ไผ่ : ดอกไผ่บานเพื่อลาจาก







ไผ่ : ดอกไผ่บานเพื่อลาจาก

19 ธันวาคม 2554






หน่อไม้เป็นของโปรดของผมกับแม่ แม่ชอบจะเอาไผ่หน่อเล็กๆสั้นป้อมซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าพันธุ์อะไรแต่แม่เรียกไผ่หวาน กับไผ่รวกหน่อเล็กๆยาวๆ มาต้มทานกับน้ำพริก หรือเอาไปต้มกะทิปลาร้ากับหมูสามชั้นหรือขาหมู และก็ไผ่ตงที่เอาไปต้มกับซี่โครงหมู หรือผัดใส่ไข่ เป็นของโปรดของผมทั้งนั้นเลย แต่ถึงจะชอบก็ไม่ได้ทานกันบ่อยๆ เพราะว่าหน่อไม้มีสาร Oxalate สูง เช่นเดียวกับผักทานยอดหลายชนิดเช่น ผักแพว ผักโขม ชะพลู ใบมันสำประหลัง ผักสะเม็ด ผักกะโดน หรือผลไม้อย่างมะเฟือง ซึ่งถ้าทานมากก็จะทำให้เป็นนิ่วได้ แต่จริงๆแล้วเราสามารถทานหน่อไม้ได้โดยห่างไกลจากนิ่วได้ง่ายๆ คือ การทำให้สุก เพราะความร้อนจะช่วยสลาย Oxalate ได้เป็นจำนวนมาก และก็ควรทานหน่อไม้ร่วมกับอาหารที่มีฟอสเฟตสูง พวกเนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ และดื่มน้ำมากๆ ก็จะป้องกันการเกิดนิ่วได้แล้วล่ะครับ



หลังจากปลูกบ้านริมคลองเสร็จ ผมลงไผ่ไว้ 4 ชนิดด้วยกัน คือ ไผ่กิมซุง ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง ไผ่เลี้ยงหวาน และไผ่เป๊าะช่อแฮ ซึ่งตรวจสอบข้อมูลแล้ว ขนาดไม่ใหญ่โตมากพอจะปลูกในบ้านได้ และมีรสชาดดีเยี่ยม ที่สำคัญคือสามารถออกหน่อในฤดูแล้งได้

ไผ่เป๊าะช่อแฮ


เริ่มจากไผ่เป๊าะช่อแฮ กันก่อนครับ “ ไผ่เป๊าะช่อแฮ ” ไผ่พื้นเมืองของภาคเหนือ เป็นไผ่ตงชนิดหนึ่ง นิยมปลูกเป็นเชิงการค้าแพร่หลายในแถบจังหวัดน่าน และจังหวัดแพร่ มีลักษณะเด่นคือ หน่อสีเหลืองสวย เนื้อหน่อมีรสหวาน ปรุงเป็นอาหารแล้วมีรสกรอบและหอมอร่อยมาก เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศแพร่หลาย โดยเฉพาะชาวจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ที่สำคัญ “ ไผ่เป๊าะช่อแฮ ” จะมีหน่อจำนวนมากในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ไผ่ชนิดอื่น รวมทั้งไผ่ธรรมชาติมีหน่อน้อยทำให้หน่อไม้จาก “ ไผ่เป๊าะช่อแฮ ” มีราคาดีกว่าไผ่หลายๆชนิด


ไผ่เป๊าะช่อแฮ ปลูกใหม่ๆ


นอกจากนั้น “ ไผ่เป๊าะช่อแฮ ” ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางก่อสร้างได้ดีอีกด้วย เนื่องจากลำไผ่มีขนาดใหญ่เนื้อไม้หนา นิยมใช้ทำฟาก ทำเสาค้ำยัน ไม้ไผ่อัด ตกแต่งผนัง พื้นเพดาน และใช้ทำเยื่อกระดาษได้ดีมาก

ไผ่เป๊าะช่อแฮ เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ลำต้นเป็นปล้อง หรือข้อ ลำต้นอวบใหญ่ ลำต้นเป็นพุ่มสวยงาม ซึ่งในต่างประเทศนิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามสถานที่ราชการ สวนสาธารณะ เวลามีต้นแตกเป็นกอใหญ่ จะดูสวยงามยิ่ง

ระยะเวลา การเจริญเติบโตของ ” ไผ่เป๊าะช่อแฮ ” หลังปลูกประมาณ 5-6 เดือน จะเริ่มเตกยอดและกิ่งก้านอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีหน่อให้เก็บรับประทานเป็นชุดแรก จากนั้นลำต้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยให้หน่อเจริญเติบโตจนเป็นต้น จะเป็นกอแน่นน่าชมมาก ซึ่งข้อแปลกของ “ ไผ่เป๊าะช่อแฮ ” อีกอย่างได้แก่ การขยายพันธุ์แตกต่างไปจากไผ่ทั่วไปที่ตัดลำต้นบริเวณข้อลำต้นนำไปปักชำ จะมีรากงอกและเติบโตได้เลย แต่ “ ไผ่เป๊าะช่อแฮ ” ขยายพันธุ์ด้วยต้น คือ ขุดต้นจากกอ โดยตัดยอดให้เหลือประมาณ 1 เมตร นำไปปลูกได้เลย ไม่สามารถตัดลำต้นหรือตอนกิ่งไปขยายพันธุ์ได้ ทำให้ต้นพันธุ์ไผ่ชนิดนี้ราคาข้อนข้างสูง

ผมเคยทานไผ่ช่อแฮที่เมืองแพร่ และที่อุตรดิตถ์บ้านคุณพ่อ เป็นไผ่ที่อร่อยและมีกลิ่นหอมมากเมื่อนำมาต้มจืด แต่ที่พิษณุโลกบ้านผม แทบจะหาในท้องตลาดไม่ได้เลย ก็เลยอยากจะปลูกไว้รับประทาน แต่ก็หาต้นพันธุ์ยากเย็นเข็นใจเหลือเกิน จนมาเจอคนประกาศขายในเว็บเกษตรพอเพียง แต่พ่อคนขายก็ช่างไม่อยากจะขายซะเลย ก็มาทราบทีหลังว่าเขามีปัญหาในการส่ง เพราะต้นพันธุ์ไผ่ช่อแฮยาวใหญ่มาก และหลายๆคนซื้อไปปลูกแล้วก็ตาย อาจเพราะต้นพันธุ์แก่จนไม่แตกหน่อใหม่แล้วก็ได้ สุดท้ายมาเจอในงานเกษตรนเรศวร เห็นไผ่แปลกๆมาแต่ไกล มีเอกลักษ์คือมีกาบหุ้มลำต้นที่ไม่ยอมหลุดออก ก็เดาว่าใช่เลยไผ่ที่เราอยากได้ เหลืออยู่แค่สองต้นสุดท้าย ก็เหมามาหมดเลย แพงโคตะระเลยอ่ะ


หน่อแรกของไผ่เป๊าะช่อแฮที่บ้าน


ปลูกไผ่ช่อแฮมา 4 เดือนไม่ยอมแตกหน่อสักหน่อ จนหวั่นๆว่าจะได้ต้นแก่มาซะแล้วสิ แต่พอเอามูลวัวมากองๆไว้ ไม่นานเขาก็แทงหน่อออกมาให้เห็น แสดงว่าไผ่ชนิดนี้ต้องคลุมโคนหน่อยนึงครับ ไผ่หลายชนิดถ้าโคนไม่มีอะไรคลุมจะไม่ยอมแทงหน่อออกมา

ไผ่เลี้ยงหวานอีสานเขียว


ผมได้พันธุ์ไผ่เลี้ยงหวานมาจากกรมทรัพยากรธรณี ที่ทำออกมาแจกเกษตรกร ก็เห็นจะมีไผ่ตง ไผ่เลี้ยงหวาน ไผ่รวก ไผ่ซาง ผมก็เหมามาหมดล่ะครับ ของฟรี ปลูกไว้ริมคลองเป็นส่วนมาก


หน่อไผ่เลี้ยงหวานอายุ 4 เดือน


ไผ่เลี้ยงเป็นไผ่ที่ต้นเล็กกำลังเหมาะสำหรับปลูกประดับบ้านเรือน ใบเล็กๆสวยงาม ลำเขียวมัน ที่สำคัญคือแตกก่อไม่แน่นมาก ทำให้ดูแลรักษาง่าย ไม่รกเหมือนไผ่รวก ในส่วนของไผ่เลี้ยงหวานจะมีรสดีกว่าไผ่เลี้ยงธรรมดา ต้มเพียงหนึ่งน้ำก็ทานได้แล้ว รสไม่ได้หวานเหมือนชื่อนะครับ แต่ว่าขมน้อยกว่าไผ่เลี้ยงทั่วไปนั้นเอง และที่สำคัญให้หน่อตลอดปี โตเร็วสะใจมาก เพียง 6 เดือนก็ทยอยเก็บหน่อขายได้แล้ว


ไผ่เลี้ยงหวาน


สิ่งสำคัญสำหรับการปลูกไผ่เลี้ยงคือปุ๋ยและน้ำครับ เขาชอบปุ๋ยคอก และน้ำมากๆ ถ้าขาดน้ำก็จะไม่ค่อยออกหน่อ

ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง


ไผ่บงหวาน เป็นไผ่ขนาดเล็ก แต่มีหน่อที่มีรสชาดหวานมัน สามารถทานสดๆได้โดยไม่ต้องต้ม และมี Oxalate ต่ำ นิยมปลูกกันมากในจังหวัดเลย ที่พิษณุโลกก็มีการปลูกจำหน่ายต้นพันธุ์อยู่บ้างแถวท่าหมื่นราม ส่วนพันธุ์เพชรน้ำผึ้งเป็นสายพันธุ์ที่มีการคัดต้นลักษณะดีเลิศไว้แล้ว


ไผ่บงหวานเพชรน้ำหนึ่ง


ผมปลูกไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งไว้ 4 เดือน แตกหน่อง่ายครับ แต่หน่อเล็กมากๆ ไม่รู้เมื่อไรจะได้ขนาดเสียที และเท่าที่สังเกตุดูว่าไผ่ขนาดเล็กชนิดนี้จะชอบแดดไม่จัดมาก เพราะเจอแดดเต็มๆใบแห้งไหม้ไปเลย กิ่งก้านเล็กๆแทงซ้ายแทงขวาไร้ระเบียบรกพอควรเลยครับไผ่ชนิดนี้


ไผ่บงหวานเพชรน้ำหนึ่ง


ไผ่กิมซุง


และก็ถึงตาพระเอกแล้วครับ ไผ่กิมซุง ไผ่ตงชนิดหนึ่งที่เขาว่าต้มกระดูกหมูอ่อนอร่อยนักหนา เนื้อละเอียดหวานหอม บางทีเรียกไผ่ตงลืมแล้ง เพราะหากได้น้ำก็จะให้หน่อได้ทั้งปีเลยครับ และที่สำคัญไม่มีขนคันๆเหมือนไผ่ตงเลย ลำต้นก็เขียวมันสดสวยงาม


ไผ่กิมซุง 6 เดือน หน่อขนาดนี้แล้ว


ดูนะครับ ไผ่กิมซุงผมปลูกมา 6 เดือนแตกหน่อไซต์ขนาดนี้แล้ว สุดยอดไปเลย ตั้งลำแล้วด้วย เสียดายว่าหนอนรถด่วนชอบกันนัก เฮ้ย...เซ็ง


กิมซุง 6 เดือน ตั้งลำแล้ว


ดอกไผ่บานเพื่อลาจาก


เมื่อสมัยผมเข้าค่ายลูกเสือตอน ม.3 พอได้ยินชื่อสถานที่จะไปเท่านั้นล่ะ เกิดอาการจินตนาการหลุดโลกขึ้นมาทันที สถานที่ก็คือ "ภูแดงร้อน" ฟังชื่อก็นึกถึงภูเขาไฟมหาอเวจีแล้ว ยังแอบถามอาจารย์เลยว่ามันอยู่นรกขุมไหนนี่ อาจารย์ก็ตอบว่า "อาจารย์ก็เพิ่งเคยได้ยินนี่หล่ะ แต่ข้อมูลบอกว่า ภูแดงร้อนอยู่ในเขตรับผิดชอบของ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งเจ็ดแควที่ กค.1 อยู่ห่างจากจังหวัดพิษณุโลก ตามทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก - หล่มสัก) ประมาณ 50 กิโลเมตร ผ่านตลาดบ้านทรัพย์ไพรวัลย์ อ.วังทอง เลี้ยวซ้ายไปทางบ้านห้วยพลู ประมาณ 1.5 กิโลเมตร เมื่อผ่านโรงเรียนบ้านห้วยพลูแล้ว ให้เลี้ยวขวาตรงไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งเจ็ดแคว และหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งเจ็ดแควที่ กค.1 (ภูแดงร้อน)" หรือจะไปเส้นเขื่อนแควน้อยฯก็ได้ แอบโฆษณาสถานที่ให้เขาหน่อย

เมื่อไปถึงภูแดงร้อน รถทัวก็ส่งลูกเสือแค่ปากทางเข้าเท่านั้นล่ะครับ ที่เหลือคือเดิน จะบอกว่ารถมาถึงตอนเที่ยงๆ แดดเปรี้ยงทีเดียว ทางเดินก็เป็นดินทรายที่ทรายละเอียดเป็นผง เวลาเดินเท้าก็พลอยจะจมลงไปในทราย กว่าจะถึงที่พักก็เล่นเอาปวดข้อเท้าเลยทีเดียว เพราะแต่ละก้าวย่างเหมือนเดินบนทรายดูด แถมต้องแบกข้าวของเครื่องอยู่เครื่องกินอีกสารพัด พอไปถึงก็จัดหมวดหมู่หาที่กางเต้นก่อนเลยครับ ผมได้ที่กางเต้นท์เป็นที่ลาด 40 องศาได้ ยังนึกๆอยู่เลยว่าตูจะนอนยังไงว่ะนี่



พอจัดสถานที่เรียบร้อย อาจารย์ก็เรียกชุมนุนชี้แจงความป่าเถื่อนของสถานที่ "อย่างแรกห้องอาบน้ำมี แต่ให้ครูใช้ ลูกเสีอไปอาบน้ำในอ่างเก็บน้ำ ห้องส้วมมี 2 ห้อง แย่งกันเอาเอง แนะนำว่าให้จับจอบเสียมแล้วเดินเข้าป่าหามุมสงบๆเอาเอง แต่ห้ามไปทางน้ำตกเพราะว่าเราไม่มีน้ำปะปา เรากินน้ำจากน้ำตก งั้นอย่าคิดทำให้น้ำสกปรกเด็ดขาด แล้วดึกๆอย่าไปไหน ผีป่าดุนะจะบอกให้ เท่านี้ เลิกแถว"

ด้วยความกระหายน้ำอย่างหนัก จากอากาศสุดร้อน และงานหนัก ก็เลยไปออกหาน้ำดื่ม ตามที่อาจารย์ว่า คือ น้ำตก เพื่อนๆผมเดินนำหน้าไปก่อนพอเจอน้ำตกชั้นที่ 1 ก็รี่เข้าไปวักน้ำดื่มทันที แต่มองขึ้นไปชั้น 2 หมาน้อยกำลังฉี่อยู่บนลำน้ำนั่นเอง ทำเอาเพื่อนๆ ผมโอกอ้ากกันใหญ่ สักพักเจ้าหน้าที่อุทยานประกาศเสียงตามสายมาว่า "ห้ามดื่มน้ำจากลำธาร เพราะไม่สะอาด ทางอุทยานต่อน้ำจากตาน้ำด้านบนเขาลงมาให้แล้วมารับน้ำดื่มได้ข้างที่ทำการ" จึ๋ย... นึกถึงความรู้สึกตอนนั้นสิครับ



พอตกเย็นก็ทำอาหารทานกัน ก็หุงข้าวอย่างเดียวละครับ แบบก้นหม้อไหม้ ตรงกลางแฉะ ด้านบนดิบ ที่เขาเรียกกันหรูๆว่าข้าวสามกษัตริย์ กับข้าวก็ปลากระป๋อง มื้อต่อไปก็ปลากระป๋อง อีกมื้อก็ปลากระป๋องเช่นกัน


ข้าวสามกษัตริย์พวกผมหน้าตาแย่กว่านี้อีก


ตกเย็นก็ไปอาบน้ำที่อ่างเก็บน้ำที่กักน้ำจากธารน้ำตกในตัวอุทยาน คือโป๊กันละครับ ไม่มีคนมาดูหรอกครับ อุทยานนี้ไม่มีนักท่องเที่ยว มีชาวบ้านรอบๆที่ทำการก็ไม่กี่หลังคาเรือน อยู่ห่างออกไปพอสมควร ผมเองไม่เคยอาบน้ำแบบน้ำท่าน้ำคลองมาก่อน ก็แบบดัดจริตหน่อยๆล่ะครับ จะลงอาบก็คิดหน้าคิดหลังพอสมควร แต่มีจริตได้ไม่นานเท่าไรเพราะเพื่อนถีบลงน้ำไป น้ำก็สุดยอดความขุ่นเลย ก็นึกภาพอ่างดินโคลนที่มีเด็กๆมาอาบน้ำเล่นน้ำกันสัก 300 คนสิครับ ขุ่นคลัก แดงแจ๋ คืออาบเสร็จแล้วไม่ต้องทาแป้ง เหมือนตอนกะบือลงปลัก พอโคลนแห้งมันก็เป็นผงแป้งเกาะตามตัว ผมจะลำบากหน่อยตรงที่ไม่มีผ้าเช็ดตัวใช้ เพราะว่าเพื่อนถีบลงอ่างทั้งที่นุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่ แต่ไม่เป็นไร ใช้ผ้าของเพื่อนที่ถีบผมลงไปนั้นหล่ะ ติดโรคส่วนตัวอะไรกันไป ค่อยกลับไปรักษาเอา


ขุยไผ่


ค่ำคืนแรกมีมินิรอบกองไฟครับ มันสุดยอด ฮากระจาย แต่นอกจากเปลวไฟใจกลางวงล้อมของพวกเราแล้ว สิ่งที่ทำให้ภาพแห่งนรกอเวจี ที่ผมคิดถึงในวูบแรกที่ได้ยินคำว่าภูแดงร้อน ก็ปรากฏมโนภาพเป็นจริงอย่างชัดเจน ผมเพิ่งได้ทราบว่าพวกเราอยู่ในวงล้อมแห่งไฟ มองไปที่เขาลูกไหนๆ ก็มีแต่เปลวไฟ แดงฉานในความมืด ได้ยินจากเจ้าหน้าที่อุทยานว่า "มันเกิดขึ้นทุกปี ชาวบ้านเผาป่าเพื่อทำให้ป่าเสื่อมโทรมและนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ บ้างก็ทำเพราะโกรธแค้นเจ้าหน้าที่ ที่ควบคุมการถางป่าของพวกเค้า และปีนี้ไฟป่ารุนแรงที่สุด เพราะว่าไผ่ออกดอก กำลังตายขุย ทั้งใบไผ่แห้ง ขุยไผ่ และต้นที่ตายขุย เป็นเชื้อไฟอย่างดี"
เพื่อนเราคนหนึ่งสนใจและถามว่า "ตายขุยเป็นยังไงครับ แล้วไผ่มีดอกด้วยหรอครับ ไม่เคยเห็น"


ไผ่ตายขุย


เจ้าหน้าที่ "ไผ่เป็นพืชตระกูลหญ้าที่ต้นสูง อายุยืน และโตเร็วที่สุดในโลก เมื่อไผ่ออกดอกที่เราเรียกว่าขีไผ่ พอดอกติดผลร่วงหล่นลงพื้นจะเรียกผลมันว่า ขุยไผ่ ต้นที่ทิ้งผลแล้วก็จะแห้งตาย เรียกว่าตายขุย ไผ่กว่าจะออกดอกก็อายุ 30-50 ปี แต่บางชนิดก็เป็นร้อยปี ป่าแถบนี้ไผ่น่าจะมีบรรพบุรุษรุ่นเดียวกัน เลยออกดอกพร้อมๆกับแทบทั้งป่า พยายามอย่าเข้าไปในเขตป่าไผ่ละ เพราะไฟป่าอาจลามมาถึงรวดเร็วจากใบไผ่แห้งที่ทับถมกันมานาน จนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้"


ไฟตอนนั้นน้อยกว่าภาพนี้นิดนึง


คืนนั้นผมอยู่เวรกลางคืนและนั่งมองเปลวไฟแห่งภูแดงร้อน ที่ระอุแดงฉานอยู่รายล้อม เฝ้ามองเจ้าหน้าที่เขตดับไฟป่าที่ทำงานดับไฟป่ากันทั้งคืน (ดับไฟกลางวันสังเกตุไฟยากครับ ร้อนด้วย) แต่ดูเหมือนว่า เมือจุดหนึ่งดับไป จุดอื่นก็ลุกโชนขึ้นมาใหม่

วันรุ่งขึ้น เราต้องเข้าฐานหฤโหดต่างๆนาๆ ขอบอกครับว่าสุดโหดเพราะอาจารย์ที่ออกแบบฐานเป็นครูฝึก รด. ไม่ใช่ครูลูกเสือ แต่ก็นับว่าจัดฐานลูกเสือได้เจ๋งที่สุดที่ผมเคยเห็นเลย แต่หลายๆฐานก็เหมาะกับ ร.ด. ไม่ใช่ลูกเสือ อย่าฐานสะพานเชือกเส้นเดียว ที่ต้องเอามือรูดเชือกและเอาขาเกี่ยวเชือกไว้ ลูกเสือที่ใส่กางเกงขาสั้น เชือกมันก็เลยบาดขาอ่อนเจ็บไปตามๆกัน ส่วนมากรูดเชืยกไปได้ครึ่งทางก็ตกกันมาเพราะเจ็บขาไม่ไช่เพราะไม่มีแรง และด่านสุดท้ายคือเดินไพร ต้องเข้าเดินป่า ตามเส้นทางพิกัดที่ได้รับแจก ด้วยความรักดีครับ ตอนครูสอนการอ่านพิกัดแผนที่ต่างๆ ดูทิศ ก็นั่งเม้าท์กันตลอดไม่ได้มีความสนใจเลย ด้วยคิดกันว่า ยังไงก็ไม่ได้เข้าป่าเป็นกลุ่มแรก เพราะจะปล่อยเด็กเข้าป่าทีละกลุ่มครับ กลุ่มละ 10 คน ใจก็คิดว่าจะใช้วิชาพรานป่าแกะลอยเอา โดยได้ยินจากกลุ่มหมู่แรกแล้วว่า จะเอามีดถางทางเป็นสัญญาณให้ตามๆกันไป

หมู่ผมตามมาเป็นหมู่ที่เก้า เดินป่ากันมาจนถึงทางแยก ซึ่งป่าก็ทึบเสียจน ไม่อาจแยกทิศได้แล้วว่าเราอยู่ตรงไหนของป่า ทางแยกมีล่องรอยทั้ง 2 ทางว่ามีการใช้งานผ่านไป ทำไงละครับทีนี้ แต่เส้นทางหนึ่งมีรอยมีดฟันไม้เอาไว้ พวกเราจึงเลือกทางนั้น ยิ่งเดินยิ่งน่ากลัวทั้งป่าหนาม ป่าหวายหนาม ทางที่ชันแคบ สูงจนน่ากลัว ไกลและไกลเข้าไปทุกที เหนื่อยจนไม่มีเรื่อยแรง น้ำก็หมด พระอาทิตย์ก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว แต่เราก็เดินขึ้นมาจนถึงยอดเขา ที่ซึ่งเราคิดว่า ถ้ามาถึงเราจะมองเห็นได้ว่าเราอยู่ที่ไหน และต้องไปทางไหน เมื่อถึงที่ลาดชันก่อนขึ้นยอดเขา เราพบกับเพื่อนๆ อีก 30 กว่าชีวิต นั้งทอดอาลัยกันอยู่ ต่างถกเถียงกันยกใหญ่ และเหมือนกำลังซาวเสียงว่าจะเอาอย่างไร กลุ่มหนึ่งจะข้ามเขาไปอีกฝากหนึ่งของภูเขา อีกกลุ่มจะกลับทางเดิม
เพื่อน "บ้าหรอมึง กลับทางเดิม มรืงดูสิ จะมืดแล้ว จะกลับได้ทันหรอ มันไกลมาก แล้วคิดสิว่าทางมีแต่หนามไผ่แบบนั้น เดินกลางคืนจะน่ากลัวขนาดไหน นี่มันป่านะโว้ย ไม่ใช่ซอยเข้าบ้านมรืง.."
เพื่อนอีกฝ่าย "แต่จะให้ข้ามเขาหรอ ข้ามไปไหนล่ะ มองไปมีแต่ป่า ถ้าเราหลง มันจะไม่ยิ่งหลงไปกันใหญ่หรอ"

ระหว่างนั่งฟังพวกหัวหมู่เถียงกัน ถึงชตาชีวิตของพวกเรา ก้อนหินก้อนมหึมาก็กลิ้งลงมาจากภูเขา ตรงมาทางจุดที่เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ มีเสียงตะโกนโหวกเหวกให้เพื่อนหลบ เพื่อนๆกลุ่มนั้นวิ่งหลบกันแทบไม่ทัน หินบ้าอำมหิตก้อนนั้นก็กลิ้งอย่างรวดเร็วกระดอนเข้าใส่กอไผ่ทับกอไผ่ที่เพื่อนเพิ่งเคยอยู่ตรงนั้นราบเป็นหน้ากอง และกลิ้งต่อไปชนเข้าไปหน้าผาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ใจผมวูบขึ้นมาทันที หน้าซีดทำอะไรไม่ถูก เหมือนความตายอยู่ตรงหน้า ถึงจะไม่มีคนเป็นอะไร แต่ความตายมาท้าทายแล้ว ป่าน่ากลัวกว่าที่เห็น และนี่กำลังจะมืดแล้ว

เพื่อนคนที่เคยนั่งอยู่ตรงที่หินกระดอนใส่ ยืนตัวแข็งเหงื่อแตก และตะโกนออกมาว่า "นี่ป่าไผ่นะมึง ป่าไผ่แห้งๆ ป่าไผ่ออกดอก ไฟป่าจะมาย่างสดพวกเราที่นี่ไหม หินก้อนใหญ่ๆแถวนี้มันจะกลิ้งลงมีอีกไหม นี่จะมืดแล้ว กูไม่ไหวแล้ว กูจะกลับแล้ว ไม่! กูจะไม่ข้ามเขาไปอีกทาง กูไม่รู้อะไรมันจะรอพวกเราอยู่อีกที่ทางนั้น" จากนั้นเพื่อนคนนี้รีบวิ่งลงเขากลับตามเส้นทางเดิมทันที เพื่อนๆที่เหลือก็รีบวิ่งตามไป

การวิ่งลงเขาที่สูงชันที่พื้นเต็มไปด้วยใบไผ่แห้งลื่นๆ มันทำให้พวกเราล้มลุกคลุกคลานกันตลอดทาง ผมเองก็ล้มกลิ้งแขนกระแทกก้อนหินศอกแตก หางตาโดนหนามไผ่เกี่ยว และขาแพลง แต่ก็ต้องแข็งใจ ตลอดทาง เพื่อนๆ ช่วยกันฉุดลากเพื่อนๆ ที่ล้มให้ลุกขึ้นเสมอ ถัดจากป่าไผ่ออกดอกเป็นป่าหญ้าคา ที่ขามาเราค่อยๆเดินผ่าน เพราะหญ้าคามันบาดขา แต่ขากลับ เรากลับวิ่งไม่คิดชีวิต หญ้าคาบาดผมจนเลือดเต็มแขนขา พอพ้นป่าหญ้า เข้าป่าทึบพระอาทิตก็ตกดินทันที ความมืดมาเยือนเร็วกว่าที่เราคาดคิด ทั้งที่เราต้องเดินกันอีกไกล ทุกทิศมีแต่ความมืด ความเงียบ และเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เป็นเสียงพลุแตก เรามองตามเสียงขึ้นไปจากทิศที่เรามา และแสงสว่างบนฟากฟ้ายามค่ำ นั่นทำให้แน่ใจแล้วว่าพวกเราหลงป่าจริงๆ และมาผิดทาง มาบนเส้นทางสายนรกนี้ เสียงที่ได้ยิน ทำให้เราทุกคนรีบเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืด มีเสียงดังจากคนข้างหลังว่า "รอด้วยอย่าทิ้งกู" "ช่วยด้วยเดินไม่ไหวแล้ว" "โอ้ย...เจ็บ" แต่ผมก็มองไม่เห็นใคร นอกจากความมืด และสัมผัสจากบางคน ที่วิ่งเลยผมไป เมื่อโดนตัวกัน จะได้ยินเสียงว่า "สู้ว่ะ" และการตบแผ่นหลังเบาๆ ซึ่งคงทำได้เท่านั้น เมื่อต่างคนก็แทบเอาตัวเองไม่รอด

ผมเดินมาจนถึงลำน้ำที่แห้งและสูงชัน ซึ่งจำได้ว่าขามา ต้องใต่ขึ้นอย่างยากลำบาก ด้วยมองไม่เห็นทางก็เลยก้าวพลาดกำลังจะตกลงไป แต่มือคว้าได้เถาหวายหนามเข้า ชึ่งไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากตำมือผมอย่างเจ็บปวดหลายแสน ผมตกลงกระแทกพื้น เจ็บจนอยากนอนอยู่ตรงนั้น ไม่อยากขยับไปไหน เพราะคิดว่า กระดูกทั้งตัวมันคงแหลกไปแล้ว แต่พอเพื่อนอีกคนตกลงมาทับตัวผมเข้า ก็ตระหนักได้ว่าถ้าอยู่ต่อไป คงมีบาทาอีกหลายคู่ที่เหยียบลงบนตัวผม จึงคลืบคลานต่อไป โดยมีเพื่อนที่ตกลงมาทับผมคอยประคอง เพื่อนประคองผมค่อยๆเดินมาจนได้ยินเสียงอาจารย์ดังมาจากที่ไหนสักแห่ง ว่า "อย่ารีบ ค่อยๆกลับกันมา"

เพื่อนที่ประคองผมมาตะโกนให้อาจารย์มาช่วย "ครูครับ เราอยู่ตรงนี้ ผมไปต่อไม่ไหวแล้ว"
สักพักแสงไฟ ซึ่งเหมือนแสงแห่งชีวิต ก็วับๆ อยู่ไกลๆ ผมดีใจมาก อย่างน้อยนี่คือแสงแรกที่ผมได้เห็น นอกจากความมืด และอันตราย อาจารย์มากัน 2 คน คนหนึ่งหิ้วผมกลับที่พัก อีกคนเดินไปช่วยเด็กคนอื่นที่อาจเกิดปัญหา ระหว่างทางกลับ ผมเห็นเจ้าหน้าที่อุทยาน ชาวบ้านและอาจารย์หลายคนเดินสวนทางไปเข้าไปในป่า ทุกคนเข้าป่าเพื่อช่วยพวกเราที่เหลือ พอออกมาพ้นขอบป่า ถึงที่พักผมพบว่า กองไฟกองใหญ่โตกว่ากองไฟใดๆที่ผมเคยเห็นถูกจุดไว้ สป๊อตไลท์ถูกส่องแสงเข้าไปยังผืนป่าและสันเขา ประทัดเอย พลุเอยถูกจุดไม่ขาด มีการประกาศเสียงตามสาย ว่ามีการหลงป่า ให้ลูกเสือกลับฐานทันที ซึ่งคนในป่าไม่มีทางได้ยิน อาจารย์ผู้หญิง 2 ท่านมารับตัวผมไว้ แทนอาจารย์ผู้ชายซึ่งกลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง อาจารย์หญิง 2 ท่านที่น้ำตาเอ่อล้นไม่รู้ว่าห่วงหรือกลัว เข้าสวมกอดผมและบอกว่า "ลูกปลอดภัยแล้วนะ เจ็บตรงไหนบ้างลูกจ๊า"

ผมรีบขอน้ำดื่มทันที เพราะกระหายน้ำแย่แล้ว พอได้น้ำดูเหมือนอะไรจะดีขึ้น จึงบอกอาจารย์ว่าดีขึ้นแล้ว และขอตัวไปอาบน้ำ ก่อนที่จะกลับมาทำแผล เพราะตัวมีแต่เลือด จากหนาม หิน หญ้าคา และก็สกปรกและเหม็นตัวเองมากๆ คันอีกต่างหาก พอลุกจากที่นั่ง ก็รู้สึกหน้ามืด แต่ก็ฝืนเดินต่อไปตามทางลูกรังที่ลาดชันลงไปเบื้องล่าง เพื่อไปเอาเครื่องอาบน้ำที่เต้นท์ แต่เพราะขาไม่ค่อยมีแรง และหินลูกรังที่ลื่นเอาการ ผมเลยเสียหลักล้มลง และกลิ้งลงไปตามทางไกลหลายเมตร มันเจ็บระบมไปหมด จนไม่รู้เจ็บตรงไหนแล้ว มารู้ที่หลังว่ามีหินลูกรังขนาดเท่าหัวนิ้วก้อย 2 ก้อนฝังลงไปที่หลังผม (มารู้ตัว 2 เดือนหลังจากนั้น หมอเอ็กเรย์เจอ) เพื่อนๆเข้ามาช่วยพยุงผมและช่วยเหลืออีกหลายอย่าง จนผ่านพ้นคืนนั้นมาได้ แต่ขอบอกนะครับ ว่าตอนอาบน้ำนี่มันสุดๆ แสบไปทั้งตัวเลย แผลทั้งนั้น โดยเฉพาะแผลหญ้าคา แสบสุดๆ น้ำก็เย็นยะเยือก และทราบทีหลังว่า มีลูกเสือหลงป่าไปหลายทิศทางเลย กลับมาคนสุดท้าย ตอน 3 ทุ่ม มีการบาดเจ็บด้วย อย่างน้อยผมก็เจ็บ และงานนี้ข่าวว่า เพราะแผนที่สมบัติของแต่ละหมู่ที่ต้องไปหาใช้เส้นทางและ Marking ต่างกัน ทำให้เด็กที่ตามๆกันไป ไปผิดทาง เพราะหา Marking ของตัวเองไม่เจอ พอตามกันไปแล้ว เห็นอะไรที่เหมือน Marking ก็แยกเส้นทางออกไป เลยหลงป่ากันไปทุกสารทิศเลย



เมื่อเช้าวันใหม่มาถึง ผมตื่นขึ้นมาพบว่าตัวผมตั้งแต่เอวลงไปอยู่นอกเต้นท์ (เป็นเต้นท์แบบใช้ผ้าทำหลัีงคาและเปิดข้างครับ ด้านข้างไม่มีที่ปิด) เพราะว่าที่นอนลาดจนตัวเองไหลออกมานอกเต้นท์ และเพื่อนกำลังแกล้งกับส่วนที่โพล่พ้นเต้นท์ออกไป... เฮ้ยไม่เล่าดีกว่าตรงนี้่ เซ็นเซ่อครับ วันนี้ไม่มีกิจกรรมใดๆ นอกจากการประชุม และนับยอด ซึ่งทำกันตลอดคืนที่ผ่านมา กิจกรรมวันนี้ทุกอย่างถูกยกเลิก เราจึงมีเวลาพูดเล่นกันถึงเรื่องเมื่อคืน หลายๆหมู่ก็ง่วงกับการหาของมาทำกินเพื่อเปลี่ยนรสชาด ผมเองก็เบื่อปลากระป๋องมากแล้ว แต่เพราะหมู่ผมเจ็บตัวกันไปแทบทุกคน ก็เลยหมดแรงจะทำอะไร ผมจึงเสนอให้ไปขอให้ชาวบ้านทำกับข้าวให้กิน เขาคงคิดไม่แพงหรอก ทุกคนก็ตกลงตามนั้น



เราเดินทางลงจากเขาซึ่งไกลประมาณ 500 เมตรก็ถึงบ้านคนหลังแรก ซึ่งโทรมมากเป็นไม้ไผ่ทั้งหลัง เรียกว่ากระต๊อบดีกว่า แต่พวกเราก็ตรงรี่เข้าไปเลย เพราะว่าไม่อยากเดินต่อไปอีกแล้ว พอไปถึงก็เล่าให้คุณป้าเจ้าของบ้านทราบทันทีถึงความประสงค์ และอาการป่วยจากภาวะปลากระป๋องเป็นพิษ คือแค่ได้กลิ่นก็จะอาเจียรแล้ว คุณป้าใจดียินดีทำอาหารให้ทานโดยไม่ใช้เวลาคิดอะไร ตอนแรกป้าบอกว่าจะไม่รับเงินด้วยซ้ำ แต่พอพวกเราขอให้คิด ป้าก็คิดแสนถูก บุบเฟ่กินไม่อั้น หัวละ 10 บาท ระหว่างรอป้าหุงหาอาหาร ก็เลยมานั่งคุยกับลุงสามีป้า ลุงนั่งไอเสียงดัง ผมจึงตักน้ำไปให้ลุงดื่ม
ลุง "ขอบใจหนู ช่วงนี้ควันไฟมันมีทั้งวัน ไฟป่านะ ก็เลยแสบจมูกแสบคอไปหมดเลย"
เพื่อนผม "ก็เห็นนายอุทยานบอกว่า ชาวบ้านไปเผาป่ากันเอง" (ปากเด็กนะครับ อย่าคิดมาก)
ลุง "หนูเอ้ย ทำยังไงได้ล่ะ เราอยู่ตรงนี้มาแต่โครตเหง้าแล้ว อยู่ดีๆทางการก็เข้ามาแล้วบอกว่านี่เป็นอุทยาน ห้ามทำกินถางป่าถางไร่ แล้วพวกชาวบ้านจะทำอะไรกินล่ะ เราก็ทำไร่ของเรามาแต่อ้อนแต่ออก ไม่ทำเราก็ไม่มีจะกิน ..เห้ย"
พวกเราเงียบกันไป และไม่พูดอะไรอีก แต่ก็มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า "ตกลงใครผิดใครถูกว่ะ"...


ข้าวขุยไผ่หอมๆ น่าทานใช่ม้า


ไม่นานป้าใจดีก็ทำกับข้าวเสร็จ พอเห็นข้าวเท่านั้นหล่ะ งงๆเลย
เพื่อนผม "ป้าเอาน้ำในอ่างเก็บน้ำมาหุงข้าวหรอ สีมันตุ่นๆ แดงๆ"
เพื่อนอีกคน "ไอ้โง่ เขาเรียกข้าวแดงไง ที่ให้คนคุกกินอ่ะ" (สมัยนั้น ข้าวซ้อมมือยังไม่นิยมทานครับ แหะๆ แบบนานมากไง)
ป้าใจดี "ข้าวขุยไผ่จ๊ะหนู กินเหมือนข้าวเจ้าล่ะ หอมมาก ป้าหุงในกระบอกไม้ไผ่ด้วย ลองกินกันดู"
ผม "ข้าวไรนะป้า ข้าวขุยไผ่ ผมฟังผิดป่ะ"
ป้าใจดี "ไม่ผิดหรอกหนู ข้าวนี่ทำมาจากขุยไผ่ ก็เม็ดไผ่มันนั่นล่ะ เอามาฟัดเปลือกออก หุงกินได้ กินดี กินอร่อย อาหารคนยากนะ เก็บๆเอาจากป่า"
เพื่อนอีกคน "สรุปว่ามึง โง่กันทั้งคู่" แล้วในวงอาหารก็มีแต่เสียงหัวเราะ มื้อนั้นเราถล่มกับข้าวบ้านป้า ด้วยความเกรงใจ อิ่มละ 10 บาท จนป้าต้องทำกับข้าวเพิ่มอีก 2 อย่าง ที่อร่อยที่สุดคือ หนูพุกผัดกระเพรา จิ้งโกร่งทอดกระเทียมพริกไทย รองมาเป็นกะปอมผัดเผ็ด ไม่มีหรอกครับ เนื้อหมูเนื้อไก่ หลายคนอาจตกใจกับเมนูอาหาร แต่ยืนยันครับ ว่าอร่อยสุดยอด บางทีอาหารอย่าคิดมากเลยครับ ว่ามันมาจากอะไร ถ้าสุกสะอาด อร่อยๆมีประโยชน์ ก็เป็นของดีทั้งนั้น



จากวันนั้นผมไม่เคยลืมข้าวขุยไผ่กับชีวิตที่แล้งแค้นแต่เป็นสุขของป้าใจดี น้ำใจของเพื่อน การเอาชีวิตรอด และป่าเขาภูแดงร้อนในวันที่ดอกไผ่บาน ไฟอเวจี กับชีวิตที่ความตายเข้าใกล้เพียงกระพริบตา ดอกไผ่ที่ยืนยงดำรงอยู่นานหลายปี อาจนานกว่าชั่วชีวิตคน เพียงเพื่อจะตายในวันที่ดอกบาน แล้วจะดำรงอยู่มาทำไม? อยู่มาเพื่อรอวันตายอย่างนั้นหรือ คำตอบอาจอยู่ที่ความสูงใหญ่ของไผ่ ทำให้แสงไม่อาจส่องลงมาถึงพื้น และถ้าต้นแม่ไม่ตายลงพร้อมๆกัน ก็ยากที่ลูกไผ่จะงอกงามแข่งขันโตขึ้นมาได้ เหตุนี้มันจึงต้องตาย เพื่อประกันว่าลูกๆของมัน จะเจริญงอกงามดำรงอยู่บนโลกนี้ต่อไป



เคยถามตัวเองบ้างไหมครับว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร เคยหาความหมายแห่งชีวิตพบกันบ้างรึยัง เพราะถ้ายัง ชีวิตจะมีความหมายอะไร แต่ในความคิดของผม เพียงแค่ยังคงดำรงอยู่ ชีวิตนั้นก็มีความหมายในตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่หากว่าจะคงอยู่อย่างมีคุณค่า ต้องอยู่เพื่อสร้างและปะคับประคองชีวิตใหม่ และชีวิตอื่นๆในเผ่าพงศ์วงเดียวกัน นั่นคือนิยามพื้นฐานของสรรพชีวิตใดๆในโลก เราเองหากปราถนามีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า ก็ควรปฏิบัติตามกฏธรรมชาติ คือ ต้องเอาตัวเองให้รอด สร้างกำลังให้ตนเองมีมากพอที่จะช่วยเพื่อนๆ ร่วมเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ และแข็งแรงพอที่จะให้การบริบาลชีวิตใหม่ของพงศ์เผ่าเรา และมากกว่านั้น สิ่งที่สูงส่งกว่าของมนุษย์ที่กระทำได้ ก็คือการดูแลสรรพชีวิตอื่น ให้ดำรงคงอยู่เช่นเรา นั่นคือความหมายของชีวิตในนิยามของคนจบวิทย์แบบผม..มั้ง ฮิๆ เหมือนเคยได้ยินตอนเรียน Zoology



หลายวันมานี้ผมหลงฟุ้งซ่านกับความเจ็บปวดจากเรื่องที่ไม่เป็นสาระ เพียงเพื่อตอบคำถามตัวเองว่า ทำไม เราจึงไม่สำคัญสำหรับคนอื่น จนเป็นความน้อยใจอย่างที่สุด แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวของดอกไผ่ ผมว่า ผมก็มีคุณค่าในตัวเองแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาประเมินคุณค่าของเรา และผมควรให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่า ไม่ใช่เห็นแก่ตัว แต่เราต้องสร้างตนเองให้แกร่งก่อน จึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวพึ่งพาของคนอื่นๆได้ไงครับ เพราะเราไม่ใช่เด็กๆ อีกแล้ว และคงถึงเวลาแล้วที่จะสะสมพลัง เพื่อพลิดอกออกผลบ้าง ผมอยากเป็นเหมือนชาวบ้านชายป่าที่รัฐบาลมองว่าคือตัวปัญหา แต่เมื่อเด็กๆต้องการความช่วยเหลือ พวกเค้าก็รวมตัวกันช่วยเหลือทุกทางที่กระทำได้ มันคือการพิสูจน์คุณค่าของชีวิตแล้ว เหมือนที่ไผ่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า มันอยู่มายาวนานเพื่ออะไร


ชีวิตใหม่


ดอกไผ่บานมิใช้เพื่อการลาจาก แต่เพื่ออนาคตที่ดีกว่า อย่ามองความแล้งแค้นและใบไม้แห้งในวันที่ดอกไผ่บาน แต่มองให้เห็นถึงอนาคตของขุยไผ่เล็กๆที่จะเติบโตต่อไป





Create Date : 20 ธันวาคม 2554
Last Update : 17 เมษายน 2558 19:01:00 น. 23 comments
Counter : 6816 Pageviews.

 
ไผ่มีดอกด้วยเหรอ ไม่เคยเห็นไม่เคยรู้มาก่อน
อ่านเรื่องราวอดีตเมื่อวันวานแล้วก็รู้สึกหลายอารมณ์เลย
สนุกสนานเคล้าน้ำตา ... ได้ความรู้ด้วย

ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีใครที่สุขหรือทุกข์ได้ตลอดไป
ทุกชีวิตต่างก็มีคุณค่าในตัวเองด้วยกันทั้งนั้น
ถ้าคิดว่าทำดีที่สุดแล้วก็จงภูมิใจในตัวเอง
อย่าไปหวั่นไหวว่าใครจะคิดยังไง นะคะ


โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 20 ธันวาคม 2554 เวลา:9:14:02 น.  

 
เรื่องเล่ายาวๆแต่ก็อ่านจนจบนั่นล่ะ
ตอนเด็กๆที่บ้านชอบทำแกงเลียงหน่อไม้ไผ่ตง
มีติดครัวกันเลย เป็นเมนูช่วยชีวิตในยามยากของเราเอง
แล้วก็ไม่เคยได้กินที่ไหนอีก ต้องกลับไปบ้านที่ตรังเท่านั้นอ่ะ
...
ไม่เคยมีอารมณ์น้อยใจแบบนี้ เพราะสำคัญตัวเองว่ามีคุณค่ามาตลอด
โฮ๊ะๆ


โดย: coji IP: 223.207.202.180 วันที่: 20 ธันวาคม 2554 เวลา:9:50:58 น.  

 
ว่าจะแวะมาแป๊บเดี๋ยว อ่านเพลินเลย รูปก็สวยเพลงก็เพราะ เจ้านายไล่ออกทำไงเนี่ย


โดย: deco_mom วันที่: 20 ธันวาคม 2554 เวลา:13:30:42 น.  

 
เจอคุณนกขมิ้นไปตอบกระทู้ในห้องต้นไม้ก็เลยรีบแวะมาทักทาย
ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ


โดย: มะโรง วันที่: 20 ธันวาคม 2554 เวลา:13:58:57 น.  

 
ชอบหน่อไม้อ่อนๆ ชิ้นเล็กๆด้วย
แต่ชอบต้นไผ่ มันให้ความรู้สึก...สงบ

ช่างเป็นการเข้าค่ายที่ตื่นเต้นดีจังค่ะ
ตอนเราเข้าค่าย ปัญหาเรื่องกินไม่มีเลย เพราะในกลุ่มมีแต่แม่ศรีเรือน
(อันนี้ไม่นับเรานะ)
และนอกจากกลุ่มตัวเอง กลุ่มเพื่อนลูกเสือก็ทำกับข้าวอร่อย เราเลยสบาย..
ตอนเดินป่าก็เดินกลางวัน เลยไม่มีเรื่องอะไรให้ตื่นเต้น
(มีแต่น้ำตกหลากหลายชื่อเท่านั้นเอง)


โดย: ดอกแก้ว (tanH2O ) วันที่: 21 ธันวาคม 2554 เวลา:10:07:35 น.  

 
ขุยไผ่กลายเป็นอนาคตของไผ่ในวันหน้านี่เอง...
ชอบกินหน่อไม้เหมือนกันค่ะ ^^


โดย: namfaseefoon วันที่: 21 ธันวาคม 2554 เวลา:21:30:50 น.  

 
ไผ่เลี้ยงหวาน กับไผ่หวาน คือไผ่ชนิดเดียวกันหรือเปล่าครับ เพราะตอนไปซื้อบอกว่าซื้อไผ่หวาน แต่ดูแล้วคล้ายกับ ไผ่เลี้ยงหวานมากตามรูปมาก อีกอย่างกำลังอยากปลูกข้าวบาร์เลย์ในแปลงเล็กๆ ไม่รู้ว่าที่พิษณุโลกมีเมล็ดขายหรือเปล่าครับ


โดย: wink99_th วันที่: 21 ธันวาคม 2554 เวลา:21:31:45 น.  

 
ว้าว..เต็มอิ่มกับภาพและความรู้เรื่องไผ่ไผ่

อยากลองชิม ข้าวขุยไผ่หอมๆจัง..น่ากินมากค่ะ


โดย: Calla Lily วันที่: 22 ธันวาคม 2554 เวลา:21:14:48 น.  

 
เสน่ห์ของภาษาไทยไง


โดย: coji วันที่: 23 ธันวาคม 2554 เวลา:15:05:29 น.  

 

 

Merry Christmas & Happy New Year



โดย: deco_mom วันที่: 24 ธันวาคม 2554 เวลา:11:27:11 น.  

 
อ่านบล็อคนี้แล้วทำให้นึกถึงสมัยเป็นลูกเสือเหมือนกันเลยครับ ของผมก็มีการออกค่ายทำกิจกรรม ไผ่ที่สวนคุณยายก็ปลูกไว้เยอะมากครับปลูกไว้แนวริมห้วยเพราะที่สวนคุณยายด้านหลังที่จะมีน้ำลำธารหรือน้ำห้วยไหลลงมาจากดอยหลวงเวลาหน้าฝนน้ำจะบ่าไหลแรงมากัดเซาะตลิ่งพังจึงปลูกไผ่กันเอาไว้ คุณยายผมก็ชอบกันหน่อไผ่เหมือนกันครับ ผมก็ชอบฝีมือคุณยายโดยเฉพาะแกงเปรอะ อร่อยมาก
ถือโอกาสนี้ขอให้พี่มินมีความสุขสบายกายสบายใจมาก ๆ นะครับ ศิษย์มีครูมีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิชอบเป็นที่พึ่งย่อมค้นหาคำตอบให้กับตัวเองได้อย่างแน่นอนครับ


โดย: Patteera วันที่: 24 ธันวาคม 2554 เวลา:18:08:35 น.  

 
เอาภาพที่มีแมงมุมมาฝากพี่มินด้วยครับ คิดว่าเป็นตัวที่เหมือนเกาะอยู่ที่ไผ่


โดย: Patteera วันที่: 24 ธันวาคม 2554 เวลา:18:16:05 น.  

 
ภาพด้านริมขวาสุดเป็นแนวปลูกไผ่ที่สวนคุณยายครับ (เพลงเพราะครับชอบ)


โดย: Patteera วันที่: 24 ธันวาคม 2554 เวลา:18:32:54 น.  

 



newyorknurse



โดย: newyorknurse วันที่: 24 ธันวาคม 2554 เวลา:19:15:43 น.  

 
ขอให้มีความสุขกาย สุขใจ สู้กับปัญหาอย่างมีสตินะคะ





โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 24 ธันวาคม 2554 เวลา:21:35:22 น.  

 
Merry Christmas !

มีความสุขมากๆนะค่ะ คุณnainokkamin
เราก็ชอบต้นไผ่ กับซุปเยื้อไผ่ค่ะ



Friends18.com Orkut Scraps



โดย: tui/Laksi วันที่: 25 ธันวาคม 2554 เวลา:8:14:09 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


โดย: kobnon วันที่: 25 ธันวาคม 2554 เวลา:9:57:20 น.  

 
ทางนี้หนาวๆกี่องศาแล้ว
สุขสันต์วันคริสต์มาสด้วยนะมิน


โดย: coji วันที่: 25 ธันวาคม 2554 เวลา:10:08:32 น.  

 

สวัสดี...สำหรับ วันแรกของการทำงานในสัปดาห์สุดท้ายของปีนี้...

มีความสุขกับการทำงาน แล้วเตรียมพร้อมกับวันหยุด
ช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่จะมีความสุขกับครอบครัวด้วยนะค่ะ..^^




โดย: Lika ka วันที่: 26 ธันวาคม 2554 เวลา:8:22:14 น.  

 
มาเม้นท์อย่างเดียว ลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ
คริสต์มาสก็ผ่านไปแล้ว แม้ไม่ใช่เทศกาลของคนไทย
แต่นี่ก็จะปีใหม่แล้ว ยิ้ม ๆ ส่งความสุขกันหน่อยน้าาา



โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 27 ธันวาคม 2554 เวลา:9:09:07 น.  

 
ภาพสวยมากค่ะ


โดย: แมวมาหาที่ฝนเล็บให้แหลมคม วันที่: 18 มีนาคม 2555 เวลา:15:00:27 น.  

 
ผมเคยหม่ำเหมือนกันครับดอกไผ่ เมื่อตอนเด็กๆ ทวดผม เอาดอกไผ่ไปตำให้เปลือกหุ้มดอกกะเทาะออก แล้วเอามาหุง ไม่ต่างจากข้าวสักเท่าไหร่ ก็อร่อยดีเหมือนกัน ของพวกนี้พวกบ้านป่าเห็นเป็นอาหารคนยาก ส่วนคนเมืองมองเป็นอาหารสุดหรูได้เหมือนกัน เพราะดอกไผ่มันหาโคตรยาก นานๆจะเห็นสักที ลูกลานที่ว่าหายากแล้วยัง ไม่ยากเท่าดอกไผ่


โดย: แอบหลับริมกองฟาง IP: 171.5.250.13 วันที่: 22 มิถุนายน 2557 เวลา:11:01:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nainokkamin
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




free counters
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2554
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
20 ธันวาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add nainokkamin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.