Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2561
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
4 ตุลาคม 2561
 
All Blogs
 
O โคลงนิราศชุมพร O



.
.
==========================
พระพิพิธสาลี
==========================

โคลงนิราศชุมพร
๏ ศรีอยุธยนิเวศไท้ ทรงทศ ธรรมแฮ
ปราบอรินทร์ยาวยศ ยิ่งหล้า
กฤษดาญสุดโสฬศ เลืองโลกย์
พระเกียรติขจรจบฟ้า ฟากฟุ้งแดนดิน ฯ
๏ วิษณุบรเมศไท้ ธราธาร ท่านฤๅ
พรหเมศรังสฤษดิดาล แหล่งหล้า
แมนสรวงสุรพิมาน เมรุมาศ
ไตรยเทพหากชลอฟ้า เลื่อนให้ลงดิน ฯ
๏ ปราการปรากฏเพี้ยง อำพน
ดุจศิขรมณฑล เขื่อนขั้น
คูขอบพิศาลกล อรรณเวศ
ดูพิลึกเกือบกั้น อยู่เพี้ยงจักรพาฬ ฯ
๏ จรรเทินรายรอบป้อม ปืนตรา
ตระหง่านเรือนรบดา สระหล้าง
นางจรัลจรอกรัถยา ยศยิ่ง
โดรณรดาหอห้าง เศิกเสี้ยนสยบสยอง ฯ
๏ ปราสาทโสภาคยผ้าง พรหมินทร์
เมิลพิมานเมืองอินทร์ อบแก้ว
ดุจปีกกวักกวายบิน ลมเลื่อน อยู่นา
แสงส่องจำรัสแผ้ว พุ่งพ้นทินกร ฯ
๏ เสาโสมสวมมาศไล้ เลอแสง
บันเขบ็จชรแชรง ช่อฟ้า
ครงครีครีบครุฑแครง ทวยทาบ
บานประทุมกระหลับหน้า สี่เกล้าเงยงาม ฯ
๏ โพรงพรายจัตุรมุขหว้าย เวหน
เวหาศบัญชรยล เยี่ยมฟ้า
เจียระไนจระนำกล เก็จมาศ
บานเบิกรจเรขหน้า หล่อเหลื้อมทองทอ ฯ
๏ มุขเด็จดูดิเรกห้อง ระหงฉาย
พิศพิมานอินทร์อาย อาสน์ฟ้า
บุษบกพิพิธพราย ไพโรจน์
ดุจอาสน์กัมพลถ้า ออกท้าวแขกขาม ฯ
๏ จัตุรงค์พิริยราชร้า สงคราม
เอาอรินทรเข็ญขาม ทั่วท้าว
พลพฤนท์พ่างพลราม รอยราพณ์
ตนละตนอาจห้าว ไล่ล้างดัสกร ฯ
๏ กระเกริกไกรเกียรติท้าว ทุกเมือง
หยอนพระยศรณเรือง รุ่งเร้า
บรรณนิตย์นองเนือง มานอบ
ขออยู่เคียมคุมเค้า คู่ด้วยโดยใจ ฯ
๏ เรืองศาสน์พระศากยะสร้อย สุทธศรี
เรืองสถูปรัตนเจดีย์ โด่งฟ้า
เรืองรองพระธาตุตรี ไตรโลกย์
เรืองรสธรรมแจกหล้า เลื่อมให้เห็นสวรรค์ ฯ
๏ เกษมสุขทุกราษฎร์แม้น เมืองอินทร์
สาวบ่าวเมากามยิน แช่มช้อย
สายัณห์ร่ายเพลงพิณ ปากผิ่ว
โนนาดกรีดกรายก้อย ม่ายคิ้วเคียงคม ฯ
๏ ครื้นเครงมหรสพซ้อง ทุกภาย
ชัวชื่นทุกหญิงชาย ทั่วหน้า
พรรษาน่านนองถวาย กทงทีป เทียนนา
เป็นที่ดำเลิงหล้า อยู่เที้ยรนิจกาล ฯ
๏ ร่ำปางพิโยคเนื้อ นงลักษณ์ พี่เอย
บเริ่มเรียมแรมรัก ห่างห้อง
กำโบลแนบแนมพักตร์ พูนเทวษ
กำสรดแสนสวาดิน้อง แนบไว้กับทรวง ฯ
๏ สงสารสาโรชสร้อย ศรีสมร
ขวัญแม่เคยแนบนอน แนบเนื้อ
จักพรากอุรารอน เรียมสวาดิ
โอ้จักเย็นอกเรื้อ อยู่ร้างแรมปี ฯ
๏ อาวรณ์โฉมแม่ร้อย รำพึง
อกพี่เพียงปืนตรึง ตราดต้อง
อาลัยตกจรลึง ขวัญฝ่อ ราแม่
ใจบ่เป็นใจหว้อง หว่าดิ้นแดโดย ฯ
๏ จักบำราศแม่แม้ ตัวตาย
เยียอยู่ใยเป็นกาย ก่อสร้าง
ดวงเดียวสุดเสียดาย ดวงสวาดิ พี่เอย
บุญก่อกรรมใดมล้าง จากเจ้าจำไกล ฯ
๏ จักขืนจักขัดไว้ ฤๅทาน
ดินท่านหนาหนักปาน แผ่นฟ้า
จักไกลนุชเลวลาญ ลับเนตร
จำจากจำเนียรหน้า แม่หน้าเอ็นดู ฯ
๏ ซบพักตร์กระซิกไห้ ฟูมฟาย
ชลเนตรคือชาดลาย เลือดย้อม
ทุกข์ทับสุดทรงกาย อกพี่ ราแม่
ดุจหนึ่งเขาแสนอ้อม โอบซ้อนทรวงเรียม ฯ
๏ จุมพิตพิศวาสน้อง ลาโลม
ปลอบนุชพลางถนอมโฉม ซ่อนชู้
ตระกองปิยุทร์ตระโบม บัวมาศ
สอนแม่สอนใจสู้ สั่งสิ้นทุกอัน ฯ
๏ ลาลงนาเวศหว้อง เวียนตา
หวิวหว่างวิงวิญญา ด่าวดิ้น
เหลียวหลังสั่งนุชอา ดูรเทวษ
ใจจักขาดพันชิ้น เด็ดด้วยอาลัย ฯ
๏ เรือถอยจากท่าน้ำ ตาพราย
ท่าแม่เคยสนานกาย ห่อนเว้น
ขอฝากช่วยปรามสาย สมรมิ่ง เรียมนา
เยียอย่าลงหลงเหล้น เงือกร้ายเรียมกลัว ฯ
๏ โอ้ดวงปิยุทร์ยั่วแย้ม ย่ำยาม กูเอย
จำวิโยคสุขสนาม สุดไส้
คำนึงนุชโฉมกาม กมเลศ
อกพี่ทนเทวษไหม้ รุ่มร้อนฤๅวาย ฯ
๏ มาถึงตำหนักน้ำ ฉนวนสินธุ์
เสมออาสน์กัมพลอินทร์ ฝ่ายฟ้า
แซ่เสียงสุรางค์ยิน รมเยศ ท่านนา
หน้าพี่ดูทุกหน้า ใช่หน้านวลสมร ฯ
๏ หลัดหลัดมาลุด้าว อาราม
วัดแจ้งแจ้งเจ็บกาม โศกสร้อย
อกเรียมยิ่งไฟลาม ลำลาบ พระเอย
วัดแจ้งวัจนาหน้อย แก่น้องนางเฉลย ฯ
๏ ปากคลองไป่ปากรู้ พาที
หูบ่มีอินทรีย์ สอดรู้
กำสรดช่วยปรานี เรียมร่ำ ลาแม่
แหวกละเวิกวนหวู้ หว่าด้วยเรียมมา ฯ
๏ บางกอกกอกเลือดซ้ำ หนองใน แลฤๅ
กอกย่อมรักษาใคร ทั่วเท้า
อกเรียมชอกตับไต บวมบ่ง
วานกอกกอกหนองเหน้า ช่วยให้เรียมคลาย ฯ
๏ มาลุวัดเลียบแล้ว วันทา
แลเลียบทุกหนหา ร่วมรู้
ตาแลสุดสายตา จักขาด แลแม่
เรียมบ่พานโฉมชู้ เลียบเต้ามาตาม ฯ
๏ ตีนเลนรอยแม่เต้า ตีนตาม
หวังว่าตีนสาวกาม พี่ไห้
ตีนเลนใช่เชิงทราม สวัสดิ์สวาดิ กูเอย
มือลูบอกละไล้ อยู่แล้ลาญทรวง ฯ
๏ ตีนเล่นไป่ย่างได้ ยังตาม
ตีนแม่พะงางาม ห่อนเต้า
ตีนเลนแล่นอกหวาม ใจหว่า แลแม่
ตามส่งเรียมพลอยเศร้า อยู่เหยี้ยมสายชล ฯ
๏ ถึงสาวปลื้มพี่ปล้ำ ปลอบใจ
ปลอบประโลมอาลัย คะค้อย
สาวปลื้มห่อนเห็นไฉน ราแม่
ปลื้มแต่นามละห้อย ห่อนปลื้มใจเรียม ฯ
๏ สาวปลื้มฤๅเปล่าปลื้ม อาลัย
ปลื้มจิตฤๅปลอบใจ พี่เศร้า
จากมาเจ็บเจียรไกล ใครกล่อม
จักประโลมใจเจ้า พี่ปลื้มอารมณ์ ฯ
๏ สามเพ็งเพ็งพักตร์เพี้ยง ดวงเดือน แม่ฤๅ
แขแข่งคิงคมเหมือน แว่นฟ้า
รำลึกเกลื่อนใจเตือน ดาลตื่น
เพ็งว่าเพ็งพักตร์หน้า แม่หน้านวลจันทร์ ฯ
๏ ฉางพริกชุมพริกร้อน ระลุงลวง
แผดเผ็ดกำเดาดวง ผ่าวพ้น
ไฟกามกลัดกลางทรวง เจียวจี่
ร้อนยิ่งพิษพริกต้น ลวกไส้เรียมแรง ฯ
๏ ฉางเกลือเกลือนิ่งแกล้ง ดูดาย
ใดเน่ารำหัดหาย ช่วยได้
ขอเกลือช่วยระมัดสาย สวาดิพี่ หนึ่งนา
วานสมานสมรรักษ์ไว้ รักเจ้าฤๅจาง ฯ
๏ คลังฝางฝางสดไซ้ ฤๅแสง
สายเนตรเรียมเดือดแดง เลือดช้ำ
น้ำตาตกรินแรง โรยร่วง ลงนา
ยิ่งกว่าสีฝางขร้ำ เนตรขร้ำตาเรียม ฯ
๏ เยียมามาลุแล้ว คลังฝาง
ฝางบ่สุกเลยจาง จากเจ้า
บำราศนุชมาทาง ทุกข์ทอด ใจนา
เรียมโศกฝางพลอยเศร้า เสื่อมเศร้าศรีหมอง ฯ
๏ เรือมาหลัดลุน้ำ วงชล
น้ำบ่เวียนเรียมวน สวาดิน้อง
ปรานีนุชเนาหน หลังพี่ ราแม่
ดูจักปิดหับห้อง อยู่ให้หาเรียม ฯ
๏ ถึงคามเขตคอกคุ้ม ขังควาย
เห็นกระบือแปลงราย คอกล้อม
เขาขังจักตัวตาย นอนตาก ตนนา
ดุจพี่กรรมตามห้อม ห่างเจ้าจำแปลง ฯ
๏ ลิ่วลิ่วลำล่องคว้าง ควักแด กูเอย
ควิวควิวลับคอกแคว ละห้อย
ลุบางลำพูแล ลาญสวาดิ
แลลับเลือดตาย้อย หยาดน้ำตานอง ฯ
๏ ลำภูลำภาคย์เพี้ยง นงพาล พี่เอย
ใครช่างแหนมากาน ขวากล้อม
อนาถแน่งนพมาลย์ สมรมิ่ง เรียมนา
ใครจักหวงนุชห้อม จากแล้วจะระวัง ฯ
๏ ลำภูพิโดรดาษด้วย ดอกดวง
กลกลิ่นมาลีพวง พู่ห้อย
มือมาลย์แม่มาควง เคียงคู่ แขวนฤๅ
แลละลุงลาญสร้อย พี่สร้อยโศกสมร ฯ
๏ กำสรดเสนาะน่านน้ำ ตาตก
จรหลิ่งจรลึงอก ช่วยไห้
พฤกษาทาบทามทก โยนยอด
เจ็บเพื่อจรเทินไหม้ แม่ร้างแรมเรียม ฯ
๏ เรียมรอคลอเคร่าน้อง ฤๅไคล
เรือก็รอเอาใจ จอดเจ้า
สาครบ่ไหลไหล ลาเลื่อน
ทุกทั่วทิศาเศร้า โศกด้วยเรียมครวญ ฯ
๏ คลาคลานาเวศหว้าย ชลธี
ตามกระแสสินธุ์ลี ลาศเต้า
ดลดาวคะนองดี ดูหลาก ใจแม่
ตาวกับหมองศรีเศร้า พี่เศร้าใจถึง ฯ
๏ เยียมาบางโคล่แคล้ว คลาคลอง
คลาคลาดสมรเรียมปอง คลาดแคล้ว
ตาแลมุ่งเมิลมอง หนแห่ง
โคล่แม่มาแจ้วแจ้ว จากเจ้าขอเห็น ฯ
๏ ลงลุอาวาสไหว้ วังพระ
นามราชบุรณะ ท่านสร้าง
พระเอยช่วยเผด็จสระ สรงโศก หนึ่งนา
ขอส่วนบูรณะก้าง ก่อให้พูนเกษม ฯ
๏ อาสูรเสาวภาคย์เพี้ยง พิมพ์จันทร์ แม่เอย
เคยพี่รับขวัญขวัญ อยู่เหย้า
จากมาคิดคืนวัน ทุกทุ่ม
ใครจักรับขวัญเจ้า พี่ให้คลายใจ ฯ
๏ ถึงวัดดอกไม้พี่ หอมหา
หอมกลิ่นกลอยมาลา รื่นเร้า
รวยรวยรำเพยพา พูนสวาท
กลกลิ่นรสคนธ์เจ้า พี่ต้องติดใจ ฯ
๏ มาลุปากลัดเลี้ยว จักจร
ทางกลับกลายเป็นดอน ติดเต้า
โอ้อกพี่อาทร ทุกข์ทุ่ม ทรวงนา
เกลือกจักกลายใจเจ้า จากแล้วจักลืม ฯ
๏ ถึงลัดเรียกด่านให้ ขุนดู
ด่านช่วยเล็งอกกู จากน้อง
ไฟกามเฉกไฟฟู ไฟด่าน เดียวพ่อ
ฆ้องเรียกดุจราคร้อง เรียกเจ้าในทรวง ฯ
๏ โอ้ศรีกุสุเมศสร้อย ศรีสมร
โฉมแม่คืออัปสร แบ่งบั้น
อินทร์หากพรากเรารอน ราญสวาดิ แม่ฤๅ
ฤๅบาปสองมาซั้น เร่งร้างเราแรม ฯ
๏ คำนึงมาโนชน้อง ฤๅวาย
โฉมนุชฤๅเห็นหาย แห่งห้อง
ตากตนประดาษตาย ดีกว่า
เป็นอย่าเป็นพรากน้อง ทุเรศร้อยเรียมตรอม ฯ
๏ จรลิ่วลาญลับแก้ว ตนกู
โฉมชื่นกามมฤธู ซ่อนช้า
บางยอยออกตู อกแตก แลแม่
เจ็บแผ่นดินเจ็บฟ้า เท่าด้วยฤๅทัน ฯ
๏ บางยอพิโยคเนื้อ นงแถง พี่เอย
รักเร่งลรรลุงแล ลั่นไส้
รันทดระทวยแด ดวงสวาดิ
ไฟราครุมทรวงไหม้ อยู่เพี้ยงไฟกัลป์ ฯ
๏ ดวงเดียวโฉมแม่แม้น ดวงเดือน
เดือนค่ำเพ็งพิมพ์เหมือน หนุ่มเหน้า
รำไพแกว่นกามเตือน ใจตื่น หลับแม่
เจียรจากจำเราเคล้า พี่เคล้าใครโลม ฯ
๏ เรียมมาบางรักเจ้า รำพึง
รักบ่จางใจถึง แม่ไห้
บำนาศนุชมารึง สุดกู่ กูเอย
เจ็บยิ่งหนามยอกไส้ เสียดร้อยรึงทรวง ฯ
๏ ถั่นถั่นเรือร่อนท้อง ชลธี
ถึงช่องเรียกนนทรี หว่านไหว้
พระเอยรักษาศรี สงวนทรัพย์ ไฉนนา
ขอฝากขุมรักไว้ รักเจ้าจงคง ฯ
๏ เยียมามาลุแล้ว บางเตย
เตยบ่หอมระเหย อื่นอ้าง
บารนีรักเรียมเอย เกรงกริ่ง ราแม่
เกลือกจักกลายรักร้าง แตกต้นเตยแกม ฯ
๏ ถึงศาลเทเวศไหว้ พระแผดง
ขอเผด็จทุกข์แทง เท่าฟ้า
พระเอยสิทธิคุณแรง เร็วช่วย
คืนควบพลันเห็นหน้า นิ่มน้องยาใจ ฯ
๏ พระแผดงผดุงประดิษฐ์ตั้ง สารบาญ
เชิญช่วยจำจดจาร เทวษไว้
รายเรียมจากยุพมาลย์ มาโนช
บวกบอกบาญชีได้ ทุกข์ร้อยรายทาง ฯ
๏ เยียมาลิวโลดเบื้อง บางสาน
ถนัดหนึ่งสารพิศม์ลาญ ลวกไส้
เจียรจากวิมลมาลย์ มาโนช
เสียวสมรเรียมไหม้ ยิ่งด้วยสารแสลง ฯ
๏ คูแหลมใครเซี่ยมสร้าง สรรค์คม
เป็นประสิทธินิยม ตราบเท้า
อกเรียมกลัดหนองกรม รักเร่ง รนนา
วานช่วยสอยหนองเหน้า บ่งให้คลายใจ ฯ
๏ เดียวเด็ดประภาษโอ้ อาลัย
ตัวพี่ไกลจากใจ อยู่เฝ้า
น้ำตาถั่งแถวไหล พรึมเพรื่อ
เทียรอกดินฟ้าเศร้า โศกด้วยเรียมมา ฯ
๏ เรือมาพิโยคน้ำ ชเลลง
เรียมลุบางพระขนง เนตรน้อง
สมบูรณ์บุษป์บัวบง กชมาศ กูเอย
ขนงแม่ฤๅมาคล้อง เคลือบไว้เป็นนาม ฯ
๏ พระขนงขนงเนตรน้อง ไฉนนา
ขนงแม่สุดหางตา เค่งค้อม
โอ้ใครฉลาดฉลองมา เฉลิมเนตร เรียมฤๅ
ขนงดุจขนงนางน้อม แนบหน้าเรียมชม ฯ
๏ บางผึ้งเห็นแผ่นผึ้ง ชุมรัง
ผึ้งตื่นตัวตอมระวัง ต่างเต้น
เสมออกพี่ระไวหวัง สายสวาดิ ราแม่
ใจบ่คงเซ้นเซ้น เท่าด้วยตัวตอม ฯ
๏ แลลานอเนกสร้อย สวนสรรพ์
หมากสุกสรงสีฉัน ชาดบ้าย
พร้าวตาลตกเครือครัน ลำลาด
แลชะลายยาบย้าย ยอดแย้มโบกใบ ฯ
๏ เห็นปรางเรียมระลึกแก้ม เปรมปราณ
สวายสวาดิรสสวรรค์หวาน สุดไส้
รำลึกม่วงเจียรจาน นางแจก มือแม่
อร่อยรสฟ้าไล้ ซาบลิ้นฤๅลืม ฯ
๏ มลักสองฟากฝั่งสร้อย สนผกา
โดรดอกดวงระดะตา ช่อช้อย
ตระการรสรำพา ผายกลิ่น
กลกลิ่นสมรเรียมหม้อย พี่กลั้วกลืนใจ ฯ
๏ รวยรวยรสมาศไม้ มาลา
ลมเลวงหอมหา กลิ่นใกล้
โฉมกามแม่มาทา ธารเทียบ ไว้ฤๅ
เสียวสมรแซบไส้ สั่นไส้ยรรยวน ฯ
๏ เรียมมาเยียย่อนไส้ ตับไต
กามกระเวนหัวใจ แยบแย้า
ระลึกแม่อาลัย ลิวโลด
เข้าบ่เป็นคำเข้า แต่น้ำตากิน ฯ
๏ ดวงเดียวโฉมแม่ร้อย เรียมหา
หาทั่วทิศพันตา ห่อนได้
มวยมาศมิ่งมาลา เฉลิมกลิ่น กูเอย
ควรพี่กลืนสวาดิไว้ แห่งห้องในทรวง ฯ
๏ รักเรียมเรียมร่ำไห้ โหยหา
น้ำเนตรเป็นเลือดตา ตกย้อย
สรวงสรรพ์ทั่วเทพา เชิญช่วย
คืนสู่สมสวาดิร้อย ชั่งเช้าเย็นชม ฯ
๏ จากมาอกพี่พ้น พรรณนา
เจ็บยิ่งเจ็บแสนสา หัสไห้
บ่ลุแล่งอุระพา เทวภาคย์ เลยแม่
ภาคพี่รักเตรียกไว้ อยู่เคล้าฤๅคลาย ฯ
๏ บางนาทุเรศด้าว ดำบล
เห็นระหัดหันชล อกช้ำ
น้ำเนตรน่านนองทน เทวษดั่ง นี้นา
วานรหัดวิดน้ำ เนตรหน้อยเอ็นดู ฯ
๏ บางวัววัวอาสน์ไท้ เถลิงองค์ ท่านฤๅ
องค์อิศรยานยง ยาตรฟ้า
ขอเดชพระดำรง ไตรโลกย์
เชิญช่วยพลันเห็นหน้า นิ่มเนื้อเรียมคะนึง ฯ
๏ ถึงสำโรงเรียกไม้ นามคาม
ดุจหนึ่งสำโรงงาม แม่อ้าง
รำลึกแม่โฉมกาม ฤๅห่อน เห็นเลย
โอ้ว่าสำโรงถ้าง อยู่ถ้าใครลง ฯ
๏ สำโรงสำหรับบ้าน จำบาง
ถนัดแนะลำเนาทาง จักเต้า
สำโรงแม่รางชาง สักชั่ว ใดนา
ไฉงว่าสำโรงเจ้า พี่เหล้นลงโรง ฯ
๏ มาจากสมรแม่ม้วย ไมตรี เรียมฤๅ
เจ็บจากสุดแสนทวี เทวษไห้
ลุถึงจากแดงตี ทรวงท่าว ถึงนา
จากก็แดงใบไหม้ จากเจ้าพลอยตรอม ฯ
๏ เรือมาบางชื่อบ้าน หัวเสือ
ตระหนักตระหนกใจเผือ กระด้าง
เรือรี่พี่รอเรือ ราเปล่า
เอาแต่หัวเสืออ้าง ไขว่ให้เรียมกลัว ฯ
๏ หัวเสือสมมติให้ นามคาม
ดุจหนึ่งเสือปากปาม ปีบได้
เสือเอยช่วยคำราม กำราบ รักนา
เยียอย่าผีคนใกล้ นิ่มน้องมากลาย ฯ
๏ พิไรเรียมร่ำร้อย สงสาร
ถึงสมุทรเมืองปราการ ท่านตั้ง
มาโนชแน่งนงพาล พิมพ์โพธิ กูเอย
ละพี่หัวใจขลั้ง กลัดกลุ้มกลางใจ ฯ
๏ เมืองสมุทรสมรรถสร้าง สิมา ท่านแฮ
กรุงเทพทวารา เลิศแล้ว
เกษมราษฎร์สุขสถา- พรภาพ
อาวาสวังพระแพร้ว เพริศด้วยทองพราย ฯ
๏ เรียมยลทุกย่านน้ำ นองชล
จบจลาดแถวถนน ย่านกว้าง
สาวกามบ่ยวนยล ใจชื่น พี่แม่
รำลึกโฉมรักร้าง รักเจ้ารุมใจ ฯ
๏ เห็นเขาคือคู่เชื้อ ฝอยไฟ
กามเลวงตับไต แล่นล้าว
เจียรจากนุชมาไกล กลอยสวาดิ
รันทดรันทวยอ้าว อกร้อนรุมรึง ฯ
๏ ลิ่วลิ่วลมว่าวหวู้ วายุพัด
ชาวเพื่อนแพใบดัด ดาษฟ้า
เลียวลอดรอกรึงรัด ระยางแย่ง โย่งนา
พลันจากจำเนียรหน้า แม่หน้าบัวจันทร์ ฯ
๏ ลมลิ่วตรูตราดต้อง ตราใบ
เรือเฉื่อยชมชเลชัย ชื่นช้า
บงเนตรดัดดวงไถง สระคุ่ม
บัดลุแหลมล่งฟ้า ฟากไม้ทิวทาง ฯ
๏ ถึงแหลมแหลมเรียกฟ้า ฟาดสาย
แหลมล่มแหลกชำลาย ล่าวล้าง
สาวสมุทรเลือดตากระจาย แสนเจ็บ ฤๅแม่
ฤๅเท่าขวานรักขว้าง ผ่าไส้ทรวงเรียม ฯ
๏ เยียมาลุปากน้ำ ชเลวน
ปากบ่พูดจาจน จักพร้อง
หวังวานช่วยทำงล เรียมบอก น้องนา
น้ำท่วมปิดปากร้อง สั่งไว้ฤๅยิน ฯ
๏ ถับถึงหลังเต่าตั้ง เรียมฉงน
ฉงายว่ากระดองกล เต่าแล้ว
เต่าทองแม่ลงชล ชมช่อง ชเลฤๅ
อ้าใช่ตัวเต่าแก้ว พี่เพี้ยนพึงอาย ฯ
๏ ดลตำบลเกาะแก้ว สีชัง
เกาะย่อมรับเคราะห์ทัง ธเรศไว้
เกาะเอยอย่าเคียดรัง เกียจหน่อย หนึ่งนา
รับเคราะห์เรียมฝากได้ ช่วยด้วยมีคุณ ฯ
๏ เห็นเขาสมมุขแม้น พิศวง
ไฉงว่ามุขอนงค์วง แว่นแก้ว
ธาดาสฤษฎิ์แปลงปลง มาเปลี่ยน ไว้ฤๅ
สมมุขสมมติแล้ว ล่อให้เรียมชม ฯ
๏ เยียมามาลุแล้ว เกาะคราม
ดุจหนึ่งสีอกกาม พี่ช้ำ
เจ็บจากพะงางาม ลิวโลด
อกพี่คือพรายย้ำ ยิ่งด้วยครามทา ฯ
๏ มุ่งเห็นเกาะไผ่พู้น เด็ดเดียว
ไผ่บ่เขียวเรียมเขียว อกคล้ำ
จากมารากแรงเจียว ทรวงจี่
เจ็บอุระเรียมช้ำ ชอกเนื้อในทรวง ฯ
๏ เกาะส้มนึกซ่มน้อง โอชา
สอยใส่สอบฝากมา เมื่อไร้
ยามอยากหยิบจักยา ใจพี่ ราแม่
ส้มแม่หวานรสไล้ ระลึกลิ้นหวานเอง ฯ
๏ เรือเร็วมาล่วงแล้ว แหลมหลวง
ดุจหนึ่งแหลมแทงทรวง เลือดย้อย
โอ้ศรีสุดาดวง กมเลศ กูเอย
เจ็บพี่ปานหอกร้อย ห่อนเจ้าเห็นใจ ฯ
๏ เจ้าลายลายมุ่งแหม้น ใจดล ดะฤๅ
ลายผุดบอกตำบล ตกต้อง
ปรานีอย่าอำอล รังเกียจ
บอกบ่อนขุมรักน้อง แนะให้เรียมปลง ฯ
๏ บัดใบลมแล่นเลี้ยว ถึงปราณ
ปราณพี่พัดลมฆาน ขัดข้อง
ปราณแปรพิบัติดาล ดูหลาก ลางแม่
อกพี่คือปืนต้อง เร่งร้อนรุมทรวง ฯ
๏ กำสรดเสนาะเทพท้าว ทุกภาย
รักช่วยบำรุงสาย สวาดิไว้
บำเรอร่ำร้องถวาย ทุกแห่ง
ขอสมสมรเรียมได้ แนบแนื้อคืนสม ฯ
๏ มาถึงเกาะโขลกเหล้ หัวผี
ผีบ่หลอกเลยตี โขลกให้
กลายกลับช่วยปรานี เรียมร่ำ ถึงนา
โหดแต่ผีเพื่อนไร้ ช่างรู้กินแรง ฯ
๏ เยียมามาเกาะแก้ว นมสาว
ดุจเกาะดวงนงจาว แจ่มเจ้า
รำลึกฤดูหนาว นอนแนบ
เรียมประจงจรดเต้า ติดไว้กับทรวง ฯ
๏ นมสาวสาวสวัสดิสร้อย สาวสวรรค์ แม่ฤๅ
ถนัดนึกยุคลถัน หนุ่มเหน้า
ปริยุทรเทพบัน- ดาลเดช ไฉนนา
ดุจประทุมทิพย์เต้า เต่งให้เรียมชม ฯ
๏ ถึงสามร้อยยอดหย้าน เขาหลวง
ยอดแยกดุจแยกทรวง บาปน้าว
เจ็บจากระลุงลวง ลาญเทวษ ราแม่
อกยิ่งเขายอดร้าว แยกร้อยอกเรียม ฯ
๏ โอ้ดวงกมเลศแก้ว โกมล กูเอย
เคยภู่พานเสาวคนธ์ ค่อยเคี้ย
ตระบอกบุษป์ผกากล บานแบ่ง
เรียมภิรมย์รสเกลี้ย กลิ่นเกล้ากำจร ฯ
๏ เรือมาโท่งโท่งท้อง ชลธี
ถึงอ่าวเกลียวเรียมตี อกไห้
คำนึงมิ่งไมตรี รักร่วม ราแม่
เกลียวกล่อมกลืนสวาดิไว้ หนึ่งน้อยฤๅคลาย ฯ
๏ เยียมามองไล่แล้ว แลหา
ถนัดแม่หมายมองมา ม่ายชู้
ตาติงบ่เต็มตา เรียมต่อ ตาแม่
มองไล่แลมองสู้ สวาดิเจ้าเรียมมอง ฯ
๏ อุตราตึงตื่นตั้ง พลพัด
ใบโบกคันโดงทัด ท่านท้าน
สาครคลื่นฟองฟัด ฟูมฝั่ง
อกเรือรันทดร้าน ร่าวร้าวอกเรียม ฯ
๏ มาดลแดนเกาะเงี้ยว งูดง
งูย่อมรัดสัตว์วง ติดต้อง
จากมาแม่เลวองค์ อกเปล่า
วานช่วยรัดรักน้อง แน่นไว้ฤๅวาง ฯ
๏ เกาะแรดแม้วแรดร้าย ดำเกิง
เยียวว่าแรดพระเพลิง ท่านไซ้
ไฟพระเสด็จมาเถลิง หลังอาสน์ นั้นฤๅ
เผาอุระเรียมไหม้ คู่ด้วยไฟกาม ฯ
๏ มาแรมทุเรศด้าว นางรมย์
เจียรจากเจ็บอกกรม สวาดิไหม้
โฉมกามชื่นกามชม เชยเปล่า ราแม่
นางร่วมภิรมย์ไร้ สว่างร้อนฤๅมี ฯ
๏ นางรมย์นางราศร้าง แรมสมร
เจ็บจากนุชมานอน สั่นไส้
อกเรียมทุเรรอน รุมเทวษ
นางรมย์รมย์พึงไหม้ เร่าร้อนอารมณ์ ฯ
๏ นางรมย์รมย์รักร้อย รมยา เรียมเอย
รมเยศภิรมย์มา ราศร้าง
รำลึกรสรมยกา มาแม่ ราแม่
นางใช่นางเรียมอ้าง อ่อนให้เรียมฉงน ฯ
๏ เยียมามาลุแล้ว หัววาน
ถนัดหนึ่งวาฬไกรมาน ใช่น้อย
วาฬวนอยู่เจียนกาล จำปาก คลองนา
วานช่วยจำคำข้อย ข่าวน้องนางเฉลย ฯ
๏ ถึงเมืองประเทศร้าง แรมคน
ขวัญแม่ขวัญเมืองทน เทวษร้าง
บุรีราชจุมพล พงเปลี่ยว ไฉนนา
เมืองก็โรยราชร้าง คู่ด้วยเรียมแรม ฯ
๏ เกาะพิงพิโยคน้อง มาทาง
เรือร่อนแหวกวนวาง ผาดผ้าย
ลมลงปีกโขดงกาง บินโบก ใบแฮ
แลระลอกคล้ายคล้าย เกลื่อนกลุ้มผกาแจรง ฯ
๏ เกาะจานมาจวบเพี้ยน พิศฉงน
ดุจดอกจานจงกล จาดแก้ว
จานทองแม่นฤมล นฤมิต มาฤๅ
นึกประเหลแคล้วแคล้ว คลับคล้ายจานงาม ฯ
๏ มาดลลุด้าวแม่ รำพึง
เรียมร่ำพรรณนาถึง สุดอ้าง
ร้อยรักแม่คำนึง คิดค่ำ คืนฤๅ
โอ้แม่รำพึงร้าง พี่ร้อยรำพัน ฯ
๏ บางสะพานมาลุแล้ว ใจปอง
เห็นแต่เตาคุมทอง บ่อนเบ้า
สมบูรณ์นิ่มนวลละออง กมุทมาศ กูเอย
ควรแต่ทองน้ำเก้า หล่อไว้ชมแทน ฯ
๏ บางสะพานพานพาดพื้น ทองดี
ขุมขุดนิธีรี ร่อนร้าง
ขุมทองแม่มังศรี เสาวภาคย์ เรียมเอย
มาจากจำเนียรหว้าง ร่อนเนื้อนพคุณ ฯ
๏ บางสะพานขัวขุดข้าม เป็นทาง
แสระสะพักกลบาง บ่อเหน้า
แระริมร่องเป็นราง รอยร่อน
ไฉงว่าขุมคำเจ้า พี่เพี้ยนพิศวง ฯ
๏ เห็นเขาชลุช่องชั้น ชำลาย
ดุจหนึ่งอกเรียมสลาย รักน้อง
นับวันทอดตนตาย ประดาษ
เจ็บยิ่งพิษศรต้อง ชลุร้อยทรวงเรียม ฯ
๏ ม่านวังกลม่านน้อง นางวง ไว้ฤๅ
บงบทจรอรองค์ แม่เต้า
เกศกามแน่งนิศกลง กมเลศ
วานแหวกวังม่านเจ้า พี่ให้ขอเห็น ฯ
๏ เยียมาดลฝั่งด้าว ดินแลง
ดินบ่แดงอกแดง เลือดย้อย
เจ็บจากทุราแรง แรมสวาดิ ราแม่
กำสรดสายตาห้อย สะอื้นอาดูร ฯ
๏ บางสนสนธเยศหย้ำ สนธยา
สนส่งรำเพยมา คละคล้าย
รำลึกรสมาลา เลวงกลิ่น
เคยแม่รวยรสผ้าย ผาดให้เรียมเชย ฯ
๏ ถึงประทิวประเทศท้าว เวียงไชย
เห็นแต่พฤกษ์ทิวไพร ลิ่วล้ำ
ลันลุงย่อนตับไต จักแตก ราแม่
คลื่นก็ซัดลมซ้ำ อยู่สู้กลางชล ฯ
๏ ฉานฉานกระฉอกคลื่นขลั้ง ถลมดิน
ฉ่าฉ่าสมุทรนองสินธุ์ เฟื่องฟื้น
พลพยุพัดโพยมบิน เรือร่อน
เสียงอ่าวโอดอกสะอื้น ช่วยไห้รักเรียม ฯ
๏ เปรี้ยงเปรี้ยงเสียงสนั่นฟ้า ตกเมรุ
ผรัศสุรามสุเรนทร์ สาตรซ้อง
สะเทือนธรณิศเอน อกโอฆ ราแม่
ฤๅเท่าอกเรียมร้อง เรียกเจ้าในใจ ฯ
๏ อ้าแม่แม้นแมกฟ้า เมขล กูเอย
มาแม่มาตระเวนวน น่านน้ำ
พระสมุทรพิมานมณ- ฑลเทพ ท่านนา
เชิญช่วยชูอกปล้ำ ปลาศพ้นอาดูร ฯ
๏ เรียมเรียกทุกเทพไท้ ฤๅยิน
พันเนตรทฤษฎีดิน โลกย์แล้ว
พรหมอิศรโครวิน วรเวค ท่านนา
พิษณุนอนนาคแผ้ว เพิกได้ฤๅฟัง ฯ
๏ ตนเดียวสันโดษท้อง ชลธี
ไห้ร่ำศรีหาศรี สุดฟ้า
พระใดบ่ปรานี เด็ดสวาดิ เรียมมา
จำพี่ทุกข์เหลือหล้า แหลกหล้มลาญทรวง ฯ
๏ รำลึกโฉมแม่ไหน้ กับตา
ตาพี่แลเห็นหา ห่อนเว้น
กรรมใดแบ่งอกมา มาจาก
ตัวจากใจเรียมเคล้น อยู่เคล้าฤๅคลาย ฯ
๏ ถึงเขาหมอนมาดแม้น หมอนทอง
หมอนแม่เคยเขนยรอง รับชู้
ปานนี้นุชจักปอง เป็นเปล่า แลแม่
หมอนจักราแรมสู้ อยู่ถ้าเรียมนอน ฯ
๏ บรรจถรณ์นอนแนบเนื้อ เรียมเสบย
เคยนุชแนบแนมเขนย อ่อนเอื้อ
จากมานิราเชย ชมกลิ่น
โอ้จักเย็นเยียบเนื้อ นิ่มน้องนอนเดียว ฯ
๏ กรรแจะขจรกลิ่นกลั้ว กลืนใจ
จันทน์จรุงรำไพ รื่นเร้า
โฉมฉมวิมลละไม ละมุนมาศ เรียมเอย
จันทร์แม่วายว่างเศร้า อยู่แล้ใครทา ฯ
๏ เกศินีสีภู่แพร้ว ยุงพราย
เคยกรีดกันไรราย เรียบเส้น
เสนียดแหนบนุชฤๅวาย สักคาบ
โอ้แต่จักว่างเว้น อยู่เศร้าศรีหมอง ฯ
๏ มลักเห็นนกชื่นชู้ ชายชเล
ชายชลาลาดเท ท่าน้ำ
นางนวลแนบโนเน แนมคู่
บ้างก็ปันรสกล้ำ ปากป้อนกันกิน ฯ
๏ ยลฝูงมยุรย่างเยื้อง เฉวียนฉวาง
ชมคณานิกรนาง ฟ่ายฟ้อน
โอ้ศรีสบูบาง แบบมาศ กูเอย
เคยพี่ชมนุชอ้อน แม่แม้นมายูร ฯ
๏ กุโงกเงือกงั่วต้อย ติติรา
ภูรโดกโคกม้ามา แมกไม้
จักโกระวาลา บุรบุ่น
พิราบร่ำดุจเสียงไห้ พี่ไห้หาศรี ฯ
๏ กินปลีแปลกเปลี่ยนเปล้า แนมนวล
ลมเล่นประโลมลวน คู่เคล้า
เห็นนกภิรมย์ชวน ชายหาด แลแม่
เปล่าอุระเรียมเศร้า อยู่ดิ้นแดโดย ฯ
๏ ฝูงนกนกร่อนร้อง ริมชล
นกว่ายเวหาหน แซ่ซ้อง
นกเอยช่วยทำงล สารสั่ง น้องนา
นกบ่ภาษาพร้อง พร่ำให้เรียมวอน ฯ
๏ จากมาตามืดหน้า มัวมนท์
เรียมร่ำทุกดำบล ย่านน้ำ
น้ำตาตกเติมชล ชเลล่ม ลงนา
อกพี่สุดอกค้ำ เทวษไว้ฤๅคง ฯ
๏ เรือมาเร็วร่อนท้อง สาชล
วาฬว่ายเวียรวันวน คล่ำคล้าย
ฝูงปลาตื่นตีตน ตามคลื่น
โศกช่วยรักเรียมผ้าย อยู่เพี้ยงสงสาร ฯ
๏ ชเลชลาลึกร้อย รางวัด
ปักป่วนเป็นฟองฟัด อ่าวอ้า
สาครลั่นลมพัด เลือนลอก
เสียงสมุทรตีอกบ้า เพื่อด้วยเรียมครวญ ฯ
๏ ถึงเกาะนิเวศท้าว องค์ใด
ใดนิราศราไชย เปล่าว้าง
เกาะเวียงวิเวกใจ ปลงเปลี่ยว
เวียงก็แรมราชร้าง พี่ร้างแรมเรือน ฯ
๏ คลอนคลอนสุริเยศคล้อย รถทรง
รีบอัศดรอัสดง เมฆไม้
มยุเรศกระโหยหงส์ หาคู่
เรียมก็โหยใจไห้ พร่ำไห้หาศรี ฯ
๏ เกาะโทนโทนถงาดเงื้อม ชลธี
ดุจอกเรียมเลวลี ลาศเต้า
โทนทางทุเรศศรี เสาวภาคย์
อกพี่ปานเขาเศร้า อยู่เว้กลางวน ฯ
๏ เกาะโทนโทนเทพถ้อง ดนตรี แม่ฤๅ
โทนบ่ตีเรียมตี อกช้ำ
เจ็บทรวงพี่พันทวี แสนเทวษ ราแม่
อกหนึ่งหนังขึงซ้ำ ท่อนไม้ตระบองโบย ฯ
๏ หนาวลมลมพัดพื้อ พาใบ
ใบโบกกะทงโขดงไหว กวัดฟ้า
ถึงเกาะเรียกนามไทร สุรเทพ สิงนา
ถนัดพระไทรจอมหล้า ลอบให้สองสม ฯ
๏ พระไทรไกรเกียรติห้วง มหาสมุทร นี้ฤๅ
อาจเอาอนิรุทธ์รุด สู่น้อง
ปรานีอกเรียมทรุด ทรวงสวาดิ
เชิญช่วยพาคืนห้อง แนบเนื้อนางนอน ฯ
๏ เรียมบวงทุกบ่อนเบื้อง บำรุง
นบเทพสิทธิศักดิ์คุง ค่ำเช้า
ขอเดชอดุลย์ผดุง ดับโศก
พลันควบคืนสมเจ้า พี่น้องนางเดียว ฯ
๏ มาถึงประเทศด้าว ชุมพร
ชุมแต่ทุกข์อาทร เท่าฟ้า
ชุมพรช่วยอวยพร อกพี่ หนึ่งรา
พรท่านขอเห็นหน้า แม่หน้อยเรียมตรอม ฯ
๏ ชุมพรคิดเมื่อแม้ ชุมพงศ์
ชุมแรกเราโรงลง อยู่เหย้า
พรใดท่านอวยมง- คลคู่ กันนา
ขอประสิทธิ์จงเจ้า พี่ได้คืนสม ฯ
๏ ลุเขตเขานกน้อย แรมรัง
รังจักฟักฟองขัง ไข่ค้าง
จอแจจับประนัง แนมคู่
ดุจหนึ่งอกเรียมร้าง นิราศห้องเคยนอน ฯ
๏ ไชยาไชเยศเชื้อ ชุมไชย
ไชยสิทธิเกียรติไกร อาจอ้าง
ขอเทพยสถิตใน ชนบท นี้นา
อวยเดชดำเลิงมล้าง เผ่าผู้อาธรรม์ ฯ
๏ เรียมแรมทุเรศด้าว ลางสวน
แสนสวาดิคำนึงนวล แน่งน้อง
กุณฑ์กามระกำกวน ทรวงซูบ ราแม่
โหยระลึกหาห้อง อยู่เล้าเคยโลม ฯ
๏ ลางสวนสวนสวาดิสร้อย สวนสวรรค์ มาฤๅ
ศรีสุพรรณทุกพรรณ มิ่งไม้
ดาษดวงพิโดรชัน ชูช่อ
ฉมกลิ่นธารทิพย์ไล้ เฟื่องฟุ้งเสาวคนธ์ ฯ
๏ กำจรกระแจะกลิ่นแก้ว กำโบล แม่ฤๅ
ดวงตระบอกบุษพิโดร ธูปต้อง
อ้าอรผอูนโอน องค์อ่อน แม่เอย
แก้มแม่ฤๅมาข้อง ค่าไม้หอมหวน ฯ
๏ มาลีพิลาสล้ำ มาลา
มาลุลีลมพา รวดเร้า
รวยรวยสุคนธา ธารกลิ่น
การะเกดหอมกลเกล้า เกศน้องนางสยาย ฯ
๏ ลำดวนดอกดาษโอ้ อบอวล
กลายกลิ่นนุชแนมนวล แนบชู้
กรรณิการ์พิกุลกวน ชวนชื่น
หอมขจรรสรู้ กลิ่นแก้มมาแกม ฯ
๏ จำปีปรีเยศแย้ม ยมโดย
สาวหยุดหยุดหาโหย กลิ่นน้อง
จันจาอุไรโรย รสร่วง
นางคลี่คลี่คลาช้อง ชื่นช้องนางคะนึง ฯ
๏ กาลากาลอดแก้ว กาหลง
พุดจีบจำปาดง ดอกค้อม
พยอมพิโยคประยงค์ ยวนกลิ่น
ดุจกลิ่นศรีสไบย้อม ร่ำไห้เรียมมา ฯ
๏ นมสวรรค์สวัสดิ์สวาดิเพี้ยง พิศวง
คิดประทุมบัวบง เติบเต้า
แลลาญสมรหลง ลืมสวาดิ
ไฉงนึกนมนุชเหน้า พี่เคลิ้มเห็นหา ฯ
๏ เล็บนางเฉกเล็บน้อง งามงอน
เมื่อแม่บรรจงกร จุดจี้
คำนึงนุชยามนอน นอนเปล่า
วานพิโดรดอกชี้ ช่วยให้หายคัน ฯ
๏ สุกรมภิรมย์รสเร้า รำพาย
ลมเลวงอวลอาย อบฟุ้ง
โฉมกามแม่เกลากาย กลอยกลิ่น มาฤๅ
หอมสุกรมกรมสะดุ้ง ยั่วให้กรมใจ ฯ
๏ ศรกามแสนสาตร์ต้อง ตราทรวง
พิศม์ระลุงลาญลวง หมื่นไหม้
ใดอาจจักยาดวง แดเดือด พี่แม่
ยาจักเสียวสวาดิได้ แต่น้องนางถนอม ฯ
๏ กลิ่นใดเชยชื่นช้อย ชูทราม สวาดินา
ดุจกลิ่นพธูกาม ชื่นชู้
รสใดดุจรสความ รักร่วม กันแม่
รังรสอำมฤตย์รู้ อร่อยนั้นฤๅปาน ฯ
๏ โอ้ศรีสมรแม่แม้น สาวสวรรค์
ละพี่เดียวแดยัน ว่ายฟ้า
ทรวงเรียมเรียกหาขวัญ แขวนสวาดิ
ทุกข์ท่านทุกข์ไตรหล้า โลกย์นี้ใครเทียม ฯ
๏ รำลึกสาโรชสร้อย เสาวคนธ์ กูเอย
เยียอยู่หนหลังทน เทวษเศร้า
กามาวจรจล ใจมิ่ง แม่ฤๅ
ดาลดึกดำฤษณ์เคล้า คลื่นไส้เรียมคลอน ฯ
๏ คำนึงมาโนชด้าว เดือนดึก
เดือนบ่นึกเรียมนึก นิ่มน้อง
ภิรามรักรัวรึก รมเยศ
ไยแม่มามาจ้อง จิ่มฟ้าเฟือนจันทร์ ฯ
๏ อาลัยฤๅลุแล้ว คืนวัน
หลับบ่หลับเลยฝัน คละคล้าย
โกศกามขจรจันทร์ จรุงกลิ่น แม่ฤๅ
หอมกลิ่นรสใดผ้าย พี่เพี้ยงผกากาม ฯ
๏ จรลิ่วลับแม่ม้วย มาไกล
นับแต่เดือนดวงไถง ว่างว้า
ตากตนแตกตับไต ฤๅต่อ ติดแม่
อกพี่ดุจตกฟ้า อยู่คว้างขวัญหาย ฯ
๏ แม้มีปีกกวักได้ บินบน
จักเห็จจรหาวหน สู่ห้อง
โฉมกามกอดกับตน ฤๅตาก ตนแม่
เจ็บพิโยคแนบน้อง อยู่โอ้อาดูร ฯ
๏ เรียมรักสุดที่อ้าง อุปมา แม่ฮา
พันโอษฐ์อาจพรรณนา ห่อนแล้ว
พันเนตรเลียบเล็งหา หายาก อรเอย
แสนโศกเจียรจากแก้ว เท่าด้วยใครทัน ฯ
๏ อ้าแม่มาโนชน้อง นงกาม พี่เอย
ดวงปิยุทรยำยาม ยาตรฟ้า
เล็งโฉมแม่สบสาม ภพแผ่น ถึงฤๅ
จากละคาบอกหล้า ล่มแล้ฤๅคง ฯ
๏ ดูเดือนเดือนบ่ได้ ดูดาว
ดาวก็อับแสงสาว ส่องหล้า
พิมลมุกด์แน่งนงจาว จอมสวาดิ พี่เอย
ดูสิ่งใดดุจหน้า แม่หน้าดูตาง ฯ
๏ ดวงไถงแถงถงาดเงื้อม เมรู อรเอย
ยูงย่อมชมเงาชู ชื่นหน้า
เดือนดวงต่ายตามดู ลิวโลด ใจนา
โฉมแม่สุดสายฟ้า ลับแล้วลาญสมร ฯ
๏ เมฆานฤโฆษผ้าง พิทยุต
เทียรอกอากาศทรุด หลากหลั้น
กามาภิราบุษป์ กาเมศ อรเอย
ทรวงสวาดิเรียมครวญขรั้น ยิ่งฟ้าคะนองหาว ฯ
๏ โฉมฉมแลลับฟ้า สูริย์จันทร์
เรียมหว่าสวาดิแขวนขวัญ สุดอ้าง
กระอืดอกกามศัลย์ ทรวงทรุด ราแม่
ดุจสุเมรุมาก้าง อยู่เพี้ยงตัวตาย ฯ
๏ ราตรีมือมุ่นผ้า ปานองค์
เอากระเหน็ดนอนหลง กอดเกื้อ
ยามเดือนดึกอัสดง ดาลตื่น
กรตระกองแนบเนื้อ นึกหน้าแนมนอน ฯ
๏ คำนึงนรลักษณ์แก้ว กับตน
ดูดุจสรัทกาลกล แมกฟ้า
วรภาคย์มิ่งมณฑล ทิพยรูป พี่แม่
จันทร์แจ่มขจรจบหล้า อยู่เพี้ยงเฉาโฉม ฯ
๏ เรียมรักแรงร่ำไห้ หาสมร แม่อา
ขอเทพเห็จสังหร ข่าวน้อง
เยียมาอกไฟฟอน แสนท่า
โอ้แต่สารโศกร้อง ค่ำเช้าฤๅวาย ฯ
๏ โอ้โฉมเฉลิมลักษณ์เนื้อ นงพาล
เรียมว่ายโศกสงสาร สุดฟ้า
อับโอฆชลาลาญ ลับฝั่ง เล่าแม่
คิดบ่ลุเลยว้า อยู่ดิ้นแดโดย ฯ
๏ กำสรดแสนสวาดิสร้อย สงสาร อรเอย
เยียอยู่อกเลวลาญ เปล่าเศร้า
ตัวตายชีพสาธารณ์ ดีกว่า
บำราศรสแรมเคล้า อยู่ขลั้งหัวใจ ฯ
๏ ยามดึกเสียงแสกซร้อง หาขวัญ สวาดิเอย
เค้ากู่แผดผาดผัน ทูดทู้
กอดเขนยแนบทรวงบัน ทับแทบ อกนา
ใหลประโลมขวัญชู้ อยู่เพี้ยงสงสาร ฯ
๏ ฤดูเดือนสรัทขั้ง ไขธาร
สาวหนุ่มดุจบัวบาน เบิกสร้อย
สระตนแข่งคมงาน คัดแง่ งามนา
ดูบ่ปานโฉมช้อย ชื่นหน้าฤๅมี ฯ
๏ ดูใดไป่ดุจแก้ว ตาเรียม กูเอย
เปรียบสิ่งใดฤๅเทียม เท่าด้วย
เจียรจากแม่แดเกรียม จักกรอบ ทรวงนา
เจ็บระอุอกม้วย มอดแล้วฤๅวาย ฯ
๏ กำโบลบัวบุษป์ช้อย ชูกาม กูเอย
กลกลิ่นบัวทองทาม ท่งฟ้า
ชูชิดรสปรางงาม แลคาบ
หอมตระหลบล่มหล้า อยู่แล้ฤๅหาย ฯ
๏ โกสุมสาโรชแก้ม กามกลง
เทียนธูปทิพย์ธารจรง กลิ่นกลั้ว
ประพาสยุพยนต์ยง แยงยั่ว ใจแม่
กลอยกลิ่นดวงดอกดั้ว ย่ามได้ดวงดม ฯ
๏ ภิญโญรังรสฟ้า ไป่ปูน
รสภิรมย์เรียมพูน หล่อหล้า
ภุชงค์ชลามพูสูร สระมาศ
บานตระบอกบงถ้า ยั่วแย้มยำยาม ฯ
๏ สุดแรงสุดร่ำไห้ หาศรี
สุดเทวษแสนทวี สวาดิน้อง
สุดคิดควบคืนลี ลาสู่ สมรนา
สุดอกสุดโอษฐ์ร้อง เรียกแก้วกับตน ฯ
๏ โพยมพยับเมฆห้อง หาวแครง ครวญนา
อากาศคำรนแรง ทั่วท้อง
เสียงสมุทรบ่าบัวแจรง จบฝั่ง
ฤๅเท่าอกเรียมร้อย ร่ำไห้หาศรี ฯ
๏ เสร็จสารกำสรดสร้อย ศรีสมร
อาลักษณ์จรรโลงกลอน กล่าวอ้าง
นิติพฤทธาหรณ์ วุติวากย์ นี้พ่อ
วานกระวีกาพย์สร้าง สอดส้อมคำแปลง ฯ
๏ กุลบุตรวุติวากย์ผู้ ปรีชาญ
ชาญฉลาดกาพย์การ รอบรู้
พึงเพียรพิจารณ์ญาณ จงถ่อง
เยียอย่าคาบคำหลู้ ลากเหล้นหยามหยัน ฯ
๏ โลกีย์กอปรก่อเกื้อ เป็นมูล
ปรีชาหาหนีสูญ โฉดช้า
วิรุธเร่งเอาธูร ชุมช่วย
เห็นแก่ผลภายหน้า เนื่องด้วยไมตรี ฯ
๏ อาวรณ์นอนนับนิ้ว มานาน
เทียรทุกข์แสนทรมาน ค่ำเช้า
จำใจลักษณ์ลองสาร เสาวภาคย์ นะพ่อ
หวังจักดับใจเศร้า ส่างให้คลายถวิล ฯ




Create Date : 04 ตุลาคม 2561
Last Update : 19 มีนาคม 2562 17:25:20 น. 0 comments
Counter : 2946 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ ก็ เห็น
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !!



Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.