Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
12 มกราคม 2553
 
All Blogs
 

[ โ ล ห ะ ป ร า ส า ท ] รั ก ฤ ๅ ผู ก พั น ฯ # ๒ ๑ #

**คำเตือน**




เรื่องนี้ . . .





เป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับบุคล หรือเหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในบรรณภิภพนี้ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างมากถึงมากที่สุด



ปล. เป็นเรื่องแต่งมิได้เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อ เจ้าของบล๊อก







ต อ น ที่ ๒ ๑



สิ่งที่ผมกลัวมาตลอด . . .

ผมน่ะเข้าใจดี ว่าเพศที่ไร้สถานะทางสังคม มันไม่มีสิทธิ์ที่จะยืนมองหน้าคนอื่นอย่างเต็มภาคภูมิหรอก ไม่มีใครหรอกที่จะเดินไปข้าง ๆ เรา เป็นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนที่เราเป็น สิ่งนี้ผมเข้าใจดี


ผมถึงได้ขีดเส้นตัวเองเอาไว้ . . .

แค่มันเรียนจบเท่านั้น . . .

. . . อีกแค่ปีเดียวเอง . . .

หาก . . .

บางที มันอาจจะไม่มีวันนั้นก็ได้ วันที่ผมส่งมันถึงฝั่ง ตอนนี้ผมพายเรือให้มันนั่ง เห็นฝั่งรำไร แต่ดูเหมือนว่าจะเจอคลื่นลมขนาดใหญ่ จนเรือโคลงไปโคลงมา ผมต้องประคองเรือเอาไว้ รักษาเรือเอาไว้ให้ดีที่สุด

มันต้องไปถึงฝั่ง . . .

ส่วนผม . . .

ผมยอมที่จะจมน้ำตายหากเรือล่ม แต่ผมไม่มีวันยอมให้มันจมน้ำไปกับผมด้วยหรอก สิ่งที่ผมทำมาทั้งหมด จะสูญเปล่า ผมไม่มีวันยอม ไม่ยอมให้มันมีวันนั้นเด็ดขาด

โกเมศวร์ . . . ความหวังของทุกคนในบ้าน




ผมไม่มีวันยอมให้ใครมาทำลายความหวังของคนแก่ ๆ อีกหลาย ๆ คนเด็ดขาด

“พี่อาร์มลาพักร้อนหรือ” แดนมันถาม มันมองหน้าผมในเย็นวันที่ผมบอกมันว่าผมลาพักร้อนห้าวัน รวมวันหยุดหัวท้ายก็เก้าวันเต็ม ๆ

“อืม”

“มีอะไรมั้ยพี่ ตั้งแต่คืนนั้น พี่เงียบหนักกว่าเดิมอีก”

“ไม่มีอะไรหรอก แค่เบื่อ ๆ พักร้อน กลับไปหาหลวงพ่อ แล้วจะเลยไปปายด้วย”

“ดีจริ๊ง อยู่กันที่กรุงเทพฯ ไม่พอ ยังต้องตามไปถึงปายอีก” น้ำเสียงมันคล้ายคนน้อยใจ หรือมันกำลังตัดพ้อผมอยู่กลาย ๆ

“เย้ย ไม่ใช่ แค่อยากรู้อะไร เลยต้องไป”

“ทะเลาะกันอีก”

ผมมองหน้ามัน . . .

เห็นแววตามัน ผมไม่อาจปิดบังแววตามันได้เลย ผมน่าจะดีใจที่มีคนที่รักและห่วงใยผม แต่ทำไม ผมไม่อยากใกล้มันมากกว่านี้ก็ไม่รู้ ผมได้แต่ยิ้มบาง ๆ ให้มัน

“มีบ้าง แต่ช่างเหอะ อีกแค่ปีเดียวเอง”

“ปีเดียว” แดนเลิกคิ้วสูง

“ก็สัญญากับมันเอาไว้ มันเรียนจบเมื่อไหร่ จะไม่ยุ่งกับมันอีก ถอยออกมาเป็นพี่เป็นน้องกันเหมือนที่เคยมา”

“โอโห พ่อพระ”

“เหรอ แต่บางทีนะ อยากเป็นพระเพลิงว่ะ เผาทุกอย่างให้มอดไหม้ไปกับไฟ ไม่ต้องให้เหลือความรู้สึกอะไรไว้อีก”

“ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือพี่”

“ไม่รู้เหมือนกัน ยังบอกอะไรไม่ได้ เจ็ดปีแล้วล่ะแดน มันนานมาก นานจนบางทีเหมือนกับว่ามันคือส่วนหนึ่งในชีวิต ที่ขาดเสียมิได้”

“มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะพี่”

“ไม่เป็นไร ยังไหวอยู่”

“พี่ก็แบบนี้ทุกที” มันน้อยใจผมเรื่องไรหว่า

“อะไร”

“มีอะไรไม่เคยบอกผม ขนาดคืนนั้น ผมนั่งอยู่ยังไม่เห็นผมเลย ทีกับพี่โอ๋ กอดพี่โอ๋เสียแน่นเลย”

ผมยิ้ม . . .




เอ็นดูมันนะ มันเหมือนเด็กที่ขาดอะไรสักอย่าง เหมือนมันจะอิจฉาเพื่อนผมที่ผมไม่เคยทำแบบนั้นกับมันสักครั้ง

“อ้าว ก็เพื่อนรัก”

“แล้วผมล่ะ”

“น้องรัก”

“แล้วทำไมไม่กอดผมมั่งว้า”

“กลัวไง”

“กลัวอะไร”

“กลัวอดใจไม่ไหว พอกอดแล้วจะเลยเถิดมากไปกว่ากอด เพราะแกกับไอ้โอ๋ มันคนละความรู้สึกกันไง แต่ไม่ได้หมายว่าจะไม่รักไม่ห่วงแดนนะ พี่รักแดน และไม่อยากให้แดนต้องคิดแบบนั้น”

“ครับ ผมรู้”

“เจ็บมั้ยล่ะ”

“เรื่อง ?” มันเลิกคิ้วมองหน้าผม

“ก็เวลาที่เห็นพี่ แล้วเข้าใกล้ไม่ได้”

“เมื่อก่อนอาจมีน้อยใจนะ ทำไมพี่เขาไม่มองเราบ้าง แต่หลัง ๆ ผมบอกตรง ๆ นะ ผมนับถือน้ำใจพี่มากกว่า ไม่รู้สิพี่ ถ้าผมมีพี่ชาย ผมอยากมีพี่ชายแบบพี่นะ พี่ห่วงใยคนรอบตัวเสมอ”

ผมยิ้มให้กับมัน เวลาเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

“ผมบอกจริง ๆ นะพี่ สมัยเรียน ผมอาจมีฝัน อยากมีคนที่เราใช้ชีวิตร่วมด้วย ผมชอบพี่นะ แต่พอได้อยู่กันนาน ๆ ผมว่า ผมไม่ได้อยากรักพี่แบบนั้นมากกว่า ผมมองพี่ด้วยความห่วงมากกว่า”

“ห่วงอะไร”

“ไม่รู้สิพี่ พี่เชื่อเรื่องลางสังหรณ์มั้ย”

“ซิกส์เซ้นน์เหรอ”

“ประมาณนั้นพี่”

“เป็นไรมากมั้ยนี่” ผมเอามือแตะหน้าผากไอ้แดน

“เป็นการเป็นงานพี่ สบายดี พี่ไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ผมกลับรู้สึกนะ อีกไม่นานเราคงห่างกัน ผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ นะพี่”

“เฮ้ย จะมีเมียแล้วเหรอแก”




“บ้าดิพี่ ผมนะเฉย ๆ อยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว เวลาเห็นพี่ยิ้มมาทำงาน ผมก็มีความสุขแล้ว แต่เวลาเห็นพี่ทำหน้าอย่างกะแบกโลกมาทำงานนี่สิ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ แกเห็นขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ป่าวหรอกพี่ ผมไม่เห็นหรอก”

“อ้าว”

ผมงง มองหน้ามัน มันไม่เห็น แล้วมันพูดออกมาเป็นวรรคเป็นเวรได้ขนาดนั้นนี่นะ แล้วที่มันเห็น มันเห็นอะไรหรือ ผมหมดฟอร์ม ไร้การเก็บอาการได้ขนาดนี้เลยหรืออย่างไร

“ก็พี่โอ๋นะสิพี่ พี่เขาสั่งเอาไว้”

“ไอ้โอ๋เกี่ยวไร” ผมเลิกคิ้วสูง

“พี่โอ๋บอกผม พี่มีอะไรในใจแน่ ๆ ให้ผมคอยดูแลให้ดี พี่เขาห่วงพี่นะ ผมยังนึกอิจฉาเลย ทำไมผมไม่มีเพื่อนที่ห่วงผมแบบที่พี่โอ๋มันห่วงพี่มั่งนะ”

ผมมองมัน . . .

มีความสุขนะสิ่งที่มันบอก อย่างน้อยที่สุด ในเวลาที่ผมเจ็บปวด ผมยังมีคนที่ห่วงผม แม้มันจะไม่เคยพูดกับผมโดยตรง แต่สิ่งที่แดนเล่ามา ผมรู้ มันคิดอะไร เพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตผม

“เลยต้องทำตามคำสั่งมันว่างั้น”

“ไม่ใช่พี่ คิดโน่น ผมนะห่วงพี่น่า”

“เออ รู้ เอาน่า ถ้าเป็นเรื่องไอ้โก พี่ไม่ไหวเมื่อไหร่ พี่จะเล่าให้แดนฟังเป็นคนแรกแล้วกัน”

“ยินดีมากครับพี่ ที่พี่เห็นผมมีประโยชน์บ้าง”

“ถุย”

“กลับบ้านเหอะพี่ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าใครมาส่งสนามบิน”

“ไอ้โอ๋มันจะไปค้างด้วยคืนนี้ พรุ่งนี้มันจะได้เอารถพี่ไว้ใช้” ผมยิ้มให้แดน ถึงผมจะรู้สึกแย่ แต่สิ่งที่ผมคุยกับมัน ทำให้ผมมองมันมากกว่าเดิม

ความรู้สึกที่ถอยเพื่อรักษาระยะห่างเริ่มหายไป . . .

ผมให้มันเข้าใกล้ผมมากขึ้น . . . เหมือนที่ไอ้เพื่อนรักผมเคยได้จากผม ความรู้สึกที่ผมมีให้ไอ้แดน ไม่แตกต่างกัน




ทันทีที่ลงจากเจ้านกตัวเล็กใบพัดหกเฉก ของสายการบินที่ผมทำงาน ผมก็ตรงดิ่งไปที่วัด หากแต่พระบอก หลวงพ่อออกธุดงค์หลายอาทิตย์แล้ว ผมเลยจับรถไปปาย ผมเจอชัยบนรถ เพิ่งรู้ มันมาเรียนที่เชียงใหม่ได้ปีนึงแล้ว หากแต่ เรื่องนั้นผมไม่ได้ถาม ผมแค่แลกเบอร์กับมันเอาไว้ กว่าจะถึงปายก็เกือบเย็น

ที่นั่นเปลี่ยนไปมาก . . .

ผมเหมือนคนแปลกหน้าเลย ที่ท่ารถตู้ ทุกอย่างมันเจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ผมเดินลัดเลาะมายังรีสอร์ทของอา ถนนทุกเส้นผมจำได้ดี . . .

หลังจากที่เก็บของเรียบร้อย ผมเอาของฝากที่หิ้วติดมือมาไปฝากป้าภา . . .

“น้องอาร์ม มาเมื่อไหร่” ป้าภายิ้มกว้าง เมื่อเห็นผม

“เพิ่งมาถึงครับ เอาของมาฝาก”

“ลำบากเปล่า ๆ วันนี้กินข้าวที่นี่นะ”

“ไว้พรุ่งนี้ดีกว่าครับ พอดีอาปูทำของอร่อยรอเอาไว้ เดี๋ยวแกน้อยใจอีก บ่น ๆ อยู่ เวลามาไม่ค่อยเจอหน้า มาขลุกอยู่บ้านป้าภา”

“อ้าว ก็ลูกป้าอีกคน” แกกอดผมเบา ๆ

“สบายดีมั้ยครับ”

“เรื่อย ๆ น้องอาร์มล่ะ ผอมไปนะ”

“ครับ เอวสามสิบสี่แล้ว เดี๋ยวที่ทำงานไล่ออก ต้องลด ๆ หน่อย เดี๋ยวตกงาน”

“ใครมาหรือภา” เสียงจากด้านหลัง ผมต้องหันไปมอง

ผมยกมือไหว้ด้วยความเคยชิน . . .

หาก . . .

. . . หน้าตาคุ้นเคย . . .

“น้องอาร์ม มาเมื่อไหร่” ผู้ชายคนนั้นมานั่งติดกับป้าภา

ภาพชายคนนั้น . . .

สมองผมแปลได้อย่างเดียว . . . คนคุ้นเคย

“เพิ่งมาถึงครับ” ผมตอบ แต่ยังมองหน้า เหมือนเคยเห็นที่ไหน หน้าตาคุ้นมาก เหมือนเคยเห็นที่ไหน สักแห่ง

“สบายดีนะ มองอะไร เหมือนไม่เคยเจออย่างนั้นแหละ” ชายคนนั้นยิ้ม

“ดีครับ สบายดี”

ผมใจหายวาบ . . .

. . . ภาพนักบวช คนนั้น

เหมือนใครเอาหินมาทุบหัวผม . . .

ผมยิ้มค้างเอาไว้ หากแต่หัวใจผมมันหวิว ๆ ชายคนนี้นักบวชในวันก่อน สมองผมประมวลผลอย่างรวดเร็ว . . .

สิ่งที่ผมคิด . . . ในวันก่อน




กับความจริงตรงหน้าในเวลานี้ . . .

. . . คนสองคน . . .

ผมได้ยิ้มค้างเอาไว้ ตั้งแต่เมื่อไหร่ หลากหลายคำถามที่ยังค้างยังคาในหัวใจของผม ผมนั่งอยู่ที่นั่นอีกเพียงครู่เดียว ครู่เดียวเท่านั้น ผมยังไม่พร้อมที่จะรับกับความจริงกระมัง

ผมเดินกลับมาที่บ้านหลังเล็ก . . . เรือนพักที่อาสร้างเอาไว้ ผมไม่รู้เหมือนกัน ว่าผมเดินมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่

ภาพป้าภา . . .

. . . ชายคนนั้น . . . นักบวช

ทำไมคนรอบตัวผมต้องเป็นแบบนี้ด้วย สิ่งที่ผมคิดในวันก่อน มันเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นจริง ๆ

ผมเคยแต่อ่านข่าวเจอ . . .

สีกาสึกเจ้าอาวาส . . . แต่งงานเอิกเกริก

ขนาดในข่าว ผมยังไม่ชอบ ข่าวทำนองนั้น ผมเกลียดมาก ศาสนาต้องมามัวหมอง สิ่งที่ผมรังเกียจมากที่สุด . . . เกิดกับคนที่ผมรัก

“ไปไหนมา” อาถามเมื่อผมเดินมาที่เรือนพักของอาด้านหน้ารีสอร์ท

“ไปบ้านป้าภามา”

“เห็นอะไรมั้ย”

ผมพยักหน้ารับแทนคำตอบ มองหน้าอา แบบที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี สิ่งที่เห็นที่ได้เจอมา มันยังติดตาผมอยู่เลย

“เวรกรรม อาร์มเอ้ย คนพูดกันทั้งบางทำอะไรไม่นึกถึงลูกมั่งเลย สงสารโกมัน” อาถอนหายใจ

“ครับ”

“น้าอาร์ม น้าอาร์ม” เสียงที่ดีใจ ก่อนวิ่งมากอดเอาไว้ จนผมแทบล้ม

“ไอ้ทัช โตขึ้นเยอะเลยเรา ไปไหนมานี่”

“ไปกับพ่อมา”

“แล้วพ่อไปไหน”

“ไปอบต.”

“น้าอาร์ม เปิดเทอมทัชขึ้น ป.๑ แล้วน๊ะ” มันยิ้ม ผมลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู ลูกชายคนโตของอา โตเร็วมาก

“อาปูมาอยู่นี่เจ็ดปีแล้วเหรอ”




“แปดปีอาร์ม แปดแล้ว”

“นานจัง” ผมบอกตัวเองเบา ๆ

“น้าอาร์ม ทัชอยากกินแครป น้าอาร์มพาไปหน่อยสิ”

“เอางั้นหรือ ได้เลย ไป๊” ผมจับมันขึ้นขี่คอ ตัวมันใหญ่กว่าคราวก่อนที่ผมมาเยอะเลย

จับมันนั่งที่หน้ามอเตอร์ไซด์คันเก่ง ก่อนขับไปที่ร้านขนม ผมจอดรถไว้ที่หน้าร้านหนังสือ ฝั่งตรงกันข้ามกับร้านแครป

“ไปสั่งก่อน เดี๋ยวน้าอาร์มดูหนังสือแปบ ดูรถดี ๆ นะ”

“คร๊าบ” มันมองซ้ายมองขวาก่อนวิ่งปรู้ดไปที่ร้านฝั่งตรงกันข้าม

ผมเดินไปดูหนังสือในร้าน ก่อนที่จะข้ามไปอีกฝั่ง

สายตาผมเห็น . . . ผมแทบก้าวขาไม่ออก

โต๊ะที่อยู่หลังเตาแครปนั่น เป็นโต๊ะหินขัด คนที่นั่งหันหลังให้ผม ผมรู้จัก รู้จักดีเป็นที่สุด . . .

หาก . . . ผู้หญิงที่นั่งตรงกันข้าม

ผมสูดลมหายใจเข้าปอด พยายามเดินให้ตรงเข้าไว้ ภาพที่ผมเห็น ผู้หญิงคนนั้น กำลังป้อนอะไรบางอย่างให้อีกคน มันบาดลึก หัวใจคล้ายใครควักอกไปแล้วขยี้จนมันไม่มีชิ้นดี

“น้าอาร์ม ยี่สิบ” ทัชบอก ผมล้วงกระเป๋าเอาธนบัตรให้หลานชาย

คนที่นั่งหันหลังให้ผมคล้ายชะงัก . . .

มันหันกลับมา หลักฐานยังคาปาก แววตามัน . . .

. . . คล้ายตกใจ ก่อนที่จะหม่นหมอง

หัวใจผมล่ะ . . .

. . . เงียบงัน

“พี่อาร์ม หวัดดีค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นยกมือไหว้ผม ผมต้องรับไหว้

รอยยิ้มของผมมันยังค้างไว้ริมฝีปาก ผมรู้แล้ว ผมแจ้งแก่หัวใจของตัวเอง มันชาวาบไปทั้งตัวแล้ว คล้าย ๆ ตอนที่บาดเจ็บครั้งก่อน ยังไม่นานเลยอาร์ม ทุก ๆ อย่างมันยังแจ่มชัดเสมอ ทุก ๆ คำพูดที่ฝังในหัวของผม

.... คิดถึงหน่อยจัง ดูแลตัวเองนะ . .

ผมเคยมีบทเรียน สมองมันสั่ง . . .

. . . ยิ้ม . . .

. . . เอ็งต้องยิ้มนะโว้ย อย่าให้เขารู้ว่าที่เป็นอยู่มันเจ็บปวด

ผมยังไม่กล้ามองหน้าไอ้โก . . .




คอยเดี๋ยวนะ . . .

คอยให้ความจริงที่อยู่ข้างหน้าในตอนนี้ค่อย ๆ ซับลงในหัวใจก่อน ให้มันซับลงให้เต็มหัวใจกับสิ่งที่เจอ อย่ากลัวเลยอาร์ม อย่ากลัวความจริง

ความจริง . . .

. . . มันโหดร้ายเสมอ

“หน่อยสบายดีหรือ” ในเมื่อมันรู้จักชื่อผม ผมเองก็ควรที่จะรู้จักเอาไว้

“ค่ะพี่ มาเมื่อไหร่ ได้ยินชื่อมานานเพิ่งเจอตัวจริง”

คราวนี้มันแจ่มชัดแจ้งในหัวใจ . . .

ต้องพยายามอย่างมากที่จะเก็บบางอย่างไว้ในแววตา ปรับแววตาเศร้าของตัวเองให้เป็นปกติเสียก่อน ผมเดาเก่งนะ เดาเรื่องราวเก่งเสมอ

“มาเมื่อไหร่” เสียงมันดุ ๆ ยังไงไม่รู้ มันเดินออกมาจากโต๊ะ มองหน้าผม

“ไม่โทรมาบอกก่อน”

”เสร็จยังทัช . . .” ผมมองเจ้าตัวเล็ก

“. . .ไปก่อนนะหน่อย ไว้เจอกัน” ผมบอกลาเมื่อเห็นหน่อยเดินมา คล้องหมับที่แขนไอ้โก

. . . ต่อจากนี้มันก็มีห่วงผูกคอแล้ว

มันจะสะบัดไม่หลุดหรอก

. . . จะสะบัดไปทำไมฟ้าสร้างชายมาคู่กับหญิงนี่ เหมือนเชือก

. . . ตัดได้ . .

แต่ . . . บ่วงดวงใจ

. . . มันยากเหลือเกิน

ผมยิ้มให้ผู้หญิงของมันอย่างเต็มตา แต่ผมไม่กล้ามองหน้าโกเมศวร์

แค่หันหลัง . . .

ผมก็หมดความเข้มแข็งอีกต่อไป . . .

. . . รู้แค่แก้มผมมันอุ่น ผมต้องฝืนเดินให้ตรงที่สุด ทั้ง ๆ ที่แทบจะตายอยู่ตรงนั้น ยังหรอก ผมต้องไม่อ่อนแอ ที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ของผม จะแสดงความอ่อนแอออกมาได้อย่างไรกัน

ผมไปส่งทัชที่บ้าน ก่อนเดินไปที่ด้านหลังของรีสอร์ท ยามหน้าแล้ง น้ำในลำธารแห้ง สามารถเดินข้ามไปอีกฝั่งได้สบาย ผมเดินย่ำ . . . ไปบนทรายริมแม่น้ำ

ฝากไว้แค่รอยเท้า . . .

. . . รอยเท้าบนพื้นทราย . . .

ที่นี่ . . . จุดเริ่มต้นของหัวใจผม





แต่ตอนนี้ . . .

ผมเดินไปช้า ๆ ย่ำไปบนริมตลิ่งที่มันเคยพาผมเดินไปไกล ผมย่ำไปบนหัวใจตัวเองช้า ๆ ย่ำไปบนหัวใจที่โดนฉีกชขาด หาร่องรอยไม่เจออีก

ผมรู้สึกหนาวจับจิตเลยทีเดียว ได้แต่กอดอกตัวเองเอาไว้ มันหนาวเหน็บ จะเพราะอากาศหนาวหรือ ? ผมถามตัวเอง

. . . . เดือนเมษาแบบนี้อากาศจะหนาวได้อย่างไรกัน ? เสียงผมตอบตัวเอง

หรือที่หนาวเหน็บอยู่ตอนนี้คือ . . .

. . . หัวใจ . . . อีกเสียงบอกผม

แปลกนะ . . . ผมยังเดินได้

. . . ทั้ง ๆ ที่หัวใจมันยับเยินหมดแล้ว

ซากชีวิต . . .

ตอนนี้ผมมีแค่ลมหายใจ . . . กับซากชีวิต

ดวงตามันกลับร้อนผ่าว ไม่มี . . .

. . . อย่าว่าแต่น้ำตาเลย

. . . ไม่มีแม้ละอองน้ำตาด้วยซ้ำ . . .

ผมรู้ตอนนี้โลกกว้างเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ผมอยากซุกที่ไหนของโลกก็ได้ ที่พอจะให้ความอบอุ่นได้. . . แต่ไม่มีเลย ไม่มีแม้ที่เพียงน้อยนิดที่จะให้ผมนั่งซบหลบซ่อนตัวจากโลก

รอบ ๆ ตัวผมน่ากลัว . . .

ผมเดินลัดจากลำน้ำปายออกสู่ถนน . . .

ถนนสายนี้ . . .

ยาว . . .

. . . ไกลแค่ไหนผมไม่รู้หรอก

เพราะร่างที่เดินริมถนนตอนนี้มันมีสมองซะที่ไหน คนที่นั่งหันหลังอ้าปากรับการป้อนตามมาหลอกหลอนผมอยู่เลย โชคดีที่ถนนไม่มีรถวิ่งมากมาย ช่วยให้ผมเดินได้เร็วขึ้น ผมเดินเร็ว ๆ เร็วเท่าที่จะเร็วได้

ผมกำลังหนี...

. . . หนีหัวใจตัวเอง . . .

อย่างนั้นหรือ ?

แล้วข้างในอกซีกซ้ายมันมีหัวใจหรือปล่าวหว่า ผมตอบตัวเองไม่ได้เช่นกัน ทำได้แค่ เอามือข้างขวา มาทาบไว้กับอก




อากาศที่นี่หนาวเสียเหลือเกิน . . . มันหนาวแปลก ๆ

ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ใกล้สงกรานต์ หน้าร้อนที่สุดของปี แต่ทำไมผมหนาวอย่างนี้ก็ไม่รู้คล้าย ๆ มีใครเอาน้ำแข็งมาแช่หัวใจผมไว้ !

ผมเดินริมฝีปากสั่นระริก . . .

เดินย้อนกลับไปตามถนนที่ตอนนี้เริ่มมืด แสงดารานับหมื่นเริ่มกระพริบพรายบนฟากฟ้าสวยนั่น ผมกอดอกไว้เพราะรู้สึกหนาวเหน็บ ความหนาวใจเป็นอย่างไรผมรู้แล้วล่ะ

หากแต่มันรู้สึกอุ่นที่ดวงตา . . .

. . . ก่อนที่จะอุ่นลงมาเป็นทางตามแก้มของผม เสียงรถจากด้านหลังไกล ๆ

หรือ . .

โกเมศวร์จะตามหา . . .

. . . แต่เป็นใครก็ช่างหัวมันเถอะ ในตอนนี้ผมต้องการอยู่คนเดียวกับความเหงาที่เป็นเพื่อนแท้ของผม ผมหลบไปในซอยเล็ก ๆ ฟ้ามืด แสงไฟสองข้างทางรำไร เหมือนหัวใจผมตอนนี้ที่หม่น ๆ ยังไงไม่รู้ สมองมันเริ่มคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา สิ่งที่ผมเห็น

ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆ ทั้งหมด . . .

ท้องฟ้ามืดความหนาวเหน็บค่อย ๆ เกาะกินเนื้อทีละน้อย ผมต้องเดินต่อ เกสต์เฮ้าน์อาอยู่แค่เอื้อม . . .

แค่เอื้อมจริง ๆ เพราะคนที่อยู่หน้าเกสต์เฮ้าน์ผมจำได้ดี

ผมต้องรีบปรับสีหน้า . . .

. . . จะให้มันเห็นร่องรอยบาดเจ็บได้อย่างไร . . .

โกวิ่งมาหาผม แววตามันรวดร้าวไม่แตกต่างจากผม ผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะ แต่ผมเห็นแบบนั้นจริง ๆ

“หายไปไหนมา เป็นห่วงแทบแย่ มาคอยนานแล้วนะ” มันถามเสียงละห้อยแบบครั้งก่อน

ผมไม่ได้ตอบ เดินตรงไปที่ห้อง ก่อนไขกุญแจเข้าไป อย่าหวังเลยจะได้เข้ามา ผมปิดประตูล้อคกลอนอย่าแน่นหนา

ขอเวลาหน่อยได้ไหม . . .

. . . ขอผมได้อยู่คนเดียว ให้ผมได้ทบทวนกับทุก ๆ อย่างที่ผ่านมา ผมเอาหูฟังจากเครื่องเล่นเสียบเข้าหู ก่อนเปิดเสียงดังที่สุด

ตอนนี้ผมไม่อยากได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น . . .





ผมหลับไป . . . ทั้ง ๆ ที่สองหู อัดแน่นด้วยเสียงเพลง ผมหลับไปนานแค่ไหนไม่รู้ รู้แค่มาสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ฝันร้ายที่หลอกหลอนผมมาสามเดือนกว่าแล้ว ผมนอนนิ่ง ๆ ปรับสายตากับสิ่งภายในห้อง ข้างในห้องไม่ได้เปิดไฟสักดวง

หาก . . . แสงภายนอกลอดมา

ผมกดไฟที่นาฬิกาข้อมือ . . . ตีสองกว่าแล้ว

ผมหลับไปนานขนาดนั้นเลยหรือ อาจเพราะผมเสียน้ำตาไปมาก ร้องไห้จนหลับไป ผมทำร้ายตัวเองได้ขนาดนี้เลยหรือ ผมไม่กิน เพราะไม่หิว หรือเพราะผมกินอะไรไม่ลงกันแน่

จะอะไรก็ตามแต่ . . . ผมควรต้องกินมิใช่หรือ ?

อย่างน้อยที่สุด เพื่อตัวผมเอง บางทีผมควรที่จะหันมามองตัวเองได้แล้ว หลังจากที่ผมไม่เคยดูแลตัวเองมานาน

แต่เวลาขนาดนี้ . . . ร้านอะไรก็คงปิดหมดแล้ว

ผมนอนไม่หลับ และคงไม่หลับอีกแน่ ๆ มันนอนมานานเสียขนาดนั้น ผมอยากออกไปดูดาว ฟ้าที่นี่สวย มันเคยพาผมไปนอนดูดาวนี่หว่า แต่ตอนนี้ไม่มีมันแล้ว ผมไปดูคนเดียวก็ได้

คงไม่ยากหรอก ถ้าจะลองทำอะไรคนเดียวบ้าง

ผมเปิดประตูบ้านพักออกไป ลมอ่อน ๆ โชยมาปะทะผิวหน้าที่แห้งกรังด้วยน้ำตา

“พี่อาร์ม” เสียงนั้นละห้อย

ผมหันไปตามเสียง คนที่นั่งกอดเข่าอยู่นั่น . .

ผมมองหน้ามัน แม้ไฟสลัว แต่ทุกอณูของใบหน้ามันผมจำได้ มันนั่งแบบนี้นานแค่ไหนแล้ว คงตั้งแต่ค่ำที่ผมกลับมากระมัง ก็มันยังอยู่ในชัดเดิม

“ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะพี่ พี่เกลียดผมหรือ”

ผมนี่นะเกลียดมัน . . .

แม้แต่คิดยังไม่เคย ผมยืนนิ่งจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อดี จะเดินกลับเข้าห้อง ปล่อยให้เรื่องราวมันคาราคาซังแบบนี้หรือ

“ขอคุยได้มั้ย” น้ำเสียงมัน ทำผมหัวใจอ่อนยวบ

ผมนั่งลงตรงกันข้ามมัน ผมเจ็บนะ เจ็บเหลือเกิน แต่ผมอยากจะรู้ มันจะทำร้ายผมอีกหรือ หากมันอยากทำร้ายผมอีก ผมยอม ผมยินดีที่มันฆ่าผม อย่างน้อยที่สุด ให้ผมตายเพราะคนที่ผมรัก ผมยินดี

“สิ่งที่พี่เห็นอาจจะไม่ใช่อย่างที่พี่คิด”

ผมมองหน้ามัน คนเราเห็นแก่ตัว หรือจะหาคำแก้ตัวหรู ๆ ที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรือ สิ่งที่เห็นมาด้วยสองตา มันจะไม่ใช่แบบที่ผมคิดได้หรือ




“เลิกกับพี่เหอะ กลับไปคราวนี้ เราต่างคนต่างเดิน” ผมบอกมันด้วยน้ำเสียงที่เรียบที่สุดแล้ว

“ทำไมล่ะพี่”

“เพราะเราไม่ใช่ไงโก เราอย่าทำร้ายกันอีกเลย”

ผมมองหน้ามัน แววตาผมตอนนั้น พร้อมที่จะให้มันเดินไปจากผม เพราะผมไม่อาจที่จะทนได้อีกต่อไปแล้ว ผมไม่อยากเจ็บ ไม่อยากที่จะอยู่ในสภาพแบบที่เป็นอยู่ เวลาผมเจ็บ มันเจ็บกับผมด้วยหรือ . . .

ผมเจ็บของผมอยู่คนเดียว

“พี่จะให้ผมทำยังไง”

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น โกก็ทำอย่างที่โกอยากทำ เพราะอย่างไร โกก็ทำแบบที่พี่อยากให้ทำไม่ได้ แล้วพี่ก็ไม่อยากดึงใครเอาไว้”

“พี่จะให้ผมทำอะไร”

“โกกลับมาเป็นคนเดิมได้มั้ย กลับมาเป็นคนที่ตั้งใจเรียนแบบเดิมได้หรือ”

“ถ้าผมทำได้ล่ะ”

“แล้วถ้าทำไม่ได้ล่ะ เราเดินมาไกลแล้วโก ไกลเกินกว่าที่จะกลับไปเริ่มต้นอีกแล้ว สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนี้ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนสองคน เราต่างคนต่างอยู่”

“แต่ . . .”

“ดีที่สุดแล้ว ที่ผ่านมา ขอบใจ ขอบใจที่ทำให้พี่รู้ว่าความสุขมันมีอยู่จริง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่พี่ก็มีมัน” ผมยิ้ม ก่อนลุกขึ้นจะกลับเข้าห้อง

มันลุกมากอดผมเอาไว้จากด้านหลัง . . .

“พี่อาร์ม ผมจะเป็นคนเดิม เป็นน้องคนเดิมของพี่นะ”

“อย่าเลยมันไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกโก เพราะถ้าโกกลับไปอยู่กับพี่ แล้วโกเอาแต่คุยโทรศัพท์อีก พี่ก็ไม่มีความสุข แล้วพอพูด เราก็ต้องทะเลาะกัน ให้มันจบลงที่วันนี้ วันที่เรายังมีความรักให้กัน พี่ไม่อยากให้เราจบกันด้วยความรู้สึกเกลียด” ผมบอกมัน

แก้มผมอบอุ่นด้วยสิ่งที่ไหลมาจากภายในของผม ผมเจ็บปวด เจียนตาย ไม่อยากเจ็บอีกแล้ว ไม่อยากทรมานตัวเองด้วยความรักอีก

“มันไม่มีทางเลยหรือพี่” เสียงมันสะอื้น

ผมรู้ . . .




ทั้งมันทั้งผมเจ็บไม่แตกต่างกัน หากแต่ผมไม่อยากจะเจ็บอีกกระมัง บางที การที่เราห่างกัน อาจทำให้เรารู้จักหัวใจตัวเองมากขึ้น เราจะได้รู้ความต้องการที่แท้จริงของตัวเองได้เสียที

“เลิกกับเขาได้หรือ ไม่คุยกับเขาได้หรือ”

มันเงียบ . . .

. . . ผมรู้แล้ว มันรักเขาไปแล้ว

ผมเข้าใจดี . . .

ผู้หญิงกับผู้ชาย เกิดมาคู่กัน ผมห้ามใครไม่ได้หรอก หากใครจะรักกันผมควรยินดีมิใช่หรือ โลกสร้างสิ่งที่ถูกต้องมาคู่กัน

ส่วนผม . . .

. . . มนุษย์ที่ถูกสาป

ไม่รู้เพศตัวเอง . . .

“ปล่อยเถอะ” ผมแกะมือมันออกจากตัว

“พี่อาร์ม งั้นผมขออะไรสักอย่างได้มั้ย”

“อะไร”

“ผมเลิกกับเขาก็ได้ ผมขอแค่ให้เขาเป็นแค่เพื่อนผมเท่านั้น นะพี่อาร์ม”

“ไม่เข้าใจ”

“ผมผิดเองมั้งพี่ แต่ผมจะเลิกกับเขา ผมจะบอกเขาว่าเราเป็นแค่เพื่อนกัน พี่อาร์มอย่าทิ้งผมไปนะ ผมขอแค่เพื่อนเท่านั้น พี่อาร์มจะให้ผมทำอะไรผมก็ยอม”

ผมหันกลับมามองหน้ามัน . . .

“ผมขอคบเขาแค่เพื่อนนะพี่อาร์ม”

มันน้ำตาร่วงริน หากหัวใจผมล่ะ ท่วมไปด้วยน้ำตา ผมรักมันมาก มากกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก สิ่งที่มันขอ ถ้าผมบอก . . .

. . . ไม่ได้ . . .

ผมคงเห็นแก่ตัวเกินไป

หาก . . . ผมลืมคิด

ถ้าวันนั้น . . .

ผมใจแข็งกว่านี้ . . .

วันนี้ผมคงไม่เจ็บปวดเฉกเช่นนี้ ผมให้อภัยคนที่ผมรักเสมอ ผมไม่เคยคิดจะโกรธหรือเกลียดคนที่ผมรัก คนที่ผมบอกเสมอ มันคือหัวใจของผม ผมรักมัน รักมันมากมาย ผมรักมันและยอมมันทุก ๆ เรื่อง แต่มีอยู่สิ่งนึงผมลืมไป

ผมลืมให้อภัยตัวเอง . . .





 

Create Date : 12 มกราคม 2553
2 comments
Last Update : 12 มกราคม 2553 19:28:17 น.
Counter : 481 Pageviews.

 

อย่าเพิ่งเบื่อเม้นท์ เม นะค่ะ แค่อยากให้กำลังใจ จขบ.ที่ตั้งใจถ่ายทอดออกมาแต่ละตอนอ่าค่ะ เอาไปเลย ๑ เม้นท์

 

โดย: ผู้หญิงมากฝัน (maesnake ) 13 มกราคม 2553 15:10:45 น.  

 

รอชมตอนต่อไปจ้า

 

โดย: ผักกาด IP: 58.137.0.162 16 มกราคม 2553 9:39:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


นนท์ปวิชญ์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add นนท์ปวิชญ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.