื่น (คือเจ้าเมืองแจ้ห่มเดิม) คิดปรารถนาจะสู้ศึกสงคราม (แต่) พระเจ้าติโลกราชจะทรงแสร้งทำกลอุบายก่อนเสด็จกลับไป (เมืองเชียงใหม่) โดยทรงทำเป็นไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ทรงร่วมซ่อมแซมเสาเขื่อนตกแต่งหอรบด้วยความเศร้า (หดหู่) [หรือ ในขณะเดียวกันทรงให้ซ่อมแซมเสาเขื่อนตกแต่งหอรบ]

๒. เจ้าเมือง (ฝ่ายอยุธยา) คิดปรารถนาจะสู้ศึกสงคราม สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะทรงแสร้งทำกลอุบายก่อนที่จะยกไปรบ (ความจริง) ไม่ได้ทรงเกรงกลัว (ฝ่ายล้านนา) เลยแม้แต่น้อย แต่ทรงทำเป็นเศร้าโศก และทรงร่วมซ่อมแซมเสาเขื่อนตกแต่งหอรบ [หรือ ในขณะเดียวกันทรงให้ซ่อมแซมเสาเขื่อนตกแต่งหอรบ]




๏ วยงป้อมวยงอาจไว้ - - แหนหาญ แห่นา
ลดเขื่อนขัวยอหิน - - ห่วงแร้ว
ปูนกันเกือบกุํทวาร - - ทวยรรอบ
ทุกแห่งหอต้ายแกล้ว - - นั่งนอง ฯ

แปล

ตัวเมืองและป้อมประจำเมืองมีทหารหาญเฝ้าดูแลอย่างพร้อมพรั่ง [หรือ ตัวเมืองและป้อมปราการประจำเมืองมีทหารเฝ้าดูแลอย่างพร้อมพรั่ง] มีการยกเสาเขื่อนและสะพานที่คูเมืองออก เอาหินใส่บ่วงแร้วเพื่อดีดซัดไป แบ่ง (วางกำลัง) ควบคุมอยู่ใกล้ประตูเมืองโดยรอบ [หรือ แบ่ง (วางกำลัง) ควบคุมอยู่ใกล้ประตูเมืองถึง ๒ ชั้น] ตามหอรบและเสาเขื่อนล้วนมีทหารกล้ารักษาการณ์อยู่ทุกแห่ง




๏ พวกพลช้างม้าควบ - - คอยแหน ท่านนา
หัวหมื่นนครครอง - - รอบรั้ง
เสโล่หดาบเขนแพน - - ขวืนไขว่
รางก่อเพลองหน้าตั้ง - - หนั่นหนา ฯ

แปล

๑. พวกพลช้างม้าคอยเฝ้าระวังรักษาเจ้าเมืองเชียงชื่นอยู่โดยรอบ เจ้าเมืองลำปางก็มาช่วยคุ้มครองดูแลด้วยเช่นกัน มี (ทหารถือ) เสโล ดาบ เขน และทวน เดินขวักไขว่ (บนกำแพงเมือง) มีรางสำหรับเผาถ่านเพลิง (หรือคั่วกรวดทราย หรือต้มน้ำมันเพื่อเทราดข้าศึก) ตั้งไว้ข้างหน้าเป็นจำนวนมาก

๒. พวกพลช้างม้าคอยเฝ้าระวังรักษาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอยู่โดยรอบ หัวหน้าพลรบจากลำปาง (ที่มาเข้าข้างอยุธยา) ก็มาช่วยคุ้มครองดูแลโดยรอบด้วยเช่นกัน มี (ทหารถือ) เสโล ดาบ เขน และทวนเดินขวักไขว่ (บนกำแพงเมือง) มีรางสำหรับเผาถ่านเพลิง (หรือคั่วกรวดทราย หรือต้มน้ำมันเพื่อเทราดข้าศึก) ตั้งไว้ข้างหน้าเป็นจำนวนมาก




๏ นานาพลไพร่ห้อม - - แหนทวาร หอแฮ
หืนหอกสรรพาฝา - - เลื่อนล้อม
ฝูงหาญแข่งขันหาญ - - หาเพื่อน ตายแฮ
พาพรยบทุกด้านพร้อม - - ไพร่นาย ฯ

แปล

มีไพร่พลล้อมรักษาประตูและหอรบ มี (ทหารถือ) หอกซัดเตรียมพร้อมอยู่ที่ประตูฝาเลื่อนโดยรอบ [หรือ มี (ทหารถือ) หอกซัดเตรียมพร้อมด้วยความกระตือรือร้นอยู่ที่ประตูฝาเลื่อนโดยรอบ] บรรดาทหารทั้งหลายก็แข่งขันกันแสดงความกล้าหาญเพื่อตาย (แทนเจ้านาย) [หรือ บรรดาทหารทั้งหลายแสดงความกล้าหาญอย่างเข้มแข็งเพื่อตายพร้อมกับเพื่อน] มีทหารทั้งนายและไพร่เตรียมพร้อมอยู่ทุกด้าน




๏ ปืนอยาอย่าเบื่อง้วน - - ขืนเขม แต่งแฮ
หอกดาบแหลนหลาวหลาย - - ส่ำแกล้ว
ปืนไฟร่อรูเตม - - ตับอยู่
อำมรารยงร้อยแล้ว - - เขื่อนขนัน ฯ

แปล

ได้เตรียมธนูอาบยาพิษ ยาเบื่อ ยาพิษ ขวากหนาม ไม้ปลายแหลมที่เป็นอาวุธ หอก ดาบ แหลน หลาว และพวกทหารกล้าไว้อย่างเต็มที่ วางปืนไฟตามช่องที่กำแพงเมืองไว้เป็นแถวพร้อมที่จะจุดยิงได้ทุกเมื่อ และมีปืนใหญ่เรียงรายอยู่มากมายไว้ป้องกันเขื่อน [หรือ และมีปืนใหญ่เรียงเป็นระเบียบไว้ป้องกันเขื่อน]




๏ ขวาซ้ายหมายหมู่พ้อง - - พลหาญ หื่นแฮ
นองนั่งในนางจร้ล - - แจกถ้วน
รไวรวังทวาร - - ทุกที่
พลพวกหาญห้าวล้วน - - อยู่อยาย ฯ

แปล

ทั้งด้านขวาและด้านซ้ายได้กำหนดให้พวกทหารที่มีความฮึกเหิมที่จะออกรบอยู่ บรรดาทหารที่อยู่ในระหว่างเสานางจรัลซึ่งมีเป็นจำนวนมากนั้น ก็ได้แบ่งกันไปอยู่โดยทั่วถึงกัน มีความพร้อมที่ระแวดระวังอยู่ทุกประตู บรรดาทหารกล้าทั้งหลายล้วนเรียงรายอยู่ทั่วไป




๏ หลายแถวหลายถ้องถี่ - - กันกุํ เกือบแฮ
หลายส่ำหลายสารหลาย - - พวกพ้อง
พลลาวลลุํทัง - - ชยงชื่น แซงแฮ
เตมอาจเตมป้อมป้อง - - ป่ยมหอ ฯ

แปล

(ทหาร) หลายแถวหลายทางก็ช่วยกันป้องกันเมืองอย่างใกล้ชิด มี (ทหาร) หลายเหล่า มีช้างมากมายหลายพวกพ้อง ในเมืองเชียงชื่นมีพวกทหารล้านนา [หรือ มีทหารที่อพยพมาจากเมืองเชียงชื่น] ปนกันอยู่อย่างชุลมุน มีทหารหาญอยู่เต็มป้อมคอยป้องกันหอรบเต็ม (กำลังความสามารถ)




๏ หัวเมึองหัวหมื่นแกล้ว - - การรณ
สรรแต่สารพอขา - - ขี่ขว้าง
พลเมืองเพ่อมพลลาว - - ดยรดาษ
คาดคาดค้าวค้าวอ้าง - - อวจหาญ ฯ

แปล

เจ้าเมืองและแม่ทัพนายกองล้วนมีความเก่งกล้าในการรบ ได้เลือกช้างตัวที่ขี่ได้ถูกใจขับออกไปอย่างรวดเร็ว [หรือ ไปป้องกันเมือง] ชาวเมืองได้ทหารล้านนายกมาช่วยป้องกันเมืองจนเต็มไปหมด เสียงชักอาวุธออกมาแกว่งเควี้ยวคว้าวสำแดงความองอาจกล้าหาญให้ปรากฎ [หรือ คาดคะเนว่ามีกำลังพลมากพอที่จะแสดงความองอาจกล้าหาญให้ปรากฎ]




๏ สรพร้อมสรพรากพ้อง - - พลขันธ์
สรพรั่งทุกทางทวาร - - อยู่อยั้ง
พนักทรวงทยบขนดขนัน - - เพลาะแต่ง
แครเครื่องยกย้ายตั้ง - - รยบรัล ฯ

แปล

(ในเมืองเชียงชื่นจึง) พร้อมพรั่งไปด้วยกองทหาร ทุกประตูก็มีทหารเฝ้ารักษาอยู่เต็มไปหมด เจ้าหน้าที่ประจำซองก็ช่วยกันขุดแต่งสนามเพลาะไว้เป็นวง มีแคร่เครื่องหามสำหรับยกย้ายอาวุธ (ดินและหินเป็นต้น) เอาไปจัดตั้งเรียงรายไว้อย่างเป็นระเบียบ




๏ ทุกหอทุกแห่งหมั้น - - หมู่หลวง ทยบแฮ
ลดเขื่อนลดขัวขนัน - - ช่องช้าง
ทงปักทังปวงพล - - หาญแห่
ปักขวากเป็นแขวงขว้าง - - ทั่วทาง ฯ

แปล

ทุกหอรบและทั่วทุกหนแห่งล้วนมั่นคง มีหมู่ทหารพร้อมพรั่ง [หรือ มีหมู่ทะลวงฟะนพร้อมพรั่ง] ลดเขื่อนลดสะพานลงแล้วกั้นช่องทางไม่ให้ช้าง (ของข้าศึก) เข้ามาได้ มีกองทหารแห่ห้อมล้อมไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองเมือง ปักขวากเป็นบริเวณกว้างอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง [หรือ ปักขวากดักขวางอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง]




๏ หัวเมืองแซ่หํ่าห้าว - - แหนทวาร รอบแฮ
ขับขี่กุญชรกาง - - กล่าวกล้า
ตรบัดตรแบงหาญ - - หาดาบ
ค้าค่าพลช้างม้า - - ดาษแดน ฯ

แปล

เจ้าเมืองแจ้ห่มผู้แกล้วกล้าเฝ้าดูแลรักษา (ตรวจ) ประตูเมือง (เชียงชื่น) รอบทั้งเมือง ขับขี่ช้างกางกั้น (และ) กล่าวคำ (ปลุกใจ) อย่างกล้าหาญ ทันใดนั้นพวกทหารหาญก็ร้องเรียกหาดาบ (มาสะพาย) ทั้งพลช้างพลม้าก็แสดงตนเต็มไปทั่วทั้งเมือง




๏ จามรยาบยาบกลึ้ง - - กลดไกว แกว่งแฮ
สรพรั่งพลหาญแหน - - แห่เฝ้า
น้าวน้าวโห่เอาไชย - - ชมชื่น
พินพาทยกลองฆ้องเคล้า - - คลี่สยง ฯ

แปล

(เครื่องสูงทั้งหลายมี) จามรและกลิ้งกลดก็ขยับขึ้นลงแกว่งไกวไปอย่างช้าๆ พลทหารผู้กล้าหาญก็พากันมาเฝ้าอย่างพร้อมพรั่ง โน้มน้าว (จิตใจ) โดยโห่ร้องเอาชัยด้วยความชื่นบาน และมีเสียงพิณพาทย์ กลอง ฆ้อง ประสานเสียงกันกระจายออกไป




๏ หัวพันหัวหมื่นหมั้ว - - โดยดยร ดาษแฮ
หอกดาบโตมรรยง - - รอบช้าง
แสะสารส่ำทยรทัง - - เมืองมี่
เสโลหเขนขว้างด้าง - - ไขว่ขวืน ฯ

แปล

หัวพัน หัวหมื่น ชุมนุมกันมากมายเกลื่อนกลาดไปทั่ว มีหอก ดาบ โตมร เรียงรายรอบช้าง หมู่ม้าและหมู่ช้างล้วนส่งเสียงอีกทีกทั่วทั้งเมือง ทั้ง (ทหารที่ถือ) โล่ เขน และดั้งมีมากมายขวักไขว่เต็มไปหมด




๏ ถมทวารทุกที่ไว้ - - แหลนหลาว
ทุกช่องเชองปืนไฟ - - ต่อตั้ง
พลเมืองเพ่อมพลชาว - - ชยงใหม่
รยบรยบคือรั้วรั้ง - - หนั่นหนา ฯ

แปล

ปิดประตู (เมืองเชียงชื่น) แล้วเอาแหลนหลาวมาวางเตรียมไว้ทุกแห่ง ทุกช่องเชิงเทินเอาปืนไฟมาวางตั้งไว้ต่อๆกัน พลเมืองชาวเชียงชื่นรวมกับพลเมืองชาวเชียงใหม่ที่มาเพิ่มเรียงรายเป็นระเบียบประนึ่งรั้วที่มั่นคงแข็งแรง




๏ เมืองนี้เชองใช่ด้วย - - ภุชพล ง่ายนา
เบญจทูรดาการ - - พ่างล้วน
มรรคาส่วนสถลสฐิร - - ทุกที่
พลพวกช้างม้าล้วน - - โจษแจ ฯ

แปล

เมือง (เชียงชื่น) นี้มิใช่จะตีด้วยกำลังทัพได้โดยง่าย (ด้วยมี) ลักษณะที่จะเข้าถึงได้ยากครบทั้ง ๕ ประการ ทางบกทุกแห่งล้วนมั่นคง กำลังทหาร ช้าง ม้า ล้วนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว [หรือ พวกพลช้างม้าล้วนเล่าลือกันอื้ออึง (ถึงความยากทั้ง ๕ ประการนี้)]




๏ บางเมงเปนขื่หน้า - - ขวางขนัน ก่อนแฮ
มีแม่ยมเป็นแย - - แก่งกั้น
เข้าสามเกือบกันกรร - - เมืองมิ่ง เขาแฮ
คูคอบสามชั้นซรึ้ง - - ขวากแขวง ฯ

แปล

(เมืองเชียงชื่น) มีคลองบางเม็งเป็นเสมือนขื่อขวางอยู่เบื้องหน้า มีแม่น้ำยมเป็นดุจแปขวางกั้น มีภูเขา ๓ ลูกล้อมเกือบจดถึงกันป้องกันเมืองไว้ มีคูลึก ๓ ชั้นล้อมรอบและ (ในคู) มีขวากปักขวางไว้ด้วย




๏ เร่งหมั้นเหลือหมั้นยิ่ง - - วยงเหลก
มีกำแพงแลงเลือน - - ต่อต้าย
หัวเมืองเตกสยงกล่าว - - แก่บ่าว
ทังขวาทังซ้ายถ้วน - - หมู่หมาย ฯ

แปล

(เมืองเชียงชื่น) มีความมั่นคงมากยิ่งกว่าเวียงเหล็กคือเมืองที่มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ (เพราะ) ล้อมรอบด้วยกำแพงที่ก่อด้วยศิลาแลงเรียงต่อกันกับเสาเขื่อน [หรือ ล้อมเสาเขื่อน หรือ บังเสาเขื่อน] เจ้าเมืองแจ้ห่มได้ป่าวประกาศให้บรรดาบ่าวไพร่ทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายทราบทั่วทุกหมู่เหล่าว่า




๏ ชาวเราอย่าอ่าวอ้าง - - อางขนาง หนึ่งเลอย
เราก็เหลือหลายเมือง - - ก็หมั้น
กรุงก็เสด็จทาง - - ดยวต่อ กันแฮ
นํ้าใช่แนวนํ้าขั้น - - ข่าวไกล ฯ

แปล

พวกเราอย่าได้กล่าวด้วยความร้อนใจและคลางแคลงใจเลย พวกเราก็มี (ไพร่พล) มากมาย เมืองก็มั่นคง พระเจ้าติโลกราชก็จะเสด็จต่อมาถึงเมืองนี้ แม่น้ำก็มิใช่เป็นอุปสรรคในการส่งข่าว




๏ เมืองนี้พ่อแม่คุํ้ - - ครองแคลน ชีฤๅ
แหนงชื่นชํเอาไชย - - โห่ห้อม
อย่าพลหมื่นแสนรุํ - - เราค่งง คามนา
ชิว่าพลพานล้อม - - กล่าวกรร ฯ

แปล

เมือง (เชียงชื่น) นี้จะขาดแคลนบรรพบุรุษคุ้มครองเชียวหรือ (เรา) ถ้าจะมาชื่นชมโห่เอาชัยเสียดีกว่า [หรือ ควรจะชื่นชมโห่เอาชัย] (เพราะ) อย่าว่าแต่ทหารจำนวนหมื่นจำนวนแสนที่จะมารุมเราเต็มบ้านเต็มเมืองเลย แม้ว่าจะมีทหารรุมมาล้อมก็ยังกันไว้ได้ [หรือ แม้ว่ามีทหารจำนวนล้านมาล้อมก็ยังกันไว้ได้]




๏ ที่นั้นพระอยั่งแล้ว - - แลการย ถ่องแฮ
ควรคลี่พลพลันยก - - ย่างผ้าย
บัดมีพระบัณฑูรสาร - - พระสั่ง
แก่ไพร่ขวาซ้ายถ้วน - - พวกพล ฯ

แปล

ครานั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงคาดคะเนเหตุการณ์อย่างถ่องแท้แล้วทรงเห็นควรที่จะเคลื่อนกองทัพยกไปโดยเร็ว เวลานั้นทรงมีพระบรมราชโองการแก่บรรดาไพร่พลฝ่ายขวาซ้ายทั่วทุกคน




๏ เชองลุกเชองนั่งปล้น - - ปีนเมือง
พระสั่งเชองกลกล - - กล่าวล้วน
สบแสนคนเนืองนบ - - บัวบาท พระแฮ
มาแต่งการเกื้อถ้วน - - หมู่หมาย ฯ

แปล

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงอธิบายให้ทราบถึงยุทธวิธีในการลุกการนั่ง การปล้นปีนเข้าเมือง พร้อมทั้งชั้นเชิงและอุบายต่างๆ ประชาชนนับแสนได้หนุนเนื่องกันมาเฝ้าเบื้องพระยุคลบาท พร้อมที่จะปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ทุกหมู่เหล่า




๏ สารพาฝ่าเลื่อนแบ้ - - บาพก
ขอหอกแหลนหลาวหลาย - - ส่ำส้าง
วยงเหล็กหลากหอหก - - ตรยมแต่ง
ทังทุ่มทู้ต่างย้าง - - จรวจไจร ฯ

แปล

๑. ใช้ช้างบรรทุกฝาเลื่อนจนเต็มแปล้รวมทั้งปืนไฟ ขอเกี่ยว หอก แหลน หลาวที่ได้สร้างขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ได้เตรียมสร้างหอหกหรือบันไดหกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งทุบทูคือเครื่องป้องกันตัว (เพื่อตี) เมืองเชียงชื่นซึ่งมีความเข้มแข็งดุจเวียงเหล็ก ทหารทั้งหลายต่างก็เดินตรวจตราอยู่ (ตลอดเวลา)

๒. ใช้ช้างบรรทุกฝาเลื่อนจนเต็มแปล้รวมทั้งปืนไฟ ขอเกี่ยว หอก แหลน หลาวที่ได้สร้างขึ้นมาเป็นจำนวนมาก (เพื่อเข้าตี) เมืองเชียงชื่นซึ่งมีความเข้มแข็งดุจเวียงเหล็ก (เพราะ) มีหอรบมากถึง ๖ แห่ง และเตรียมที่จะต่อสู้ พร้อมสรรพด้วยทุบทูคือเครื่องป้องกันตัว ทหารทั้งหลายต่างก็เดินตรวจตราอยู่ (ตลอดเวลา)




๏ ผชุํพลทุกหมู่เต้า - - เตมแดน ดาษแฮ
ชุํคชากรไกร - - ตรวจม้า
บกเรือรยบพลแสน - - หมายหมู่
สบส่ำขวาซ้ายหน้า - - หนั่นหลัง ฯ

แปล

(สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ได้ประชุมพลทุกหมู่เหล่า แล้วก็เคลื่อนทัพซึ่งมีจำนวนมากมายเต็มไปทั่วทั้งแดน ได้รวมช้าง (หมู่ช้าง) และตรวจตราม้าทั้งหลายอย่างถี่ถ้วน ทั้งทัพบกทัพเรือมีไพร่พลมากมายหลายหมู่เหล่ารวมแล้วนับแสน มีทั้งทัพฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย ทัพหน้า และทัพหลังอย่างแน่นหนา




๏ ทุกทรวงพลพยู่หไท้ - - เอารส ท่านฤๅ
พระดำรัสไดรัง - - เร่อมด้วย
สรรเพชญกำนดพยง - - พิศณุ ศาษณแฮ
ปางปรหารให้ม้วย - - ม่ามาร ฯ

แปล

ไพร่พลในกระบวนทัพทุกหมู่เหล่า เมื่อพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (คือพระอินทราชา) มีรับสั่งอย่างใด ก็จะรีบปฏิบัติตามรับสั่งนั้นอย่างจริงจัง สิ่งที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงกำหนดเปรียบเสมือนโองการของพระวิษณุครั้งประหารหมู่ยักษ์มารให้ม้วยมรณ์ไปฉะนั้น




๏ สบเสนามาตยพ้ยง - - พลพฤนทร์
พระสั่งสารสบสาร - - ล่งล้วน
เป็นปรดิทินทำ - - ขบวนบอก
ทุกพวกทุกพ้องถ้วน - - หมู่หมาย ฯ

แปล

บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายเปรียบเสมือนไพร่พลที่มีจำนวนมากมาย สิ่งที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีรับสั่งออกไปนั้น ล้วนมีความหมายชัดเจนแจ่มแจ้ง ทรงทำรายการประจำวันบอกไว้เป็นลำดับ (เพื่อให้) บรรดาทหารทั้งหลายทราบกำหนดหมายครบถ้วนทุกหมู่เหล่า




๏ เชองเข้าเชองออกอ้อม - - เอาสึก ก็ดี
พระสั่งสบเชองชาย - - ถี่ถ้อย
พระญาณพันฦกนิ์ฦก - - ชลธศ ทยมฤๅ
ตรัสแต่งพลน้อยให้ - - คลี่คลา ฯ

แปล

กลยุทธในการเข้าโจมตี ในการถอยออก หรือในการโอบล้อมข้าศึก สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงอธิบายให้แม่ทัพนายกองได้ทราบวิธีการของชายชาตรีอย่างถี่ถ้วนทุกประการ พระปรีชาชาญอันลึกล้ำยิ่งของพระองค์ ความลึกของมหาสมุทรหรือจะเทียบได้ แล้วพระองค์ก็ทรงสั่งให้กองทหารหมู่น้อยยกล่วงหน้าไปก่อน




๏ ไปตกไพริศดาว - - แดนชยง ชื่นแฮ
ทุกด่านทางทยวหา - - เกลื่อนกล้า
มหาพิชยรยง - - พลคลี่ คลาแฮ
ซันแซ่ฟ้าฟุ้งฟ้า - - เฟื่องบร ฯ

แปล

(สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกกองทัพ) ไปประชิดแดนเมืองเชียงชื่นของข้าศึก ทุกด้านทุกทิศล้วนมีทหารกล้าเกลื่อนกล่นอยู่ทั่วไป (แม่ทัพชื่อ) พระมหาพิชัยได้ยกพลไปตามรับสั่งอย่างรีบเร่ง เสียงดังเซ็งแซ่และ (มีผงคลี) ฟุ้งตลบไปทั่วท้องฟ้า ข่าวศึกนี้ได้ล่วงรู้ไปถึงฝ่ายข้าศึก [หรือ เสียงดังเซ็งแซ่และ (มีผงคลี) ฟุ้งตลบไปทั่วทัองฟ้าเป็นการข่มฝ่ายข้าศึกให้กลัวเกรง]




๏ ไป่เตอมเตมหมื่นหมั้ว - - สารเส นิศเเฮ
ทางชฎาดอนแดน - - ม่วงค้าน
พระศรีราชเดโช - - ชยราช ถกลแฮ
ทังหมื่นพ้านเรื่องรู้ - - ด่านแดน ฯ

แปล

พระศรี (สีห-) ราชเดโชชัยที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแต่งตั้ง (เป็นแม่ทัพ) ได้ส่งทหารไปเพิ่มเติมจนครบหมื่น ทั้งช้างม้าและไพร่พลก็ไปชุมนุมพร้อมกัน ณ ที่ดอนซึ่งเต็มไปด้วยป่ามะม่วงอันเป็นทางที่เคยรกชัฏนั้นกลับล้มราบลง (เพราะช้างม้าและไพร่พล) โดยมีหมื่นพ้านผู้รอบรู้เรื่องการเดินทางด้านนี้เป็นผู้นำทาง




๏ ช้างม้าดยรดาษเต้า - - เตอมไป เล่าแฮ
พลแปดฟันเขนแพน - - หลากเหลื้อม
พระยาศุโขไทย - - กุํกว่า เองแฮ
เมลืองมล่านกลิ้งเพรื้อม - - เพรอศพราย ฯ

แปล

พระยาสุโขทัยได้คุมกองทัพช้างกองทัพม้าซึ่งได้เพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ เป็นจำนวนมากขึ้นไปเอง พร้อมด้วยไพร่พลอีก ๘ พันถือเขนแพนล้วนแปลกๆ เป็นมันเลื่อม กลดกลิ้งที่กางกั้นก็งดงามเพริดพราย




๏ หยหัศดิฟพิรพ่าหพ้อง - - พลแขวง หนึ่งฤๅ
ปูนแปดพันปลายปอง - - เกลื่อนแกล้ว
หัวเมืองกำแพงเพชร - - ครองเคลื่อน ไคลแฮ
ธงเทศพรายแพร้วกั้ง - - กูปเงิน ฯ

แปล

เจ้าเมืองกำแพงเพชรได้เคลื่อนกองทัพม้า กองทัพช้าง และทหารผู้ทรงไว้ซึ่งความแกล้วกล้า [หรือ เจ้าเมืองกำแพงเพชรได้เคลื่อนกองทัพม้าและกองทัพช้างซึ่งเป็นพาหนะที่เก่งกล้าสามารถ] มาอีกเมืองหนึ่ง (ไปสมทบกับกองทัพพระบรมไตรโลกนาถ) พร้อมด้วยไพร่พลที่ล้วนแต่ผู้แกล้วกล้านับได้ประมาณ ๘ พันเศษ มีธงเทศที่สวยงามแพรวพรายกางกั้นกูบช้างที่ทำด้วยเงิน




๏ สองเมืองกลอยเกลื่อนช้าง - - แซรงพล
หมายหมู่เป็นเดียวดา - - แห่ห้อม
โดยพระบัณฑูรกล - - สารศาสน์ แสดงแฮ
ให้ถึงให้พร้อมถ้วน - - หมู่หมาย ฯ

แปล

ทั้ง ๒ เมือง คือเมืองสุโขทัยกับเมืองกำแพงเพชรได้ร่วมกันเคลื่อนขบวนช้างแทรกไปกับทหารเดินเท้ารวมเป็นกองทัพเดียวกันดาหน้าแห่แหนแวดล้อมเข้าไปตามพระราชโองการ (ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ที่ปรากฎชัดอยู่ในสารศาสน์ที่แจ้งให้กองทัพทุกหมู่เหล่าไปถึง (เมืองเชียงชื่น) พร้อมกัน




๏ ข้าไท้ธิราชเรื้อง - - ขุนอินทร์
กุํพวกพลเรือราย - - แต่งตั้ง
ขัวขนานลี่เลื่อนดิน - - แดนมารค เสมอแฮ
ตรยมแต่งจรดจั้งถ้า - - ท่านไคล ฯ

แปล

แม่ทัพเรือคนหนึ่งของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถชื่อขุนอินทร์ ได้รับแต่งตั้งให้คุมกองเรือเรียงรายไปตามทาง เพื่อเตรียมทำสะพานที่สามารถเลื่อนเข้าเทียบฝั่งและเกลื่อนพื้นดินให้ราบเรียบเพื่อรอรับเสด็จ




๏ ไปยอยบาตรส้องศรี - - สกณ ก่อนฤๅ
ในท่าชยเอาไชย - - ชื่นแกล้ว
คือเทพอรชุณ - - เร็วรวด การแฮ
พระแต่งตรัสแล้วถ้วน - - สารแสดง ฯ

แปล

๑. ในการเคลื่อนกระบวนทัพนั้นจะต้องรอฤกษ์ที่เป็นสิริมงคลคือฤกษ์ที่จะมีนกบินเข้ามา ณ มณฑลพิธี (เรียกว่า สกุณนิมิต) ซึ่งประกอบขึ้น ณ ตำบลท่าไชย อันเป็นชื่อสถานที่ที่เป็นมงคลในอันที่จะเอาชนะ (ข้าศึก) [หรือ แล้วเดินทัพด้วยท่าทางที่จะนำมาซึ่งชัยชนะ (ข้าศึก)] เพื่อปลุกใจกองทัพให้มีจิตใจร่าเริงและแกล้วกล้า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นประดุจดั่งท้าวอรชุน (ผู้มีความช่ำชองในการรบ) สามารถเอาชนะข้าศึกได้อย่างรวดเร็ว ทรงมีความรอบรู้ในกรรมพิธีครบถ้วนทุกกระบวนความจนเสร็จพิธี

๒. ในการเคลื่อนกระบวนทัพนั้นจะต้องรอฤกษ์ที่ฝูงนกที่เป็นมงคลมาส่งเสียงเสียก่อน (เรียกว่า สกุณนิมิต พระองค์ทรงตั้งกระบวนทัพรอฤกษ์) อยู่ที่ตำบลท่าไชย อันเป็นชื่อสถานที่ที่เป็นมงคลในอันที่จะเอาชนะ (ข้าศึก) [หรือ แล้วเดินทัพด้วยท่าทางที่จะนำมาซึ่งชัยชนะ (ข้าศึก)] เพื่อปลุกใจกองทัพให้มีจิตใจร่าเริงและแกล้วกล้า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นประดุจดั่งท้าวอรชุน (ผู้มีความช่ำชองในการรบ) สามารถเอาชนะข้าศึกได้อย่างรวดเร็ว ทรงมีความรอบรู้ในกรรมพิธีครบถ้วนทุกกระบวนความจนเสร็จพิธี

๓. ในการเคลื่อนกระบวนทัพนั้นจะต้องรอท่าเอาฤกษ์เอาไชยให้ทหารเบิกบานใจ (มีกำลังใจ) และโห่ร้องเป็นสิริมงคลแล้วจึงเคลื่อนกระบวนทัพไปก่อนที่ฝูงนกจะออกหากิน (เรียกว่า สกุณนิมิต พระองค์ทรงตั้งกระบวนทัพรอฤกษ์) อยู่ที่ตำบลท่าไชย อันเป็นชื่อสถานที่ที่เป็นมงคลในอันที่จะเอาชนะ (ข้าศึก) [หรือ แล้วเดินทัพด้วยท่าทางที่จะนำมาซึ่งชัยชนะ (ข้าศึก)] เพื่อปลุกใจกองทัพให้มีจิตใจร่าเริงและแกล้วกล้า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นประดุจดั่งท้าวอรชุน (ผู้มีความช่ำชองในการรบ) สามารถเอาชนะข้าศึกได้อย่างรวดเร็ว ทรงมีความรอบรู้ในกรรมพิธีครบถ้วนทุกกระบวนความจนเสร็จพิธี




๏ บัดให้ตราตรวจพ้อง - - พลหลวง
หมายหมู่เรือชิดแซรง - - ท่าท้าง
สรรเพ็ชญเลิศเลอลวง - - เลอโลกย
เป็นปิ่นดินฟ้าอ้าง - - อ่านคุณ ฯ

แปล

ทันใดนั้น (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) โปรดให้ตรวจตราบรรดาไพร่พลในทัพหลวงให้ถูกต้อง มีรับสั่งให้บรรดาเรือทั้งหลายจอดชิดและแซงขนานกันตลอดท่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ล้ำเลิศเหนือโลกในทุกทาง ทรงเป็นปิ่นแห่งแผ่นดินและแผ่นฟ้า และทรงมีพระเกียรติคุณที่ทรงนับได้มากมาย




๏ พระพุทธยามโยคล้วน - - ลางชย
พระพ่างพระไพกุณฐ์ - - เกลื่อนแกล้ว
พระเสด็จคัลไลล่วง - - ชลมารค
ชลพ่าห์มากล้วนแล้ว - - แหล่หลาย ฯ

แปล

เวลานั้นเป็นยามพุธซึ่งเป็นยามที่ดวงดาวร่วมกันให้คุณ เป็นลางล้วนบ่งบอกว่าจะมีชัยชนะ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นประดุจพระนารายณ์แบ่งภาคมาเกิด พระองค์ทรงให้เคลื่อนกองทัพทหารหาญซึ่งมีอยู่มากมาย พระองค์เองเสด็จไปทางชลมารคด้วยทรงมีเรืออยู่เป็นจำนวนมาก




๏ พายทองสรพราศพร้อม - - แขวงขวา
พรรคพวกพายเงินหมาย - - หมู่ผ้าย
คฤหทองแคร่ทองนา - - นาหมู่ หมายแฮ
ยุ่งยุ่งแลย้ายย้าย - - คล่าวไคล ฯ

แปล

พวกฝีพายที่ถือพายทองงามสะพรั่งพร้อมอยู่ฝ่ายขวา พวกฝีพายที่ถือพายเงิน (อยู่ฝ่ายซ้าย) ก็พายตามกันไปเป็นหมวดหมู่ เรือคฤหทองเรือแคร่ทองหลายหมู่เหล่าก็ตามไปตามที่กำหนดหมายไว้ ต่างเคลื่อนกระบวนกันไปดูสับสนไปหมด




๏ รายเรือแผดงคู่ถ้วน - - แถวคับ คั่งแฮ
สยงสรางชิงไชย - - ชื่นผ้าย
เรือโยงแย่งโยงตับ - - แต่งต่อ กันแฮ
หลังก่อนขวาซ้ายซ้อง - - แหล่เหลือ ฯ

แปล

เรือบาแดง (เรือสื่อข่าว) ก็เรียงรายอยู่เป็นคู่ๆ แน่นไปหมด [หรือ เรือต่างๆ แสดงให้เห็นเป็นคู่ๆ ครบทุกลำเรียงรายแน่นไปหมด] เสียงโห่เอาชัยเมื่อเรือเคลื่อนจากที่ [หรือ เสียงโห่เอาชัยของพลเรือเมื่อเรือเคลื่อนจากที่] เรือโยงแบ่งกันโยงผูกเรียงกันเป็นแถว (มีทั้งเรือที่ไป) ข้างหลัง ข้างหน้า ข้างขวา ข้างซ้าย พร้อมๆ กันมีจำนวนมากมาย




๏ เรือหุ้มเรือห่อซ้อน - - ซบกัน
เรือแห่เรือแหนแหน - - แห่ห้อม
พิทุยพิทันแซ - - ชามาก
ทุกท่าทุกท่งล้อม - - หนั่นหนา ฯ

แปล

มีทั้งเรือหุ้ม เรือห่อ ซับซ้อนกันมากมาย มีเรือแห่ เรือแหน ห้อมล้อม มีทั้งเรือพิทุย เรือพิทัน เรือแช เรือชา มากมาย ทุกท่าเรือ ทุกทุ่ง (คือทุกที่ทุกทาง) ล้วนมีเรือห้อมล้อมอย่างหนาแน่น




๏ เรือคฤหเรือแคร่เต้า - - เต็มแคว น่านนา
เรือเครื่องเรือครัวคลา - - คลํ่าหล้า
เรือซาคู่เรือแซ - - แซมฝ่า ฝืนแฮ
ขนัดหมู่ขนานช้างม้า - - คล่าวไคล ฯ

แปล

เรือคฤห เรือแคร่ มาเต็มแม่น้ำน่าน [หรือ เรือคฤห เรือแคร่ เต็มน่านน้ำ] เรือเครื่อง เรือครัว มามากมายเต็มไปหมด เรือชาคู่กับเรือแชแล่นล้ำหลบหลีกขนานไปกับกระบวนช้างม้าที่เคลื่อนไป (บนบก)




๏ ตับแต่งทางท่าถ้วน - - แถวหนา หนั่นแฮ
หยุดรบายกันไป - - จึ่งได้
นานาหมู่นาวา - - ดาดาษ
โดยสมเด็จเหง้าไท้ - - ท่องฉนยร ฯ

แปล

(บรรดาเรือทั้งหลาย) จอดรอท่าอยู่ครบถ้วนหนาแน่น เรียงเป็นแถวเป็นแนวอย่างมีระเบียบ [หรือ (บรรดาเรือทั้งหลาย) จอดอยู่ที่ท่าน้ำครบถ้วนหนาแน่น เรียงเป็นแถวเป็นแนวอย่างมีระเบียบ] ต้องค่อยๆ ระบายให้เคลื่อนที่ไปได้ บรรดาเรือนานาชนิดมีมากมายดูดารดาษตามเสด็จสมเด้จพระบรมไตรโลกนาถไปตามลำน้ำ




๏ สยงสโพนพิณพาทยก้อง - - กาหล
สยงสู่ศรีสารจยน - - จั่นแจ้ว
สยงคณคนคฤม - - คฤโฆษ
สยงพวกพลกล้าแกล้ว - - โห่หรรษ ฯ

แปล

เสียงตะโพนและพิณพาทย์ดังกึกก้องอึกทึกอื้ออึง [หรือ เสียงตะโพน พิณพาทย์ และแตรงอนดังกึกก้อง] เสียงเครื่องดนตรีที่ใช้เป่าดังเสนาะดุจเสียงจักจั่นที่เจื้อยแจ้ว เสียงฉิ่งฉาบและเสียงหมู่คนดังอื้ออึง [หรือ เสียงหมู่คนดังอื้ออึง] เสียงบรรดาไพร่พลทหารโห่ร้องอย่างร่าเริง




๏ ธงทยวจรรโจษกลิ้ง - - กลอมหาว
แพนเพ่งหางยูงยรร - - ยั่วฟ้า
กบี่ธุชกลสกาว - - พังพ่าย
บังเมฆกลวมกลุ้มหล้า - - หล่อแสง ฯ

แปล

ธงรูปกระบอกซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากมาย และกลดกลิ้ง (ราวกับจะ) ครอบคลุมท้องฟ้า กำแพนหางนกยูงก็ดูงามดั่งจะยั่วฟ้าให้มามอง ความขาวของรูปหนุมานที่อยู่กลางธงกบี่ธุชทำให้ความงาม (ความขาว) ของทุกอย่างพ่ายแพ้ไป บดบังเมฆครอบคลุมให้แผ่นดินมืดคลุ้ม




๏ โยธาทุกฝ่ายซ้อง - - ชมไชย
หมายหมู่แขวงในแขวง - - นอกผ้าย
โดยเสด็จสมเด็จไตร - - ภพนารถ เสด็จแฮ
หลังก่อนขวาซ้ายซ้อน - - คลี่คลา ฯ

แปล

ไพร่พลโยธาทุกฝ่ายพร้อมที่จะชื่นชมในชัยชนะ ทหารทุกหมู่เหล่าทั้งริ้วในและริ้วนอกต่างก็เคลื่อนตามเสด็จสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่เสด็จพระราชดำเนินไป กองหลัง กองหน้า ฝ่ายขวา และฝ่ายซ้าย จึงได้ค่อยๆเคลื่อนพลช้อนตามไป




๏ ภูมิศวรราชเรื้อง - - เอารส ท่านฤๅ
หมายหมู่หลังเหลือตรา - - แต่งเต้า
จามรมาศกลดธง - - ชยโบก โบยแฮ
คฤโฆษกลองฆ้องเคล้า - - คลี่ดูริย ฯ

แปล

พระราชโอรสผู้เรืองพระนามของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (คือ พระอินทราชา) ทรงคุมทัพหลังซึ่งมีกำลังทัพมาก [หรือ กำหนดแต่งทัพตามไป] จามรทอง กลด และธงชัยโบกสะบัด เสียงกลองฆ้องซึ่งประสานเสียงกันกับเสียงดุริยางค์ดังกึกก้องไปทั่ว




๏ พระเจ้าจอมโลกยลํ้า - - เลอยวน ยิ่งแฮ
เครคลี่แสนยายูร - - ยาตรผ้าย
ดลทางท่าสนายพรวน - - พระบาท
ยกย่างพลย้ายตั้ง - - ท่งทงรร ฯ

แปล

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถผู้ทรงเลิศล้ำเหนือกว่าพวกยวนโยนกยิ่งนัก ได้ทรงเคลื่อนทัพ (เรือ) จำนวนมากไปถึงท่าสนายพรวน แล้วพระองค์ก็โปรดให้ยกพลขึ้นบกไปตั้งทัพอยู่กลางทุ่งอย่างสง่างาม




๏ ช้างม้าเดียรดาษซ้าย - - แซมขวา
หลังก่อนเป็นขนัดขนัน - - อยู่ยั้ง
อาวุธมลังเมลืองอา - - ภาเพรอศ พรายแฮ
เสโล่หแพนดั้งตั้ง - - แห่แหน ฯ

แปล

กองทัพช้างกองทัพม้าแซมซ้ายแซมขวาเต็มไปทั่วทั้งท้องทุ่ง โดยให้กองหลัง กองหน้าไปตั้งอยู่เป็นหมวดหมู่ [หรือ ทั้งกองหลัง กองหน้า มีอยู่อย่างมากมาย] ศัตราวุธทั้งหลายมีแสงวาบวับเป็นประกายงามระยับ ทหารที่มีโล่ แพน และดั้ง ก็ตั้งกองทัพห้อมล้อมระวัง




๏ นับแต่พลล้วนเลิศ - - เลอหาญ
สามหมื่นเสมอสามแสน - - ส่ำแกล้ว
เคยรุกรบรญบร - - หลายท่า
เซงซากมือไว้แล้ว - - มากมา ฯ

แปล

นับเฉพาะไพร่พลเท่านั้นก็ล้วนมีฝีมือว่าเลิศและห้าวหาญอย่างยิ่ง แม้กองทัพที่ยกไปจะมีเพียง ๓ หมื่นแต่ก็ (รบได้) เท่ากับทหาร ๓ แสนที่เคยรุกรบข้าศึกศัตรูมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ได้ฝากฝีมือไว้เป็นที่ลือชาไปทั่ว




๏ ทุกพ้องพิรพ่าหเจ้า - - จอมเมลือง เสิศแฮ
สรรพเครื่องสรรพาวุธ - - เลิศล้วน
เกราะกรายสำลีเนือง - - นอกออก ไปแฮ
ทวนธนูหน้าไม้ล้วน - - หมู่หมาย ฯ

แปล

บรรดาทหารผู้ทรงไว้ซึ่งความแกล้วกล้าทุกหมู่เหล่าของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถผู้เรืองเดช ล้วนมีศัตราวุธชั้นเลิศพร้อมสรรพ และมี (ทหารที่สวมเสื้อ) เกราะนวมหนุนเนื่องกันออกไปข้างนอก (เมือง) ทุกหมู่เหล่ามีทวน ธนู และหน้าไม้ครบถ้วน




๏ แวงในแวงนอกซ้าย - - ขวาขนัน
ขนัดดาบเงินทองพราย - - เพรอศฟ้า
ดากันเกือบกันกรร - - กรีราช
เรืองซ่นเรื่องก้อมผ้า - - ไพร่แพร ฯ

แปล

(ทหารที่อยู่) แถวใน แถวนอก แถวซ้าย และแถวขวา เรียงรายเป็นวงล้อม แน่นขนัด (ไปด้วยทหารที่ถือ) ดาบเงิน ดาบทอง เป็นประกายงามจับท้องฟ้า ประดังกันป้องกันช้างทรงของพระเจ้าแผ่นดินอย่างใกล้ชิด ปลายด้ามดาบล้วนมีผ้าแพรผูกสะพายหลัง




๏ แขวงขวาบริศาจซ้าย - - กุมภัณฑ์
กรกระลึงเขนแปร - - ง่าง้าว
แสงสัตรมลังเมลืองฉัน - - ฉลุเมฆ
พลพวกหาญห้าวห้อม - - พยบไพร ฯ

แปล

กองทหารฝ่ายขวาเป็นปีศาจ ฝ่ายซ้ายเป็นยักษ์ ในมือถือเขนเงือดเงื้อง้าวพลิกกลับไปมา ศัตราวุธมีประกายวาววับดุจดังจะทะลุไปถึงเมฆ บรรดาทหารกล้าที่ฮึกห้าวได้แวดล้อมเต็มไปทั่วทั้งป่า




๏ เสนานาเนกซ้าย - - แซมขวา เล่าแฮ
หมายหมู่ขรรคไชยศรี - - ส่ำแกล้ว
ชยสินธุสํอางอา - - วธรยบ รยงแฮ
พลเลอกพลแล้วล้อม - - ไขว่แขวง ฯ

แปล

กองทัพซึ่งมีทหารเหล่าต่างๆมากมายทั้งฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา กองขรรค์ชัยศรี (ทหารถือดาบสองมือ) ล้วนแต่แกล้วกล้า กองชัยสินธุ์สำอาง (ทหารฝ่ายเรือ) ถืออาวุธเรียงกันไปพร้อมสรรพ ทหารทั้งหลายยกพลขึ้นห้อมล้อม (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ขวักไขว่ไปทั่วบริเวณ




๏ เขนแพนทองทยบถ้วน - - ตราไตร แต่งแฮ
หอกดาบโตมรแซง - - ซ่นก้อม
ธนูยศธนูไชย - - ชาวปราบ
ยลยอดใจเพชรพร้อม - - ไพร่หาญ ฯ

แปล

เขนและแพนทองได้จักเตรียมไว้ครบถ้วนและได้ตรวจตราจัดแต่งไว้ดีแล้ว หอก ดาบ โตมร (แลเห็น) ปลายด้ามแทรกอยู่เป็นระยะๆ กองปราบธนูยศและกองปราบธนูชัยดูจะเป็นยอดของพวกทหารใจเพชร ล้วนประกอบด้วยไพร่พลผู้กล้าหาญอย่างพร้อมพรั่ง




๏ ขนัดพลพิรภาพแผ้ว - - ผลาญรงค์ รวดแฮ
ยืนยุทธปรากฏชาญ - - ใช่ช้า
รายราวเครื่องเป็นกง - - กรรรอบ กงแฮ
ยศประการกล้าแกล้ว - - แกว่นการย์ ฯ

แปล

เนืองแน่นไปด้วยนักรบผู้กล้าหาญพร้อมที่จะสังหาญผลาญข้าศึกให้ราบคาบไปได้อย่างรวดเร็ว กองยุทธปรากฎก็มีความช่ำชองในการรบอย่างมากมาย ต่างถืออาวุธเรียงรายเป็นวงล้อมรอบป้องกันพระองค์ (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) เป็นชั้นๆกองยศปราการก็ล้วนแล้วแต่แกล้วกล้าว่องไวในการรบ




๏ พลหลวงหลายคอบคํ้า - - คับทาง ท่งแฮ
ขันดาบขุนเรือหาญ - - หื่นต้าว
ขนัดพลชนตาง - - ง่าอยู่ อย่ายแฮ
หันหอกขอเงื้อง้าว - - ง่าตาว ฯ

แปล

กองทัพหลวงที่มีทหารมากมาย [หรือ กองทัพที่มีไพร่พลมากมาย] หนุนเนื่องกันเข้ามาล้อมรอบ (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) เต็มไปทั่วท้องทุ่ง นายทหารที่ควบคุมกองดาบและนายทหารที่ควบคุมกองเรือล้วนแต่ห้าวหาญและฮึกเหิมอยู่ทุกแห่งในแผ่นดิน กองทัพทุกหมู่เหล่าที่เรียงรายอยู่แน่นขนัดต่างก็เตรียมพร้อมที่จะรบอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นว่าต่างก็เงือดเงื้อหอก ขอ ง้าว และดาบอยู่ทั่วไป




๏ ขนัดพลหมายหมู่ต้าน - - สงคราม เล่าแฮ
หอกดาบแหลนหลาวหนา - - หนั่นหน้า
ทึบทังท่งหลวงหลาม - - หามแห่
ขนนอยู่ค้าวค้าวถ้า - - ข่มเขญ ฯ

แปล

แน่นขนัดไปด้วยกองทัพทุกหมู่เหล่าที่เรียงรายอยู่พร้อมที่จะต่อสู้ข้าศึกในสงครามมีทั้งหอก ดาบ แหลน หลาว มากมายหนาแน่นล้นหลามไปทั่วท้องทุ่งใหญ่ดูมืดฟ้ามัวดิน ทุกคนล้วนแห่แหนกันมาขันอาสา [หรือ ทุกคนพร้อมกันมาเฝ้าแหน] ส่งเสียงเซ็งแซ่คอยท่าคอยเวลาที่จะยกไปปราบข้าศึกเพื่อดับทุกข์เข็ญ




๏ พวกพลช้างต้นแต่ - - ต้วหาญ
ฟันหนึ่งนับเปนหัว - - เชือกชี้
แก้วจักรรัตนชาญ - - ชยเดช
ทนหอกปืนป้องพี้ - - เฟื่องบร ฯ

แปล

๑. กองทัพช้างหลวงล้วนแต่แกล้วกล้า นับหัวได้เป็นจำนวนหนึ่งพันช้าง ช้างชื่อแก้วจักรรัตน์และช้างชื่อชัยเดชเป็นช้างที่สามารถทนหอกทนปืนที่ซัดหรือยิงมา ได้เคยทำลายล้างศัตรูมามากจนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปถึงข้าศึก

๒. กองทัพช้างหลวงล้วนแต่แกล้วกล้า ช้างชื่อแก้วจักรรัตน์เป็นหัวหน้าของช้างจำนวนหนึ่งพัน เป็นช้างที่มีความช่ำชองในการรบ เคยได้รับชัยชนะมามากแล้ว มีอำนาจมาก สามารถทนหอกทนปืนที่ซัดหรือยิงมา ได้เคยทำลายล้างศัตรูมามากจนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปถึงข้าศึก




๏ มัทธยมเทศพ้ยง - - คชสึงห์
งวงเงือดดินงางอน - - เงือดฟ้า
คือคชปิ่นไตรตรึงษ์ - - พาลโพธ
โจมปราบจักรพาฬหล้า - - แกว่นชน ฯ

แปล

ช้างชื่อมัธยมเทศมีลักษณะคล้ายคชสีห์ มีงวงยาวจดดิน [หรือ งวงยาวดุจดังจะงัดแผ่นดินได้] มีงางอนปลายชี้ฟ้า [หรือ งางอนปลายดุจดังจะเสียดฟ้า] ดุจดังช้าง (เอราวัณ) ของพระอินทร์ เป็นช้างหนุ่มงามและเฉลียวฉลาดต้องตามคชลักษณ์ ช้างชื่อโจมปราบจักรพาฬ (ซึ่งปราบได้ทั้ง) แผ่นดิน เป็นช้างที่มีความแกล้วกล้าว่องไวในการชน




๏ สารสรรพจรรโจษหน้า - - หลังดา ดาษเฮย
มารพิชยยลยง - - ยวดช้าง
แลสารศิพาทิตย - - ควรคู่
พิศณุจักรจั้งง้าง - - ง่ารงค์ ฯ

แปล

ช้างทั้งหลายดูดารดาษเต็มไปทั้งด้านหน้าด้านหลังส่งเสียงอื้ออึงไปทั่ว ช้างชื่อมารพิชัยดูยิ่งยงเหนือช้างทั้งหลาย และช้างชื่อศิพาทิตย์คู่กับช้างชื่อพิษณุจักรก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะเข้ารบ




๏ ขวาซ้ายหมายหมู่ถ้วน - - แถวสาร
สารชื่อสระสงสาร - - แกว่นแกล้ว
ทยมคชชื่อบาลชม - - พูทวีป ไส้แฮ
จองเครื่องเคราแล้วถ้วน - - ส่ำสาร ฯ

แปล

ทั้งกองขวาและกองซ้ายมีช้างยืนเรียงรายเป็นแถวครบถ้วนเป็นหมวดหมู่ ช้างชื่อสระสงสารเป็นช้างที่แกล้วกล้าและว่องไว คู่กับช้างชื่อบาลชมพูทวีป ช้างทุกช้างล้วนผูกเครื่องคชาภรณ์ครบถ้วน




๏ ถัดสารดูดิพรแม้ - - มงคล
จักรพาฬพอพาล - - เพรอศพ้น
บาลภูมิมณฑล - - ทนหอก ปืนแฮ
เคยคว่าบรรุกร้น - - ผ่าผลาญ ฯ

แปล

แม้ช้างที่อยู่ถัดไปก็เป็นช้างที่เก่งกล้าชื่อมงคลจักรพาฬ ซึ่งเป็นช้างหนุ่มที่งามสง่ายิ่ง คู่กับช้างชื่อบาลภูมิมณฑล ซึ่งเป็นช้างที่คงทนต่อหอกและปืน เคยจับข้าศึกที่มารุกรานพร่าผลาญชีวิตมาแล้ว




๏ พังพลายในนอกล้อม - - เลือนไพร พรยกแฮ
โจมพิมานไตรตรึงษ - - เลิศแล้ว
เรวฤทธิแกว่นกลไกร - - ษรราช ไส้แฮ
กเกรอกธาตรีแกล้ว - - แกว่นรณ ฯ

แปล

๑. ช้างพังและช้างพลายทั้งด้านในและด้านนอกได้ยืนล้อมเป็นแถวเป็นแนวอยู่ในป่าและส่งเสียงร้องกึกก้อง ช้างชื่อโจมพิมานไตรตรึงษ์เป็นช้างที่เลิศล้ำ มีความว่องไว รวดเร็วและเก่งกล้าดุจพญาไกรสรราชสีห์ ช้างชื่อกะเกริกธาตรีเป็นช้างที่มีความแกล้วกล้าสามารถในการรบยิ่ง

๒. ช้างพังและช้างพลายทั้งด้านในและด้านนอกได้ยืนล้อมเป็นแถวเป็นแนวอยู่ในป่าและส่งเสียงร้องกึกก้อง ช้างชื่อโจมพิมานไตรตรึงษ์เป็นช้างที่เลิศล้ำ มีความว่องไว รวดเร็วและเก่งกล้าดุจพญาไกรสรราชสีห์ เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งแผ่นดินว่ามีความแกล้วกล้าสามารถในการรบยิ่ง




๏ ครวีอากาศเกื้อ - - อากยรณ ชื่นแฮ
เทพพยนยลยนต - - ดุจได้
เมอลมนตรศักดิ์ขยน - - ขามแข่ง ไส้แฮ
รยงรยบเหง้าไท้ท้ยน - - ดาษดิน ฯ

แปล

๑. ช้างชื่อครวีอากาศช่วยให้ช้างทั้งหมดดูคึกคักขึ้น ช้างชื่อเทพยนต์ดูคล้ายช้างยนต์ที่ผู้ทรงวิทยาคมปลุกเสกให้มีชีวิตขึ้น คู่กับช้างชื่อเมิลมนตรศักดิ์ [หรือ ช้างชื่อมนตรศักดิ์] ซึ่งงามเหมือนเขียนทำให้ช้างศึกครั่นคร้ามที่จะต่อสู้ด้วย (ช้างเหล่านี้) ยืนเป็นแถวรอท่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอยู่เต็มพื้นที่

๒. (บรรดาช้างทั้งหลายชูงวง) กวัดแกว่งอยู่ในอากาศช่วยให้ดูมากมายเกลื่อนกล่นน่าชื่นชม ช้างชื่อเทพยนต์ดูคล้ายช้างยนต์ที่ผู้ทรงวิทยาคมปลุกเสกให้มีชีวิตขึ้น คู่กับช้างชื่อเมิลมนตรศักดิ์ [หรือ ช้างชื่อมนตรศักดิ์] ซึ่งงามเหมือนเขียนทำให้ช้างศึกครั่นคร้ามที่จะต่อสู้ด้วย (ช้างเหล่านี้) ยืนเป็นแถวรอท่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอยู่เต็มพื้นที่




๏ ภูโชพรายแพร่งเหลื้อม - - โสภา เพรอศแฮ
เมอลมโนนนฤมินท - - อยู่ยั้ง
อยืนทยมทยบอิษฏา - - รมณ์รวด เร็วแฮ
เมอลมณีฉัตรจั้ง - - จ่ายบร ฯ

แปล

งวงช้างก็ประดับเสียแพรวพรายดูงามยิ่ง ช้างชื่อเมิลมโนนฤมินท์ [หรือ ดูช้างชื่อมโนนฤมินท์] ยืนอยู่กับที่ และที่ยืนคู่กันด้วยอารมณ์แจ่มใสร่าเริงคือ ช้างชื่อเมิลมณีฉัตร [หรือ ดูช้างชื่อมณีฉัตร] ยืนตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะออกสู้ศัตรู




๏ เงยงวงจะจวจแห้น - - หรรษา
รัตนกลดงางอน - - ง่าฟ้า
กญชรราชา - - ชาญเดช ไส้แฮ
ทยมพระยาช้างกล้า - - แกว่นชน ฯ

แปล

๑. (ช้าง) ที่ชูงวงสูงขึ้นและส่งเสียงร้องอย่างร่าเริงคือช้างชื่อรัตนกลดงางอน ซึ่ง (มีงางอนดุจดังจะ) เสียบฟ้า ช้างชื่อกุญชรราชามีความช่ำชองในการศึกและมีอำนาจมาก เสมอด้วยพญาช้างที่เก่งกล้าสามารถในการชน

๒. (ช้าง) ที่ชูงวงสูงขึ้นและส่งเสียงร้องอย่างร่าเริงนั้นคือช้างทรงของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งมีกลดแก้วกางกั้น มีงางอนเป็นสง่าดุจจะเสียบฟ้า มีความช่ำชองในการศึกและมีอำนาจมาก เสมอด้วยพญาช้างที่เก่งกล้าสามารถในการชน




๏ หัศดินชเยศได้ - - ชยเอ เมื่อใด
ควรคู่อยราพด - - เสิศแล้ว
ยืนทยมทยบเวหาศ - - เหินแห่ พระแฮ
จองจำเชองฤทธิแกล้ว - - แกว่นรงค์ ฯ

แปล

๑. ช้างชื่อหัสดินชัยได้รับชัยชนะในการศึกสงครามมาหลายครั้งแล้ว คู่กับช้างชื่อไอราพตซึ่งเป็นช้างชั้นเลิศ ยืนอยู่สูงเทียมฟ้าดุจนำเสด็จสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเหาะไปในนภากาศ จึงต้องผูกเท้าไว้เพราะมีฤทธิ์เดชแกล้วกล้าสามารถในการต่อสู้

๒. ช้างซึ่งเป็นเลิศในการศึกสงครามนั้นได้รับชัยชนะมาหลายครั้งแล้ว เสมอด้วยช้างไอราพตของพระอินทร์ซึ่งเป็นช้างชั้นเลิศ ยืนอยู่สูงเทียมฟ้าดุจพาเสด็จสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเหาะไปในนภากาศ จึงต้องผูกเท้าไว้เพราะมีฤทธิ์เดชแกล้วกล้าสามารถในการต่อสู้




๏ ภูษางามแง่เกื้อ - - กุญชร ชื่นแฮ
เทพยสังหรยง - - ยวดกล้า
ทยมสารชื่อสัญจร - - จตุรทวีป
พลพวกหาญถ้วนถ้า - - ร่อนรงค์ ฯ

แปล

ผ้าคชาภรณ์ที่สวยงามช่วยทำให้ช้างดูงามไปทั้งหมด ช้างชื่อเทพยสังหารเป็นช้างที่แกล้วกล้าอย่างยิ่งยวด เสมอด้วยช้างชื่อสัญจรจตุรทวีป บรรดาทหารทั้งปวงต่างก็รอท่าพร้อมที่จะเข้าสู่การรบ




๏ ทุกสารเรวรวดรู้ - - รอบเชอง ชื่นแฮ
ยืนตรยบตรงไตรรัตน - - รยบแล้ว
ตรัสไตรเทพยทลอึง - - อาคาธ
แสงสลาบครุฑแพร้วแพร้ว - - แพร่งเหอร ฯ

แปล

ช้างทุกช้างรอบรู้ชั้นเชิงในการรบทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว ช้างชื่อตรงไตรรัตน์ยืนเทียบอย่างเรียบร้อย ช้างชื่อตรัสไตรเทพก็ยืนปักหลักอย่างมั่นคง [หรือ ช้างชื่อตรัสไตรเทพที่ยืนอยู่ดูดังจะเพาะได้ด้วย] มีประกายงามดุจแสงชนปีกพญาครุฑที่พร่างพราวแผ่กระจายไปขณะที่บินอยู่ในนภากาศ




๏ คลุกเคล้าผนนผงาดเผ้ง - - ไปมา
โฉมจำเริญจักรพรรดิ - - เพรอศพ้น
หูหางฟฟายงา - - งวงง่า งามแฮ
ยลยิ่งนฤมิตรล้น - - เหอศหาญ ฯ

แปล

(ช้างเหล่านั้น) อยู่ปะปนกันหมุนตัวไปมาดูสง่ายิ่งนัก ช้างชื่อจำเริญจักรพรรดิมีรูปร่างงามมาก หูหางที่สะบัดไปมาทั้งงาและงวงยิ่งกว่าเนรมิต ทั้งยั้งสูงตระหง่านและห้าวหาญยิ่ง




๏ นานาพลพ่าหล้อม - - เลือนแล เลิศแฮ
โฉมจำรัสจักรพาฬ - - คู่เคื้อ
งาจยงจำทยงแข - - พาลโพธ
งวงเงื่อนเฉลาแก้วเกื้อ - - แกว่นหาญ ฯ

แปล

ไพร่พลและพาหนะต่างๆ ล้อมกันเป็นแถวเป็นแนวแลดูงามล้ำเลิศ ช้างชื่อจำรัสจักรพาฬก็ดูงามเช่นกัน (งาทั้งคู่งอนงาม) ดุจพระจันทร์เสี้ยวในวันข้างขึ้นอ่อนๆ [หรือ ช้างหนุ่มเฉลียวฉลาดและมีงางามประดุจจะแทงพระจันทร์] งวงก็งามดุจแก้ว ทั้งยังเต็มไปด้วยความห้าวหาญว่องไว




๏ สารพรายคฤโฆษคฤ้าม - - อุดอึง อยู่แฮ
กรลอกไตรตรึงษชาญ - - ช่ยวพ้น
พิศโฉมกระลึงไตร - - จักรอาจ องคแฮ
ตระล่งไตรภพล้น - - เลิศไชย ฯ

แปล

ช้างพลายส่งเสียงกึกก้องอื้ออึงอยู่ ช้างชื่อกระลอกไตรตรึงษ์ก็มีความเชี่ยวชาญ (ในการชน) เหนือช้างอื่นๆ ครั้นดูช้างชื่อกระลึงไตรจักรก็เห็นว่ามีท่าทางองอาจ ช้างชื่อตระล่งไตรภพก็ดูล้ำเลิศในอันที่จะเอาชนะ (ข้าศึก)




๏ อาภรณอาภาศเกี้อ - - กุญชร ชื่นแฮ
ฦๅตระหลบไตรภูมิ - - เฟื่องหล้า
ทยมพิรพระสังหร - - หายาก
พรพระสังหารหน้า - - ชื่นไชย ฯ

แปล

เครื่องคชาภรณ์ช่วยให้ช้างทั้งหมดดูงามรุ่งเรือง ช้างชื่อตลบไตรภูมิก็มีชื่อเสียงเลื่องลือฟุ้งไปทั่วแผ่นดิน เสมอด้วยช้างชื่อพิรพระสังหรซึ่งเป็นช้างที่หายาก และช้างชื่อพรพระสังหาร ซึ่งแต่ละช้างควรที่จะนำชัยชนะมาให้ (ทั้งสิ้น)




๏ คชสารเสาวภาคยพ้ยง - - คชสีห์
พาหพรพระไพรทรง - - รวดเร้า
ทยมพัทธิไพรี - - เร็วรวด ยงแฮ
พอซราบซรับมันเห้า - - หื่นรงค์ ฯ

แปล

ช้างเหล่านั้นดูงามประดุจคชสีห์ คือช้างทรงที่ชื่อพรพระไพรซึ่งเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็ว คู่กับช้างชื่อพัทธิไพรีซึ่งมีความรวดเร็วอย่างยิ่ง พอตกมันซึมซาบแผ่ไปทั่วทำให้มีความห้าวหาญฮึกเหิมในการรบ




๏ กรลับกรลอกร้อง - - เรองหาญ หื่นแฮ
โชติพระพิศณุยง - - ยวดช้าง
ชำนิชำนาญชาญ - - ชยเดช
ทนหอกปืนป้องขว้าง - - ข่มบร ฯ

แปล

๑. (ช้างเหล่านี้) ยืนส่ายหัวไปมาและส่งเสียงร้องด้วยความห้าวหาญฮึกเหิม (ที่จะออกรบ) ช้างชื่อโชติพระพิศณุเป็นช้าง (ที่มีความห้าวหาญ) อย่างยิ่งยวด ช้างชื่อชาญชัยเดชมีความเชี่ยวชาญ (ในการศึก) ทนทานต่อหอกและปืน มีความสามารถปกป้องฝ่ายของตยและขัดขวางฝ่ายข้าศึกศัตรู

๒. (ช้างเหล่านั้น) ยืนส่ายหัวไปมาและส่งเสียงร้องด้วยความห้าวหาญฮึกเหิม (ที่จะออกรบ) ช้างชื่อโชติพระพิศณุเป็นช้าง (ที่มีความห้าวหาญ) อย่างยิ่งยวด มีความช่ำชอง (ในการศึก) ได้รับชัยชนะและมีอำนาจมาก ทนทานต่อหอกและปืน มีความสามารถปกป้องฝ่ายของตยและขัดขวางฝ่ายข้าศึกศัตรู




๏ ชยพระพิเศษลํ้า - - เลอหาญ
สรรพเครื่องคชาภรณ์ - - เพรอศแพร้ว
เชษฎพระพิศาลสา - - มรรถแว่น ไวแฮ
ทานพระพิสุทธแกล้ว - - แกว่นรณ ฯ

แปล

ช้างชื่อชัยพระพิเศษมีความกล้าหาญเหนือช้างอื่น ประดับด้วยเครื่องคชาภรณ์พร้อมสรรพดูแพรวพราวงดงามยิ่ง ช้างชื่อเชษฏพระพิศาลมีความสามารถคล่องแคล่วว่องไว และช้างชื่อทานพระพิสุทธ [หรือ ชาญพระพิสุทธิ] มีความแกล้วกล้าในการรบ




๏ พิศณุพระกรแกว่นส้าย - - สงคราม
พรพระกรรมไกรกล - - วาดไว้
พรรณพระเกตุเงื่อนงาม - - โสภาศ
เพศพระกาลควรไท้ - - แทบองค์ ฯ

แปล

ช้างชื่อพิศณุพระกรมีความแกล้วกล้าในการสงคราม ช้างชื่อพรพระกรรมมีความยิ่งใหญ่ประหนึ่งวาดไว้ ช้างชื่อพรรณพระเกตุเป็นช้างที่มีความสง่างาม และช้างชื่อเพศพระกาลเป็นช้างที่คู่ควรกับพระราชา (ในการที่จะรับใช้) ใกล้ชิดพระองค์




๏ พระสุรสีหนาทป้อง - - ปืนปราย
พิรเพ็ชรพระชยณรงค์ - - ช่ยวพ้น
ยืนทยมกำจายจักร - - โจมจ่าย
ศักดิเคยค้นคว้าส้าย - - ศัตรู ฯ

แปล

ช้างชื่อสุรสีห์มีเสียงร้องกึกก้องและมีความสามารถป้องกันลูกธนูที่ยิงโปรยปรายมา ช้างชื่อเพชรพระชัยมีความเชี่ยวชาญมากและกล้าหาญในการรบ ยืนคู่กับช้างชื่อกำจายจักรเตรียมพร้อมที่จะจู่โจม (ศัตรู) และเป็นช้างที่มีความสามารถในการค้นหาและกำจัดข้าศึก (ในสงครามมาแล้ว)




๏ พลเป็นกงข่ายล้อม - - เลือนดิน ดาษแฮ
พรพระเสด็จตามดู - - ดุจแต้ม
ทยมเพชรพระอินทร - - อาฆาฎ
มันชราบชรับสองแก้ม - - เกือบคาง ฯ

แปล

ไพร่พลตั้งกองทัพเป็นวงล้อมเหมือนตาข่ายเป็นแถวเป็นแนวเต็มไปทั่วบริเวณพื้นดิน ช้างชื่อพรพระเสด็จดูเหมือนกับวาดไว้ ยืนคู่กับช้างชื่อเพชรพระอินทร์ซึ่งเป็นช้างที่ดุร้ายมีมันซึมซาบแผ่ไปทั่ว ๒ ข้างแก้มจนเกือบถึงคาง




๏ ขวาซ้ายดยรดาษหน้า - - หลังหลาม
ศิลปพระพรวาง - - วิ่งผ้าย
สารสรพระรามเรว - - ฤทธิชื่น ชาญแฮ
เลิศพระชยค้นส้าย - - ส่ายเข็ญ ฯ

แปล

ทั้งด้านขวาด้านซ้ายด้านหน้าด้านหลังมีช้างเกลื่อนกล่นทั่วไปหมด ช้างชื่อศิลป์พระพรก็วิ่งไปมา ช้างชื่อศรพระรามก็มีความรวดเร็วความเชี่ยวชาญและมีแรงอำนาจในการรบ ช้างชื่อเลิศพระชัย [หรือ เลิศพระชัยสนธิ] ก็เที่ยวค้นหา (ข้าศึก) และกำจัดศัตรูดับยุคเข็ญให้หมดไปได้




๏ สบสารหาญหื่นล้อม - - เลือนไพร พรยกแฮ
รณพระชยสิทธิเห็น - - ห่อนช้า
ทยมฤทธิพระไชยศักดิ์ - - สามารถ
รักษพระชยศรีกล้า - - แกว่นชน ฯ

แปล

ช้างทุกเชือกห้าวหาญฮึกเหิมที่จะออกรบ ยืนเป็นแถวเป็นแนวอยู่ล้อมราวป่าและส่งเสียงร้องอย่างกึกก้อง ช้างชื่อรณพระชัยสิทธิ์ก็เป็นที่เห็นชัดว่ามิใช่ชั่ว มีความสามารถเสมอด้วยช้างชื่อฤทธิ์พระไชยศักดิ์ ช้างชื่อรักษ์พระชัยศรีมีความแกล้วกล้าในการชน




๏ อาภรณอาภาศแก้ว - - แกมกาญจน์
สิทธิพระสํพุทธพล - - เลิศล้น
ทยมสุทธิพระสมภาร - - เสาวภาค
สารพระภูธรพ้น - - ตรยบตรอง ฯ

แปล

เครื่องคชาภรณ์มีแสงแวววาวเพราะประดับด้วยแก้วแกมทอง ช้างชื่อสิทธิ์พระสัมพุทธมีกำลังล้ำเลิศ และมีความงามเสมอด้วยช้างชื่อสุทธิพระสมภาร ช้างชื่อสารพระภูธรนั้นเหลือที่จะคิดเอาอะไรมาเปรียบปาน (เทียบเทียม) ได้




๏ สารพลายหลายหลากซ้าย - - แซมขวา
ชิดแทบพระสนสนอง - - เงื่อนขว้าง
ทยมชลพระอาไศรย - - เสาวภาค
แลเครื่องช้างแลช้าง - - ยิ่งยง ฯ

แปล

ช้างพลายเป็นจำนวนมากยืนแซมอยู่ทั้งด้านซ้ายด้านขวา ช้างชื่อชิกแทบพระสน [หรือ ชิดแทบพระสนน] เตรียมพร้อมดุจดังเขื่อนขวางกั้นข้าศึก คู่กับช้างชื่อชลพระอาศัย [หรือ เทียมชลพระอาศัย] มีความงามมาก มองดูเครื่องคชาภรณ์ก็ล้วนอร่ามเรืองและช้างก็ล้วนสง่างาม [หรือ เครื่องคชาภรณ์แต่ละช้างก็ล้วนอร่ามเรือง]




๏ ชยพระอินทราศนท้ยน - - เมามัน
ชาติพระอินทรียองค์ - - อ่าแกล้ว
ฉินโฉมพระฉัททันต์ - - ทรงเดช
อย้ายอยู่ล้อมแล้วลํ้า - - เขื่อนขันธ์ ฯ

แปล

ช้างชื่อชัยพระอินทราศน์ดูประหนึ่งจะตกมัน ช้างชื่อชาติพระอินทรีย์มีรูปร่างสง่างามและดูท่าทางองอาจแกล้วกล้า ดูดุจดังช้างฉัททันต์ที่ทรงอำนาจ เมื่อขยายเรียงรายเป็นวงล้อมแล้วมั่นคงยิ่งกว่าเขื่อนขันธ์




๏ ลางตัวตระเทศหน้า - - ขวยขวญ
ลางเตอบตระหมั้นภี - - พ่างปั้น
ลางตัวค่าควรเมือง - - ยงยวด
ลางช่างชนหมั้นสู้ - - ส่ายบร ฯ

แปล

บางช้างเป็นช้างกระมีขวัญที่หน้า บางช้างก็มีรูปร่างสูงใหญ่และอ้วนพีดุจดังปั้น บางช้างมีค่าควรเมืองอย่างยิ่งยวด บางช้างเก่งในการชนต่อสู้และทำลายข้าศึก




๏ สารเรวรวดพ้ยงพ่าง - - แสะสยาม
ลางส่ำสองงางอน - - เงือดฟ้า
ลางสารแกว่นสงคราม - - เคยเกลื่อน บรเเฮ
ลางส่ำงาอ่าหน้า - - เฉอดฉัน ฯ

แปล

บางช้างวิ่งได้รวดเร็วเสมอด้วยม้าตระกูลสยาม บางช้างมีงาทั้งคู่งอนมีปลายชี้ฟ้า [หรือ งาทั้งคู่งอนประดุจดังจะเสียดฟ้า] บางช้างเก่งกล้าในการศึกได้เคยทำลายข้าศึกมามากแล้ว บางช้างมีงางามประดับหน้าทำให้งามสง่า




๏ ลางสารงามเงื่อนแกล้ง - - เกลาเหลา หล่อแฮ
ลางส่ำจรางมันผัน - - ม่ายม้า
ลางสารอาจเอาธาร - - ชาญช่ยว
ลางส่ำแกล้วกล้าบ้า - - ชื่นตา ฯ

แปล

บางช้างงามดุจดังตั้งใจประจงหล่ออย่างประณีต บางช้างตกมันเดินส่ายไปมาจนม้าเกรงขาม บางช้างมีท่าทางองอาจยิ่งและเชี่ยวชาญในการรบ บางช้างก็มีความแกล้วกล้า เวลาตกมันคลั่งดูงามตา




๏ ลางสารกดก่ยวซ้าย - - ขวาขบ ควบแฮ
ลางส่ำงาขวางอน - - ง่าแกล้ว
ลางดำขขลับคึอ - - แมลงภู่
เคยผาดเผ้งแผ้วผู้ - - ผ่าเข็ญ ฯ

แปล

บางช้างพอถูกกดและเกี่ยว (ด้วยขอช้าง) ทางด้านซ้ายและด้านขวาก็ขับควบไปได้อย่างรวดเร็ว บางช้างมีงาข้างขวางอนงามสง่าน่าเกรงขาม บางช้างมีสีดำขลับดุจดังสีปีกแมลงภู่ ดูเหมือนเคยกวาดล้างยุคเข็ญให้หมดสิ้นไปได้อย่างรวดเร็วมาแล้ว [หรือ (เลื่องลือ) ทั้งใกล้ทั้งไกลว่า (ช้างนี้) เคยกวาดล้างยุคเข็ญให้หมดสิ้นไปมาแล้ว]




๏ ขวาซ้ายหมายหมู่หน้า - - หลังไตร ตรวจแฮ
สรรพเครื่องอาวธเหน - - ห่อนช้า
ลางงามเงื่อนไกรษร - - โสภาศ
ลางส่ำเก้าเท้ากล้า - - แกว่นหาญ ฯ

แปล

ได้ตรวจตราช้างทั้งกองขวาและกองซ้าย ทั้งกองหน้าและกองหลังให้มีอาวุธครบเครื่องอย่างรวดเร็ว [หรือ เครื่องทรงของช้างอีกทั้งอาวุธทั้งหลายเป็นของดีมิใช่เลว] ช้างบางช้างก็งามดุจไกรสรที่สง่างาม ช้างบางช้างก็ก้าวเดินด้วยความแกล้วกล้าอาจหาญ




๏ ไตรตรึงษดิราษตรร้าย - - ฤๅมี หนึ่งนา
อัษฎลักษณาการ - - แก่นเกื้อ
คชสารคู่คชสีห - - พิรยภาพ ไส้แฮ
แลเครื่องแลช้างเคื้อ - - คู่ขยน ฯ

แปล

หมู่ช้างที่มีลักษณะร้าย (ที่เรียกว่า ทุรลักษณ์) ๓๓ ลักษณะ (จำพวก) มิได้มีอยู่เลยแม้แต่ช้างเดียว มีแต่ช้างงามที่ต้องด้วยอัฐลักษณะ (อันประเสริฐ ที่เรียกว่า ศุภลักษณ์) ทั้งสิ้น [หรือ ช้าง (ที่ประจำอยู่) ทั้ง ๘ ทิศมีลักษณะเกื้อหนุน (อันประเสริฐ ที่เรียกว่า ศุภลักษณ์) ทั้งสิ้น] ล้วนเป็นคชสารที่มีความกล้าหาญมากดุจดังคชสีห์ ทั้งช้างและเครื่องคชาภรณ์ล้วนงามดุจดังวาดไว้




๏ กรพัดทองทาบถ้วน - - แถวสน สอดแฮ
รัดพนคำคยน - - พู่ห้อย
แชงชนักกเบนบน - - คอคาด
โยงโยคหลังหน้าร้อย - - แร่งไหม ฯ

แปล

สายรัดกูบบนหลังช้างล้วนหุ้มด้วยทองคำสอดร้อยเป็นแถว เครื่องผูกสัปคับก็ทำด้วยทองมีพู่ห้อย คาดเชือกหนังเครื่องผูกคอช้างไปถึงโคนหางช้าง โยงเป็นคู่ทั้งหน้าหลังร้อยด้วยไหมทอง




๏ พรายพัสตรพักพนาดพร้อม - - ภูษา
พรายแพร่งภูโชไชย - - เพรอศแพร้ว
จามรมล่านเมลืองตา - - หลายหมู่
อานกูปแก้วเก้าอี้ - - อาศนทอง ฯ

แปล

เบาะสำหรับปูบนหลังช้างพร้อมทั้งผ้าเครื่องประดับดูเลื่อมพราย เครื่องประดับงวงช้างและงาก็ล้วนเพริดแพร้วแวววาว เครื่องสูงคือจามรหลายหมู่ก็งามรุ่งเรืองดูลานตา พร้อมด้วยอาน กูบแก้ว เก้าอี้ และที่นั่งทอง




๏ จองคชพยู่หกั้ง - - การยุทธ
แลเครื่องแลสารสรอง - - เพรอศพ้น
สารสบสลาบคุรธคือ - - ครุทธพ่าหณ
ดาดาษรุกร้นข้า - - ข่มยวน ฯ

แปล

ผูกช้างจัดเป็นกระบวนพยุหบาตรตามหลักพิชัยยุทธ์ ทั้งเครื่องคชาภรณ์และช้างแต่ละช้าง [หรือ เครื่องคชาภรณ์แต่ละช้าง] ล้วนงามยิ่งนัก ช้างทั้งหมดตั้งขบวนเป็นปีกครุฑเทียบได้กับครุฑพ่าหณ (คือครุฑที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์) มีมากมายรีบรุกร้นเข้าฆ่าและข่มขวัญพวกยวน (ชาวโยนก)




๏ ตาบหน้าหน้าราหู - - จับจันทร์
สรรพคับคำควร - - ลวดล้อม
พรายพรายพันเหาหาง - - ยูงรยับ ยาบแฮ
คำครํ่าของ้าวส้อม - - ทาบทอง ฯ

แปล

เครื่องประดับคอช้างทำเป็นรูปหน้าราหูอมจันทร์ สัปคับทองคำก็มีลวดลายงดงามโดยรอบ มีแสงพร่างพรายมากมายดุจแววหางนกยูงที่วาววาม ของ้าวล้วนคร่ำทองและส้อม (เหล็ก ๒ ง่าม) ก็หุ้มด้วยทองคำ




๏ แหลนหลาวหอกดาบดั้ง - - โตมร
มลังเมลืองเรืองรอง - - อร่ามฟ้า
แสะสรรพแคบหมอนทอง - - พรายเพรอศ
สุดส่ำพลช้างม้า - - หนั่นหนา ฯ

แปล

อาวุธ คือ แหลน หลาว หอก ดาบ ดั้ง และโตมร ล้วนมีแสงเปล่งปลั่งเรืองรองอร่ามท้องฟ้า ม้าพร้อมด้วยเครื่องอานม้าหมอนทอง [หรือ หมอนขลิบทอง] ล้วนงามเพริดแพร้ว พอหมดพลช้างแล้วมีพลม้า (ตามมา) มากมาย




๏ แต่พลม้าแล้วเลิศ - - สรวงสวรรค์
เบญจสัตสังขยา - - คล่าวคล้อย
สยามกรรณ์สุพรรณหงษ์ - - ขยนแข่ง งามแฮ
สรรพแคบหมอนทองห้อย - - ภู่พราย ฯ

แปล

เฉพาะแต่พลม้าก็งามเลิศราวกับมาจากสรวงสวรรค์ นับจำนวนได้ ๕๐๐ ค่อยๆเคลื่อนไปช้าๆ ม้าชื่อสยามกรรณ์และม้าชื่อสุพรรณหงษ์ถึงจะวาดอย่างไรก็งามสู้ไม่ได้ พร้อมด้วยเครื่องอานม้าหมอนทอง [หรือ หมอนขลิบทอง] มีพู่ห้อยดูงามยิ่ง




๏ อัศวกรรมงามพ้นแพ่ง - - พอลักษณ
สวรรค์พิมานทายทยม - - ทยบด้วย
สีหราชลํ้านักโฉม - - สีหราช
วิลาศหงษหนัาส้วย - - สยบคาง ฯ

แปล

ม้าชื่ออัศวกรรมงามยิ่งต้องตามอัศวลักษณ์ ม้าชื่อสวรรค์พิมานก็งามเสมอกัน ม้าชื่อสีหราชมีรูกร่างสง่างามดุจดังราชสีห์ ม้าชื่อวิลาศหงษ์มีหน้าเรียวแหลม คางจดคอ




๏ สีหเบ็ญชรชาติพ้ยง - - ขยนขาม แข่งแฮ
วรเวครไวขวาขวาง - - ขวยบซ้าย
สองตาตรยบนิลาม - - พุชาติ
ถนัดอยาตรเมืองฟ้าคล้าย - - คล่าวดล ฯ

แปล

๑. ม้าชื่อสีหบัญชรมีรูปร่างงามน่าคร้ามเกรงดุจวาด ม้าชื่อวรเวคมีความคล่องแคล่วว่องไวในการเหลียวซ้ายแลขวา ตาทั้งสองข้างดำขลับดุจนิลามพุชาติ (น้ำสีนิล) ม้าชื่อถนัดยาตร (ดูราวกับ) มาจากสวรรค์มาสู่โลก

๒. ม้าชื่อสีหบัญชรมีรูปร่างงามน่าคร้ามเกรงดุจวาด ม้าชื่อวรเวคมีความคล่องแคล่วว่องไวในการเหลียวซ้ายแลขวา ตาทั้งสองข้างดำขลับดุจนิลามพุชาติ (น้ำสีนิล) ราวกับยาตรเยื้องจากสวรรค์มาสู่โลก




๏ โฉมอินทรสรอาจแม้น - - มือแมน แต่งแฮ
ราชพาหนหยยล - - ยวดม้า
สุพรรณสีหแสนสิน- - - ธพชาติ
นิลเสวตรพลันพ้ยงฟ้า - - เปล่งเปลว ฯ

แปล

๑. ม้าชื่ออินทรสรอาจมีรูปร่างงามดุจดังมีมือเทพเจ้ามาเติมแต่ง ม้าชื่อราชพาหนเป็นม้าที่งามยิ่งยวดกว่าม้าอื่นๆ ม้าชื่อสุพรรณสีหะ [หรือ สุพรรณสีห์] งามมากดุจดังม้าสินธพ ม้าชื่อนิลเสวต [หรือ นีลเสวต] มีความรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ

๒. ม้าชื่ออินทรและม้าชื่อสรอาจมีรูปร่างงามดุจดังมีมือเทพเจ้ามาแต่งเติมเป็นม้าทรง (ราชพาหนะ) ดูงามยิ่งยวดกว่าม้าอื่นๆ ม้าชื่อสุพรรณสีหะ [หรือ สุพรรณสีห์] งามมากดุจดังม้าสินธพ ม้าชื่อนิลเสวต [หรือ นีลเสวต] มีความรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ




๏ โฉมศรืสีหาศนลํ้า - - เลขา
ราชสํฤทธิเรว - - รวดแท้
เมอลมุขเมฆมาลา - - ควรค่า เมืองแฮ
เมอลมหาสังขแปล้ - - แปลกลังข์ ฯ

แปล

๑. ม้าชื่อศรีสีหาศน์มีรูปร่งงดงามยิ่งกว่าเขียน ม้าชื่อราชสัมฤทธิ์ [หรือ ราชสมฤทธิ์] ก็วิ่งไปได้รวดเร็วยิ่ง ดูม้าชื่อมุขเมฆมาลาเห็นว่าเป็นม้ามีค่าควรเมือง ดูม้าชื่อมหาสังข์มีสีขาวเหมือนกับสังข์มาก

๒. ม้าชื่อโฉมศรีสีหาศน์ (มีรูปร่งงาม) ยิ่งกว่าเขียน ม้าชื่อราชสัมฤทธิ์ [หรือ ราชสมฤทธิ์] ก็วิ่งไปได้รวดเร็วยิ่ง ม้าชื่อเมิลมุขเมฆมาลาเห็นว่าเป็นม้ามีค่าควรเมือง ม้าชื่อเมิลมหาสังข์มีสีขาวเหมือนกับสังข์มาก




๏ จักรลักษณ์ศักดิพาหแม้น - - แมนเฉลา
แรงร่ยวเหาะขลังเร็ว - - รวดผ้าย
อาภรณพัฬเหารัตน์ - - รายรยบ
กลับกลอกขวาซ้ายผ้าย - - ผาดผัน ฯ

แปล

ม้าชื่อจักรลักษณ์และม้าชื่อศักดิพ่าห์งามดุจดังเทวดาสลักเสลาไว้ มีเรี่ยวแรงแข็งขันและมีฝีเท้าจัด มีเครื่องประดับประกอบด้วยแก้วจำนวนมากเรียงรายอย่างเรียบร้อย เคลื่อนไหวร่างกายผันผยอง หันซ้ายหันขวาได้รวดเร็ว




๏ หางฝังหลังเด้งสรยบ - - คอคาง
ลิวแล่นพลันหนักชัก - - ง่ายลํ้า
ภีสองน่องกางหาง - - ชันชอบ กลแฮ
ตีนตรยบข้อคองํ้า - - ง่องงาม ฯ

แปล

ซองหางฝัง (ด้วยเครื่องประดับ) หลังแอ่น คางจดคอ [หรือ ม้าหางยาวจดหลัง (ซึ่งเป็นลักษณะมงคลของม้า) ยามที่ม้านั้นเด้งตัว (ปลายหาง) สะบัดไปถึงคอและคาง] แม้ในยามวิ่งรวดเร็วก็สามารถถือบังเหียนได้ง่ายมาก ปลีน่องทั้งสองก็ล่ำสัน หางก็ชันถูกลักษณะ เวลาเต้นซอยข้อเท้าก็ราบเรียบ คอก็ก้มและสายง่อมก็งาม




๏ พวกพลช้างม้ารยบ - - รยงจรร โจษแฮ
ดยรดาษดินเหลือหลาม - - ท่งท้าง
สรรเพชญพ่างศรีสรร - - เพชญภาคย
ยามโยคพระเจ้าช้าง - - เผือกผ้ายลีลา ฯ

แปล

ไพร่พลและช้างม้าตั้งเรียงรายส่งเสียงอื้ออึง เกลื่อนกล่นแผ่นดินล้นหลามเต็มทุ่งเต็มทาง สมเด้จพระบรมไตรโลกนาถเป็นดุจพระศรีสรรเพชญพุทธเจ้า เมื่อยามโยค (ยามที่ดวงดาวร่วมกันให้คุณมาถึง) พระองค์ก็โปรดให้เคลื่อนทัพ




๏ ธงทยวหลายหลากกลิ้ง - - กลดไชย
ชรอํ่าทั้งทางอา - - กาศกลุ้ม
แพนทองพรรณรายไพ - - โรจโชติ
หาญแห่จุ้มจุ้มล้อม - - หนั่นหนา ฯ

แปล

มีธงธิวและกลิ้งกลดแห่งชัยชนะอยู่มากมายหลายหลากจนดูมืดมิด ทั้งอากาศก็มืดคลุ้ม แพนทองก็มีสีเลื่อมระยับดูไพโรจน์โชติช่วงไปหมด [หรือ แพนหางนกยูง (ที่อยู่บนหลังช้าง) ดูราวกับแผ่นทองมีสีเลื่อมระยับดูไพโรจน์โชติช่วงไปหมด] บรรดาทหารก็แห่ธงเหล่านั้นมาชุมนุมแวดล้อม (สมเด้จพระบรมไตรโลกนาถ) อย่างแน่นหนา




๏ สรวญศรัพทคฤโฆษฆ้อง - - กลองไชย
ทุ่มพ่างแตรสังขชวา - - ปี่ห้อ
มฤทึงค์ทรไนทรอ - - ทรุพราช
ดังเดึอดม้าฬ่อก้อ - - โกรศกรยง ฯ

แปล

ได้ฟังเสียงดังกึกก้องของฆ้อง กลองไชย ทุ่มพ่าง แตร สังข์ ปี่ชวา ปี่ห้อ (ปั่อ้อ) ตะโพน ปี่ไฉน ซอทรุพราช (?) ดงเดือดและม้าล่อก็มีเสียงดังกึกก้องมาก




๏ สยงพิณสยงพาทยพ้อง - - สารสม คู่แฮ
สยงคีตสยงแผคงจยร - - จั่นแจ้ว
เภรีระงมเภรี สยงลั่น - - ฦๅเเฮ
สยงเกือบสยงก้องแกล้ว - - ไห่หรรษ ฯ

แปล

เสียงพิณและเสียงเครื่องประโคมประสมประสานกันเป็นคู่ๆ เสียงเพลงขับร้องดังไปไกล เหมือนเสียงเจื้อยแจ้วของจักจั่น เสียงกลองดังกระหึ่มพร้อมๆกัน เสียงดนตรีเหล่านี้เกือบเหมือนกับเสียงโห่ร้องด้วยความรื่นเริงของเหล่าทหาร




๏ ทุกพ้องพันธทุกถ้วน - - แถวใน นอกแฮ
พลขอบพลขันขัน - - เข่นกล้า
ทรนงทรเนืองไจ - - เจียรภิต
ดาดาษดาด้างถ้า - - ถั่งโดย ฯ

แปล

พลทุกพวกพ้องครบถ้วนทั้งแถวในและแถวนอก พลที่อยู่รอบนอกและพลทั้งกองทัพที่ฝึกมาอย่างเข้มข้นและกล้าหาญ [หรือ พลที่อยู่รอบนอก และพลที่อยู่เป็นตอนๆ ที่ฝึกมาอย่างเข้มข้นและกล้าหาญ] มีความแกล้วกล้าอยู่เนืองๆ โดยปราศจากความกลัว [หรือ มีความแกล้วกล้าอย่างมาก โดยปราศจากความกลัว] ถือดั้งอยู่เต็มไปทั่วคอยที่จะเคลื่อนที่ตามไป [หรือ ตั้งท่าอยู่เต็มไปหมดคอยที่จะเคลื่อนที่ตามไป]




๏ พลพระภูมิศรเรื้อง - - เอารส ท่านแฮ
รองร่องร้องโกรยโดย - - ปิ่นเกล้า
พลหาญแห่พลคช - - แครเคลื่อน ไคลแฮ
พลพวกม้าแคล้วเคล้า - - คลี่คลา ฯ

แปล

ไพร่พลของพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นใหญ่ (คือ สมเด็จพระบรมราชา) ซึ่งเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และเป็นแม่ทัพรองจากพระองค์ [หรือ เป็นทัพรอง] เคลื่อนไปทางร่องน้ำตามสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีทหารผู้กล้าหาญแห่ตามกองทัพช้างที่เคลื่อนไปอย่างแน่นขนัด [หรือ มีทหารผู้กล้าหาญแห่ตามกองทัพช้างที่เคลื่อนไปด้วย] ส่วนกองทัพม้านั้นก็เคลื่อนกำลังผสมปนไปด้วยกัน




๏ หัวเมืองขุนหมื่นพร้อม - - พันแหน แห่นา
หมายหมู่ขวาแขวงขวา - - ไขว่ซ้าย
แวงทองดาบทองแพน - - เขนไขว่
สบส่ำหลงหน้าผ้าย - - หนั่นหนา ฯ

แปล

บรรดาเจ้าเมือง ขุน หมื่น พัน พร้อมกันแห่แหนตามไป กำหนดเป็นฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายเดินกันขวักไขว่ [หรือ เดินไปมาอย่างรวดเร็ว] ถือดาบทองพร้อมทั้งเครื่องป้องกันอาวุธคือแพนและเขนอยู่ขวักไขว่ [หรือ เคลื่อนไปมาอย่างรวดเร็ว] ทั้งหมู่หลังหมู่หน้าตามไปอย่างแน่นหนา




๏ เมอลมุนกว้านไพร่ถ้วน - - แถวกอง ชื่นแฮ
ไกวแกว่งศราวุธ - - ง่าเงื้อ
ทรนงทรนองหา - - แหนราช
แสงส่ำลีเกื้อก้อม - - แพร่งพราย ฯ

แปล

มองดูพวกหัวหน้าและไพร่พลทั้งหลายซึ่งอยู่เป็นแถวเป็นกองโดยครบถ้วนทั้งหมด กวัดแกว่งศรและอาวุธอื่นๆ เงื้อง่าอยู่ด้วยความองอาจกล้าหาญอย่างมากแวดล้อมพระมหากษัตริย์ แสงสีขาว (ของปลายอาวุธ) ดูพร่างพราย [หรือ แสงของปุยฝ้ายที่ผูกเป็นพู่ (อยู่ที่ปลายอาวุธ) ดูพร่างพราย หรือแสงสีต่างๆ (ของปลายอาวุธ) ดูพร่างพราย]




๏ พวกพลกล้ำกล้ากลาด - - ไปหนา หนั่นแฮ
หาญห่มเกราะกรายกราย - - ก่อนม้า
ประดับประดาดา - - แหนแห่ พระนา
แลเครื่องแลหน้าม้า - - ใคร่ชม ฯ

แปล

พวกไพร่พลที่แกล้วกล้ามีอยู่กลาดเกลื่อนไปอย่างแน่นหนา พวกทหารกล้าล้วนห่มเกราะเดินกรายนำหน้าม้า ล้วนแต่งเนื้อแต่งตัวพากันเข้าแห่ห้อมองค์สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เครื่องประดับม้าและม้าแต่ละม้าล้วนน่าดูชมทั้งสิ้น [หรือ เครื่องประดับของม้าแต่ละม้าล้วนน่าดูน่าชมทั้งสิ้น]




๏ ธงฉัตรหลายแหล่กลิ้ง - - กลดแซรง
ซรอํ่าอับอัมพร - - เกือบกั้ง
แตรสังขดำแคงครร - - ชิตโฆษ คฤมแฮ
ทวนธนูหน้าไม้ตั้ง - - ต่อบร ฯ

แปล

ธงและฉัตรมีมากมาย รวมทั้งกลิ้งกลดที่มีแทรกอยู่เป็นระยะๆด้วย เกือบจะกั้นท้องฟ้าให้ดูมืดมนไป แตรและสังข์มีเสียงดังกึกก้อง ทวน ธนู และหน้าไม้จัดเตรียมไว้พร้อมสรรพเพื่อต่อตีข้าศึกศัตรู




๏ สรรเพ็ชญภิโพธิเกล้า - - สงสาร
แครคลี่แสนยากร - - กล่นผ้าย
พยงพระคชาธาร - - ทรงเดช
คลายคลี่พลหว้ายฟ้า - - เฟื่องมาร ฯ

แปล

๑. สมเด็จพระสรรเพชญ (หมายถึงสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ผู้ทรงมีพระปัญญาอันสูงยิ่งเหนือโลก ได้ทรงเคลื่อนกองทัพเกลื่อนกล่นเต็มท้องทุ่ง ดุจดังพระคชาธารที่เรืองเดช (คือช้างเอราวัณของพระอินทร์) ยกกองทัพเหาะไปในท้องฟ้าเพื่อปราบมาร [หรือ เลื่องลือไปถึงข้าศึกทำให้เกิดความหวาดกลัว]

๒. สมเด็จพระสรรเพชญ (หมายถึงสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ผู้ทรงมีพระปัญญาอันสูงยิ่งเหนือโลก ได้ทรงเคลื่อนกองทัพเกลื่อนกล่นเต็มท้องทุ่ง ดุจดังพระคชาธารที่เรืองเดช (พระคชาธารของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ซึ่งเคลื่อนพลไปประหนึ่งว่าทรงเหาะไปในท้องฟ้าเพื่อไปปราบข้าศึก [หรือ เลื่องลือไปถึงข้าศึกทำให้เกิดความหวาดกลัว]





ร่าย
๏ แต่นั้นบั้นนฤเบนทรนฤเบศ นเรศรนรินทราธิบดีศรีสรรเพชญ์ สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถนายกดิลกผู้เปนเจ้า เกล้าภูวมณฑล สกลชํพูธิเบศ คือพระเดชเกษกษัตรีรพีพงศ์ ทรงมกุฎรัตนพัสตราภรณวิภูสิตเสร็จ เสด็จเหนือปฤษฎางคกุญชร ดุจอมรสถิตย์เอราวรรณ์ ครรไลยยังนครคู่ฟ้า ถวัลยวิภูผ่านหล้า แหล่งเฟี้ยมฟีกบุญ ท่านนา ฯ

แปล

ลำดับนั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระราชาธิบดีผู้เป็นพระศรีสรรเพชญ์ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้ปกครองประเทศ ทรงเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินชมพูทวีปทั้งปวง ทรงเป็นกษัตริย์สุริยวงศ์ผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพ ทรงมงกุฏแก้วและพัตราภรณ์ เสด็จมาบนหลังพระคชาธาร ดุจดังองค์อัมรินทร์สถิตเหนือช้างเอราวัณ พระองค์เสด็จไปยังเมืองสวรรค์ (เมืองเชียงชื่น) เพื่อเสวยราชสมบัติเป็นใหญ่ในแผ่นดิน (ฝ่ายข้าศึก) กลัวบุญญาธิการจึงหลีกหนีไป





โคลงสี่
๏ สารพู้นสพราศเหลื้อม - - เขนทอง
ตนพระยาลางพึง - - พวกเพื้อ
พระคุณออกนางครอง - - รักษราช นั้นฤๅ
ดินแลฟ้าคว้างเคื้อ - - ไป่แทน ฯ

แปล

ช้างที่อยู่ห่างออกไป (ของพระยาลาวพึง) ก็งามและเขนทองก็งามเป็นมันเลื่อม ตัวพระยาลาวพึงกับพรรคพวกก็นึกถึงคุณของนางพญาหมื่นด้งนคร (นางเมือง) ผู้ครองเมืองเชลียง (ซึ่งเป็นภรรยาหมื่นด้งนคร หรือนางเมืองซึ่งเป็นมารดาของหมื่นด้งนคร) ผู้มีความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่า แม้ดินและฟ้ากว้างก็ไม่สามารถจะเปรียบปานได้




๏ ขุนช้างผันผาดช้าง - - ผลาญงา
งาต่องาขวิดแขวน - - ท่าวหั้น
ลางเลี่ยงหลีกเหลือภา - - พลใหญ่
พลเพื่อนพาซุกซั้น - - ร่นลาญ ฯ

แปล

แม่ทัพช้างก็ไสช้างหมุนไปมาแล้วเข้าประสานงากัน งาต่องาปะทะกันช้างตัวล่างก็ยกตัวอยู่บนนั้นให้ลอย (และ) ทำให้ล้มลง บางพวกก็เลี่ยงหลีกหนีไปเพราะเหลือกำลังที่จะต่อต้านกองทัพใหญ่ (ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ได้ [หรือ บางพวกก็เลี่ยงหลีกกระจัดกระจายหนีกองทัพใหญ่ (ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ไป] กองทัพข้าศึกต่างก็เร่งรีบหนีหัวซุกหัวซุนแตกร่นถอยไป




๏ รํ่าปางเขาไล่ร้าสงคราม - - ท่านนา
ลาวแต่งต้บปราการ - - หนั่นหน้า
กษ้ตริย์เลื่อนพลตาม - - เรวเร่ง
โซรมเชือดแทงท่วนม้า - - หนั่นหัว ฯ

แปล

ขอบรรยายถึงคราวที่พวกเขาคือพวกล้านนารุกรบในสงครามกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครั้งนั้น ฝ่ายลาวได้แต่งแนวกำแพงเครื่องกีดขวางอย่างหนาแน่น ฝ่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงเคลื่อนกองทัพตามติดไปอย่างรีบเร่ง พอทันก็รุมกันเชือดแทงม้าทุกตัวแล้วตัดหัว (ศัตรูสิ้นทุกคน)




๏ หาญเราต่อเต่งง้วน - - ไหงวฤๅ
สารเติบต่อตัวทับ - - ท่าวหั้น
เขารุกเร่งพลปือ - - ยอพ่าน
ม้าช้างฉวัดไล่ช้นน - - ช่วยแทง ฯ

แปล

ทหารของเรา (ฝ่ายอยุธยา) จะต่อสู้กับช้างไหวหรือ เพราะช้าง (ของข้าศึก) ตัวใหญ่กว่าเพียงทับทหารของเราก็จะตายเท่านั้นเอง ฝ่ายข้าศึกก็ได้รีบเร่งกองทัพซึ่งมีไพร่พลจำนวนมากเข้ามาทำให้กองทหารของเราแตกพล่าน [หรือ ฝ่ายข้าศึกก็ได้รีบเร่งกองทัพซึ่งมีไพร่พลจำนวนมากเข้ามาอย่างไม่มีระเบียบ] ช้างม้าวนเวียนไล่แทงทหารของเรากระชั้นเข้ามา




๏ ทรงบุญจรหง่านเลี้ยง - - ผสานงา
ฟองสมุทตื่นกลางแปลง - - ท่าวหั้น
สบสารก็ชวนมา - - โซรมช่วย กนนแฮ
งาต่องายอกั้น - - ซรวดเซร ฯ

แปล

๑. ช้าง (ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ชื่อทรงบุญ รูปร่างสูงตระหง่าน (สง่า) เดินส่ายอาดเข้าประสานงา [หรือ เข้าประสานงากันเสยขึ้นไป] ฝ่ายช้างชื่อฟองสมุทรซึ่งตื่นตกใจกลางสนามรบถึงกับล้มลง ช้างทั้งหลาย (ของข้าศึก) ก็ช่วยกัน (ช้างฟองสมุทร) ไว้ (โดยใช้) งาต่องายกขึ้นกันไว้จนซวดเซ [หรือ ช้างทั้งหลายต่างชวนกันเข้า (ประสานงา) งาต่องาก็ยกขึ้นปะทะกันจนซวดเซ]

๒. ช้าง (ของแม่ทัพฝ่ายไทย) ชื่อทรงบุญ รูปร่างสูงตระหง่าน (สง่า) เดินส่ายอาดเข้าประสานงา [หรือ เข้าประสานงากันเสยขึ้นไป] ฝ่ายช้างชื่อฟองสมุทรซึ่งตื่นตกใจกลางสนามรบถึงกับล้มลง ช้างทั้งหลาย (ของข้าศึก) ก็ช่วยกัน (ช้างฟองสมุทร) ไว้ (โดยใช้) งาต่องายกขึ้นกันไว้จนซวดเซ [หรือ ช้างทั้งหลายต่างชวนกันเข้า (ประสานงา) งาต่องาก็ยกขึ้นปะทะกันจนซวดเซ]




๏ ทรงบุญถอยเร่ร้น - - รุกแทง
ลาวแล่นเปรตายหัว - - ขวดขวํ้า
ขอเขนกระลึงแวง - - วยนมาตร
หอกช่วยเชองชักซ้ำ - - ซ่นไฟ ฯ

แปล

ช้างชื่อทรงบุญถอยเร่ออกมาแล้วเร่งรุดเข้ารุกแทงช้างของฝ่ายล้านนาวิ่งหนีไปและ (ทหารล้านนาบนคอช้าง) หัวขาดล้มคว่ำลง ทหารที่ถือขอ เขน และดาบได้เวียนวนมาตามทาง ทหารที่ถือหอก [หรือ เสนาประจำ ๔ เท้าช้าง] ได้กระตุ้นให้ช้างรุกเข้าแทงซ้ำ และเอาหอกที่ส้นหอกติดไฟ (พุ่งเข้าใส่ช้างข้าศึก) [หรือ เอาไม้ที่มีลักษณะเหมือนไต้ติดไฟ (แหย่ให้ช้างของข้าศึกตื่น)]





๏ ลาวหัวขาดห้อยติด - - คอสาร
ฟูมเลือดหลามไหลจร - - จวบจั้ง
พระเทพประหารหัก - - โหมเกลื่อน
เขนแนบเขนตาวตั้ง - - ต่อตาย ฯ

แปล

ทหารล้านนาถูกฟันศีรษะขาดห้อยติดอยู่กับคอช้าง เลือดไหลอาบจนกระทั่งหยุดไปเอง ช้างชื่อพระเทพประหารได้โหมหักเข้าโจมตีจนฝ่ายข้าศึกตายเกลื่อน ถึงขั้นทหารทั้ง ๒ ฝ่ายรบประชิด เขนต่อเขนกระทบกันและต่างใช้ดาบฟาดฟันกันอย่างไม่ยอมถอยจนกระทั่งล้มตายไปด้วยกัน




๏ เสนาตกเกลื่อนเขา - - กลยวลาว
ลุย่านไทเท้งหงาย - - เฟือดฟ้า
ไพร่พลเมืองนาวนาว - - นฤนาท
แตรตระหลบก้องหล้า - - ส่งสยง ฯ

แปล

ฝ่ายพวกทหาร (ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ก็กรูกันเข้าไปจับทหารล้านนามัด [หรือ ฝ่ายพวกทหาร (ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ก็เคลื่อนเข้ารบประชิดติดพันไปในหมู่ทหารล้านนา] พอไปถึงตำบลย่านไทก็ปล่อยให้ทหารล้านนานอนหงายอยู่สุดลูกหูลูกตา [หรือ ปล่อยให้ทหารล้านนานอนหงายลงไปโดยเร็ว] ไพร่พลเมืองจำนวนมากก็ส่งเสียงดังอื้ออึง เสียงแตรก็ดังตลบกึกก้องไปทั่วทั้งแผ่นดิน




๏ พันฦกลํ้าฟาดฟ้า - - ดินทรุด
ผืนแผ่นบโยงเอียง - - บ่ช้า
พลหลวงศรีราชบุตร - - พังพะ มานา
เขาเกลื่อนช้างเขากล้า - - เกลื่อนเขา ฯ

แปล

นับว่าน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสายฟ้าฟาดหรือแผ่นดินถล่ม ผืนแผ่นดินถ้าไม่มีอะไรยึดไว้คงจะต้องทรุดเอียงไปในไม่ช้า กองทัพหลวงของศรีราชบุตร (คือ สมเด็จพระบรมราชา) ก็ได้ตีขนาบเข้ามา ศรีราชบุตรทรงไสช้างพุ่งเข้าใส่ข้าศึก นับว่าพระองค์ทรงมีความกล้าหาญอย่างยิ่งที่ทรงขับช้างเข้าทำลายกองทัพข้าศึกได้




๏ พลม้าเขาแกว่นลํ้า - - พลเสือ
พลหอกหาญครเลา - - ไล่เท้ง
โยธาแหล่หลายเหลือ - - อกแผ่น มานา
สยงมี่ระเร้งฟ้า - - ฟาดไฟ ฯ

แปล

กองทัพม้าของสมเด็จพระบรมราชาล้วนแกล้วกล้ายิ่งกว่ากองทัพเสือ กองทัพทหารหอกที่กล้าหาญได้เข้ารุกไล่ทิ่มแทงข้าศึก กำลังทหารมีมากมายล้นแผ่นดิน เสียงเร่งเร้า (ให้เข้ารบ) ดังอึงมี่ดุจเสียงฟ้าผ่า




๏ กษ้ตริย์ไวแว่นหน้า - - พรยมพราย เพรอศแฮ
รามราชฤๅไทเห็น - - ห่อนช้า
พระโฉมเฉกนารายณ์ - - เรืองราช นั้นแฮ
ดาลเดชตรัสเจ้าฟ้า - - สี่มือ ฯ

แปล

๑. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงมีพระปรีชาว่องไว มีพระพักตร์งามพริ้มพรายพอเห็นพระพักตร์ก็นึกถึงพระรามราชและพระลือไทราช (คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชและพระยาลือไทหรือพญาลิไท ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวสุโขทัย) ทันที พระองค์ทรงมีพระรูปโฉมเฉกเช่นพระนารายณ์ ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เรืองฤทธิ์มีพระเดชดลบันดาลให้เห็นเป็นกษัตริย์ผู้มี ๔ กร

๒. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นกษัตริย์ที่ดี พอเห็นก็นึกถึงพระรามราชและพระลือไท (คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชและพระยาลือไทหรือพญาลิไท ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวสุโขทัย) พระองค์ทรงมีพระรูปโฉมเฉกเช่นพระนารายณ์ และทรงเป็นกษัตริย์ซึ่งมีพระเดชานุภาพรุ่งเรืองดังพระนารายณ์




๏ ส่ำสารผายผาดพ้ยง - - สีหเคนทร์
คมขาดคอคึอจักร - - เคลือบแคล้ว
พระกรกระลึงเขน - - กรหลอก
กรหลอกกลดกั้งแพร้ว - - เพรอศพราย ฯ

แปล

บรรดาช้างทั้งหลายเดินอย่างสง่างามดุจพญาราชสีห์ (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ทรงถืออาวุธที่คมดุจจักร (ของพระนารายณ์) ที่สามารถจะตัดคอได้โดยไม่เคยพลาดเลย พระหัตถ์ทรงจับเขนขยับไปมา พระกลดที่กางกั้นถวายก็ดูงดงามแพรวพราว




๏ พลแพนพลหอกหน้า - - พนักทอง
เขาย่อมขันตัวตาย - - ต่อหน้า
ชาญไชยชื่นชมคลอง - - กรยงแผ่น เผยอแฮ
ตนราชผู้แกล้วกล้า - - เกลื่อนพล ฯ

แปล

กองทหารทวนกองทหารหอกที่อยู่เบื้องหน้าที่นั่งพนักทอง ต่างก็ขันอาสารบจนกว่าตัวจะตายต่อเบื้องพระพักตร์ ทหารเหล่านี้ล้วนมีความช่ำชองในการรบจนได้ชัยชนะมาแล้ว มีความชื่นชมยินดีที่จะรักษาพระบรมเดชานุภาพฝากไว้ในแผ่นดิน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถผู้แกล้วกล้าทรงเคลื่อนทัพมา




๏ หมวกทองลุกแล่นเข้า - - ขบฟัน ต่อนา
เข้าประทะได้กล - - ดีดนิ้ว
สิบคนต่อลาวพัน - - ภูใหญ่
หั่นเด็จหัวได้หิ้ว - - ถั่งถวาย ฯ

แปล

กองทหารหมวกทองได้โลดแล่นเข้าฟาดฟันต่อสู้ปะทะกับข้าศึกอย่างง่ายดายดุจดีดนิ้ว ทหารไทยสิบคนสามารถต่อสู้ทหารล้านนาตัวใหญ่ๆได้ถึงพันคน แล้วก็ช่วยกันตัดหัวทหารล้านนาหิ้วเข้าไปถวายอย่างไม่ขาดระยะ




๏ แพนดั้งไย่ไย่เข้า - - ทักแทน ก่อนนา
ตัวต่อตัวลาวตาย - - ตื่นหยั้น
หางยูงหักโหมแพน - - ทองท่าว
ญวนพ่ายพลล้านร้น - - ค่ายคึง ฯ

แปล

ทหารถือทวนและดั้งวิ่งเป็นแถวดาเข้าไปและเข้าต่อสู้ประลองฝีมือก่อนชนิดตัวต่อตัว ทหารล้านนาได้ล้มตายบ้างก็ตื่นกลัว [หรือ ทหารล้านนาได้ล้มตายบ้างก็แตกร่นถอยไป] ทหารที่ถือขนหางนกยูงก็โบกเป็นอาณัติสัญญาณให้ทหารถือทวนทองเข้าหักโหมโจมตี ทหารล้านนา (ยวนโยนก) ซึ่งมีจำนวนมากมายนับล้านต้องแพ้พ่ายถอยร่นกลับเข้าค่ายตั้งมั่นไว้




๏ พันฦกลํ้าฟ้าผ่าว - - เผากัลป์
ฦๅเลวงอึกอึง - - แหล่งหล้า
พราหมณพรตสังวาลวัล - - โหงหูต แล้วแฮ
มากปู่เปนบ้าเต้น - - ตื่นหนี ฯ

แปล

ความน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความร้อนที่เผาผลาญโลกในยามสิ้นกัปกัลป์ มีเสียงอึกทึกอื้ออึงไปทั่วทุกแหล่งหล้า พราหมณ์ผู้ทรงพรตสวมสายธุรำบูชาไฟโดยพลัน ปู่เจ้าเป็นจำนวนมากต่างก็ตื่นตกใจแตกหนีเอาตัวรอด




๏ หมากขามรกรูดช้าง - - ลงเชอง
ลาวล่ามมัวผีเมา - - ม่วยม้วย
ถางกันไขว่ขวินเชวอง - - ดยรดาษ
ยงยิ่งลำกล้วยลํ้า - - ล่าวเลือน ฯ

แปล

๑. ต้นมะขามซึ่งมีอยู่มากมายหนาแน่นทำให้ทหารบนหลังช้างตกลงมาแทบเท้าช้าง ทหารล้านนาถูกจับล่ามต่างก็ตกใจกลัวตาย ในความชุลมุน พวกล้านนาถูกฟันตายมากมายเกลื่อนกลาด เหมือนฟันต้นกล้วยที่เรียงเป็นแถวเป็นแนว

๒. ต้นมะขามซึ่งมีอยู่มากมายหนาแน่นทำให้ทหารบนหลังช้างตกลงมาแทบเท้าช้าง ทหารล้านนาถูกจับล่ามต่างก็ตกใจกลัวตาย ในความชุลมุน พวกล้านนาตายกันระเกะระกะเต็มไปหมด ดูคล้ายต้นกล้วยที่ทับถมกันสุดลูกหูลูกตา




๏ กั้งกลดไทท้าวราช - - เอารส ท่านนา
ขวัญก่ยงกินเผือนไป - - เผือดหน้า
ตรลึงตรลานหต - - หัวห่อ ตนแฮ
ยวนยิ่งเหยงย้ายว้า - - วุ่นวนน ฯ

แปล

พอเห็นคนเชิญกลดพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (คือ สมเด็จพระบรมราชา) เท่านั้น พวกทหารล้านนาต่างก็ขวัญหนีเข้าป่า (ตกใจมาก) หน้าซีดเผือดด้วยความกลัวจนหัวหดตัวงอตะลีตะลานวิ่งหนีดูชุลมุนไปทั่วป่า




๏ เสียนางลเอ่งเนื้อ - - นมเฉลา
เสียสาตราวุธสรรพ์ - - ใช่น้อย
เสียพาลยพัฬเหา - - ทองแท่ง
เสียกั่นโทงถ้วนร้อย - - มาศเมลือง ฯ

แปล

๑. (ฝ่ายล้านนา) ต้องทิ้งหญิงสาวที่มีผิวพรรณเปล่งปลั่งและถันงามไป ต้องทิ้งศัตราวุธไว้มิใช่น้อย ต้องทิ้งพวกเด็กๆไว้เป็นจำนวนมากรวมทั้งทองแท่ง และต้องทิ้งช้างไว้มากมายประมาณ ๑๐๐ เชือก

๒. (ฝ่ายล้านนา) ต้องทิ้งหญิงสาวที่มีผิวพรรณเปล่งปลั่งและถันงามไป ต้องสูญเสียศัตราวุธไปมิใช่น้อย ต้องสูญเสียสาววัยรุ่นไปมากมายรวมทั้งทองแท่งและต้องสูญเสียทองคำอร่ามเรืองเป็นค่าปรับอีกเป็นจำนวนมาก



๏ เห็นเราทุกแห่งห้อม - - ติดตาม
โหมประนงงเมืองโจม - - จวบล้าง
เงินทองแหล่เหลือหาม - - ทุกหมู่
นางมิ่งเมืองม้าช้าง - - ถั่งถวาย ฯ

แปล

เห็นทหารฝ่ายเราทุกหมู่เหล่าห้อมล้อมติดตาม (กองทัพของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) โหมกำลังเข้าตีเมือง เมื่อพบข้าศึกก็ฆ่าทิ้ง ยึดได้เงินทองมากมายจนหามไม่ไหว ได้บรรดาหญิงชาววังและช้างม้าเข้ามาถวายไม่ขาดสาย




๏ เชลอยลากลู่ม้า - - มือมัด
เขาเมื่อยจำจูงขาย - - แลกเหล้า
พระยศพ่อท่านทัด - - ไตรโลกย์
ดินหื่นหอมฟ้าเร้า - - รวดขจร ฯ

แปล

ทหารฝ่ายอยุธยาจับทหารฝ่ายล้านนาเป็นเชลยได้แล้วก็มัดมือลากถูลู่ถูกังมา เมื่อเมื่อยก็จำใจต้องจูงไปขายแลกเหล้ากิน พระเกียรตยศของสมเด้จพระบรมไตรโลกนาถเสมอด้วยไตรโลก ก็ฟุ้งขจรไปทั่วฟ้าและดินอย่างรวดเร็ว




๏ ชยชยยศโยศเจ้า - - จักรกรี
ไกรเทพศรีสาคร - - เฟื่องหน้า
ชยชยเมื่อพูนศรี - - นางนาฏ
ชยบพิตรพ้นฟ้า - - เพื่อมมา ฯ

แปล

ชัยชนะและเกียรติยศของสมเด้จพระบรมไตรโลกนาถเสมอด้วยพระนารายณ์ซึ่งเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่เหนือเกษียรสมุทรได้ฟูเฟื่องไปทั่วโลก ชัยชนะของพระองค์ทำให้พระองค์ได้นางสนมที่สวยงามเพิ่มขึ้นอีกมาก ชัยชนะของพระองค์ที่มีมากมายเป็นล้นพ้นก็เพราะฟ้าได้ประทานเพิ่มมาให้




๏ ชยชยอำนาจท้าว - - คือราม
รอนราพล่วงลงกา - - แผ่นแผ้ว
ชยชยดิ่งติดตาม - - มารมารค นั้นฤๅ
ชยชำนะได้แก้ว - - ครอบครอง ฯ

แปล

๑. ชัยชนะและอำนาจของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสมอด้วยพระรามเมื่อคราวที่ทรงสังหารทศกัณฐ์ถึงกรุงลงกา ทรงปราบปรามเมืองลงกาจนราบคาบ ทรงได้ชัยชนะด้วยการติดตามพวกยักษ์ (ไปยังกรุงลงกา) ด้วยการจองถนนข้ามไป เมื่อทรงได้ชัยชนะก็ทำให้พระองค์ได้นางสีดากลับคืนมาครอบครอง

๒. ชัยชนะและอำนาจของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสมอด้วยพระรามเมื่อคราวที่ทรงสังหารทศกัณฐ์ถึงกรุงลงกา ทรงปราบปรามเมืองลงกาจนราบคาบ ทรงได้ชัยชนะด้วยการติดตามพวกยักษ์ (ไปยังกรุงลงกา) ด้วยการจองถนนข้ามไป เมื่อทรงได้ชัยชนะก็ทำให้พระองค์ได้เมืองเชียงชื่นกลับคืนมาครอบครอง





๏ ชยชยชมชาติแก้ว - - กุญชร้ศ
ภูเบศสากลปอง - - กราบไหง้ว
ชยชยมี่เมืองสวัสดิ - - ภูลโภค
ชยบพิตรท้าวไท้ - - เลิศฦๅ ฯ

แปล

ชัยชนะครั้งนี้ (ทำให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ทรงได้ชมรัตนะ ๗ ประการ มีช้างและม้า (เป็นจำนวนมาก) บรรดากษัตริย์และเจ้าเมืองทั้งปวงต่างพากันมากราบไหว้ (อ่อนน้อม) ทำให้พระองค์ทรงได้เมืองที่บริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติที่เป็นสิริมงคลโดยสวัสดี และทำให้พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เลอเลิศ




๏ ชยชยยศโยคก้อง - - ไตรตรึงษ์
บุญเบอกวยงทองปือ - - ไต่เต้า
ชยชยรำพึงสยง - - ฦๅลาภ
สรหนั่นนิ้วนอบเข้า - - อยู่มือ ฯ

แปล

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้พระเกียรติยศ (ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ดังกึกก้องไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระบุญญาบารมี (ของพระองค์) [หรือ (พระองค์ทรงมี) พระบุญญาบารมีมาก] (ทำให้พระองค์ทรงได้ทั้ง) เมืองและทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมากมาอยู่ในครอบครอง ชัยชนะของพระองค์ทำให้มีชื่อเสียงเลื่องลือถึงทรัพย์สมบัติที่พระองค์ได้มา บรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายต่างก็ต้องยอมถวายบังคมเข้ามาอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระองค์




๏ ชยชยานุภาพท้าว - - ทยมทิน กรแฮ
เมืองเทพคนธรรพฦๅ - - อยู่ถ้อย
ชยชยพ่อพยงอินทร - - นุภาพ
บุญเบอกเมืองถ้วนร้อย - - รอบถวาย ฯ

แปล

ชัยชนะและอานุภาพของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสมอด้วยพระอาทิตย์ แม้แต่เมืองสวรรค์และคนธรรพ์หรือก็ยังยอมอยู่ในถ้อยคำของพระองค์ ชัยชนะของพระองค์เสมอด้วยอานุภาพของพระอินทร์ พระบุญญาบารมีของพระองค์ทำให้เมืองต่างๆ โดยรอบนับร้อยต้องยอมอ่อนน้อม (คือ ถวายบังคม หรือถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทอง)




๏ ชยชยเมื่อปราบอ้อม - - กำแพงเพ็ชร์
ผืนแผ่นผายเสมา - - ออกกว้าง
ชยชยท่านไตรเตร็จ - - ในนารถ
ยศโยคบุญท้าวอ้าง - - อาจครวญ ฯ

แปล

(เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงได้) ชัยชนะโดยปราบปรามเมืองต่างๆ รอบๆ เมืองกำแพงเพชรได้แล้ว นับว่าพระองค์ได้ทรงขยายขอบขัณฑเสมาอาณาเขตออกไปได้อย่างกว้างขวาง เมื่อทรงได้ชัยชนะ ได้เสด็จออกตรวจตราเมืองทั้ง ๓ (คือพิษณุโลก สุโขทัย และศรีสัชนาลัย) เพื่อแสดงพระองค์เป็นที่พึ่งของเมืองทั้ง ๓ นั้น พระเกียรติยศประกอบกับพระบุญญาบารมีของพระองค์นั้นสุดที่จะพรรณนาได้ [หรือ พระเกียรติยศประกอบกับพระบุญญาบารมีของพระองค์สามารถจะใคร่ครวญทบทวนได้ ]




๏ กษัตริย์สุรราชเรื้อง - - รศธรรม์
บรรหารยศยอยวน - - พ่ายฟ้า
สมภารปราบไปกัลป์ - - ทุกทวีป
ร้อยพิภพเหลื่อมหล้า - - อยู่เย็น ฯ

แปล

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นกษัตริย์ผู้กล้าหาญ ทรงแตกฉานในรสพระธรรม มีรับสั่งให้แต่งตั้งยศแก่พวกยวนโยนก (ล้านนา) ผู้พ่ายแพ้ต่อพระองค์ พระองค์ทรงมีพระบุญญาธิสมภารสามารถปราบยุคเข็ญซึ่งเป็นเสมือนไฟประลัยกัลป์ล้างโลกได้ทั่วทุกหนทุกแห่ง ทำให้เมืองจำนวนมากในโลกอยู่ร่มเย็นเป็นสุขทั่วถ้วน




๏ ร้อยท้าวรวมรีบเข้า - - มาทูล ท่านนา
ถวายประทุมทองเป็น - - ปิ่นเกล้า
สมภารพ่อพยงสูรย - - โสภิต
มอญแลยวนพ่ายเข้า - - ข่ายบร ฯ

แปล

บรรดาเจ้าเมืองเป็นจำนวนมากได้รวมกันรีบเข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และถวายดอกบัวซึ่งทำด้วยทองคำเป็นการยอมรับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่าเป็นใหญ่เหนือพวกตน พระบุญญาธิการของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถรุ่งโรจน์ดุจดวงอาทิตย์ ทำให้พวกมอญและยวน (โยนก) ที่พ่ายแพ้ต่างก็เข้ามาอยู่ในอำนาจของฝ่ายตรงข้าม (คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ)



จบ


Create Date : 24 ตุลาคม 2554
Last Update : 12 เมษายน 2565 18:38:36 น. 0 comments
Counter : 3194 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ ก็ เห็น
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !!



Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.