Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
13 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
[ ล า ว ] รั ก ฤ ๅ ผู ก พั น ฯ # ๒ ๒ #

**คำเตือน**




เรื่องนี้ . . .





เป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับบุคล หรือเหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในบรรณภิภพนี้ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างมากถึงมากที่สุด



ปล. เป็นเรื่องแต่งมิได้เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อ เจ้าของบล๊อก







ต อ น ที่ ๒ ๒




ผมไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวมากขนาดนั้น . . .

สิ่งที่เขาขอมันคงไม่มากเกินไป แต่ผมลืมไป ผมลืมนึกไป อะไรก็ตามแต่ที่ผมคิดไปแล้ว มันมักจะเกิดขึ้นมาเสมอ ผมมักจะคิดเรื่องที่มันยังไม่เกิด แล้วมันจะเกิดตามมาอีกไม่ช้า . . .


นักบวช . . . ป้าภา หรือ อาจเป็นโกเมศวร์

แต่ . . . มาเจอที่ป้าภา

โกเมศวร์ กับหน่อย มันบอก แฟนเพื่อน โทรมาปรึกษา แต่ผมบอกมันเอง ว่ามันรักเขาไปแล้ว มันรักไปแล้ว ผมลืมเอาสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียน เพราะผมเชื่อใจมัน

ความรัก . . .

. . . ความหลง

สองอย่างนี้เคยแยกกันออกหรือ เหมือนผมที่รักมัน หรือเพราะที่จริงแล้วผมหลงมัน ผมหลงในสิ่งที่ผมวาดเอาไว้ มันจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ . . .

หากผมลืมที่จะมองมันให้แน่ใจ . . .

. . . ขอคบเขาแค่เพื่อนได้มั้ยพี่อาร์ม . . .






ในเมื่อคนที่ผมรักที่สุดเอ่ยปากขอ
ผมก็กล้าให้ ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็รู้อยู่เต็มอก ว่ามันไม่ใช่แค่นั้นหรอก มันไม่ใช่ เรื่องทุกอย่างมันไม่ได้จบง่าย ๆ แต่ผมยังอยากที่จะเอาตัวเข้าไปพันผูก หรือเพราะความเป็นจริงแล้ว ผมมันเป็นแค่พวกที่ไม่รู้จักเจ็บรู้จักจำ ไม่เคยเรียนรู้กับหยาดน้ำตาที่เสียไป

ไม่มีใครไม่เคยสูญเสีย . . .

“กลับบ้านเหอะ ดึกมากแล้ว” ผมมองหน้ามัน

“ไม่ ผมไม่กลับ ให้ผมนอนกับพี่อาร์มนะ” มันมองหน้าผม

“อยากอยู่คนเดียว”

“แสดงว่ายังไม่หายโกรธผม ผมไม่กลับหรอก เพราะผมตั้งใจไว้แล้ว ถ้าพี่ไม่ยกโทษให้ผม ผมจะอยู่ที่นี่ ผมนั่งรอมาเกือบทั้งคืน ถ้าผมจะนั่งไปถึงเช้ามันก็ไม่แปลกอะไร”

เห็นมั้ย . . .

มันนั่งตั้งแต่ตอนค่ำ ไอ้พวกดื้อตาใส มันยอมนั่งตากยุงทั้งคืน มันทำแบบนี้ทำไม ผมไม่เข้าใจมัน ในตอนนั้นผมรักมัน น้อยใจมันสารพัด สิ่งที่มันทำ ผมเจ็บปวด แต่ความรักที่ผมมีให้มันมาก

ผมอาจจะเคยเสียใจที่มันทำ . . .

. . . น้อยใจที่มันโกหกผม . . .

แต่ . . .

ผมไม่เคยเกลียดมัน ไม่เคยเกลียดมันเลยสักครั้งเดียว

“ตามใจ” ผมเดินกลับเข้าห้อง แต่เปิดประตูทิ้งเอาไว้

ผมไม่ใช่คนใจแข็งแบบที่ผมเคยเล่ามา ผมใจอ่อน และออกจะเป็นคนขี้แยเสียด้วยซ้ำ ผมไปนอนครึ่งตัวบนเตียง หากสายตายังมองไปที่ประตู ห่วงมันสารพัด ยุงกัดมันบ้างมั้ย เพราะรีสอร์ทอาต้นไม้เยอะ

“ถ้าอยากนอนข้างนอก ปิดประตูด้วย ไม่อยากนอนตากยุง” ผมตะโกนออกไป พ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของหัวใจตัวเอง

มันรีบเข้ามาในทันที ก่อนที่จะมานอนขดตัวนิ่งใกล้ ๆ ผม

“หนาว” มันบอกตัวมันสั่นเหมือนลูกนกเจอฝน

อาการของมัน ผมอดยิ้มไม่ได้ มันเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต

แม้ผมจะเจ็บสักแค่ไหน แต่ผมไม่อยากเสียมันไป ผมยังอยากเห็นมันอยู่ใกล้ ๆ ผม ก็มันสัญญากับผมเอง ว่ามันจะเลิกกับเขา

ผมค่อย ๆ คลี่ผ้าห่มไปห่มให้มัน นอนมองมันที่หลับไปแล้ว . . .




มันนั่งรอผมทั้งคืน รอเพื่อที่จะได้คุยกับผม แค่มันมานอนนิ่ง ๆ ใกล้ ๆ ผม ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ผมมีมันก็หายไป ทิ้งไว้แค่ร่องรอยของความเจ็บปวดเท่านั้น . . .

ผมโง่ . . .

. . . ไม่ฉลาดเอาเสียเลย

ผมน่าจะรักด้วยสมอง . . .

. . . ไม่ใช่รักด้วยหัวใจแบบนี้

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมหลับไปตอนไหน แต่ผมมารู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อสายพอสมควร มันนอนตะแคงมาทางผม มันลืมตามองผมตาใสแจ๋ว . . .

“ตื่นแล้ว” มันยิ้ม

ผมก็เขินเป็นนะครับ ถึงจะตื่นมาเจอมันเกือบทุกเช้า แต่ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน

“มองอะไร”

“ถ้าเราเป็นพี่น้องกันจริง ๆ ก็ดีสินะ”

คำพูดมัน . . .

ผมรู้ มันแปลได้สถานเดียวเท่านั้น มันย้ำเสมอมา สถานะของมันกับผม ที่จริงผมน่าจะเข้าใจ เพราะหากเป็นแบบที่มันพูด เราก็คงไม่มีใครเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“คงงั้น”

“พี่อาร์ม”

“เรียกทำไม”

มันมากอดผมเอาไว้ . . .

มันแทบจะไม่เคยทำแบบนี้เลย ผมได้แต่นอนนิ่งสิครับ มันเกิดอะไรขึ้นอีก มันซุกตัวเข้ากับผม จนผมต้องกอดมันตอบ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากรสสัมผัส ไม่สามารถที่จะบอกออกมาเป็นคำบรรยายใด ๆ ได้ ผมรู้ เวลานั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน แทบหายสนิท . . .

“เป็นอะไร” ผมลูบหัวมันเบา ๆ

“อยากกอด”

“เดี๋ยวเหอะ”

“อะไร”

“ถามอะไรโกได้มั้ย” ผมจูบที่กระหม่อมมันเบา ๆ

“ถามดิ”

“เคยมีไรหรือยัง” ผมไม่อยากเอ่ยชื่อนั้นให้มันเป็นรอยด่างในใจของผม ชื่อที่ผมไม่อยากจดจำเอาไว้แม้แต่น้อย




“เคย”

ผมเจ็บแปล๊บเลย . . .

ต้องค่อย ๆ ปล่อยมันออกจากอ้อมกอด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ผมต้องรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่มันพูด ถึงก่อนหน้าที่ผมจะเจอมันผมจะมีอะไรมามากก็ตาม แต่ผมทำใจไม่ได้มั้งที่ต้องใช้ของร่วมกับคนอื่น

“เป็นอะไรไปอีก” มันกอดผมเอาไว้

“อย่าทำอย่างนี้เลย ไม่ดี” ผมพยายามแกะมันออก

“ทำไมอีก”

“ก็ไม่อยากมีอะไรกับคนที่ไปมีอะไรกับคนอื่น”

“ใครมีอะไร”

“ก็โก”

“ผมทำไม” มันทำหน้าได้ไร้เดียงสาขนาด ผมอยากบีบคอมันจริง ๆ เลย มันไม่รู้เหรอ บางเรื่องที่ตอบมา มันปวดร้าวนะ

เราจะทนได้หรือ . . .

หากรับรู้ว่าคนที่เรารักไปมีอะไรกับคนอื่น แล้วเราจะทนได้อย่างไร เมื่อเรารับฟังคำพูดเหล่านั้นออกมาจากปากคนที่เรารักจริง ๆ ความจริงที่มันแสนจะทรมาน แต่เราก็ต้องรับให้ได้

. . . ไม่มีใครหรอกหนีความจริงได้พ้น . . .

“มีอะไรกันแล้วไง”

“ก็มีแล้ว”

“แล้วมากอดพี่ไว้ทำไม ไม่รู้หรือ ว่ามันเจ็บตรงนี้” ผมเอามือแตะที่หัวใจ

“รู้ครับ”

“รู้แล้วยังทำอีก ไปทำแบบนั้นทำไม”

“ทำอะไร”

“ก็ไปมีอะไร”

“อ้าว ก็มีออกบ่อย”

ผมเจ็บหนักเข้าไปอีก แค่รู้ว่ามันรักเขา มันก็เจ็บปวดจะแย่อยู่แล้ว แล้วยิ่งได้ฟังจากปากของมันอีก

“โก . . .” ผมเริ่มมีอารมณ์ มันไม่รู้หรือ ช่างยั่วผมเสียจริง ๆ

“คร๊าบบบบบบบ”

“มีตั้งแต่เมื่อไหร่”




“เดี๋ยวนะ . . .” มันมองหน้าผม ก่อนเอามือมานับ

“. . . หกปีกว่า หรือเจ็ดปีนี่แหละ”

“อย่ามานียน . . . เมื่อไหร่”

“จริง ๆ”

“งั้นถามใหม่ มีอะไรกับผู้หญิงครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” ผมมองหน้ามัน จ้องตามันเอาไว้

“แปดปีมาแล้ว”

“โอ้ย วกไปวนมาน่ารำคาญ”

“อ้าว จริง ๆ นะ”

“ตั้งแต่นอนกับพี่ ยังไม่เคยนอนกับผู้หญิงคนอื่นอีกเลย ไม่เคยนอนแล้วจะไปมีอะไรกับใครได้ไง” มันมองหน้าผม

“แล้วกับหน่อย” ผมไม่อยากเอ่ยชื่อนี้เลย

“แค่จับมือ . . .มีหอมแก้มด้วยนิดนึง”

ผมเจ็บจิ้ดเลย . . .

มันพัฒนาเร็วจัง แต่ในความเจ็บ มันมีอะไรที่ดีใจลึก ๆ อย่างน้อยมันยังไม่ได้เลยเถิดขนาดนั้น

“สาบานดิว่าจริง”

“สาบาน ไม่เคยได้นอนกับใครจริง ๆ”

คำตอบนี้มั้งที่ทำให้ผมยิ้มได้ ผมจูบมันอีกครั้ง หลังจากที่ผมไม่เคยมีอะไรกับมันมาเกือบสี่เดือน เพราะที่ผ่านมา ผมมีความรู้สึกเจ็บที่มันทำแบบผม แต่ครั้งนี้ พอผมได้คุยกับมัน ทำไมผมถึงรู้สึกโล่ง

มันโล่ง . . .

. . . แบบไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ติดตัวกันทั้งสองคน . . .





สิ่งที่ผมทำลงไป . . .

ผมเชื่อ คนที่มีความรัก และรักคนอื่น ๆ มาก ย่อมทำแบบเดียวกับที่ผมทำในเวลานั้น ผมเองก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ เท่าไหร่ ผมมีเลือดเนื้อ ผมมีหัวใจ และในหัวใจของผมก็บอกเองว่าผมรักมัน . . .


เราให้อภัยคนที่เรารักได้เสมอ . . .

ความรัก . . .

. . . คือการให้อภัยกัน

เหมือนที่ผมเคยอ่านเจอ . . .

การให้อภัยคนอื่น เป็นเมตตาอันสูงสุด หากแต่การให้อภัยตัวเองเรื่อย ๆ เป็นการเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด

ผมแน่แก่ใจ . . .

. . . ผมเป็นคนดีพอ เป็นคนดคนนึง

เพราะผมไม่ให้อภัยตัวเอง ผมเลือกที่จะให้คนอื่นก่อนเสมอ ทั้ง ๆ ที่ในเวลานั้นคนที่เจ็บเจียนตายคือผม น้ำตาแทบเป็นสายเลือดก็ผม ส่วนมัน แค่ตาแดง ๆ มาร้องให้แล้วกอดผมเอาไว้ ผมก็ใจอ่อนยวบ

ผมอยากเห็นแก่ตัวบ้างจัง !

หากความรักที่ผมมี ที่ผมคิดเอาไว้ คือการเข้าอกเข้าใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แล้วเคยมีใครบอกผมบ้างมั้ย สิ่งที่เจ็บปวดเพราะความรัก เราควรนำมาเป็นบทเรียน บทเรียนที่เราไม่สามารถหามันได้จากตำราที่ไหน ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดจากสิ่งที่เราเจอทั้งนั้น

โกกลับไปก่อนห้าโมงเล็กน้อย . . .

ผมมานอนคิด ๆ ดู รู้สึกตลกตัวเองเหมือนกัน ทำไมผมไม่ถามมัน หรือคุยกับมันเสียตั้งแต่ทีแรก ถ้ามันอยากไปมีอะไรกับใครบ้าง ผมคิดว่าผมจะยอมมัน เพราะอย่างน้อย ผมไม่มีสิ่งนั้นที่จะให้มัน หากมันอยากมี . . .

แต่ . . .

ผมคงเจ็บปวด แค่นึกว่ามันจะไปมีอะไรกับคนอื่น เชื่อมั้ย วันนั้นความคิดผมสับสน ไม่สามารถที่จะควบคุมสติตัวเองให้ดีแบบเมื่อก่อนเลย ผมไม่อยากให้มันอยู่ที่นี่ ไม่อยากให้มันอยู่เลยจริง ๆ

กว่าผมจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เกือบบ่าย . . .

แน่นอนที่สุดจุดหมายปลายทาง . . . บ้านป้าภา

คนที่เพิ่งจะปรับความเข้าใจกันได้ ก็อยากที่จะอยู่ใกล้ ๆ กันมิใช่หรือครับ ผมเลยต้องไปหามัน เพราะผมรู้ดี เวลานี้ ผมอยากอยู่ใกล้ ๆ มันอย่างที่สุด อยากไปขี่รถเล่นนอกเมือง อยากไปไหนต่อไหนที่เคยไปเมื่อตอนแรก ๆ ที่ผมมาที่นี่ . . .

มันกำลังซักผ้าอยู่ . . .

ก็เครื่องแบบสองถัง ปั่นน้ำผงซักฟอกถังนึง ปั่นหมาดอีกถัง แต่วิธีการที่มันทำเป็นประจำก็คือ ปั่นผงซักฟอก แล้วปั่นหมาด ก่อนเอามาซักน้ำที่กะละมังข้างนอก ซึ่งก็ต้องใช้มือช่วยอยู่ดี . . .

หาก . . . มันมีแค่มือเดียว




อีกมือ . . .

. . . มันคุยโทรศัพท์แนบหู

ผมมองหน้ามัน เพราะระแวง และเกลียดที่มันใช้โทรศัพท์แบบนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สีหน้าที่มันคุยอยู่ค่อนข้างเครียด มันพยายามหลบไม่ให้ผมได้ยินว่าคุยอะไรกันบ้าง

ผมนะรู้ในทันที . . .

. . . คนนั้น

มันเลิกไม่ได้หรอก ผมคงโดนมันหลอกอีกครั้ง หากแต่ การพูดไปก็ไม่มีอะไรที่ดีขึ้น ผมเลยได้แต่มองมันเงียบ ๆ รอเวลา ว่าเมื่อไหร่ที่มันจะพูดจบสักที เพื่อว่าผมจะได้พูดบ้าง

สีหน้ามันเครียดขึ้นเป็นลำดับ . . .

หัวใจผมล่ะ . . . รุ่มร้อนขึ้นเหมือนน้ำที่ใกล้เดือด

บางที . . .

มันคงหมดเวลาของผมแล้วก็ได้ ผมคงไม่มีความอดทนมากพอที่จะทนอยู่กับความเจ็บปวดอีกต่อไป ความเจ็บปวดที่ผมเองก็ไม่อยากเจอ

ผมเดินเข้าไปหามัน . . . แบมือ

มันมองหน้าผม . . .

“อะไร”

ผมไม่ตอบ เอามือไปจับโทรศัพท์ที่มันคุย ผมเหมือนคนที่ไร้สติ ทำอะไรโดยไม่คิด หรือเพราะว่านั่นคือความคิดที่กลั่นกรองออกมาแล้วว่าผมจะต้องทำแบบนั้น ในเมื่อมันไม่เข้าใจความหมายของการ . . . แบมือ

ผมเลยต้องเอาโทรศัพท์มาจากมัน

. . . หน่อย . . .

. . . คือชื่อที่โชว์อยู่หน้าจอ

ไม่ต้องบอกก็รู้ ผมรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น มันเหมือนน้ำที่เดือดพล่านเพราะความร้อน ในเมื่อมันบอกกับผมเอง บอกมาไม่ถึงครึ่งวัน แต่สิ่งที่มันทำอยู่ตอนนี้ ตรงกันข้ามกับสิ่งที่มันพูด

ผมกดวางสาย . . . 02:15:46 เวลาที่โชว์หน้าจอ คงตั้งแต่ที่มันออกมาจากผม คนเรามีเรื่องที่ต้องคุยกันนานขนาดนี้เลยหรือ

“หมายความว่างัย” ผมมองหน้าขอคำตอบ

“เขาโทรมา”

“คุยอะไรนักหนาตั้งสองชั่วโมงกว่า คุยไปทำงานไป คุยอ่านหนังสือไป มันจะรู้เรื่องเหรอ คนเราทำอะไรทีละอย่างสิ”




โทรศัพท์ดังขึ้นอีก . . .

ผมมองหน้ามัน ก่อนกดสายทิ้ง ผมเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวเขามากไปแล้ว เสียมารยาท แต่ตอนนั้นผมยอม เพราะสิ่งที่ผมจะคุยกับมันสำคัญไม่น้อยไปว่าที่คนของมันอยากคุยเหมือนกัน

“ก็เขาโทรมา”

“ก็บอกไปสิ ทำงานอยู่ ไม่สะดวกคุย พูดไม่เป็นใช่ไหม เพื่อนที่ไหนจะคุยกันนานขนาดนี้”

“มันต้องให้เวลากันบ้างนะพี่”

ผมไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยจริง ๆ สิ่งที่มันพูดกับผม แค่คำพูดที่สวยหรู ไม่มีความจริงแม้แต่น้อย สิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าต่างหากคือความจริง ผมไม่น่าหลงเชื่อในคำพูดของมันเลย

“ให้เวลาที่จะสนิทกันมากกว่า . . “ ผมยิ้มให้มัน ยิ้มเยาะหัวใจตัวเองที่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ

“. . . ให้เวลาที่จะทำร้ายกันมากกว่านี้นะหรือโก พอเหอะ พอเสียที . . .” ผมมองหน้ามัน

ผมเจ็บ . . . มันจะรู้มั้ย

“. . . ถ้าการเดินออกจากชีวิตเขามันยากมา เดี๋ยวพี่จะทำให้มันง่ายเอง” ผมมองหน้ามัน ผมตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว

“พี่จะทำอะไร อย่านะ” แววตามันตกใจ

“ไม่ต้องกลัวหรอก เรื่องระหว่างเรา จะไม่มีใครรู้ ตราบใดที่เขาไม่มาวุ่นวายกับพี่ เรื่องที่เราเป็นอะไรกันก็ไม่มีใครรู้”

“พี่จะทำบ้าอะไร”

“เอาคืนไป . . .” ผมส่งโทรศัพท์ให้มัน

“. . . พี่จะเดินจากไปเอง มีความสุขกับสิ่งที่เลือกไปก็แล้วกัน” ผมมองหน้ามันนิ่งก่อนหันหลังกลับ

ไม่มีคำรั้งเอาไว้ . . .

. . . ถ้ามันเรียกผมเอาไว้

ผมไม่รู้เหมือนกัน ว่าวันนั้น ผมจะหันกลับไปหรือเปล่า . . .

ผมเดินกลับมาที่ห้องอย่างรวดเร็ว มันหมดเวลาของผมแล้วจริง ๆ

แปลกจัง . . .

ผมเจ็บปวด แต่ไม่มีน้ำตา อย่าว่าแต่น้ำตาเลย แค่อยากร้อง ผมยังไม่อยากร้อง บางที ที่ผมเจอมาเมื่อวานมันทำให้น้ำตาผมหมดไปแล้วก็เป็นได้

ผมรู้แค่ . . .

. . . มันเจ็บ

เจ็บตรงที่หัวใจ . . .





“อะไรกัน มาเมื่อวาน จะกลับแล้ว ยังไม่หายเหนื่อยเลย อยู่อีกสองสามวันก่อน” อาพยายามที่จะรั้งผมเอาไว้

“กลับเหอะ เด็กที่วัดโทรมาบอก หลวงพ่อกลับมาเมื่อเที่ยง ต้องรีบไป เดี๋ยวท่านไปอีก” ผมโกหก

ผมเกลียดตัวเอง . . .

. . . เพราะผมเกลียดการโกหกเป็นที่สุด

แต่ครั้งนี้ . . .

ผมจำต้องทำ มันจำเป็น จะให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร ว่าผมพ่ายแพ้ ผมแพ้กับใครก็ไม่รู้ ผมไม่อยากแพ้หรอก ความพ่ายแพ้ มันไม่น่าพิสมัยมากมายนัก

“อ้าวเหรอ แล้วเมื่อไหร่จะมาอีก”

“ถ้าว่างครับ ไปก่อนนะครับอา” ผมไหว้ร่ำลา

ผมเดินมาตามทางที่ผมเดินมาเมื่อวาน แต่วันนี้ผมกำลังเดินสวนทางกับเมื่อวาน ก่อนมา ผมหวังดีใจลึก ๆ เก้าวันนี้จะเป็นเวลาที่ดีที่สุดอีกปีที่ผมได้อยู่กับมัน

หาก . . .

. . . มันไม่ใช่

แต่ . . . กลับเป็นเวลาที่ผมจดจำไว้ชั่วชีวิต

ถ้า . . .

. . . เมื่อวานผมใจแข็งกว่านี้ วันนี้ผมคงไม่ต้องเดินคอตก ในสภาพของคนที่ไร้ชีวิตเช่นนี้ หรือในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตผมมันหมดลมไปตั้งแต่เมื่อวาน ตอนที่ผมเห็นภาพนั้นคาตา

คนที่ยืนอยู่ท่ารถ . . .

. . . มันคงมาส่งผม

. . . ส่งให้ผมออกไปจากชีวิตของมันเสียที . . .

ผมต้องเดินขึ้นเวทีอีกแล้ว ผมสูดลมหายใจเข้าปอด อย่าหวังได้เห็นน้ำตาผมอีกเลย ผมจะไม่มีวันยอมให้เขามาทำร้ายผมอีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่าง มันควรจะจบลงได้แล้ว สิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด ผมเริ่มเองทั้งนั้น

ผมหลอกล่อให้มันอยากเรียนต่อ . . .

. . . แล้ว . . .

ถ้าวันนี้ผมจะจบมันด้วยมือของผม ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทุก ๆ อย่าง มันถลำลงมาลึกมากเหลือเกินแล้ว มันลึกเกินกว่าที่เราจะรับมันได้อีก

“จะกลับจริง ๆ เหรอ”





ผมหันไปมองหน้ามัน . . .

ผมจ้องหน้ามัน จารจำมันไปให้ติดตาผมเอาไว้ หลังจากนี้ คงไม่มีคำพูดดี ๆ และมีวันเวลาดี ๆ กันอีกแล้ว

ผมพยักหน้ารับเบา ๆ

“อยู่ต่อไม่ได้เหรอพี่อาร์ม”

อยู่ทำไม . . .

อยู่เพื่อให้มันได้ทำร้ายผมหรือ อยู่เพื่อให้มันเห็นผลงานที่มันฝากเอาไว้กับผมใช่ไหม ผมคงไม่ยอมโง่กลับไปอีกแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมาตอนนี้ผมเกินจะทนทาน

“ผมรู้ว่าผมผิด แต่เขาโทรมาเองนะ ผมไม่ได้โทรไป”

ผมยิ้มให้มัน ยิ้มอย่างอ่อนโยนที่สุดแล้ว มันจะพูดตอกย้ำผมเพื่ออะไร ในเมื่อตอนนี้ ผมมันไม่มีหัวใจ ไม่มีสมองที่จะรับรู้อะไรอีกแล้ว ผมอยากกลับ กลับไปในที่ที่ผมมา อย่างน้อยที่สุดที่นั่นผมยังมีเพื่อน เพื่อนที่มันไม่เคยทำร้ายผมเลย

“พี่อาร์ม” มันจับข้อมือผมเอาไว้

“อย่าไปเลยนะ . . .” แววตามัน ผมเกลียดแววตาแบบนี้ของมัน เพราะทุกครั้งที่ผมเห็น ผมอดใจอ่อนไม่ได้ ผมยิ้มให้มันอีก

“. . .ไม่ไปแล้วใช่มั้ย”

“ลา . . . ก่อนนะ” เหมือนมีก้อนแข็ง ๆ มาจุกที่ลำคอของผม

ความหมายของคำพูด . . .

ผมคนเดียวเท่านั้นที่รู้ ต่อจากนี้ ผมจะไม่มีมันอีกแล้ว ชีวิตของผม ไม่มีทางไปบรรจบกับมันได้อีก

ลาก่อน . . .

ผมเดินไปซื้อตั๋วที่คนขาย . . .

ตั๋วใบนี้ . . . จะพาผมออกไปจากที่นี่

ถนนสายชีวิตที่ผมเดินมากับมัน . . .

กำลังจะจบลง เพราะมันมีถนนสายใหม่ที่ต้องร่วมเดินไปกับอีกคน ผมควรจะยิ้มยินดีกับมันถึงจะถูก เพราะมันคือชายคนแรกที่ผมรัก แล้วในเมื่อมันเลือกที่จะไปเดินบนเส้นทางของความเป็นชาย ผมจะดึงมันมาเดินบนเส้นทางที่ถูกสาปได้อย่างไร

“พี่อาร์ม . . .” เสียงมันเว้าวอน เมื่อผมจะเดินขึ้นรถ

“อย่าไปเลยนะ”





ผมหันมามองหน้ามัน . . .น้ำตามันไหล หากมันเก่ง เอามือปาดทิ้งเสียรวดเร็ว บางที สายใยที่ใกล้ขาด อาจตัดด้วย

. . .น้ำตา

ผมเจ็บปวดยิ่งกว่ามันเสียอีก ที่เห็นน้ำตาของมัน

หากแต่ . . . ผมไม่อาจที่จะทนดู และอยู่กับสิ่งที่ผ่านมาได้อีกแล้ว ผมมองหน้ามันเต็มตา ก่อนที่จะขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังสุด นักท่องเที่ยวฝรั่งทยอยขึ้นรถ ก่อนที่รถจะค่อย ๆ ออกจากสถานี . . .

ผมหันกลับไปมองมัน . . . ภาพสุดท้ายที่ผมจะจดจำเอาไว้

. . . น้ำตาผมไหล . . .

มันยืนที่เดิม . . . มันมองรถที่ค่อย ๆ ห่างมันออกไปเรื่อย ๆ ร่างมันเล็กลง

แล้วภาพต่อมาที่ผมเห็น มันวิ่งไปที่มอเตอร์ไซด์ แล้วมันก็ขับตามรถมา มันตามผมมา มันเร่งเครื่องตามมาอย่างกับพายุ

มันขับรถตามผมมาเหมือนเมื่อเจ็ดปีก่อน . . .

ภาพเก่าผมจำได้ดี . . .

ตอนนี้ผมรู้แล้วที่อบอุ่นที่สุด แก้มผม . . .

. . . ผมยิ้มทั้ง ๆ ที่หัวใจผมแตกสลายหมดแล้ว มันคงมาส่งผมออกจากชีวิตของมันจริง ๆ และมันคงตามมาดู ว่าผมไม่ได้ลงกลางทางเป็นแน่ รถตู้เพิ่มความเร็ว เมื่ออกสู่เส้นทางหลัก ภาพที่ผมเห็นค่อย ๆ เลือนราง

ผมหยิบโทรศัพท์ . . .

“หวัดดีครับพี่อาร์ม” ปลายสายบอกมา

“แดน . .ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้วแดน”

ผมพูดได้แค่นั้น ก่อนที่จะปล่อยโฮ ผมไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ผมหมดความเข้มแข็งในตัวเอง ผมเก็บสิ่งที่อยู่ในหัวใจไม่ได้ ผมปล่อยความอ่อนแอเกาะกุมหัวใจผมนานเกินไปแล้ว

“พี่อาร์ม เป็นอะไรครับ พี่อาร์มอย่าร้องพี่ อย่าร้อง”

ผมไม่ตอบได้แต่ร้องไห้ ผมร้องไห้ ไม่อายสายตาใครอีกแล้ว ผมไม่มีอะไรอีก ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว

“อยู่ไหนพี่”

“กำลังกลับ . . . เชียงใหม่” เสียงปนสะอื้น

“โอเคครับพี่ พี่รอผมที่นั่นนะ ผมจะหาทางไปเชียงใหม่ ผมจะไปให้เร็วที่สุด”

มันกดตัดสาย . . .

ผมหันไปมองด้านหลังรถ . . .

คนที่ขับมอเตอร์ไซด์ตามมา ทำให้ผมร้องดังกว่าเดิมอีก มันทำแบบนั้นทำไม มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าผมเป็นตัวอะไรสักอย่าง

ผมไม่ไหวแล้ว . . .

. . . พลังชีวิตอ่อนล้าอย่างที่สุด

ตอนนี้ผมต้องการใครสักคน ใครก็ได้ที่เข้าใจผม และนั่งใกล้ ๆ ผม ผมต้องการแค่นั้น แค่นั้นจริง ๆ . . .

ผมไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวบนโลกนี้ใช่ไหม ?







Create Date : 13 มกราคม 2553
Last Update : 13 มกราคม 2553 13:40:25 น. 3 comments
Counter : 282 Pageviews.

 


โดย: ผมชอบกินข้าวมันไก่ วันที่: 13 มกราคม 2553 เวลา:14:54:26 น.  

 
โอ้โหว์.. แต่ละตอนคาดไม่ถึงจริงๆ เลยอ่าค่ะ อีก ๑ เม้นท์นะค่ะ


โดย: ผู้หญิงมากฝัน (maesnake ) วันที่: 13 มกราคม 2553 เวลา:15:27:39 น.  

 
ชอบมากมาย ลุ้นตอนจบค่ะ


โดย: emika IP: 118.173.82.235 วันที่: 14 มกราคม 2553 เวลา:8:37:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นนท์ปวิชญ์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add นนท์ปวิชญ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.