Group Blog
 
 
กันยายน 2561
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
28 กันยายน 2561
 
All Blogs
 
O โคลงนิราศทวาย O

.
.




พระพิพิธสาลี
กวีแผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์ในปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ ตลอดรัชสมัยของพระองค์ราชอาณาจักรไทยกำลังอยู่ในระหว่างการฟื้นตัวจากความหายนะ อันเนื่องมาจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ครั้นทรงสถาปนาพระนครขึ้นใหม่ พระราชภาระอันสำคัญยิ่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช คือ ต้องทรงจัดการให้บ้านเมืองคืนสู่สภาวะปกติ “เหมือนเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี” ทั้งด้านศาสนจักรและอาณาจักร

ในส่วนของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการด้านวรรณคดีนั้น ทรงถือเป็นพระราชธุระสำคัญยิ่งประการหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงสนับสนุนให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตสร้างสรรค์ผลงานเป็นหนังสือจำนวนมากไว้เป็นสมบัติของพระนคร ทั้งพระองค์เองก็ร่วมทรงพระราชนิพนธ์ด้วยหลายเรื่อง เช่น บทละครใน เรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา และอุณรุท ฯลฯ รัชสมัยของพระองค์จึงมีกวีที่สำคัญเกิดขึ้นเป็นอัญมณีประดับแผ่นดินหลายท่าน เช่น เจ้าพระยาพระคลัง (หน) พระยาธรรมปรีชา (แก้ว) เป็นต้น

นอกจากที่กล่าวนามมาแล้ว ยังมีกวีอื่นๆ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีผลงานดีเด่นแต่ไม่เป็นที่กล่าวขวัญ หรือได้รับยกย่องให้ปรากฏ ซึ่งหนึ่งในกวีเหล่านั้นคือ “พระพิพิธสาลี” ผล งานของท่านผู้นี้ กวีในยุคต่อมายกย่องว่าเป็นผลงานชั้นครู ดังที่กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงอ้างถึงในโคลงนิราศพระประธม ซึ่งทรงแต่งเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๗ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ว่า
กำสรวลศรีปราชญ์ทั้ง ทวาทศ มาสฤๅ
อีกพิพิธสาลีพจน์ พร่ำพร้อง
ตรังนิราศนรินทร์รจ- เรขเรื่อง ครวญพ่อ
สารโศกเรียมแรมน้อง ยิ่งถ้อยทั้งมวล

บรรดาศักดิ์พระพิพิธสาลี ปรากฏในพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน ซึ่งตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีข้อความว่า “หลวงพิพิทสาลี เจ้ากรมฉาง นา ๑,๔๐๐” ตำแหน่งนี้ขึ้นกับออกญาพลเทพราชเสนาบดี และน่าจะมีการเลื่อนบรรดาศักดิ์จาก “หลวง” ขึ้นเป็น “พระ” ในคราวปูนบำเหน็จข้าราชการ เมื่อแรกสถาปนาพระบรมราชวงศ์จักรี

ผลงานด้านกวีนิพนธ์ของพระพิพิธสาลีเท่าที่พบในปัจจุบัน ได้แก่ โคลงนิราศทวายและโคลงนิราศชุมพร ทั้งสองเรื่องนี้ประพันธ์ขึ้นด้วยความสันทัดจัดเจน มีความไพเราะกินใจยิ่งนัก ทั้งยังมีอิทธิพลต่อโคลงนิราศรัตนโกสินทร์ยุคหลังๆ หลายเรื่อง เช่น โคลงนิราศนรินทร์ โคลงนิราศพระประธม เป็นต้น ผลงานของพระพิพิธสาลี เรื่องโคลงนิราศทวาย ยังไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่มาก่อน ส่วนเรื่อง โคลงนิราศชุมพร พ.ณ ประมวญมารค (หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี) เคยนำไปพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือประชุมโคลงนิราศโดยเรียกชื่อว่า โคลงนิราศพระพิพิธสาลี
โคลงนิราศทวาย

นิราศเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยร่ายดั้นสรรเสริญพระนคร ๑ บท และโคลงสี่ดั้น ๖ บท จากนั้นดำเนินเรื่องตามขนบของ โคลงนิราศ ด้วยโคลงสี่สุภาพอีก ๒๐๘ บท โดยเริ่มสำนวนนิราศในโคลงสุภาพ บทที่ ๕ ว่า
ขอแถลงลักษณ์อ้าง อรองค์
โฉมพธูนงยง แม่ร้าง
ปางพระหริรักษ์มง- กุฎโลกย์
เสด็จยาตรพลไปล้าง ม่านม้วยเวียงทวาย

ข้อความในโคลงบทนี้ระบุอย่างชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงกรีธาทัพไปรบพม่าที่เมืองทวาย เนื้อหาโดยสรุปตามพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ ฉบับ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ มีว่า จุลศักราช ๑๑๕๓ (พุทธศักราช ๒๓๓๔) แมงจันจา เจ้าเมืองทวายเป็นกบฏต่อพระเจ้าอังวะ และมีศุภอักษรมายังกรุงเทพมหานคร ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทั้งขอกองทัพไทยไปช่วยรักษาเมืองทวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยายมราช คุมพล ๕,๐๐๐ ออกไปต้านทัพพม่ารักษาเมืองไว้พลางก่อน แล้วจึงทรงยกทัพหลวงเสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทตามไปภายหลัง โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงหยุดทัพอยู่ที่แม่น้ำน้อย แขวงเมืองกาญจนบุรี ส่วนสมเด็จพระอนุชาธิราชเสด็จยาตราทัพไปยังเมืองทวาย ข้อความในโคลงนิราศทวายของพระพิพิธสาลี บอกรายละเอียดวัน เดือน ปี ที่ทรงยาตราทัพครั้งนั้นละเอียดกว่าในพระราชพงศาวดาร กล่าวคือ
มุสิกมฤคศิระได้ ดฤษถี
แรมสี่ศุกรวารมี ฤกษ์เช้า
พันร้อยปัญญาสตรี สังกราช
องค์อิศรภพเกล้า คลาดคล้อยเมืองหลวง

ความว่า “ได้ฤกษ์เวลาเช้า วันศุกร์แรมสี่ค่ำ เดือนอ้าย ปีชวด จุลศักราช ๑๑๕๓ (พุทธศักราช ๒๓๓๔) พระเจ้าอยู่หัวทรงกรีธาทัพออกจากรุงเทพมหานคร” กระบวนทัพครั้งนั้นยกออกจากพระนครโดยทางชลมารค พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
เสด็จพระธินั่งเพี้ยง หริหงส์
เหมพิมานอลง กตแก้ว

พิจารณาตามความที่ปรากฏในนิราศ พระพิพิธสาลีน่าจะ โดยเสด็จในกระบวนทัพหลวงไปเพียงเมืองกาญจนบุรี มิได้ไปถึงเมืองทวาย สถานที่สุดท้ายที่กล่าวถึงในนิราศคือบ้านห้วยทราย ต่อจากนั้นไปเป็นการเดินทางบกซึ่งมิได้ระบุว่าสิ้นสุดที่ใด

สำนวนโวหารในโคลงนิราศทวาย ของพระพิพิธสาลี หลายบทได้รับอิทธิพลมาจากโคลงนิราศครั้งกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ โคลงกำสรวล โคลงทวาทศมาส โคลงนิราศนครสวรรค์ ฯลฯ เช่น
ชั้นสิงห์โสภาคชั้น ฉานคลี
สิงฆชำนันนนที เถ่อหน้า
พิศเพียรพ่างโกษี สูรโลกย์
สมสมภารล้นหล้า เลิศล้ำสากล

(โคลงนิราศนครสวรรค์)
โสภาเสาวภาคย์ชั้น ฉานคลี
เนืองช่ำนันนนทรี เทิ่งหน้า
ชำนิคชสิงฆสีห์ โสภาค
ดูวิวิธไป่ว้า วากเว้นชนชม

(โคลงนิราศทวาย)
เทวาเทเวศถ้วน เทวินทร์
เสวยสุขรมย์ย่ำยาม ยั่วเย้า
วิไลยวิลาพินทุ์ เพาโพธ
สุขภิรมย์สมเหน้า แน่งมาลย์

(โคลงทวาทศมาส)
เทวาเทเวศไท้ เทเวนทร์
องค์อิศรจอมเมรุ สี่เกล้า
เชิญพระจากภุชเคนทร์ อุรอาสน์
พระผ่านจอมภพเผ้า แผ่นแผ้วพงศ์พาล

(โคลงนิราศทวาย)

นอกจากความไพเราะและสุนทรียภาพเชิงวรรณศิลป์ที่พร้อมสรรพในนิราศเรื่องนี้แล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งปลุกเตือนให้อนุชนไทยได้ตระหนัก คือความทุกข์ยากลำบากของเหล่าผู้กล้าหาญบรรพชนที่ยอมสละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อรักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้
ลำบากจากสวาดิเจ้า มาทน
ทุกข์เทวษทุกตำบล เถื่อนท้อง
ตรำฟ้าละอองฝน คางสั่น
ลมเฉื่อยชายพัดต้อง เหน็บเนื้อนอนเดียว
โคลงนิราศชุมพร

โคลงนิราศชุมพร แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ จำนวน ๑๙๓ บท ไม่มีร่ายนำในตอนต้น เนื้อความในโคลงตั้งแต่บทแรกถึงโคลงบทที่ ๑๓ กล่าวสรรเสริญพระนครและพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีนิยมของโคลงนิราศ โคลงหลายบทได้รับอิทธิพลจากโคลงสมัยอยุธยา เช่น
เกษมสุขทุกราษฎร์แม้น เมืองอินทร์
สาวบ่าวเมากามยิน แช่มช้อย
สายัณห์ร่ายเพลงพิณ ปากผิ่ว
โนนาดกรีดกรายก้อย ม่ายคิ้วเคียงคม

ภาพชีวิตของชาวกรุงเทพมหานครที่แสดงออกด้วยโคลงบทนี้ มีสาระคล้ายกับกาพย์ห่อโคลงพระศรีมโหสถที่ว่า
เดิรกลางพลางดีดนิ้ว ชูชายหิ้วผิวทำเพลง
บ่าวหนุ่มครุ่มเสียงเครง วังเวงหวั่นปั่นใจหญิง
เดิรกลางพลางดีดนิ้ว นำเพลง
ฝูงบ่าวพราวครูเครง เพรียกพร้อม
หญิงฟังหวั่นใจเลวง รศราค
แย้มอยู่ภู่เฟื่องห้อม เสียดซ้องตาแล

เมื่อจบบทพรรณนาความสมบูรณ์พูนสุขของบ้านเมืองแล้ว กวีเริ่มดำเนินเนื้อหาตามขนบของนิราศในโคลงบทที่ ๑๔ ว่า
ร่ำปางพิโยคเนื้อ นงลักษณ์
บ เริ่มเรียมแรมรัก ห่างห้อง
กำโบลแนบแนมพักตร์ พูนเทวษ
กำสรดแสนสวาดิน้อง แนบไว้กับทรวง

นิราศเรื่องนี้เป็นการเดินทางทางเรือเช่นเดียวกับโคลงนิราศทวาย สถานที่ที่กวีพรรณนาเป็นแห่งแรก คือ ตำหนักน้ำ หรือตำหนักแพ จากนั้นล่องเรือไปตามลำน้ำเจ้าพระยาสู่อ่าวไทย แล้วเลียบฝั่งทะเลไปจนถึงชุมพรและลางสวน (หลังสวน)

พระพิพิธสาลีแต่งโคลงนิราศชุมพรขึ้นเมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐาน ทั้งความในนิราศก็มิได้ระบุถึงสาเหตุของการเดินทางในครั้งนั้น

นอกจากความงามในแง่วรรณศิลป์ที่ปรากฏแล้ว นิราศเรื่องนี้ยังให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ในอดีต เป็นต้นว่าชื่อสถานที่ซึ่งปัจจุบันเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น ฉางพริก ฉางเกลือ คลัง ฝาง สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่เรียงกันเป็นลำดับ ระหว่างสำเพ็งกับคอกกระบือ (บริเวณวัดยานนาวาในปัจจุบัน)

โคลงนิราศชุมพรบทสุดท้าย กล่าวถึงความทุกข์ทรมานที่กวีต้องพลัดพรากจากบ้านเรือน และสาเหตุที่กวีแต่งเรื่องนี้ว่า
อาวรณ์นอนนับนิ้ว มานาน
เทียรทุกข์แสนทรมาน ค่ำเช้า
จำใจลักษณ์ลองสาร เสาวภาคย์ นะพ่อ
หวังจักดับใจเศร้า สร่างให้ใจคลาย



.
.
.

โคลงนิราศทวาย

๏ ศรีสิทธิ์วิวิธอดุง นครกรุงไกรเกียรติ เบียดปรปักษ์พินาศ อริราชง้อมาเมือง เรืองพระยศทุกด้าน ท้าวทุกแดนระย่อ ยอพระนครขอออก กลอกเกล้ากลัวสยบ ซบศิโรตม์ระรัว ง้อมหัวไหว้ละลน เอาคนต่างเค้าข้า ผ่านแผ่นหล้าดิลก ตกในเงื้อมมืองอบ กรูเกรียวกอบเอางาน ลานพระเดชละล้าว แกวก้าวลาวมลาย หว้ายหวังพึ่งทุกทิศ อิศรภาพรพิน หรินทรธิปัติย์ มหัติยเหาฬาร ผ่านภุดาธารไผท กษัยเศิกให้เกษตร เผด็จภพกระลำพร ในอันดรยุคขุกเข็ญ เป็นกระลีกาลพิบัติ ดัดทุรคตให้ตรง ดำรงแผ่นบ่ให้เอียง พรุนเพรียงเมืองมานมรณ์ นครสิมายศโยค เลี้ยงโลกย์ทั่วถ่องธรรม์ กันพระศาสน์บ่ให้เศร้า เท้าถึงกัลป์เสร็จสูญ หนูนแผ่นดินให้ราบ ปราบแผ่นฟ้าให้ฟื้น แผ้วพื้นภพให้ผ่อง ปองราษฎรให้กระสานติ์ พิสดารเดชเปรมปรือ ปือเอาธรรมามิศร ชวลิตโมลี ตรีภูวนัยไทยภูวนานัตย์ ศุภสวัสดิ์วสุนธรี ศรีอยุทธยนิเวศ บุเรศรัตนราชธานิน อินทรเทพยธานี บุรีรมย์ไทยท้าว ทุกประเทศแดนด้าว ช่วงชุม ท่านแล ฯ.


๏ บรมพรหมอิศรอื้อ อมเรนทร์
ปาณิกรบงกชกุม เกลื่อนเกล้า
จันทราทิตย์สุริเยนทร์ ยมเยศ
มารุตวรุณฤทธิเร้า เร่งเชิญ ฯ


๏ พระพิษณุเพศเพี้ยน ภุชพงศ์
จากขษีรหาวเหิน เห็จฟ้า
เสด็จเอาครุฑยานยง ยศยิ่ง
มาโปรดแปรทุกข์หล้า ล่งดิน ฯ


๏ เสด็จแสดงเมืองมิ่งแก้ว กรุงอยุทธ
ดายดัสกรภินท์ เพิดแพ้
เอกามิ่งมกุฎ ตราโลกย์
ใครขัดใครเข็ญแปล้ เปล่าหัว ฯ


๏ อาโภคเกรงเกียรติไท้ ธรณิศ
ทท่าวอกรันรัว กว่ากว้า
มือมาลย์มอบโมลิศ เฉลิมบาท
พลันคอบดลขอข้า มอบเมือง ฯ


๏ พระลาญโลกย์ธาตุตั้ง คงตรง
เนานิตย์กรุณาเนือง นั่งเผ้า
พระดับพิศม์ภัยปลง เปลืองโทษ
เย็นแผ่นภุดาธารเท้า เท่ากัลป์ ฯ


๏ พระเดชนฤโฆษเพี้ยง จตุรภุช
พลพ่างพลอินทร์อัน เอกอ้าง
พิทยายิ่งยงยุทธ ยืนป่าน
ปราบอรินทรมล้าง เล่าลือ ฯ


เสาวภาพ ๏ เทวาเทเวศไท้ เทเวนทร์
องค์อิศรจอมเมรุ สี่เกล้า
เชิญพระจากภุชเคนทร์ อุรอาสน์
มาผ่านจอมภพเผ้า แผ่นแผ้วพงศ์พาล ฯ


๏ เดโชไชเยศเลื้อง เดชา
เกรงเกียรติทุกพารา ร่นร้อม
พระนครอยุทธทวา ราราช
ทุกสิมามาน้อม นอบเกล้าถวายกร ฯ


๏ ทรงธรรมทรงทศแท้ ธรรมา
ธรรมเมศมาตย์เมธา เรื่องรู้
ทรงศีลสัตย์ศรัทธา ไททั่ว
ทรงพุทธการกกู้ ก่อไว้ฤๅวาย ฯ

๑๐
๏ วิริยาวิริเยศสร้าง สมภาร
สมโพธิภิยโญญาณ อยู่เกล้า
หวังเด็ดดับกันดาร เสร็จสี่ สูญนา
ขนข้ามเวไนยเข้า สู่ซร้องเสวยรมย์ ฯ

๑๑
๏ ขอแสดงแถลงลักษณ์อ้าง อรองค์
โฉมพธูนงยง แม่ร้าง
ปางพระหริรักษ์มง กุฎโลกย์
เสด็จยาตรพลไปล้าง ม่านม้วยเวียงทวาย ฯ

๑๒
๏ มุสิกมฤคศิระได้ ดฤษถี
แรมสี่ศุกรวารมี ฤกษ์เช้า
พันร้อยปัญญาสตรี สังกราช
องค์อิศรภพเกล้า คลาดคล้อยเมืองหลวง ฯ

๑๓
๏ คลาสถานพิมานมาศแม้น วัชรินทร์
เพียงพิภพองค์อินทร อาสน์ฟ้า
สีหาสน์ดุจหงส์บิน โพยมมาศ
แสงส่องจำรัสหล้า หล่อเหลื้อมแสงสูริย์ ฯ

๑๔
๏ โสภาเสาวภาคย์ชั้น ฉานคลี
เนื่องช่ำนันนนทรี เทิ่งหน้า
ชำนิคชสิงฆสีห์ โสภาค
ดูวิวิธไป่ว้า วากเว้นชนชม ฯ

๑๕
๏ พลานแลเลี่ยนล้ำ เภรินทร์
เทียนทิพธรณินทร์ แผ่แผ้ว
รายรูปกิเลนกิน นรนาค
ดูระเบียบเรียบแล้ว เลิศล้วนลานตา ฯ

๑๖
๏ พรายพรายจตุรมุขหรุ้ง รูจี
บันเขบ็จบราลี ช่อฟ้า
กรงนาคมกรครี รจเรข
ทวยทาบทาทองหร้า เรื่องริ้วเรียงงาม ฯ

๑๗
๏ กุฎาคาเรศหว้าย หาวหน
พายัพพิถีบน บดฟ้า
หงส์เหมดุจยนตร์ยล โพยมยาบ
เพียงกระพือปีกถ้า โลกย์ให้แลลาญ ฯ

๑๘
๏ มนทิราทิตย์เทพย์ไท้ ธเรศตรี
เป็นปิ่นปักปัถพี แหล่งหล้า
เทียรเทพศุลีศรี สุรโลกย์
ดูดิเรกนวลหน้า แผ่นพื้นธรณินทร์ ฯ

๑๙
๏ งามกรุงไกรเกียรติไท้ ธานี
งามหมู่มุขมนตรี พรั่งพร้อม
โยธาทัดโยธี ราเมศ ท่านแฮ
สามารถอาจออกล้อม ล่าวล้างสงคราม ฯ

๒๐
๏ ไอยรารณราชร้า ไพรี
ตรำศึกตรูมันมี กลั่นกล้า
คชสารเฉกคชสีห์ สามารถ
ตัวละตัวตีฟ้า ค่าด้วยดูเบา ฯ

๒๑
๏ ส่ำแสนสินธพเชื้อ ชาญยุทธ
ชำนิรณรงค์ผุด หาศห้าว
เสมอเทพย์มิ่งมารุต เร็วรวด
เกิดเพื่อสมภารท้าว ท่านไท้เทียรทอง ฯ

๒๒
๏ นาวาพิลาสล้ำ ลำทอง
วรรณวิจิตรไกรกรอง กิ่งแก้ว
ไกรสรมุขมาศฉลอง ลำแข่ง
ครุฑพ่าห์สินธุ์ไชยแล้ว แล่นห้าวฤๅหิว ฯ

๒๓
๏ ศรีไชยาทิตย์ล้ำ ลำทรง
ทรงพิมานบรรยงก์ ยาตรฟ้า
วัลวีวิไลยอลง กตมาศ
บรรทับสนานสนวนถ้า พรั่งพร้อมโดยขบวน ฯ

๒๔
๏ คล้ายคล้ายสุริเยศได้ นาที
ไชเยศยามไชยศรี ฆาตฆ้อง
สรวลสังข์ตรวจแตรตี พิณพาทย์
เสียงเลวงวังก้อง เพรียกพร้อมดนตรี ฯ

๒๕
๏ เสด็จทรงพระธินั่งเพี้ยง หริหงส์
เหมพิมานอลง กตแก้ว
พระสนมอเนกอนงค์ นวยนาด
ประณตบทเรศแล้ว แซ่ซ้องถวายพร ฯ

๒๖
๏ พลหาญขานโห่เร้า เอาชัย
โบกธุชทองธงไสว เรียบร้อย
เรือคู่คู่ชักไคล คลาคลาด
ศรีพิมานมาศคล้อย คลื่นเต้นตามชล ฯ

๒๗
๏ โจษจันมหรรณพท้อง ชลธี
สนั่นเสนาะเภรีตี คู่ฆ้อง
เฉกองค์จักรีกรี ธาพยู่ห์
เอิกเกริกสาครฝ้อง เฟื่องฟุ้งฟูมฟอง ฯ

๒๘
๏ เรือตามหลามแล่นล้อม เสด็จดล
คือคู่หงส์เหินชล แหวกหว้าย
โดยเสด็จพระภุชพล ภูวนาถ
ขนานขนัดอัดแอคล้าย แห่ห้อมไคลคลา ฯ

๒๙
๏ เรือมาถั่นถั่นคว้าง ควิวทรวง
ทรวงละลุงแลลวง ลาศเต้า
รับขวันกอดกับดวง สวาดิอยู่ หลัดแม่
บัดบ่เห็นพักตร์เจ้า พี่แล้วลาญสมร ฯ

๓๐
๏ จำไกลโฉมแม่แม้น แมนสวรรค์
ผายพักตร์เพ็ญบูรณ์จันทร์ แจ่มหน้า
จักไกลกลิ่นอวลอัน จรุงสวาดิ
ไกลรสเรณูฟ้า เฟื่องฟุ้งกำจร ฯ

๓๑
๏ ปรานีอนาถเนื้อ นงค์ยง พี่เอย
โฉมชื่นชูกามกรง กล่อมฟ้า
โอ้ศรีสบูบง กชมาศ
จักประจงโฉมถ้า พี่ให้ใครชม ฯ

๓๒
๏ แรมรักอำมฤตร้าง รมยา
แรมภิรมย์คฤหา แห่งห้อง
แรมเกษมสุขไสยา ยงยั่ว ใจแม่
แรมถนอมนุชน้อง แนบไว้แนบทรวง ฯ

๓๓
๏ จักเย็นสมรเยียบเหย้า ยำยาม
ยามแม่นอนเดียวหวาม หวั่นไส้
จักโศกซูบทรงกาม โรยร่าง แลแม่
จันทน์กระแจะรสไล้ จักร้างแรมองค์ ฯ

๓๔
๏ เสนาะศรีสาโรชสร้อย ศรีสมร
เยียอยู่ภายหลังนอน นั่งไห้
อ้าองค์ผลูนอร รวยรูป
โฉมแม่จักหมองไหม้ หม่นเศร้าโรยรา ฯ

๓๕
๏ โฉมจันทน์ขจรโกศแก้ว ฉวยฉม
ประทิ่นรวยตามลม กลิ่นใกล้
ฤๅวายรสเรียมรมย์ รวยรื่น อรเอย
ศรีสุคนธ์แนบไหน้ ซาบต้องติดทรวง ฯ

๓๖
๏ โอ้บงบัวบุษป์แก้ว โกมล กูเอย
คลายคลี่เสาวคนธ์ยล ยั่วฟ้า
จักทุกข์ระอุทน ธารเทวษ
เฉกรพีพรรณเจ้า แจ่มเจ้าเรียมโรย ฯ

๓๗
๏ จักฝากโฉมแม่ไว้ ธรณี
เกรงกริ่งกรุงพาลี ลอบเล้า
จักฝากนทีศรี สาคเรศ ท่านนา
กลัวเกลือกพระสมุทรเจ้า ท่านเที้ยรทารุณ ฯ

๓๘
๏ จักวิงวอนว่าฟ้า ฝากสงวน
เกรงพระพายชายนวล ชอกเนื้อ
จักฝากวลาหกครวญ ครึมคร่ำ
กลัวแต่โฉมกามเกื้อ ชุ่มชื้นเสียศรี ฯ

๓๙
๏ จักฝากยุพเรศร้อย เรียมคิด
ฤๅปล่งปลงใจมิตร กิ่งเผ้า
ใดอาจจะปองปิด ยังยาก
โฉมแม่ฝากใจเจ้า ยิ่งด้วยใครครอง ฯ

๔๐
๏ เรียมริฤๅลุด้วย ใจเดา
หวังท่านท่านจักเอา รักน้อง
เดชะสัตย์สองเรา เพรงพร่ำ ทำนา
ขอพิบากบุญป้อง ก่อเกื้อพยาบาล ฯ

๔๑
๏ มาพลางเรียมเร่งไห้ หาพลาง
ชลเนตรนูนนองราง ร่องน้ำ
เสียงสินธุ์คร่นเครงคราง ครวญคลื่น
เรียมก็ครวญใจช้ำ สวาดิลื้นโทรมทรวง ฯ

๔๒
๏ ถึงปากคลองท่าข้าม ของขาย
เรือพ่วงเรือนแพราย เครื่องค้า
นั่งแพแผ่โฉมถวาย สวาดิสว่าง ใจนา
ผัดผ่องพักตร์ผิวหน้า หนึ่งหน้านวลจันทร์ ฯ

๔๓
๏ เรียมพิศพิศวาสเพี้ยง พิศวง
หวังว่านุชใจจง วากว้ำ
จักปากทักเทียรองค์ ฤๅอื่น อกเอย
เจ็บดั่งใครตีซ้ำ พี่ช้ำใจถวิล ฯ

๔๔
๏ ลุคลองบางกอกแล้ว ฤๅเห็น
อกพี่ระกำเป็น เลือดคล้ำ
บางกอกกอกเอยเอ็น ดูหน่อย หนึ่งรา
วานช่วยกอกอกช้ำ เลือดเหน้าในทรวง ฯ

๔๕
๏ หลัดหลัดพลัดนิ่มเนื้อ มาจำ ไกลนา
เวรสิ่งใดเดิมทำ โทษให้
เจ็บจิตระกำกรรม ใจจาก
อกพี่คือเพลิงไหม้ ผ่าวร้อนรุมรึง ฯ

๔๖
๏ ถึงอาวาศวัดเจ้า จอมหงส์
เห็นพระชุมนุมสงฆ์ สวดซ้อง
ยอกรประณตบง บัวบาท ท่านนา
ชอเดชพระไตรป้อง ช่วยให้พลันคืน ฯ

๔๗
๏ วัดหงส์หงส์เทพไท้ ธาดา แลฤๅ
ไฉนบ่เห็นหงส์มา หนึ่งหน้อย
ฤๅทรงกมลาสน์พา ผยองยาตร ฟ้านา
จักสั่งสารนุชคล้อย คลาดแล้วฤๅทัน ฯ

๔๘
๏ สังขจายกำจัดแก้ว กามกู มาฤๅ
สังข์ใส่สฤษฎิ์สินธู โศกสร้อย
อวยอาศิรพาทชู ใจชื่น หนึ่งรา
สระสว่างสมรเรียมหน้อย หนึ่งให้หายหมอง ฯ

๔๙
๏ มาถึงสระไก่โอ้ อัศจรรย์
ไก่บ่ขันเคยขัน คู่เคล้า เร่งเร้า
เซียบเสียงไก่กกกัน กำสรด ไฉนนา
เสมอสมรเรียมเศร้า โศรกเศร้าใจคะนึง ฯ

๕๐
๏ สระไก่กลสระแก้ว กับตน กูเอย
บานบิยุตม์เสาวคนธ์ ยั่วแย้ม
ภมรมั่วรสโกมล กาเมศ
สรงสการแกมแก้ม เกศแก้วกำจร ฯ

๕๑
๏ จากบางพลางคลาดคล้อย คลาคลาย
ตามกระแสะสินธุ์สาย รีบร้อน
ชลเนตรน่านนองพราย พรูพราก
คิดคำนึงข้อนข้อน พี่ข้อนทรวงถึง ฯ

๕๒
๏ มาถึงอาวาสไหว้ วันทา
บางยี่เรือเรือรา อยู่ยั้ง
เรือรอหยุดคอยหา เห็นแม่ ราแม่
คอยจักขอเห็นครั้ง หนึ่งให้คลายใจ ฯ

๕๓
๏ ลุดำบลด่านด้าว บางหลวง
เพลิงสุมดุจสุมทรวง พี่ร้อน
เจ็บจากสุดาดวง ดาลเทวษ
ถนัดหนึ่งขอนหลวงข้อน อกร้อยฤๅปูน ฯ

๕๔
๏ ถึงบางหลวงล่วงเลี้ยว ลำคลอง
คลองเนตรเรียมนูนนอง ร่ำไห้
ปากบางปากเบาปอง บอกป่วย หนึ่งรา
บางบ่ปากพูดได้ โศกด้วยฤๅเสบย ฯ

๕๕
๏ แลเห็นเพลิงด่านดุ้น เสาสุม
ชานเชื่อมชุกไฟชุม ดับได้
ไฟรักพี่เล็มรุม ทรวงสวาดิ
ฤๅดับสมรเรียมไหม้ เพื่อน้องนางเดียว ฯ

๕๖
๏ มาพลางพลางนึกหน้า นวลละออง
เรือรี่รีบตามคลอง คล่าวน้ำ
ถับถึงวัดนางนอง นามนาฏ
เรียมก็นองเนตรผล้ำ พรากไห้หาสมร ฯ

๕๗
๏ นางนองนางนิ่มเนื้อ เสมอสาย สวาดิเอย
สายเนตรเรียมฤๅวาย เลือดย้อย
ใดนางบ่เห็นกราย มาเกริ่น ราแม่
นางใช่นางนุชน้อย พี่โอ้อาดูร ฯ

๕๘
๏ ถึงขุนเทียนเทียบเข้า เรียมถาม
เทียนแม่พอกมืองาม เล็บไล้
ขุนเอยช่วยบอกความ ขวัญสั่ง
ขุนบ่ให้เทียนไห้ พอกช้ำทรวงเรียม ฯ

๕๙
๏ ดลปากบางชื่อบ้าน บางบอน
กามระลุงทรวงฟอน ฟ่ามแล้ว
เรียมแสนทุกข์อาทร ทนเทวษ
ถนัดหนึ่งบอนกาบแก้ว แยบไส้เรียมคาย ฯ

๖๐
๏ ไคลคลามาลุด้าว ดำบล
เรียกชื่อบางกกกล กับน้อง
อกเรียมทุรารน แรงสวาดิ
เสียวสมรราคร้อง เรียกเจ้าในใจ ฯ

๖๑
๏ บางกกเห็นกกแก้ว แกมปรือ
กกปักอุณราชฤๅ สาตร์ต้อง
เจ็บอกพี่ชำงือ ใครเท่า
ศรกกกาเมศน้อง ตระหน่ำแหน้นตรึงทรวง ฯ

๖๒
๏ จรดลหนแคบน้ำ คลอคลอง
จุแต่พอลำลอง พี่เต้า
ชลขอดขุ่นเป็นฟอง ฟูมฟาก
เสมอขุ่นใจเรียมเศร้า ขอดแค้นอารมณ์ ฯ

๖๓
๏ พลันถึงทางท่าเข้า คลองนา
เรียกชื่อศิระทรพา อาจอ้าง
อกเรียมยิ่งเสนงกา ษรเสียบ ราแม่
เจ็บจากชำงายร้าง แม่ไว้ฤๅวาย ฯ

๖๔
๏ หัวกระบือกระบินทรราชเรื้อง รณรงค์ แลฤๅ
ตัดกระบาลโยนลง ลากน้ำ
ศิระกาจกาษรยง ยังอยู่ ฤๅแม่
เสมอพี่ทนทุกข์ปล้ำ ประดักด้วยอาดูร ฯ

๖๕
๏ เห็นปรงปรือปรบต้น แถวถกล
ริมฝั่งสองฝากชล ชุ่มช้าม
ลมโลมลาดใบบน โอนอ่อน
เรียมก็อ่อนใจท้าม ทาบด้วยเปรียบปรือ ฯ

๖๖
๏ แสมดำประดักน้ำ นองกระแส
เห็นแต่ตอตายแล เปล่าเศร้า
อกเรียมทุราแล แรมสวาดิ
จากจำเนียรนุชเคล้า คู่ด้วยแสมหมอง ฯ

๖๗
๏ แสมตายตายตากแห้ง หายศรี
ดูหม่นหมองวารี เรี่ยน้ำ
ทนเทวษอยู่นับปี จักเปื่อย ไปนา
ดุจพี่เจ็บอกช้ำ อยู่ร้างแรมสมร ฯ

๖๘
๏ มลักเห็นกรกฎเปี้ยว ปนปู
ปูแม่กระดองดู คลับคล้าย
ไฉนตัวไต่ตามพรู ใครแพร่
หยุบเหยื่อมารูหร้าย ว่าก้ามกลกาม ฯ

๖๙
๏ ลุลำเนาบ่อนบ้าน โคกขาม
เห็นโคกเขียวผักคราม อ่อนอื้อ
คำนึงพะงางาม ยุพโยค กูเอย
ใครช่างพูนโคกคื้อ โคกแก้วกับตน ฯ

๗๐
๏ มาดลโคกเต่าตั้ง ปอมเปาะ
ดุจเต่าเขาจงเจาะ ไข่ร้าง
พิมพ์ภาพแต่จำเพาะ ตัวเต่า ทองแม่
รอยรูปจำมาหร้าง รูปไว้เป็นแทน ฯ

๗๑
๏ โคกเต่ากลเต่าตั้ง เป็นตัว
ดุจเต่าสระศรีบัว บ่อแก้ว
พิศภาพพี่รนรัว เริมเริ่ม ใจแน่
หวังว่าจริงแล้วแล้ว เล่ห์นั้นเรียมหลง ฯ

๗๒
๏ คลอนคลอนสุริเยศคล้อย สนทยา
ถึงมหาชัยคลา คลับแคล้ว
ลำแลสุดสายตา ลิบลิ่ว
ดุจพี่แลหาแก้ว ลิ่วล้ำลาญทรวง ฯ

๗๓
๏ มหาชัยไกลเนตรท้อง ทางชลา
ชเลแม่แลสุดตา คว่างคว้าง
มหาชัยท่านสมญา สมโยค หนึ่งรา
จงช่วยอวยชัยร้าง รักให้พลันคืน ฯ

๗๔
๏ เรือทอดจอดรวดริ้ว ลำคลอง
ทุกหมู่หมวดตามกอง แน่นน้ำ
ทั้งหลายศึกสรวลคะนอง คณาเพื่อน
เรียมแต่นองเนตรช้ำ อกไหม้ฤๅเสบย ฯ

๗๕
๏ ประทับยับพยู่ห์แล้ว ไคลคลา
ออกพิชัยนาวา คลาดคล้อย
น้ำตาตกเต็มตา ฟูมฝั่ง
ตาฝั่งเลือดตาย้อย พิโยคด้วยเรียมตรอม ฯ

๗๖
๏ คล้ายคล้ายถึงท่าบ้าน จีนมี
นามสาครบุรี อยู่ยั้ง
สาวสมบ่ใสศรี สักหยาด
พีล่ำดำโตหมั้ง มากเนื้อยุยยาน ฯ

๗๗
๏ ท่าจีนจีนจบเจ้า สังเวย
สรวงเซ่นขอสุขเสบย อยู่เหย้า
ทิ้งทายทอดสลากเคย ตนเสี่ยง
เรียมก็เสี่ยงใจเจ้า พี่ด้วยดวงใจ ฯ

๗๘
๏ เห็นเขามักบาปบ้า เสียบุญ
ทำแต่โทษเป็นทุน เที่ยงแท้
บาปใดจะปองปุน ปานเปรียบ
บุญสิ่งใดจักแก้ ช่วยได้ฤๅมี ฯ

๗๙
๏ รอยเรียมปางก่อนสร้าง สมกรรม
ดุจหนึ่งเขาเขาทำ ดั่งนี้
เวรหลังจึ่งตามจำ นองโทษ
จำพี่จำทุกข์กี้ เมื่อแล้จักวาย ฯ

๘๐

รอยเราพรากนกเนื้อ เขาขัง
เขาพลัดรวงรังทัง คู่เคล้า
ทนเทวษเพื่อบาปหลัง หลายคาบ
มานิราศรักเจ้า พี่ได้อาดูร ฯ

๘๑
๏ ราตรีลีลาศด้วย แสงจันทร์
จันทร์แจ่มพฤกษาพรรณ ช่อไม้
คะนึงโฉมแห่งนวลวรร โณภาษ
เดือนพักตร์ฤๅมาไล้ เลื่อมฟ้าแลลาญ ฯ

๘๒
๏ แสงจันทร์จำรัสฟ้า เรียมครวญ
ไฉนว่านวลจันทร์นวล แจ่มหน้า
กำจรรสจันทน์อวล อบกลิ่น
กลิ่นกระแจะกลอยกล้า กล่อมเนื้อนวลจันทน์ ฯ

๘๓
๏ ลุดำบลบ่อบ้าน นาเกลือ
เกลือบ่เจือใจเจือ จืดเจ้า
เรียมวอนว่าขอเผือ เขษมรัก ท่านนา
วานช่วยสมานสมรเคล้า เสน่ห์น้องนานจาง ฯ

๘๔
๏ ส่ำสาวชาวบ่อล้วน มางส์มูล
ตกแต่งผัดผิวหนูน ช่วยเนื้อ
สุงศรีเพ็ญไพบูลย์ บัวบ่ง
ดูบ่ยาใจเรื้อ ราคร้อนรุมทรวง ฯ

๘๕
๏ เรียมทุกข์ทุกท่าน้ำ รายทาง
ทางทุเรศมาพลาง โศกสร้อย
เสมอศรเสียบแดกลาง ทรวงอยู่ ราแม่
เจ็บยิ่งเจ็บใจร้อย เท่าด้วยพันทวี ฯ

๘๖
๏ ฤๅเคยจากนุชร้าง แรมวัน
เวรก่อนใดทำทัน เท่าส้าง
บาปเพรงแต่ปางบรรพ์ มาแบ่ง บุญฤๅ
จำพี่จำจากร้าง นิ่มเนื้อเรียมสงวน ฯ

๘๗
๏ มาลุลำดับบ้าน นาขวาง
เห็นแต่รอยไถราง ร่องไว้
ปะมวลละอายพราง ไปแพร่ง พร้องนา
เฉลยว่านาขวางไหร้ ใช่น้องนารี ฯ

๘๘
๏ ดำบลชนบทบ้าน นาขวาง
นาบ่มีลอมฟาง ฟ่อนเข้า
นาเอยจักรกราง แรมอยู่ ไฉนนา
กลพี่จากสมรเคล้า คู่ร้างนาแรม ฯ

๘๙
๏ ไกลศรีกุสุเมศเนื้อ นงพาล
ไกลรสฤดีสมาน แม่ร้าง
มาไกลกลิ่นนพมาลย์ มาโนช กูเอย
ไกลกล่อมสมรมาว้าง ว่างเว้นวันชม ฯ

๙๐
๏ สามสิบสองคดคู้ เป็นกง
เวียนวกนาวาวง ลดเลี้ยว
ดุจคืนกลับหลังหลง มาลอบ โลมแม่
แลลับลำคลองเคี้ยว พี่ค้างตาคอย ฯ

๙๑
๏ เรือมาบรรลุเลี้ยว ลำคลอง
คลองชื่อสามสิบสอง คดคู้
วกวนบ่ไปปอง จักกลับ คืนนา
กลพี่คำนึงชู้ วุ่นว้าวนเวียน ฯ

๙๒
๏ เดินดลชลมารคด้าว เดือนฉาย
แสงส่องสายสินธุ์พราย พร่างพร้อย
ลำพูดอกดกราย โรยร่วง
แลเลื่อมหิ่งห้อยห้อย พริบแพร้วพรายงาม ฯ

๙๓
๏ ลำพูพิลาสเพี้ยง ลำเพา
ใครเซี่ยมรวกแหลมเหลา ปักล้อม
ขอฝากแม่โฉมเสา- วพางค์ภาคย์ กูเอย
จงช่วยปักขวากห้อม สวาดิไว้วานสงวน ฯ

๙๔
๏ มาดลหนย่านสื้อ คลองยาว
นอนนิ่งคำนึงหนาว สั่นไส้
เรียกบ่นบ่าวผีสาว วานสื่อ
ขวัญแม่มาแนบไว้ อุ่นเนื้อเรียมนอน ฯ

๙๕
๏ บรรลุยังย่านสื้อ สุดตา
ซื่อแต่ปากแวงวา วัดไว้
คลองตรงอยู่เป็นตรา ตรึงฝั่ง ราแม่
เสมอรักสองเราได้ ร่วมด้วยใจกัน ฯ

๙๖
๏ ไคลคลามาลุเข้า คลองดอน
เรียกชื่อสุนัขหอน แห่งแห้ง
เรือรอคั่งคอยจร เข็นแคบ กันนา
เรียมก็เข็นใจแล้ง จากเจ้าจำไป ฯ

๙๗
๏ สนธยาคลาเคลื่อนเข้า ลำคลอง
คลองสุนัขมามอง มุ่งเนื้อ
ยามดึกสัตว์เสียงคะนอง วิเวก ใจนา
เย็นอุระเรียมเรื้อ ทุเรศน้องในดง ฯ

๙๘
๏ เสาประโคนปักประคิ่นไว้ กลางคัน
บอกแบ่งเขตแขวงปัน แบ่งได้
ทุกข์ทับอกเรียมรัน ทรวงสวาดิ
วานแบ่งบรรเทาให้ บกบ้างเบาทรวง ฯ

๙๙
๏ เห็นฝูงพานเรศหร้าย ริมทาง
เกาะกิ่งกินใบพลาง กลอกกล้ำ
ลูกลิงลูกลมลาง ลิงโลด เล่นนา
ลางก็เด็ดยอดย้ำ ลอบล้าวลนลาน ฯ

๑๐๐
๏ ตกลึกลุล่วงเข้า สองคลอง
ทางแยกเป็นทางสอง แห่งหั้น
ฉงนใจจอดเรือมอง เมิลเหม่อ อยู่นา
ทางรกหนเหนือนั้น ยากพ้นจักไป ฯ

๑๐๑
๏ ถึงสองคลองคล่าวน้ำ หลงใหล
หลงว่าคลองคลองใน จักเต้า
ถามเขาอื่นอายใจ ฤๅบอก ราแม่
แลบ่เห็นหนเข้า จอดรั้งเรือรอ ฯ

๑๐๒
๏ สายัณห์บรรลุด้าว บุรี ท่านนา
เมืองแม่กลองกลองตี เร่งร้อง
อกกลองบ่เจ็บฝี มืออ่อน ราแม่
เจ็บแต่อกจากน้อง พี่หร้ำรันทรวง ฯ

๑๐๓
๏ แม่กลองรอยแม่แกล้ง ธารกรรม
ฤๅนิ่งดูเขาทำ โทษได้
ปรานีลูกสักคำ ฤๅห่อน มีนา
อกพี่ปานกลองไม้ ค่อนค้อนตูมตี ฯ

๑๐๔
๏ ชมสาวชาวบ่อบ้าน ทำประมง
เก็บกวดกันไรประจง แจ่มจ้า
รอยรูปบ่ยวนยง ใจชื่น
งามแต่ผิวผัดหน้า นอกนั้นดูดี ฯ

๑๐๕
๏ ใจบาปหยาบมากม้วย ทังมวล
ทำแต่แหตีอวน ค่ำเช้า
เย็บถุงนุ่งปะรวน รุยเร่ง
ติดตัวเต็มปลาเหน้า อาบน้ำนวลเกลือ ฯ

๑๐๖
๏ ประทับยับพยู่ห์ด้าว ราตรี
แรมราชโยธากระวี ทุกผู้
เสมออกพี่แรมศรี เสาวภาคย์
ทนพิบากมาสู้ ร่านริ้นยุงพราย ฯ

๑๐๗
๏ ยามดึกสงัดพร้อง เพรียกพล
นอนชระอับตากตน ดาษด้าว
หลับไหลกระกรุมกรน ทุกหมู่
เรียมบ่หลับเลยล้าว ลุ่มล้าวหัวใจ ฯ

๑๐๘
๏ ยาวหนาวกระชักซั้น สรรพางค์
เขาห่มนวมหนาพลาง สอดเสื้อ
เรียมนอนเปล่าแดคราง ครวญสวาดิ
ดุจหนึ่งเพลิงสุมเนื้อ รุ่มร้อนรุมรึง ฯ

๑๐๙
๏ คำนึงฤๅว่างเว้น นาที
เคยแม่แนบทรวงศรี กอดเกื้อ
วังเวงหว่าฤดี เดียวเปลี่ยว
นอนสระดักออกเอื้อ อยู่ร้างแรมสมร ฯ

๑๑๐
๏ อุทัยใสส่องฟ้า เรืองราง
เสียงประโคมดูริยางค์ ย่ำฆ้อง
เสนาะเสียงสุโนกราง เกริงเกริ่น
ดุจหนึ่งสำเนียงน้อง ปลุกให้เรียมชม ฯ

๑๑๑
๏ สางแสงสุริเยศได้ เวลา
ออกพิชัยนาวา คลาดแคล้ว
ถั่นถึงท่าอันทวา เรียมหว่า ใจนา
เรือรี่ตามชลแพร้ว พรากน้ำตานอง ฯ

๑๑๒
๏ อันทวาเทวษไห้ หาศรี
กระทุ่มทาบทรวงตี อกช้ำ
เจ็บจากแม่ปรานี ฤๅอ่อน เห็นนา
ชลเนตรกลายเปนน้ำ เลือดย้อยโรยริน ฯ

๑๑๓
๏ อาสูรศรีสวัสดิ์สร้อย สาวสวรรค์ กูเอย
เรียมใฝ่หาวันฝัน คะค้อย
ปรานีอยู่หนหัน ใครเพื่อน ราแม่
เคยแม่แนบอกต้อย แต่นี้จักไกล ฯ

๑๑๔
๏ ดลบางนางชื่อแก้ว โกไล
ชลเนตรรุมหลามไหล พร่างพร้าย
สายสินธุ์ดุจสายใจ เรียมป่วย
ปักป่วนสมรราศร้าย แม่ร้างแรมเรียม ฯ

๑๑๕
๏ บางกุ้งบังเกิดแก้ว โกไล
เดชะอารักษ์ใน ที่ท้อง
ขอเกิดสิ่งสวัสดิ์ไพ บูลย์ภาพ
จงอย่ามีภัยต้อง แม่หน้อยวานระวัง ฯ

๑๑๖
๏ เห็นหมากสล่างต้น โดดแด
ชะลายตกเต็มลำแล สระแหล้ม
เห็นพลูคลี่ใบแบ แบะเปล่า
ถนัดหนึ่งพลูนางแย้ม ยอดให้เรียมชม ฯ

๑๑๗
๏ นาฬิเกแกมหมู่ไม้ นางราย
ตกจั่นหลากหลายชะลาย ถี่ถ้อง
มลักลำกัทลีปลาย ปลีเปล่ง
กลหนึ่งปลีแปลนปล้อง เปลี่ยนให้ชมตาง ฯ

๑๑๘
๏ แลเห็นสะตอตาดแต้ว ตูมมี
เรียมก็ตีตูมตี อกช้ำ
คำนึงแม่มังศรี เสาวภาคย์ กูเอย
อกพี่คือขอนขว้ำ ทับไว้ฤๅวาย ฯ

๑๑๙
๏ เห็นจากเจ็บจากเจ้า จำไกล
จากอยู่จากฉันใด บ่เศร้า
เจ็บอกแต่เรียมใจ จักขาด
ถามเพื่อนจากจากเจ้า เมื่อแล้จักคืน ฯ

๑๒๐
๏ เห็นระกำระกำอกโอ้ อัศจรรย์
ระกำระกะกอกัน เนื่องน้ำ
แสนสวาดิเจ็บจาบัลย์ บอบบ่ง หนองนา
ดุจระกำหนามซ้ำ เสียบร้อยรุมทรวง ฯ

๑๒๑
๏ ถึงดำบลคอกตั้ง โคขัง
เขาระไวระวัง แวดล้อม
อกเรียมพะวงทัง วลสวาดิ ราแม่
เอาแต่ใจจงห้อม แม่ไว้ฤๅคลาย ฯ

๑๒๒
๏ เห็นเขมนเขมาหมึกเนื้อ ทรามสาว
สาวยุพเยาว์ใยยาว ยืดเนื้อ
กรุมกริมเมื่อยามหนาว นอนเปลี่ยว
สู้กอดมือต่างเสื้อ อยู่หม้ายนอนเดียว ฯ

๑๒๓
๏ ดลบางบำหรุเศร้า ใจตรอม
เหมือนพี่บำราศถนอม แม่เคล้า
คิดเคยเมื่อยามออม ยังอุ่น ใจนา
บำหรุบำราศเจ้า ราศร้างเรียมรมย์ ฯ

๑๒๔
๏ มาถึงบำหรุร้าง แรมสมร
บำราศนุชมานอน เปล่าข้าง
บำรุงรสเรียมวอน วายสวาดิ แล้วแม่
เจียรจากบำเรอร้าง อยู่ร้างแรมใจ ฯ

๑๒๕
๏ มาลุถึงท่าน้ำ เมืองมี
นามราชบุรีศรี หยุดยั้ง
ยอกรสดุดีดี ลกโลกย์ ท่านนา
ขอเดชพระจงกั้ง เกศให้สถาพร ฯ

๑๒๖
๏ ราชบุรีบุเรศร้าง สุขรมย์
สุขราษฎรจม จ่อมเหย้า
พิโยคยุพเยาว์ชม ใครชื่น
เมืองก็โศกเรียมเศร้า สวาดิช้ำฤๅเสบย ฯ

๑๒๗
๏ ไคลคลามาล่วงเลี้ยว ลำทาง
ถึงท่าราบเรียมพลาง หม่นไหม้
อกพกระบุบาง จักบ่ง หนองนา
ท่าราบวานคบให้ ราบหน้อยทรวงเรียม ฯ

๑๒๘
๏ ท่าราบราบรื่นแผ้ว ผงคลี
ผงบ่มีมอมมี หย่อมหญ้า
เทียรทางท่าเคยลี ลาเล่น ราแม่
เกษมสนุกนิ์แนบหน้า นิ่มเนื้อนวลผจง ฯ

๑๒๙
๏ มาถึงแถวท่าบ้าน เจ็ดเสมียน
แสนทุกข์ทับทรวงเจียร จากน้อง
เสมียนเอยช่วยมาเขียน สารสั่ง หนึ่งรา
บอกแก่นุชจงต้อง ถี่ถ้วนทุกอัน ฯ

๑๓๐
๏ ถึงเจ็ดเสมียนเรียกให้ เสมียนหมาย
รายทุกข์จากจำงาย เรื่องร้อน
ชลเนตรวิ่งเวียนสาย ตาคว่าง
พลางฝากสาวนุชอ้อน สั่งไว้ฤๅวาย ฯ

๑๓๑
๏ ลุบางตระโหนดไห้ หาศรี
ดุจโหนดตระหน่ำตี อกช้ำ
เรียมปวดตระดักดี ดาลสยบ ราแม่
วานตระโหนดนวดน้ำ หยาดให้เย็นใจ ฯ

๑๓๒
๏ หางตระโหนดตระโหนดเต้า ตาลมี
ถนัดตระโหนดจาวจี จิ่มเจ้า
ระลึกตาลอ่อนโอชศรี เสาวภาคย์ เรียมฤๅ
อร่อยรับรสเต้า ชุ่งช้อนฤๅลืม ฯ

๑๓๓
๏ ถึงบางคะแยงย่านบ้าน รายเรือน
เรียมบ่เหมือนนามเหมือน แม่เคล้า
รอยนุชสั่งสารเตือน เติมสวาดิ เรียมฤๅ
คะแยงหนึ่งแยงใจเย้า ยั่วให้แดโดย ฯ

๑๓๔
๏ บางคะแยงยืนชื่อบ้าน เรียมอาย
ดุจหนึ่งแยงใจคาย แยบเยิ้ม
ความรักแม่ฤๅหาย จักห่าง หนึ่งรา
ยวนยั่วประดิพัทธ์เผิ้ม ร่านเร้าแรงรัว ฯ

๑๓๕
๏ โพธารามราชแคล้ว คลาถึง
เห็นแต่พระรำพึง เปล่าว้าง
เรียมคิดค่อนคำนึง หาอ่อน แลแม่
ขอพระปรารภร้าง ช่วยให้คืนสม ฯ

๑๓๖
๏ โพธาราเมศเรื้อง เรืองโรจน์
เห็นแต่โพเดียวโดด อยู่ว้าง
พระพุทธพระพิมพ์โพธิ ฤๅห่อน เห็นนา
กลพี่จากสมรร้าง คู่ด้วยโพดาย ฯ

๑๓๗
๏ เยียมามาลุแล้ว บางเลา
เห็นแต่ลำเนาเขา อยู่เร้น
คำนึงแน่งนงค์เภา พิมพ์โพธิ พี่เอย
เลาแหล่งนุชเคยเหล้น ลับแล้วลาญสมร ฯ

๑๓๘
๏ ลูกแกเห็นแต่ไม้ รังแก
แกก็แรมรังแร ราศร้าง
เฉกอกพี่มาแห เหินห่าง
กลหนึ่งแกจากหว้าง มิ่งไม้จำนอน ฯ

๑๓๙
๏ ลูกแกแกเรียกเต้า รสรัง
รสไป่เคยวอนหวัง ปากป้อน
เสมอเรียมทุเรศวัง- เวงสวาดิ
กามเลวงทรวงอ้อน รสเจ้าจำงาย ฯ

๑๔๐
๏ ลูกแกปางก่อนกี้ ใครยล
แกจักแกมกากล ดั่งนี้
อัศจรรย์พิบัติดล ดูหลาก
รอยว่าใครจักชี้ แม่โพ้นหมายสมร ฯ

๑๔๑
๏ เรือมาถึงท่าบ้าน บางพัง
เห็นแต่ปากบางยัง อยู่ด้าว
บางเอยจักจีรัง สักเท่า ใดนา
ดุจดั่งอกเรียมร้าว รักร้าวรานทรวง ฯ

๑๔๒
๏ บางพังใครแสะพู้น เป็นเอง
ชลหลั่งไหลลงเครง หล่มหล้า
เห็นบางกริ่งใจเกรง กรมสวาดิ
เกลือกแม่จากใจบ้า คู่น้ำปากบาง ฯ

๑๔๓
๏ ถึงหวายเหนียวน่านน้ำ นองสาย
คิดวะวากฤๅวาย สวาดิน้อง
อาไลพี่ไป่หาย เป็นห่วง เห็นนา
ดุจหนึ่งหวายเหนียวคล้อง เหนี่ยวท้ายเรือตาม ฯ

๑๔๔
๏ หวายเหนียวหวายหน่วงแหน้น ฤๅคลาย
เทียรย่อมผูกทุกพาย ห่อนเว้น
วานหวายช่วยผูกสาย สมรมิ่ง แม่นา
ตระหน่ำถนัดหวายเส้น สอดร้อยรึงเรียม ฯ

๑๔๕
๏ มาพลางทางทุเรศท้าย ชลธี
ลุย่านอันนามมี ซ่มเสี้ยว
ถนัดนึกซ่มสุกศรี สายสวาดิ ราแม่
ส้มบ่หวานแปรเปรี้ยว พี่เปรี้ยวใจแปร ฯ

๑๔๖
๏ ถึงดำบลซ่มเสี้ยว สมญา
คิดซ่มสมรฝากมา เมื่อไร้
รับขวัญแม่ใจอา รีพี่
ส้มเซี่ยวไปเต็มไล้ ฝากให้มอญมา ฯ

๑๔๗
๏ แสนตอตอเกลื่อนกลุ้ม กลางชล
ตอจักยอกอกทน เทวษช้ำ
ฤๅเจ็บเท้าไกลกล กาเมศ
ปวดยิ่งดาบแสนด้ำ หอกร้อยลำแทง ฯ

๑๔๘
๏ แสนตอตอระกะกั้น กลางทาง
ตอทอดตากตายขวาง น่านน้ำ
เสมอสมรพี่ตกกลาง วังเวก
ทนนิราศรักช้ำ คู่ด้วยตอตาย ฯ

๑๔๙
๏ สำรองเรือนราษฎร์ร้าง สำราญ
สำฤทธิ์สุขสาธารณ์ ทั่วเหย้า
สำเริงสิ่งใดดาล ดูเปล่า
สำหรับเวรจากเจ้า พี่ได้อาดูร ฯ

๑๕๐
๏ สำรองสำฤทธิ์ล้วน สำราญ
บำบัดทุกข์บันดาล โศกสร้อย
อกเรียมระอุปาน เพลิงพลุ่ง
สำรองสำรายหน้อย พี่ร้อนรุมทรวง ฯ

๑๕๑
๏ ถึงตอกระออมพี่โอ้ อาวรณ์
นึกเมื่อยามออมอร เอี่ยมฟ้า
กัลออมกระออมสมร สายสวาดิ แม่ฤๅ
เตรียมสุธาธารถ้า เล่นแล้วอาบองค์ ฯ

๑๕๒
๏ ตอกระออมออมอาบอ้อม เป็นนาม
ดุจหนึ่งกัลออมงาม แม่แล้ว
รำลึกฟ่องไฟกาม กาเมศ
เห็นแต่กัลออมแก้ว ใส่น้ำนางสนาน ฯ

๑๕๓
๏ ฤๅยลกมลแม่แม้น สมรหมาย
เรือเร่งรีบเร็วพาย ลิ่วล้ำ
อาลัยบ่ลืมสาย ใจหวั่น ถึงนา
ใจจักขาดอกขว้ำ วากว้าอาวรณ์ ฯ

๑๕๔
๏ ม่วงชุมชุมช่อไม้ มีพรรณ
กลพี่ชุมชมขวัญ อยู่เหย้า
นึกนวลวิไลวรร โณภาษ
เชยช่อสุมาลย์เจ้า จิ่มฟ้าเคยชม ฯ

๑๕๕
๏ ม่วงชุมเฉกม่วงชิ้น มือมาลย์
เจียนประจงจงจาน สอดส้อม
รีรอยแม่มือฝาน ฝังฝาก เรียมฤๅ
อร่อยรสงอมง้อม ทราบรู้รสใจ ฯ

๑๕๖
๏ เยียมาถึงถิ่นถ้ำ เทินผา
อาวาสปฏิมามา แกล่ใกล้
ยอกรกึ่งเกศา อาราธน์
ขอพระไตรรัตน์ให้ เศิกท้าวพลันคืน ฯ

๑๕๗
๏ บ้านถ้ำประเทศท้าย ชลธี
ถ้ำบ่มีตปัสวี อยู่ร้าง
อนาถแม่ปรานี องค์อ่อน กูเอย
จากพี่จำเนียรร้าง คู่ถ้ำดูดาย ฯ

๑๕๘
๏ ศิขรินทร์ศิขเรศบ้าน คูหา
หาบ่เห็นสมรมา แม่เต้า
อารักษ์ท่านผยองพา โฉมชื่น ซ่อนฤๅ
จำพี่โหยหาเจ้า ร่ำไห้หาศรี ฯ

๑๕๙
๏ ถึงปากแพรกพร่องน้ำ สองแคว
ตระขวิดตระเขวียนลาญแล ละห้อย
อาดูรประดักแด ดวงสวาดิ
ทางแยกกลเรียมคล้อย แยกน้องมาไกล ฯ

๑๖๐
๏ ปากแพรกสองแพร่งเลี้ยว หลายปาง
เรียมสั่งกำสรดพลาง เคร่าน้อง
เกลือกมาแม่หลงทาง สะเทินอยู่
ปากแพรกวานปากพร้อง อย่าได้อำพราง ฯ

๑๖๑
๏ ลุเขตเขาตกน้ำ ไพรพราย
เขาบ่จมจ่อมหาย เลื่อนล้ม
อกเรียมจ่อมจมสาย สินธุ์สวาดิ
ประดักกำเดาแดหล้ม อยู่เพี้ยงพันปี ฯ

๑๖๒
๏ เห็นโขดเขาตกตั้ง ชลธี
จมกระแสวารี เรื่องร้อย
เขาเอยอยู่ทนทวี เทวษเท่า ใดนา
ปูนเปรียบสมรเรียมสร้อย โศกช้ำใจตรอม ฯ

๑๖๓
๏ วังยางวังเวกด้าว แดนดง
วังใช่นิเวศวังวง เถื่อนท้อง
ยางยูงสุดสูงระหง เห็นหมอก
เสียงชะนีนกร้อง รี่เหรื้อยวังเวง ฯ

๑๖๔
๏ วังยางวิเวกด้วย เสียงนก
บินกระพือเกรียวกก กู่ก้อง
น้ำตาตกเต็มอก ถึงอ่อน
ดุจหนึ่งสำเนียงน้อง เรียกให้เรียมคืน ฯ

๑๖๕
๏ เรือเร็วมาลุแล้ว บางลาน
แลลับดวงสวาดิดาล ด่าวดิ้น
บางลานพี่เลวลาญ ลิวโลด
ลานสมรจักหวิ้น หว่าหวิ้นทรวงถึง ฯ

๑๖๖
๏ บางลานลานสวาดิโอ้ อัสดง
รีบรถสุริเยนทร์ยง ย่ำคล้อย
ขอลานลักษณ์จำนง สนองสั่ง แม่นา
ลานพี่เขียนสารห้อย ฝากไว้กลางทาง ฯ

๑๖๗
๏ มาดลหนเก่งกั้น กลางคัน
เรียกเก่งหลวงมากัน กีดข้อง
ขอเดชพระทรงบรร- พชิตเชต ท่านนา
จงช่วยกันภัยป้อง อยู่โพ้นภายหลัง ฯ

๑๖๘
๏ เก่งหลวงเกาะลาดตื้น ตาคลอง
ชลเฟื่องฟัดฟากฟอง ยากเต้า
ทางธารชลาลอง ขันแคบ
เรียมก็แคบใจเศร้า โศกสร้อยฤๅเสบย ฯ

๑๖๙
๏ ถึงผาคงคิดแค้น ฤๅวาย
ไยจึ่งงอกงำสาย สู่น้ำ
บังตาลับแลมลาย โลมสวาดิ กูเอย
ดุจแช่งมาบังช้ำ ช่วยด้วยบาปบัง ฯ

๑๗๐
๏ ผาคงคงท่วนเพี้ยง กัลปา
คงอยู่ไปคลายคลา เคลื่อนได้
อารักษ์รักษาผา โทนถงาด
ขอแม่คงรักไว้ คู่ด้วยคำงาม ฯ

๑๗๑
๏ เรียมเห็นฟากฝั่งน้ำ คลาคลาย
มีแต่แฝกคาราย รุ่มเรื้อ
คำนึงแม่หันหาย ฤๅห่อน เห็นเลย
ชมแต่ฝูงนกเนื้อ คล่าขล้ำลงกิน ฯ

๑๗๒
๏ มลักเห็นมยุเรศฟ้อน ฟายหาง
มยุรคณานกนาง ลาศล้อม
ชนฝูงนิกรกาง ปีกปก กันนา
กลพี่ชมนุชน้อม เสน่ห์น้องยียวน ฯ

๑๗๓
๏ นกคลาคลอคู่เคล้า คลึงนาง
ปันรสพี่รมย์พลาง แมกไม้
กางปีกฉีกหางฉวาง เฉวียนคู่
กลพี่ปันรสไล้ ลูบเล้าโลมถนอม ฯ

๑๗๔
๏ กุลาโหโกกิเลศลุ้ม พญาลอ
เขากระทาขันทอ ไก่ฟ้า
รังนานจับรังรอ เรียงร่อ
เสมอพี่รอรสถ้า เรียกน้องนอนใน ฯ

๑๗๕
๏ จากมารำลึกแล้ว ใหลฝัน
ฝันแม่กำจรจันทร์ จิ่มหล้า
มเมอรับขวัญขวัญ จอมสวาดิ
ดาลดิเรกรสฟ้า เฟื่องฟุ้งเจือใจ ฯ

๑๗๖
๏ ตระมาตาตื่นเกี้ยว เกยหมอน
ตระเหม่อตระเมานอน แนบเคล้า
ตระหนักรสจันทร จรดกลิ่น หายแฮ
ตระหน่ำอกเรียมเศร้า อยู่ดิ้นแดโดย ฯ

๑๗๗
๏ เยียมาเรียมร่ำไห้ ฤๅวาย
วายว่ายชลเนตรสาย ห่อนแล้ว
น้ำตาวิ่งตาพราย พรมย่าน
ดุจห่าฝนฝากแก้ว สั่งฟ้าโรยริน ฯ

๑๗๘
๏ จากมาอกสระแอ่โอ้ อาทวา
ระลึกรสรัญจวนหา ค่ำเช้า
ขันทองใส่ธารา สรงโศก ใจนา
ฤๅดับไฟรักเร้า รุ่มร้อนรุมทรวง ฯ

๑๗๙
๏ คำนึงโฉมแม่แต้ม ติดตา
ตาพร่างไฟกามผา ผ่าวไส้
ลันลุงทุรายกา มามิ่ง กูเอย
กามกระเวนทรวงไหม้ เรียกฟ้าดินตรอม ฯ

๑๘๐
๏ กำสรดสารสั่งให้ ทุกพาย
ลาเลื่อนตามสินธุ์สาย สุดเคี้ยว
เรือรายเรี่ยริมชาย ชลหาด
ลางก็เลยลำเลี้ยว ล่วงโพ้นไปตาม ฯ

๑๘๑
๏ ถึงกัทลีเขตบ้าน รายทาง
เขาตัดเสาเผายาง ยากพ้น
หญิงชายอยู่เบาบาง ทุกบ่อน
มีแต่หนังปูต้น ท่อนไม้หนุนนอน ฯ

๑๘๒
๏ ดลคามนามชื่อบ้าน กัทลี
จอดประทับเรือรี หยุดร้อน
กล้วยตีบตกเครือมี ฤๅเปล่า
รำลึกรสกล้วยป้อน แม่ไซ้ฤๅลืม ฯ

๑๘๓
๏ จรจากจากที่นั้น มาไกล
เรียมเร่งรัญจวนใจ โศกเศร้า
สุริยะฉายบ่ายบทไถง ลมเฉื่อย
เย็นแต่นอกอกเร้า เร่งร้อนในทรวง ฯ

๑๘๔
๏ ถึงศาลอารักษ์ร้าง ริมชล
ตระเหว็ดตระเวนมัวมนท์ หม่นเศร้า
อารักษ์ราชฤๅทน เทวษดั่ง นี้นา
เทียรทุกข์เรียมจากเจ้า หมื่นไหม้หมองสมร ฯ

๑๘๕
๏ อาราธน์เทเวศไหว้ วอนวิง
อารักษ์ศักดิ์สิทธิ์สิง ที่นี้
ขอเชิญออกเอาชิง ชัยช่วย พระนา
พลันเสร็จสงครามลี้ ลาศเข้าเมืองหลวง ฯ

๑๘๖
๏ จักเฉลาเปลาปลูกสร้าง ศาลถวาย
ฝาผอวดลวดลงลาย เพริศแพร้ว
ราชวัติฉัตรธงชาย ชวยโชติ
ตระเหว็ดวาดลาดทองแผ้ว ประดิษฐ์ด้วยใจงาม ฯ

๑๘๗
๏ บายศรีเงินนากแก้ว ทองพราย
อิกเครื่องสังเวยถวาย ปู่เจ้า
เป็ดปากปิดคำราย เทียนธูป ทองแฮ
หมูไก่กับแกมเหล้า เค่มข้าบูชา ฯ

๑๘๘
๏ ทังงานมหรสพถ้วน ทุกพรรณ
โขนหุ่นละครผชัน เล่นล้ำ
รำมอญเทพทองขยัน ปรบไก่
วัววิ่งมวยพนันปล้ำ ถี่ถ้วนขอถวาย ฯ

๑๘๙
๏ เสร็จบำบวงเทพแล้ว ลีลา
จากสถานเทพา แห่งหั้น
ชลเนตรสระสกอา ดูรเทวษ
แสนเจ็บจรเทินกลั้น กลัดกลั้นกลางใจ ฯ

๑๙๐
๏ ถึงปากคลองชื่อเชื้อ พระชี
แลโล่งลำคลองรี สุดอ้าง
ไป่เหนพระชีศรี สมโพธิ มีนา
เปนป่ารกเรือนร้าง ร่มไม้มานาน ฯ

๑๙๑
๏ พระชีพระช่วยข้า ขอพร
ขออย่ามีมารรอน รักร้าว
ขอศรีสัถาวร ทุกเมื่อ
ขอเดชบุญบวชน้าว แม่หมั้นใจปอง ฯ

๑๙๒
๏ เซ็งสารสุโนกร้อง โจษจัน
ยามเมื่อสายัณห์ตะวัน เคลื่อนคล้อย
จอแจจับรังรัญ จวนคู่
เรียมก็รัญจวนสร้อย โศกเศร้าอาวรณ์ ฯ

๑๙๓
๏ ราตรีเสียงสัตว์ซ้อง ทุกภาย
เสือปีบปนกวางทราย กาจก้อง
โดยเสด็จพระนารายณ์ จอมโลกย์
วังเวกวันนาท้อง เถื่อนถ้ำทางเดิน ฯ

๑๙๔
๏ ถึงวังตะเคียนคิดแท้ เทียรวัง
พระบ่หวังวังหวัง ป่าไม้
นอนหนาวร่มรุกข์รัง เรียงรื่น
วังก็โรยเรียมไร้ นิราศน้องมานอน ฯ

๑๙๕
๏ จากมาเปลืองปลิดแก้ว กับตน
ต่างก็ทนทุกข์ทน เทวษไห้
อกเรียมทุรนขวน ขวายสวาดิ
รักษแม่โฉมมือไล้ เล่ห์นั้นฤๅลืม ฯ

๑๙๖
๏ อาวรณ์วะว่องหว้าย หาวหา
นอนอนาถคายตา แยบเนื้อ
คำนึงถึงแก่นกามา ทุกทุ่ม
คิดบ่วายโฉมเชื้อ ชื่นเจ้าเคยชม ฯ

๑๙๗
๏ วะวากขวัญจิ่มฟ้า แดโดย
เยียอยู่หนหลังโหย ละห้อย
รอยรูปจักแรมโรย รสกลิ่น จันทน์นา
รอยแม่ทุกข์ค้อยค้อย ค่ำเช้าฤๅเสบย ฯ

๑๙๘
๏ ราตรีเรียมร่ำไห้ ฤๅวาย
เคยอกแนบถนอมสาย สวาดิไว้
รับขวัญอยู่กับกาย กรกอด น้องนา
ใครอาจรับขวัญให้ แม่เศร้าหายหมอง ฯ

๑๙๙
๏ บารนีอนาถเนื้อ นงพาล
จักนั่งนอนแดดาล ด่าวดิ้น
รำลึกร่านทรวงลาน สมรมิ่ง กูเอย
รักร่ำฤๅจักสิ้น สุดฟ้าดินแดน ฯ

๒๐๐
๏ ดวงเดียวคือเกศแก้ว กามน
ฟ้าแลดินบวงบน ใคร่ได้
เจียรจากพี่มาทน เทวษดั่ง นี้นา
อกระอุเข็ญไข้ ข่าวน้องนานตรอม ฯ

๒๐๑
๏ ถึงจระเข้เผือกไซ้ สมญา
นามแต่เบาราณมา ชั่วท้าว
กุมภีล์บ่เห็นปรา กฏอยู่
มีแต่วังวากอ้าว อ่าวน้ำลาญสมร ฯ

๒๐๒
๏ จระเข้คาบคั้น ฤๅขาม
ฤๅเจ็บพิษปากปาม แกล่กล้ำ
ปวดปากแก่นใจกาม กุมพี่ ราแม่
เจ็บพิษประดิพัทธ์ย้ำ สวาดิไว้ตรึงตรา ฯ

๒๐๓
๏ มาดลหนแห่งห้วย ทรายราย
ทรายหาดกรวดแกมทราย พร่างแพร้ว
ระยับจับแสงสาย สูริย์ส่อง
พลางคิดคำนึงแก้ว พี่เพี้ยงมาชม ฯ

๒๐๔
๏ ห้วยทรายเห็นหมู่เนื้อ ทรายคะนอง
เคียงคู่ชมชมสอง เล่นเลี้ยว
ระลึกแห่งนวลละออง กมุทมาศ กูเอย
เคยพี่โลมกรเกี้ยว แนบน้องเลียมโลม ฯ

๒๐๕
๏ จระเข้คลานคล่าวน้ำ นองไหล
เรือลิ่วพายหายใจ หลั่งหลู้
ลำบากยากเย็นไฉน เยาวห่อน เห็นฤๅ
ดุจพี่เอากายสู้ รักเจ้าฤๅโรย ฯ

๒๐๖
๏ สายัณห์สุริเยศเยื้อง อัสดง
รีบรถลีลาลง ลับเลี้ยว
ทังหลายจอดเรือจง ภักษ์โภชน์
เรียมแต่จอดทุกข์เผรี้ยว พร่ำน้ำตากิน ฯ

๒๐๗
๏ เดินดงยามดึกด้าว รัถยา
เลียบเลาะหลีกหินผา ไผ่ก้าง
แสนยากพี่ทรมา ฤๅร่ำ ถึงแม่
นอนเพื่อนเสือสัตว์ช้าง น่านน้ำแรมนอน ฯ

๒๐๘
๏ ลำบากจากสวาดิเจ้า มาทน
ทุกข์เทวษทุกดำบล เถื่อนท้อง
ตรำฟ้าละอองฝน คางสั่น
ลมเฉื่อยชายพัดต้อง เหน็บเนื้อนอนเดียว ฯ

๒๐๙
๏ กระหนทนทุกข์พ้น พันทวี
โศกซูบผอมอินทรีย์ ตกกร้าน
ยามกินบ่ดูดี ดาลอิ่ม
กินแต่ชลเนตรผล้าน เทวษไห้ตางงาย ฯ

๒๑๐
๏ เป็นตายวายชีพเจ้า ฤๅเห็น
ครวญคร่ำลำเค็ญเป็น ใช่น้อย
น้ำตาตกกระเด็นเซ็น ทุกท่า
อกพี่จักหักร้อย ท่อนด้วยดวงสมร ฯ

๒๑๑
๏ ฤๅรอยโฉมแม่เจ้า ใจรัก
นอนนั่งคำนึงนัก โศกสร้อย
กระหม่ามัวหม่นหมองพักตร์ ผายกลิ่น
เยียอยู่เลวลาญละห้อย ร่ำไห้หาเรียม ฯ

๒๑๒
๏ โอ้ปรานีนิ่มเนื้อ โกมล
เคยตระกองกับตน เพื่อนน้อง
รักจากนุชมาทน ลำบาก
ขวัญแม่ใครจักป้อง เพื่อนเจ้าจักโลม ฯ

๒๑๓
๏ คิดคืนคิดค่ำเช้า ฤๅวาย
คิดทุกยามเพรางาย จากเจ้า
โฉมกามทิพย์เทียรสาย สมรมิ่ง กูเอย
เคยสุขฤๅกลับเศร้า เสื่อมสิ้นแสนเกษม ฯ

๒๑๔
๏ เจียรจากวันหนึ่งเพี้ยง พันปี
จากแต่เทียมราตรี ยิ่งร้อย
ไป่เห็นแลทีที พันคาบ
จากแม่ปูนปีสร้อย โศกเพี้ยงแสนกัลป์ ฯ


Create Date : 28 กันยายน 2561
Last Update : 4 ตุลาคม 2561 15:56:47 น. 0 comments
Counter : 1664 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ ก็ เห็น
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !!



Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.