Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
22 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
[ FD 3182 ] รั ก ฤ ๅ ผู ก พั น ฯ # ๓ ๗ #

**คำเตือน**




เรื่องนี้ . . .





เป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับบุคล หรือเหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในบรรณภิภพนี้ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างมากถึงมากที่สุด



ปล. เป็นเรื่องแต่งมิได้เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อ เจ้าของบล๊อก







ต อ น ที่ ๓ ๗




หลังจากครั้งนั้น ผมก็กลับเมืองไทยทุกเดือนตามที่มีรูทบินเข้าใจ และทุกครั้งที่ผมกลับมา ผมไปหาหลวงพ่อแทบทุกครั้งเหมือนกัน เพราะผมรู้ นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมควรระลึกถึงมากที่สุด ผมค่อย ๆ ทำใจยอมรับว่า ระหว่างผมกับมัน จบสิ้นกันไปแล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวเนื่องต่อกันอีก

เวลา . . .

. . . มันค่อย ๆ หลอมให้ผมชาชิน

การมีอยู่หรือไม่มีโกเมศวร์ . . .

สำหรับผมมันไม่สำคัญอีกแล้ว ผมอยู่มาได้โดยไม่มีมัน แม้ลึก ๆ ผมจะคิดถึงมัน แต่ผมรู้ บนผืนโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ ไม่ใช่มีแค่ผมคนเดียวหรอกที่เจอเรื่องราวแบบนี้ ยังมีคนอีกมากมายที่เจอ . . .

บางคนอาจจะหนักกว่าที่ผมเจอเสียอีก . . .

หากมีใครถามผมว่า . . .

. . .เสียใจกับสิ่งที่ผ่านมามั้ย

ไม่ครับ . . .

ผมไม่เคยเสียในกับสิ่งที่ผมทำ เพราะผมได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ผมได้ทำในสิ่งที่ผมเองยังไม่เคยคิดว่าผมจะทำมันได้ แต่ผมก็ทำได้ ผมทำให้คน ๆ นึงมีชีวิตที่ดีกว่าที่ควรจะเป็น

แม้บ้างครั้ง . . .

. . . ในเส้นทางนั้น

เต็มไปด้วยหยดเลือดและหยาดน้ำตา . . .



๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๐

“เฮ้ย . . .” เสียงนั่น ตกใจใหญ่ เมื่อมันเปิดประตูเข้ามา ผมยิ้มให้มันเพื่อนที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต

“มาเมื่อไหร่มึง ไม่โทรบอกกู” มันปรี่เข้ามานั่งใกล้ ๆ ผมที่กำลังนั่งดูทีวีในคอนโดของผม หรือจะเป็นของมันดี

“เมื่อเช้า”

“ไม่เจอตั้งเกือบสองปี มึงนะมึง” มันผลักหัวผมเบา ๆ

“แล้วดีมั้ยล่ะ กูหล่อขึ้นมั้ย”

“สัสสสส ปากดี แล้วมากี่วันสองอาทิตย์เหรอ ดี ๆ กูจะได้ลาพักร้อน ได้เวลาเที่ยวมั่งแล้วมั้ง”

“เสียใจเพื่อน สามสิบชั่วโมง คัมโฮมต้องรอเมษายนโน่น อีกหลายเดือน ไม่ได้มางานแต่งมึงเลย แต่กูมีของขวัญย้อนหลังนะโว้ยอยู่ในห้องมึงนั่นแหละ” ผมยิ้ม

“มึงก็รู้ กูแต่งกันเพราะผู้ใหญ่เขาเห็นดีกัน มิ้นเองเขาก็ไม่อยากขัดใจที่บ้าน”

“มาทำปากดี ไอ้มิ้นมันประกาศจองมึงมาตั้งนานแล้ว วันสิ้นปีแบบนี้มึงกลับมานี่ทำไม ไม่ไปอยู่กับเมียมึงว่ะ”

“ไอ้บูติกอะดิ๊ ส่งไปอยู่ญี่ปุ่นอาทิตย์กว่าแล้ว คนขาด ต้องไปแทนเขาที่โน่นเดือนนึง”

แหม . . . ทำไมตอนที่กูอยู่ ไม่มีแบบนี้วะ อย่างไกลสุดก็สนามบินสมุยเอง แต่อย่างว่าเดี๋ยวนี้เขาเริ่มโตแล้ว สั่งแอร์บัสเข้าประจำฝูงบินเยอะเสียด้วย โลกหมุนรอบ ๆ ตัวเอง อะไร ๆ ก็โตขึ้นเรื่อย ๆ

เวลาเปลี่ยนแปลงทุก ๆ อย่างจริง ๆ

“มึงเลยสบายดิ๊”

“เออ ไอ้โก . . “ มันเอ่ย หากช้ากว่าผม

“คุยเรื่องอื่นได้มั้ย”

ผมมองหน้ามัน แววตาผมบอกมัน ผมไม่พร้อมกับเรื่องที่มันจะคุย หรือบางที ผมยังไม่เลิกที่จะวิ่งหนีหัวใจตัวเองกระมัง

“อะไรว๊ามึง เกือบสองปีแล้วนะโว้ย”

“เรื่องของกู . . .” ผมเริ่มงอนมันแร่ะ

“แม่งเอ้ย . . . กูกลับมาเมืองไทย แทนที่จะหาเรื่องสบายหู แต่ดันเอาเรื่องอะไรที่กูไม่อยากฟังมาพูดอยู่ได้”




ผมไม่อยากรู้เรื่องราวของมันจริง ๆ หรือแท้จริงแล้วในส่วนลึกของหัวใจผมอยากรู้ แต่ผมกลัวว่าสิ่งที่ผมรู้มันจะทำให้ผมเจ็บปวดกันแน่

ความจริงมันน่ากลัว . . .

. . . และผมมันก็พวกกลัวความเป็นจริง

“ไอ้แดนถามหา มันบอก มึงไม่โทรหามันเลย”

“ก็คุยเอ็มกันออกบ่อย แม่งแถมส่งเพลงไปให้กูเรื่อย แต่ละเพลงจิ้ดหัวใจ สงสัยยังรอกูมั้ง แต่ก็แค่ทางเอ็ม เพราะส่วนมากคนที่กูโทรหาที่เมืองไทยมีแค่คนเดียว คนเดียวที่กูแน่ใจว่ามันจะไม่ทำร้ายกู” ผมมองหน้ามัน

เพื่อนรักของผม . . .

ความหมายมันคงรู้ไม่ต้องแปลกันอีก เพราะต่างฝ่ายต่างเข้าใจกับความหมายของมันดีอยู่แล้ว มันยิ้มให้ผม

“อยู่ที่โน่นไม่มีใครเลยเหรอ” ไอ้เพื่อนรักมันถาม

มันมองหน้าผม ผมยิ้มให้มันจะตอบยังไงดีหว่า แค่งานที่ทำก็เหนื่อยแทบขาดใจอยู่แล้ว จะมีเวลาไปมองใครเขาอีก ความรักใช่เดินเข้าซุปเปอร์มาเก็ตแล้วหยิบ ๆ มาซะที่ไหน

คนรักกัน . . .

. . . มันต้องมีเวลาให้กัน

และที่สำคัญ . . .

. . . ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน . . .

“ไม่อ่ะ ไม่อยากมี”

“ทำไม”

“เอ๊ะไอ้นี่ ไม่อยากมีคือไม่อยากมี ไอ้ทำไมนะ ถามเพื่อให้ได้อะไรขึ้นมา คนไม่อยากมี ก็ถาม กูไม่มีไม่ดีเหรอมึง ขืนกูได้ไอ้โพกหัวที่โน่น กูไม่กลับมาเมืองไทยนะโว้ย เอาแบบนั้นมั้ยเพื่อน”

เวลาที่ผมคุยกับมันเหมือนจะทะเลาะกันมากกว่า นาน ๆ ครั้งที่จะได้คุยดี ๆ กับมันสักครั้ง แล้วเหมือนมันจะรู้ว่าถ้าผมไม่อยากคุยเรื่องไหน ผมจะพยายามเบรกมัน แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย

“เพิ่งไปหาหลวงพ่อมาเมื่อตอนหยุดรัฐธรรมนูญ กับกับไอ้แดน กับอีกคน. . .” มันเล่า มองหน้าผม ผมพยักหน้ารับรู้

“ขอบใจ ขอบใจที่ทำหน้าที่ลูกที่ดีแทนกู”

“ท่านแก่ไปเยอะนะอาร์ม แต่ดีที่มีคนคอยพาไปหาหมอทุกเดือน” มันพยายามทอดหางตามาที่ผม

“รู้แล้ว”




“รู้ได้ไง”

“พอกูนะมึง กูก็ไปดูแลมาเกือบทุกเดือนเหมือนกัน”

มันมองหน้าผม ทำหน้าเหมือนจะไม่เชื่อ หากแต่ผมมองหน้ามันตอบ ก่อนยักคิ้วให้มัน ผมจะโกหกมันทำไม ในเมื่อผมไปมาจริง ๆ

“พูดเป็นเล่น”

“ยากตรงไหน บินลงสุวรรณภูมิตอนก่อนเคารพธงชาติ แล้วบินไปเชียงใหม่ แค่เดือนละสามสี่พันค่าเครื่องไปหาพ่อกู ทำไมกูจะจ่ายไม่ได้ อยู่โน่นก็ไม่ได้ใช้อะไรมากอยู่แล้ว ลำพังงานก็เหนื่อยแทบตาย จะให้เที่ยวไหนอีกได้ ถือเสียว่าทำอะไรให้หลวงพ่อสบายใจบ้าง แล้วกลับค่ำ ๆ มานอนโรงแรม รุ่งเช้าก็บินต่อกลับโดฮา ทำออกบ่อย อย่างที่มึงไปครั้งล่าสุดมึงไปกับใครกูก็รู้ แถมพาหลวงพ่อไปตรวจที่สวนดอก เห็นมะ กูไม่ได้อำ ไม่เชื่อไปคราวหน้าถามหลวงพ่อดิ๊”

“ไอ้เหี้ย มิน่า ไม่ค่อยกลับมาคอนโด แถมมีคนบอกว่าเจอมึง”

“ใคร” ผมมองหน้ามัน

“ใครก็ได้ที่มึงไม่อยากเจอ” มันเล่นลิ้น

“ก็ดีแล้ว ไม่เจอดีที่สุด”

“หลอกหมาเหอะมึง ไม่เจอดีที่สุด ถุย ไม่เคยได้ยินหรือ ตัดบัวยังเหลือใย ตัดหัวใจ . . .”

“เหลือแต่ความเจ็บปวดไง” ผมต่อแทนมันเสร็จสรรพ

“ใช่แต่มึงที่เจ็บ คนอื่นอาจเจ็บยิ่งกว่ามึงก็ได้”

“เลิกพูดเหอะ พูดเรื่องนี้ไม่อยากกลับบ้าน เบื่อ”

“ใช่ดิ๊เบื่อ ทำอย่างกะที่นี่ไม่ใช่บ้าน มาทีเชียงใหม่ ๆ ๆ ไม่โผล่หัวมาเลย ไม่รู้เหรอ ว่าเวลาคิดถึงเพื่อนมันเป็นยังไง”

“เอ้า ที่โน่นบ้านกู แล้วเชียงใหม่กรุงเทพฯ จะบินเวลาไหนล่ะมึงเดี๋ยวนี้มีเกือบสามสิบไฟล์ต่อวัน บินได้ตลอด”

“แม่งเอ้ย มึงนี้มันจอมวางแผนจริง ๆ กูละเชื่อ”

“หลวงพ่อแก่มากนะมึง กลับมาอยู่บ้านเราเหอะ”

“ยังไม่หมดสัญญา”

“แล้วเซ็นใหม่เดือนไหน”

“ปลายเมษา”

“อยากกลับมามั้ย”

“ไม่ . . . ไม่รู้นะ รู้แค่ว่าอยู่ที่โน่นสบายจะตาย”




เชื่อเหอะ ไอ้เพื่อนรักมันมองไม่เห็นหรอก ว่าที่ผมพูดมันสวนทางกับความเป็นจริง เพราะความจริงแล้ว ที่โน่นนะสุดยอดของความเหงาเลย มันทรมานมากที่สุดอยู่แล้ว

แต่ . . . อย่างว่า

ผมยังไม่รู้เลยว่าจะเอายังไงต่อดี . . .

จะบอกมันว่าเพิ่งส่งใบสมัครไปที่อเมริกา ก็กลัวมันจะขังเอาไว้ แบบน้องอั้มขังน้องแอฟ ในจำเลยรัก ที่ยิงสปอร์ตถี่ยิบทางช่องสามตอนนี้ก็นะ แบบนั้นแย่เลย ก็เลย ไม่พูดดีกว่า อีกตั้งหลายเดือนคิดไปก็ปวดหัวเปล่า ๆ ยังมีเวลาอีกนาน

ยังไม่มกราคมเลย . . .

. . . ก็วันนี้มันเดือนสุดท้ายของธันวาคม

“ออกไปเคาน์ดาวน์กันมั้ย”

“ไอ้เพื่อนเลว กะมอมกูเหรอยากว่ะ ตอนนี้กูรู้หน้าที่ของกู มาก่อนเรื่องอื่นใดทั้งหมด เมาไป พี่เพอร์เชอร์คงให้กูบินหรอก อย่ามาวางแผน”

“ไม่ได้มอม แค่อยากให้ไปผู้คนบ้าง”

“จะไปไหนมึง สองทุ่มกว่าเข้าแล้ว ที่ไหน ๆ ก็แน่นทั้งนั้นแหละกูว่า”

“เอาน่า สักหน่อยเหอะ อยู่ทำไมที่ห้อง”

“มึงจะไปไหน เซ็นทรัลเวิร์ลเหรอ ไม่กลัวระเบิดเหรอ” ผมยิ้ม ก็ปีที่มีการยึดอำนาจ เจอตั้งหลายลูกทั่วกรุง

“งั้นไปนั่งหาอะไรกินเบา ๆ มั้ย เลือกร้านมาเลย กูเลี้ยงเอง”

“เลี้ยงกูจริงอ่ะ” ผมมองหน้ามัน

“เอ้าจริง ๆ จะไปไม่ไป ลีลา”

“ไปก็ไป . . . ให้กูเลือกร้านใช่มั้ย”

“อือ”

ผมยิ้มให้มันแบบมีเล่ห์ เพราะผมนะไม่อยากออกไปเท่าไหร่หรอก แต่หากมันอยากให้ออก ก็ไปได้ แต่รับรอง ถ้าผมเลือกร้าน มันอาจคิดนาน และพาลจะไม่ไปเสียด้วยซ้ำ

“ตกลงคิดได้ยังจะเอาร้านไหน”

“ร้านเดิม”

“ร้านไหนว่ะ”

“ร้านที่กูกระโดดให้รถชน อยากไป ยังไม่เจ๊งใช่มั้ย” ผมยิ้มให้มัน

“สัสสสสสสส นอนเหอะ ไปร้านนั้นทีไรหวาดหวั่น ยิ่งไปกับมึงด้วยแล้ว ไม่เอาหรอก ไม่อยากไป”





“ดีมากงั้นนอน . . . เพราะพรุ่งนี้กูมีบินไฟลท์บ่าย ต้องไปเช็คเอ้าท์ที่โรงแรมเที่ยงว่ะ ไว้คราวหน้าเพื่อน คัมโฮม อยากไปไหนไปหมด”

“ได้ . . . แต่คืนนี้กูนอนกับมึงได้มั้ยว่ะ อยากนอนคุย ไม่ได้เจอตั้งเกือบสองปี คิดถึงชิบหาย”

“เออ แต่ถ้าคิดถึงกูแล้วกูชิบหาย ไม่ต้องคิดถึงกูก็ได้” ผมยิ้มให้มัน บางทีผมอาจจะหายกลัวเมืองไทยแล้วก็ได้

คืนนั้นผมนอนคุยกับมันข้ามปี . . .

เหมือนที่มีคนบอก . . .

เด็ก ๆ มักจะคิดว่า พรุ่งนี้ไปไหน ตื่นมาจะไปวิ่งเล่นกับใคร ไปเรียน ไปโน่นไปนี่ หาก คนที่อยู่ในวัยแบบผม เริ่มมองถึงสิ่งที่ผ่านมา สมัยเรียนมหาวิทยาลัยสนุกแบบนั้น มีเรื่องนี้ให้ยิ้ม อะไรมากมายที่อยู่ในความทรงจำ เด็กจะนึกถึงพรุ่งนี้เสมอ . . .

หาก . . .

. . . ผู้ใหญ่ ชอบคิดถึงวันเมื่อวาน

ผมตื่นมาเกือบสิบโมงเช้า เพื่อเตรียมไปทำงานต่อ บางทีก็เบื่อนะ งานที่ทำ มันไม่ได้สนุกเลย มันน่าเบื่อหน่าย ไปถึงก็ประชุมกับลูกเรือทั้งหมด ทบทวนกฎต่าง ๆ กับพี่เพอร์เชอร์ แล้วพอเข้าไปในเคบิน ต้องตรวจดูความเรียบร้อย คอยผสมเครื่องดื่ม เช็คจำนวนว่ามีพอมั้ย งานที่น่าซ้ำซากสำหรับผม

แต่ . . . ถ้าผมไม่ทำ จะทำอะไรดี

“ไอ้อาร์ม . . .”

ไอ้เพื่อนรักมันเรียก เมื่อผมแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว มันมองหน้าผมเหมือนมีความลับที่จะบอก

“มีบินเข้าไทยอีกเมื่อไหร่”

“เดือนนี้ ราวยี่สิบกว่า ๆ มั้ง ไม่แน่ใจ ต้องเช็คอีกที”

“แลกได้มั้ย แบบถ้ามีธุระที่เมืองไทยอะไรแบบนี้” เสียงมันเบา ๆ

“มึงเป็นอะไร มีอะไรก็พูดมา ทำไมจะแลกไม่ได้ บอกก่อนสักอาทิตย์นึง เขาก็เปลี่ยนตารางให้อยู่หรอก เพราะถ้ามีธุระ ก็ได้”

ทำไมจะไม่ได้ . . .

ก็ปีแรกที่ผมมีรูทบินเข้าใจ ผมประกาศในหมู่ลูกเรือคนไทย ใครอยากกลับบ้านมาแลกกับผม มีแต่คนอยากกลับทั้งนั้น มีแต่ผมนี่แหละ บ้าหนีเมืองไทยอยู่คนเดียว แล้วถ้าเกิดผมมีธุระจริง ๆ ทำไมเขาจะไม่ให้บินกลับล่ะ




“มางานรับปริญญาได้มั้ย”

“ใครรับ”

“ไอ้โก”

มันมองหน้าผม เหมือนไม่แน่ใจว่าจะพูดเรื่องนี้ดีมั้ย หากผมหรือ ตอนนั้นหัวใจผมพองโต ดีใจนะที่มันมีวันนั้นจนได้ ถึงแม้จะช้าไปปีนึงก็เหอะ

“บ้าพระจอมรับไปตั้งแต่ปลายปี”

“สมเด็จฯ ติดภารกิจ มารับยี่สิบเอ็ดมั้ง ไม่แน่ใจ เดี๋ยวกูส่งวันที่แน่นอนเข้าเมล์ให้มึงอีกที มาได้มั้ย”

“ไม่มา มาทำไม” ผมมองหน้ามัน

“ไอ้อาร์ม . . .” มันเดินมาจ้องหน้าผมเอาไว้

“. . . มึงลองคิดถึงหัวใจคนอื่นบ้าง ลองเอาหัวใจคนที่มึงรัก มาใส่ในหัวใจมึง ลองมองในมุมที่มันมองบ้าง อย่ามองแค่มุมที่หัวใจตัวเองอยากให้เป็น”

“อะไรของมึง” ผมหลบสายตามัน

ใช่ !

ผมกลัวความจริง เพราะความจริงทั้งหลายที่ผมเจอ มีแต่ความเจ็บปวด วันนี้ผมทุเลาลง แม้มันจะไม่หายสนิท แต่มันไม่ได้ทุรนทุรายแบบที่ผ่านมา ผมไม่อยากเจอ ไม่อยากเจ็บปวดแบบเมื่อวันก่อนอีก

“ฟังกูหน่อยนะเพื่อน ฟังกูสักนิด” มันจับสองมือผใมเขย่า

ผมมองหน้ามัน ทำไมมันจริงจังกับเรื่องราวของไอ้โกมากนัก มันทำอย่างกับว่าเรื่องที่ผ่านมาเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ผมจะปล่อยให้อะไรมันผ่านเลยไป โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาว่าหัวใจที่เจ็บปวดมันเป็นอย่างไร

“มันมีวันนั้นได้เพราะมึง มันคงอยากเห็นมึงมา ในวันที่มันเดินมาถึงจุดนี้ มึงลองคิดถึงความรู้สึกของคนที่ยืนปลายทางแล้วมองไม่เห็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนะอาร์ม ถ้ามึงไม่มา มันจะเสียใจขนาดไหน มึงนะโตแล้ว ลองคิดดูให้ดี”

“แค่นี้ใช่มั้ย กูไปแล้วนะ”

“ไอ้อาร์ม ใจแข็งนักวะ ไอ้เพื่อนเหี้ย” มันด่าผมตามหลัง

ผมเดินหนีออกมาเลย ทำไมผมจะไม่คิด ผมคิดเหมือนกัน คิดมาตลอด และผมก็รู้ว่ามันยังไม่ได้รับปริญญา เพราะมันช้าไปเทอมนึง เลยทำให้ต้องมารับกับปีถัดมา

ทุกอย่างไม่ใช่ผม . . .

. . . แต่เป็นมัน




มันทำตัวเอง มันทำตัวของมันเองต่างหาก ในวันที่ผมอยู่ข้าง ๆ มัน มันเคยที่จะมองหัวใจของผมบ้างมั้ย แล้ววันนี้ . . .

. . . จะให้ผมเดินไปหามันหรือ

“เลิกคุยเรื่องนี้เหอะเพื่อน ไว้เจอกันคัมโฮม” ผมหันมายิ้มให้มันก่อนออกมาจากห้อง

สิ่งที่ไอ้เพื่อนรักพูด มันรบกวนหัวใจของผมจริง ๆ เหมือนตะกอนก้นแก้วโดนกวนให้ขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมมาทำงานด้วยหัวใจที่ว้าวุ่น นี่ผมกำลังทำถูกหรือผิดกันแน่ ผมไม่รู้ว่าที่ผ่านมาผมทำเพื่อนมัน หรือผมทำเพื่อตัวเอง

ผมรักมัน . . .

รักแบบไหน ?

. . .ที่ผมอยากเห็นมันได้เรียน

เกี่ยวกันมั้ยกับที่มันต้องรักผม

หลากหลายคำถามที่มันเกิดขึ้นมากับผม ผมพยายามทำตัวให้นิ่ง ให้สงบมากที่สุด เพื่อคิดเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด

แล้วผมก็ได้คำตอบ . . .

. . . คำตอบของหัวใจ



ศูนย์แสดงสินค้าไบเทคบางนาคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ที่แน่นขนัด จนดูเหมือนกับว่าที่นี่จะคับแคบลงไปถนัดตา รถติดตั้งแต่ตอนที่เริ่มเข้ามาทางศูนย์แสดงสินค้า ผมเหรอ ใจเต้นตุ่ม ๆ กลัวเป็นที่สุด

“อาร์ม แกแน่ใจนะโว้ย ว่าไม่เจอแน่ ๆ” ผมมองหน้าน้องอาร์มเล็ก ที่ผมลงทุนออกตั๋วเครื่องไปกลับ สิงคโปร์ กรุงเทพฯ ก็มันมีรูทบินลงสิงคโปร์ แล้วได้หยุดที่นั่นห้าวัน

ที่จริงการออกนอกประเทศแบบนี้ผิดกฎบริษัท แต่ไอ้อาร์มเล็กมันเชี่ยว มันหาช่องได้เสมอ อีกอย่างมันบอก ไม่แคร์ เบื่อที่นี่จะแย่อยู่แล้ว ถ้าเขาเรื่องมากก็ออก เอากับมันดิ๊

อย่าว่าแต่มันเลย . . . ผมก็เคย

สิงคโปร์ . . . เชียงใหม่ บินออกบ่อย อิอิอิ

“ที่จริงเดินเข้าไปหามัน ไปถ่ายรูปกับมันก็สิ้นเรื่องแล้ว ทำแบบนี้ให้ยุ่งทำไม”

“ไม่กล้านี่หว่า ไม่เจอกันตั้งสองปี ไม่รู้มันมีลูกมีเมียหรือยัง ทะเล่อทะล่าเข้าไป ไม่รู้หัวใจตัวเองจะรับได้แค่ไหนอ่ะดิ”




“ครับท่านพี่ เลยต้องแอบมามองมันนี่นะ ถ้าผมเป็นมันนะ ผมรักพี่ตายเลย ทำอะไรมากมายมาตั้งแต่ต้น แถมที่ปากแข็งบอกไม่มา ๆ แต่พอไปถึง ขอแลกไฟลท์ใหญ่เลย คนเรานะคนเรา ปากแข็งไปได้”

“เออดิ๊ ทำไงได้ อย่าบ่นได้มั้ย”

“เอาน่า ผมก็ลูกพระจอมฯ นะพี่ รับที่นี่เหมือนกัน ผมรับรอง ถ้าพี่ไม่อยากให้มันเจอ มันจะไม่มีวันเจอพี่เด็ดขาด ผมจะทำทุกวิถีทางที่มันจะไม่สามารถมองเห็นพี่ โอเคมะพี่” มันพูดจนผมมั่นใจกับมัน

แต่ . . .

. . . หัวใจผม มันเต้นระส่ำ

กลัว . . . จะเจอมัน

ทั้ง ๆ ที่ผมอยากมาเห็นมัน อยากเห็นครุยแดง สิ่งที่ผมหวังเอาไว้ตลอดตั้งแต่ต้น วันนี้ ผมจะได้เห็นมัน ได้เห็นทั้งสองตา

เมื่อเข้ามาด้านใน ผมต้องใส่หมวก ใส่แว่นดำ ประมาณว่าพรางตัวเองเอาไว้ก่อน แถมเวลาเดินก้มหน้าหงุด ไม่กล้าที่จะมองหน้าใคร กลัวเจอมัน กลัวเจอญาติพี่น้องของมัน ถ้าแบบนั้น ผมไม่รู้จะตอบคำถามมันยังไงเหมือนกัน

“ไปพี่รู้แล้วมันอยู่ที่ไหน”

อาร์มเล็กมันฉลาดเป็นกรด มันเอาเครื่องมันโทรเข้าเครื่องไอ้โก หลอกถามว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว เวลาวุ่น ๆ แบบนี้ มันบอกว่า คนรับปริญญาไม่สังเกตหรอกว่าใครโทรเข้ามา เพราะคนที่มาแสดงความยินดีมากมาย

มันจูงมือผมเดินแทรกฝ่าฝูงคนมาจนได้ . . .

. . . คนที่อยู่ในครุยแดง

ผมเห็น จำได้ดี ภาพนั้นอยู่ในหัวใจผมเสมอ คนที่ผมไม่เคยลืม คนเดียวกับที่เคยวิ่งตามผมตะรอน ๆ ที่ปาย

แววตาผมร้อนผ่าว ผมดีใจอย่างบอกไม่ถูก ดีใจที่ได้เห็นมัน วันนี้มันถึงฝั่งแบบที่ผมหวังเอาไว้ รอบ ๆ ตัวมันมีแต่คนที่ผมรู้จัก แม่ของมัน ยายของมัน ตาของมัน น้า ๆ ญาติโกโหติกาของมันมารายล้อมมันอยู่เต็มไปหมด

ที่สำคัญ . . .

พ่อมันก็มา หลังจากที่แกหายไปร่วมสามปี

อย่างน้อยที่สุด . . .




. . . ผมทำสิ่งที่ดีให้กับมัน และผมแน่ใจ ผมจะไม่มีวันทำแบบนี้กับใครอีกเป็นเด็ดขาด เพราะผมรู้แล้ว

ความรัก . . .

. . . ฤๅ

ความผูกพัน . . .

หากอยู่กับเรา มันตัดยาก มันพร้อมที่จะทำให้เราเจ็บปวดได้ตลอดเวลา สิ่งที่ผ่านมามันบอกผมเสมอ อย่าทะลึ่งไปรักใครอีก เจ็บครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว หัวใจเป็นก้อนเนื้อนะ อย่าให้มันบอบช้ำมากว่านี้อีกเลย

นั่น . . .

ไอ้เพื่อนรักของผม มากับไอ้แดน

ผมมองมันเดินไปถ่ายรูปกับไอ้โอ๋น้ำตาผมเอ่อ ผมอิจฉามันสองคนจังเลย ไอ้เพื่อนรักของผม ถ้าวันนั้นไม่มีเรื่องบ้า ๆ วันนี้ ผมคงได้ไปยืนใกล้ ๆ มัน ได้ยิ้มกับวันที่มันเป็นบัณฑิตเต็มตัว ไม่ต้องคอยมาแอบมองมันแบบนี้

โกมันหันไปหันมา . . .

. . . เหมือนรอใครบางคน

แต่คงไม่ใช่ผมหรอก . . .

สำหรับผม คงเป็นคนนอกของชีวิตมันไปแล้ว ผมไม่ได้มีความสำคัญกับมันมากขนาดนั้น ผมยืนมองคนโน้นคนนี้เข้าไปถ่ายรูปกับมัน แอบอิจฉาเขาลึก ๆ แต่ก็นะ ถ้าไม่มีผม เขาเหล่านั้นไม่มีวันได้ถ่ายรูปกับมันหรอก ผมได้แต่บอกตัวเอง ผมยิ้มทั้งน้ำตาเป็นสุขที่สุดแล้ววันนี้

“พี่อาร์ม คนนั้นมะ”

“อืม” อาร์มเล็กมันเคยเห็น รูปของโกเมศวร์ ผมเคยเอารู้ให้มันดูหลายครั้งแล้ว

“แต่คนที่อยู่ใกล้มันคนขาว ๆ หล่อจังพี่”

“ไอ้แดน”

“อูยพี่ หล่อกว่าที่ผมคิดเอาไว้อีก มีแฟนยังไม่รู้”

“ยังมั้งก่อนพี่ไป มันยังโสด สนใจมั้ยล่ะ พี่ติดต่อให้นะ”

“เอาจริง ๆ นะพี่ ไม่ไหวแล้วพี่ เห็นพี่แดนยิ้มแล้วน่ารัก โอเคเดี๋ยวผมไปจัดการให้พี่เอง” มันหันมายิ้ม

“เฮ้ยทำไร”

“น่าพี่ เชื่อใจผมเหอะ” มันหันมายักคิ้ว ก่อนที่จะเนียน ๆ เดินไปถ่ายรูปโกเมศวร์ ผมมองภาพนั้น น้ำตาไหล




วันนี้มันหล่อบาดใจเลย ครุยสีแดงหมากสุก ทำให้มันหล่อเหลือเกิน ผมยิ้มเหมือนคนบ้า มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกที่เห็นมันในชุดนี้ ผมอยากเห็นมันแค่นี้

แค่นี้เท่านั้นมิใช่หรือ . . .

วันนี้ . . . วันที่มันเลือกทางที่จะเดินเอง วันที่มันเดินได้อย่างเต็มภาคภูมิ ต่อจากนี้ มันจะเลือกอะไร ผมก็คงหมดห่วงแล้ว

ผมมาส่งมันถึงฝั่งอย่างปลอดภัย . . .

. . . แม้ผม

เกือบตายในกลางน้ำ แต่มันปลอดภัย คนที่ผมรักมากที่สุด ไปถึงฝั่ง ไปยังสิ่งที่ทุก ๆ คนในบ้านมันคาดหวัง ทุกคนคาดหวังกับมันคนแรกของครอบครัวที่ได้รับปริญญา

ผมไม่รู้เหมือนกัน คนอื่นเคยเป็นแบบผมมั้ย

แต่ . . . สำหรับผม

วันนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด วันนี้คือวันที่ผมหมดห่วง สิ่งที่ผมเคยยึดติดเอาไว้ จะได้วางลงอย่างดีที่สุดแล้ว ผมทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแบบที่ผมอยากทำแล้วล่ะ

ผมยิ้มนะ . . .

หากแต่ . . . มีน้ำตา

ไม่ใช่น้ำตาของความเสียใจเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นน้ำตาที่ผมรู้ว่า ผมไม่ใช่คนที่อยากดึงมันเอาไว้เพื่ออยู่กับผมตลอดชีวิต แต่ผมอยากเห็นมันมีชีวิตที่ดี ที่เป็นของมัน สิ่งนี้กระมังที่ผมหวังกับมันตั้งแต่ครั้งแรกที่ชวนมันมาเรียน

“พี่ เดินตามมันมาเรื่อย ๆ แล้วถ้าผมส่งสัญญาณพี่ไปทางหลังมันนะ”

ไอ้จอมวางแผน มันนัดแนะกับผมเอาไว้แล้ว ว่าจะหาทางถ่ายรูปคู่กับไอ้โกเมศวร์ให้ได้ ผมแปลกใจ จะทำได้อย่างไร แบบนั้นมันก็รู้หมดสิ ว่าผมมา แล้วในเวลานี้ผมยังไม่พร้อมที่จะเจอมัน

“น่าพี่ เชื่อผม กล้องผมจับโฟกัสได้หลายจุด พี่ห่างมันสักเมตร ไม่มีใครสงสัยหรอกน่าคนออกจะเยอะขนาดนี้ ถ้ามันเห็นพี่ก็รีบหลบแล้วแทรกหายไปกับฝูงคน รับรองตามกันไม่เจอหรอก” มันบอกผมแบบนั้น

ผมเชื่อมัน . . .

. . . เพราะผมเองก็อยากมีรูปถ่ายกับมัน

สนุกดีเหมือนกันนี่หว่า กับการคอยแอบใคร มันเนียนมาก มันสามารถทำตามที่มันบอกได้ตั้งสิบกว่ารูป โดยที่โกมันไม่รู้ตัวหรือสงสัยแม้แต่น้อย ผมเดินตามไปเรื่อย ๆ แถมยังต้องคอยหลบญาติ ๆ มันกับได้เพื่อนรักผมอีก




เวลาที่เราแอบทำมันสนุกแบบนี้นี่เอง . . .

มันตื่นเต้น คอยลุ้นอยู่ตลอดเวลา ว่าเขาจะจับได้มั้ย มิน่า ที่ผ่านมา ใครต่อใครมักจะแอบลักกินขโมยกิน ความสุขมันอยู่ที่การได้แอบไม่ให้เขาจับได้นี่แหละ

ผมเดินตามมันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย . .

จนเขาเรียกมันเข้าหอประชุมนั่นแหละ . . . ไอ้อาร์มถึงมานั่งหอบใกล้ ๆ กับผม มันเอากล้องมานั่งดูกับผม ผมยิ้มกว้าง เมื่อเห็นภาพคนที่ผมรัก

. . . ครุยแดง . . .

ผมทำได้นะ ผมทำได้ ผมทำในสิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะทำแบบนี้ได้ แต่ผมทำสำเร็จ วันนี้มันจะนึกถึงผมมั้ยนะ มันจะคิดถึงคนแบบผมหรือเปล่า . . .

“ทำไมมีรูปแดนเยอะจัง” ผมกดเลื่อนรูปไปทีละรูป

“เยอะที่ไหน นิดเดียวเอง”

“ชอบมันมั้ยล่ะ เดี๋ยวคราวหน้ามีบินมาไทยพร้อมกันจะนัดมันกินข้าว”

“บ้าพี่อาร์ม เขาไม่มองผมหรอก แต่ถ้าได้ก็ดีนะพี่ ฟังจากที่พี่เล่า ใครได้พี่แดนเป็นแฟนนี่สุดยอดเลย”

“รูปนี้สวยจัง” ผมหยุดที่รูปนั้น

คนที่ยืนขนาบซ้ายขวาของคนใส่ครุยสีหมากสุก . . .ไอ้เพื่อนรักกับไอ้แดน ทั้งสามคนยิ้มกว้าง ผมยิ้มกับภาพที่เห็น เพราะอย่างน้อยที่สุด คนที่ยืนเด่นหลังไอ้เพื่อนรักไม่ไกลกันเท่าไหร่ . . . ผมเอง

ภาพที่ผมมองจากทีวีวงจรปิด . . .

. . . สมเด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตร . . .

มันไม่น่าเบื่อเลย นั่นไง ผมเห็นแล้ว เวลาที่ผมรอคอยมาตลอดสิบปี คนที่ยืนยืนก้มหน้านิ่ง ต่อหน้าพระพักตร์ก่อนยกมือไปรับใบปริญญาจากพระหัตถ์ของสมเด็จฯ

ผมยิ้มทั้งน้ำตา . . .

. . . วันนี้ผมมีความสุขที่สุด สุขจนแทบทะลักออกมาจากหัวใจอยู่แล้ว

วันที่ผมรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว . . .




Create Date : 22 มกราคม 2553
Last Update : 22 มกราคม 2553 12:35:59 น. 2 comments
Counter : 573 Pageviews.

 
งืมงืม.. พรุ่งนี้มีต่ออีก ห้าตอนเลยช่ายอ่าค่ะ 555+


โดย: ผู้หญิงมากฝัน (maesnake ) วันที่: 22 มกราคม 2553 เวลา:13:04:26 น.  

 
ตื้นตันจิงๆนะ


โดย: ผักกาด IP: 58.137.0.162 วันที่: 22 มกราคม 2553 เวลา:14:25:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นนท์ปวิชญ์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add นนท์ปวิชญ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.