การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/มิริค ตอน 17.ผิดคาด

ผิดคาด

 

.........

 

                 บ้านเพื่อนของแซมเทนเป็นร้านอาหารอยู่ใกล้สวนสาธารณะริมทะเลสาบ วันนี้ร้านปิดเพื่อประท้วง เธอคงได้บอกเพื่อนไว้ก่อนแล้วเพราะพอเรามาถึงก็เจอเขามีท่าทีเหมือนรอเราอยู่แล้ว  ‘บาซู’ คือชื่อของเขา เด็กหนุ่มที่ดูน่าจะอายุมากกว่าเธอสักหน่อย ‘ แฟนล่ะซิ....ริมีแฟนแต่เด็ก’ ฉันอดเหน็บแนมเธอในใจไม่ได้ บาซูพูดภาษาอังกฤษได้ดีเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา....อีกแล้ว

 

                 ออกจากร้านเราเดินย้อนกลับไปยังสะพานโค้งเพื่อข้ามอีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาป แล้วเลี้ยวซ้ายเลียบเขา ซึ่งตรงข้ามกับทางที่ไปกับท่านลามะเมื่อวันก่อน ทางเดินเท้าขึ้นเขาแคบๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยดอกหญ้าเล็กๆหลากสี สดใส ทั้ง ขาว ชมพู แดง และเหลืองอร่ามไปทั่ว บางช่อยังมีน้ำค้างเกาะพราวดูมีชีวิตชีวาจริงๆ แซมเทนกับบาซูเดินคุยกันอยู่ข้างหน้า ส่วนฉันก็เพลินกับการถ่ายรูปวิวและดอกหญ้าสองข้างทาง เราใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงจึงถึงรีสอร์ทบนยอดเขา

 

                 กระท่อมไม้ขนาดย่อมน่ารักเรียงรายอยู่บนยอดเขาประมาณสิบกว่าหลัง สนนราคาราว หนึ่งพันบาท อยู่กี่คนก็ได้ แต่มีห้องนอนหนึ่งห้องพร้อมเตียงคู่ ห้องรับแขก และห้องครัว นับว่าไม่แพง แต่ฉันคงไม่มีโอกาสนั้นหรอก

 

                 เรายืนอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขามองลงไปเบื้องล่างด้านหนึ่งจะเห็นทะเลสาบสีเขียวถูกโอบล้อมด้วย ภูเขาสูงที่เต็มไปด้วยป่าสนแซมบ้านคนเป็นจุดๆซึ่งเกาะอยู่ตามไหล่เขา ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือเขาสูงที่เป็นที่ตั้งของวัดทิเบตที่ฉันไปมาเมื่อวานนั่นเอง  ตอนนี้ดูเหลืองอร่าม แจ่มแจ๋วอยู่บนยอดเขาเมื่อต้องแสงแดดยามไร้เมฆหมอกมาบดบัง แต่บางช่วงก็ดูมลังเมลืองอยู่ภายใต้ไอหมอกที่ขาวบางเบาเมื่อถูกลมพัดมาคลุมทับ อากาศบนนี้ยังเย็นสดชื่นแสนสบายแม้จะปาเข้าสิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว

 

                 เขาลูกหนึ่งอยู่ไกลลิบมีตึกรามบ้านช่องเต็มไปหมดแต่ดูคุ้นๆ  ใช่..พั้งค์กี้เคยบอกว่าเป็นที่ไหนสักแห่งแต่ตอนนี้ฉันลืมชื่อไปแล้ว ฉันชี้ถามแซมเทนอีกครั้ง เธอบอกว่า

 

                        “ นั่นคือเมืองเคอซง เป็นเมืองที่ใหญ่และทันสมัยกว่ามิริคมาก เป็นเมืองการศึกษา มีความเป็นอเมริกันมาก บาซูและฉันเคยไปเรียนวิทยาลัยด้วยกันที่นั่น ” เธอพูดเรื่อยๆ แต่ฉันกลับตลึงกับสิ่งที่เธอพูดเกี่ยวกับตัวเอง ส่วนบาซูยิ้มรับตามคำพูดนั้น

 

                 ฉันพยายามเก็บออมความแปลกใจเกี่ยวกับตัวเธอไว้เพราะไม่อยากจะแสดงความโง่ให้เธอประจักษ์ตอนนี้ …  ‘ โอ้....มันอะไรกันนี่....’  มิน่าล่ะ... ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันรู้สึกกังขาและแปลกใจในตัวเธออยู่เรื่อยๆ มันกระจ่างขึ้นมาทันที และเธอก็ดูจะกลายเป็นผู้ใหญ่สำหรับฉันขึ้นมาในบัดดลและเมื่อลองซักเธอต่อจึงรู้ความจริงว่า ตอนนี้เธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีที่สองของ คณะวิศวะกรรมศาสตร์(Civil Engineering)ในเมืองจัลปายกูริเมืองที่ฉันลงจากรถไฟนั่นเอง เธอบอกต่อว่าหลังจากจบจากวิทยาลัยแล้วบาซูไม่ยอมเรียนต่อ แต่เธอชอบเรียนหนังสือจึงไปเรียนต่อ.... การศึกษาเป็นเส้นทางลัดที่นำไปสู่ความฉลาดได้จริงๆ!

 

                 เราเดินลงจากยอดเขามาได้สักพักเหมือนจะกลับ  ฉันเลยถามแซมเทนเรื่องวัดฮินดูที่เธอบอกไว้ก่อนว่าจะพาไป เธอลังเลแล้วย้อนถามฉันว่า

 

                       “คุณทานเนื้อมาหรือเปล่า ?”   ฉันงงเล็กน้อยแต่ก็ตอบไป

 

                       “เปล่า.... ตั้งแต่มาอยู่อินเดียยังไม่ได้ทานเนื้อเลย”  การทานเนื้ออาจเป็นเงื่อนไขในการไปวัดก็ได้ เลยมีความหวังเล็กๆ แต่เธอกลับลังเลแล้วถามต่อ

 

                       “แล้วคุณทานข้าวมาหรือยัง ?” ไม่อยากโกหกเลยต้องตอบเธอไปตรงๆว่าทานแล้ว

 

                      “ถ้าทานข้าวเช้ามาจะไปวัดไม่ได้ เขาห้ามทานข้าวเช้าก่อนไปวัด”   นี่ถ้าฉันไม่ได้รู้มาจากพั้งค์กี้ก่อนเมื่อตอนเช้านี้ฉันคงไม่เชื่อเธอหรอก คงจะระแวงว่าเธอไม่อยากไป แล้วพยายามหาเหตุมาอ้างมากกว่า(ก็ชักไม่ไว้ใจความฉลาดในตัวเธอซะแล้วน่ะซิ!)

 

                ตกลงเลยไม่ได้ไปวัดฮินดู ฉันเลยชวนเดินไปดูย่านตัวเมืองที่เราผ่านเมื่อวานนี้เผื่อจะได้หาอะไรทานกลางวัน เธอบอกว่าวันนี้ร้านค้าคงปิดหมดแต่เธอก็ไม่ค้านที่จะลองไปดู 

               ระหว่างผ่านร้านรวงย่านการค้าที่ปิดเป็นทิวแถวนั้น ฉันอดนึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของคนเนปาลที่อาศัยอยู่ที่นี่ไม่ได้เขาคงเจอกับความคับแค้นใจจากการปกครองของรัฐบาลอินเดียพอควร แม้แต่เด็กรุ่นใหม่อย่างแซมเทนก็ยังมีความรู้สึกแรงกล้าในการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับสังคมที่เธออยู่  เมื่อมองกลับไปดูประเทศไทยเราทุกวันนี้อดกังวลไม่ได้ นักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยที่จะมีจิตสำนึกร่วมทางสังคมและการเมืองแบบนี้คงจะหาได้ยากแล้ว......

 

                 สักพักก็มีโทรศัพท์เข้ามือถือแซมเทน ท่านลามะนั่นเองบอกให้เราแวะไปที่วัดของท่าน ฉันบอกตกลง แต่บาซูขอกลับบ้านก่อน เขาคงเห็นว่าไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วเพราะเราจะไปวัดกัน ฉันขอบคุณที่เขาอุตสาห์มาเป็นเพื่อน

 

                 ระหว่างที่เดินไปวัด เราคุยกันหลายเรื่องและผ่านสถานที่หลายแห่ง แห่งหนึ่งมีรั้วล้อมรอบอย่างดีติดป้ายว่า ยูธโฮเทล (Youth Hotel)  ฉันออกจะตื่นเต้นและเกิดสงสัยรีบถามทันทีว่า

 

                      “ที่นี่มีบ้านพักเยาวชนสำหรับนักท่องเที่ยวด้วยเหรอ 

 

                      “ ที่นี่ถ้าเป็นยูธโฮเทลจะหมายถึงหอพักสำหรับเด็กนักเรียนไม่ใช่สถานที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวหรอก” เธอบอก ตอนนี้ฉันรับรู้อย่างมั่นใจในคำพูดของว่าที่วิศวกรสาวอย่างไม่มีข้อกังขาแล้ว!

 

                 นอกจากนั้น เธอยังได้บอกเล่าเรื่องราวของท่านลามะ(ก็ออกแนวนินทานั่นล่ะ)ในส่วนที่ฉันเองยังไม่รู้มาก่อนให้ฟัง โดยเริ่มจาก

 

                        “ คุณรู้ไหม ?... ท่านลามะมีเมียแล้วนะ มีลูกแล้วสามคน ”  โดยไม่ทันได้คิดอะไรฉันหันขวับจากสิ่งที่สนใจข้างทางมามองหน้าเธอด้วยความแปลกใจพร้อมเสียงอุทานเบาๆ  เธอหัวเราะชอบใจเหมือนได้เล่าเรื่องมหัศจรรย์ให้ฉันฟัง  แต่พอฉันนึกได้ว่าลามะที่นี่สามารถมีเมียได้ความแปลกใจทั้งหมดก็หายไป เลยอดหัวเราะผสมโรงไปกับเธอไม่ได้

 

 

.........................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 30 มีนาคม 2555    
Last Update : 15 เมษายน 2555 8:54:07 น.
Counter : 325 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/มิริค ตอน 16.กูรข่าสไตรค์

 กูรข่าสไตรค์

 

...........

 

                 เมื่อพั้งค์กี้ไปวัดแล้วทานอาหารเช้าเสร็จนิชาก็แต่งตัวในชุดส่าหรีดูเป็นทางการบอกจะไปมีตติ้ง(meeting) แล้วเธอก็ผลุนผลันไป ประชุมอะไรของเธอไม่รู้ไม่อยากถามมากเพราะล่ามพั้งค์กี้ ไปวัดซะแล้ว

 

                 ฉันนั่งรอแซมเทนจนสายเลยเวลานัด แม้กระทั่งพั้งค์กี้ก็กลับจากไปวัดมาแล้วแซมเทนก็ยังไม่มา   ‘ถ้ารู้ก่อนว่าจะเป็นแบบนี้ไปวัดกับพั้งค์กี้ซะก็ดีหรอก’ อดคิดด้วยความเสียดายไม่ได้

 

                  สิบโมงครึ่งแล้วแซมเทนก็ยังไม่มา เลยตัดสินใจไม่รอต่อไป คิดว่าออกไปเดินเที่ยวเองเลยดีกว่า ส่วนพั้งค์กี้ก็กลับมาพร้อมกับเพื่อนและขลุกกันอยู่ในห้องเลยไม่อยากรบกวน แต่ก็ฝากพั้งค์กี้บอกแซมเทนว่า ฉันรอเธอนานแล้วไม่เห็นมาเลยขอออกไปก่อน

 

                พอเดินออกจากบ้านมาโผล่ตรงถนนริมทะเลสาบ มองซ้าย-ขวาดูว่าจะไปทางไหนดี ก็เห็นแซมเทนกำลังวิ่งหน้าเริ่ดมาแต่ไกลจากทางขวามือ พอมาถึงเธอรีบละล่ำละลักขอโทษที่มาช้าและบอกว่า

 

                       “วันนี้มีสไตรค์ ทหารกูรข่าในมิริคสไตรค์กัน”  สีหน้าเธอดูตื่นเต้นพอควรและพูดต่อ

 

                       “ วันนี้มีการหยุดงานหมดรถก็ไม่มีจะให้ไปไหนร้านค้าก็ปิดหมดทุกๆแห่งจะมีแต่ทหารถ้าไปไหนก็ต้องระวังตัว อาจเกิดอันตรายได้ วันนี้คนเขาไม่ไปไหนกัน ” เธอพูดยาวเหยียดดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทุกวันและยังไม่หายจากการตื่นเต้น แต่ฉันออกจะงงกับคำพูดของเธอ นั่นหมายถึงเธออยากบอกอะไรฉันเป็นนัยๆหรือเปล่า เช่น ‘วันนี้ฉันหมดโอกาสที่จะไปเที่ยวที่ไหนแล้วกระนั้น’ ฉันออกจะรู้สึกผิดหวังนิดๆ ที่มาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้

 

                 ทันใดภาพเหตุการณ์บางอย่างเมื่อตอนเช้าก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง ....นิชารีบแต่งตัวอย่างเป็นทางการบอกคำเดียวว่าจะไปมีตติ้ง แล้วก็ผลุนผลันออกจากบ้านไป ...ฉันยังคิดว่าเธอคงเป็นคณะกรรมการอะไรซักอย่างของหมู่บ้านซึ่งก็เป็นธรรมดาที่วันหยุดจะมีกิจกรรมของหมู่บ้านบ้าง

 

                 มิน่า... เดินออกจากบ้านมาบรรยากาศรอบๆดูมันเงียบชอบกล ระหว่างทางก็ไม่เจอผู้คนแม้แต่คนเดียว  ความฉลาดเกินตัวของแซมเทนคงทำให้เธอจับอารมณ์ผิดหวังเล็กๆของฉันที่เกิดขึ้นกะทันหันได้เธอบอกฉันต่ออย่างเอื้ออาทรว่า

 

                       “เราอาจไปวัดฮินดูและขึ้นไปเที่ยวรีสอร์ทบนเขาได้นะ” พร้อมชี้มือไปยังเขาสูงเบื้องหน้าที่เห็นกระท่อมไม้ลิบๆอยู่บนยอดเขา   ‘คงจะเป็นรีสอร์ทที่ดีเพนเคยพูดถึง’   ฉันเดาในใจและรีบตอบโอเคด้วยความดีใจ เพราะการปีนเขาขึ้นไปชมธรรมชาติในมุมสูงนับเป็นความชอบโดยส่วนตัวของฉันอยู่แล้ว และเธอก็บอกต่อว่า

 

                       “ขอฉันแวะรับเพื่อนผู้ชายไปด้วยเพื่อความปลอดภัยนะ”  ฉันพยักหน้าอุ่นใจขึ้น

 

                ฉันอดที่จะถามเธอต่อเกี่ยวกับการสไตรค์ไม่ได้ แต่คำตอบหรือคำพูดของเธอมันทำให้ฉันต้องหน้าชาเพราะรู้สึกว่าโดนเด็กปรามาสเอาอย่างแรงน่ะซิ!

 

                      “ทหารกูรข่าเขาสไตรค์ทำไมหรือ  ฉันถามด้วยอยากรู้เพราะคิดว่าอาจมีบางสิ่งที่รัฐบาลทำให้พวกเขาไม่พอใจ

 

                      “การสไตรค์เป็นเรื่องการเมืองอย่างหนึ่งที่เราอยากให้รัฐบาลอินเดียรับรู้ว่าเราไม่พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่หรือไม่พอใจการปกครองของรัฐบาล พวกเราและทหารกูรข่าเป็นคนเนปาลี ”  เธอพูดยาวเป็นเรื่องเป็นราวด้วยสีหน้าจริงจังอย่างมีอารมณ์ร่วม              

                       ดูความฉลาดของเธอจะมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เจอกันและเล่นเอาฉันงุนงงอยู่เรื่อย แต่นั่นมันเป็นคำตอบทั่วไปแบบกว้างๆจึงยังไม่ชัดเจนสำหรับฉันที่คิดว่าการประท้วงคราวนี้น่าจะมีข้อเรียกร้องที่พิเศษมากกว่านั้นอีกก็เลยถามต่อว่า

 

                      “ที่ประท้วงนี่เขาต้องการเรียกร้องอะไรเป็นพิเศษจากรัฐบาลหรือเปล่า?” เธอเงยหน้าขึ้นมองฉันเหมือนมองเด็กที่ไม่รู้เรื่องประสีประสาอะไรและดูเธอไม่ค่อยอยากจะตอบคำถามแต่ก็พูดแบบจำใจว่า

 

                      “คุณไม่เข้าใจหรอกว่าการประท้วงมีความสำคัญอย่างไร...” ...โอ้โห.. นี่มันโดนเด็กตบหน้าเข้าอย่างจังชนิดตั้งตัวไม่ติดเลยนะนี่ ‘ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้เด็กแสบ!!’ ฉันได้แต่เข่นเขี้ยวอยู่ในใจ  และตอบด้วยเสียงที่เน้นน้ำหนักมากขึ้นว่า

 

                       “ฉันเข้าใจ!!”  แต่ดูเธอจะไม่รู้สึกรู้สมกับคำพูดที่เน้นน้ำหนักอย่างผิดปกติของฉันหรอกกลับย้อนถามฉันต่อว่า

 

                       “คุณทำงานอะไรเหรอแน่ะชักเริ่มลามปามมากขึ้นแล้วไง รู้สึกว่าเธอออกจะหมิ่นความรู้สึกร่วมทางสังคมและการเมืองของฉันมากไปหน่อยแล้ว จะทำเป็นถามถึงหน้าที่การงานเพื่อวิเคราะห์ความคิดหรือมุมมองทางสังคมและการเมืองของฉันล่ะซิ  มันเจ็บจริงๆไอ้เด็กคนนี้!!

 

                       “เป็นนักวิจัย ( Researcher) ” ฉันตอบแบบไว้ท่าทีโดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม จะดูซิว่าเธอจะรู้จักคำนี้หรือไม่ และค่อนข้างจะมั่นใจว่าเธอจะต้องงงและยังไม่รู้จักคนทำงานลักษณะนี้อย่างแน่นอน  ฉันมองหน้าเธอเพื่อดูปฏิกริยา เธอมีสีหน้าเหมือนรับรู้แต่ไม่พูดอะไรต่อ ซึ่งฉันก็แกล้งถามย้ำต่อไปว่า

 

                       “เธอรู้จักไหม....นักวิจัยน่ะ?” 

 

                      “รู้จัก” เธอตอบหน้าตาเฉย...และไม่ถามอะไรต่อ ‘โฮ้...นี่มันเด็กอัจฉริยะหรือเปล่าเนี่ย? ’ ฉันออกจะงุนงงและกังขาอยู่ในใจว่าเธอจะรู้จริงแบบที่พูดหรือไม่ บางทีอาจจะไม่รู้ก็ได้แต่ทำเป็นฟอร์ม …เพราะหน้าตาและสรีระของเธอมันฟ้องสายตาอยู่แล้ว อย่างสูงสุดเธอต้องอายุไม่เกิน 15 หรือ16 ปี แน่นอน และอย่างเก่งก็เรียนไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4    ฉันเลยไม่ได้ใส่ใจที่จะเอาเรื่องเอาราวอะไรมากไปกว่านี้ และก็ไม่ได้คิดที่จะไถ่ถามเรื่องชั้นเรียนของเธอแต่อย่างใด   

 

..............................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 30 มีนาคม 2555    
Last Update : 15 เมษายน 2555 8:52:43 น.
Counter : 311 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/มิริค ตอน 15.วันเกิดพั้งค์กี้

วันเกิดพั้งค์กี้

 

..............

 

                วันนี้เป็นวันเกิดพั้งค์กี้ เธอโผล่เข้ามาในห้องฉันแต่เช้าทั้งชุดนอนดูเหมือนจะเพิ่งตื่น คงอยากจะมารับของขวัญวันเกิดเพราะเธอรู้ว่าฉันมีของขวัญให้แต่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร บางครั้งเธอก็ดูเด็กกว่าที่คิด ฉันเงยหน้าขึ้นจากการเขียนบันทึกและบอกแฮปปี้ เบิร์ดเดย์ แต่ยังไม่ได้ให้ของขวัญที่เตรียมไว้ บอกให้เธอไปล้างหน้าและเปลี่ยนชุดใหม่ก่อน

 

                 สักพักพั้งค์กี้ก็กลับมาพร้อมชุดใหม่ที่แม่ซื้อให้เมื่อวานนี้ ดูแล้วมันพอดีไปหมดทั้งเสื้อและกางเกงยีนส์  ของขวัญจากฉันนอกจากสมุดโน้ตสีชมพูแล้ว ยังมีการ์ดอวยพรและปากกาลูกลื่นที่เอาไปจากเมืองไทยอีก 3 ด้าม เธอยิ้มอารมณ์ดีเมื่อได้รับของขวัญและบอกว่าสมุดโน้ตจะเอาไว้ให้เพื่อนเขียนเฟรนส์ชิพ (friendship) 

 

                  พั้งค์กี้ชวนฉันไปทำบุญตอนเช้าที่วัดฮินดูซึ่งอยู่บนเขาอีกฝั่งของทะเลสาป เธอบอกว่าแม่ไปวัดไม่ได้เพราะรอบเดือนมาพอดี..นี่คือข้อห้ามของชาวฮินดู

                  ฉันออกจะเสียใจและเสียดายที่ต้องปฏิเสธเธอไปเพราะเธอจะไปวัดตอนแปดโมงครึ่งแต่ฉันนัดแซมเทนไว้ที่บ้านตอนเก้าโมง หากไปกับพั้งค์กี้ คงกลับมาไม่ทันนัดแซมเทนแน่ ที่สำคัญเมื่อวานแซมเทนก็มารอฉันจนทานข้าวเสร็จแล้วทีหนึ่ง  สุดท้ายพั้งค์กี้เลยไปชวนเพื่อนแทน   

 

                 ด้วยกลัวผิดเวลานัดฉันเลยรีบทานข้าวแต่เช้า เสร็จตั้งแต่แปดโมง วันนี้นิชาทำจาปาตีให้ทานโดยเอาแป้งมาทำให้เป็นแผ่นแบนกลมบางๆ แล้วเอาไปวางบนแผ่นเหล็กทรงกลมย่างบนไฟพลิกสองทีก็ใช้ได้ แล้วเอามันที่คลุกกับพริกมาโปะหน้าทาน นิชาถามว่าจะทานไข่ไหม ฉันบอกว่า ทาน เธอเลยเอาไข่มาทำเป็นไข่คน ฉันเลยเอาไข่คนมาโปะหน้าแผ่นแป้งแล้วใส่มันคลุกพริกของนิชา แถมราดซอสแมกกี้ที่ฉันเอาไปจากเมืองไทยลงไป แล้วก็ม้วนกินเหมือนกินโรตี คงจะน่าอร่อยหรืออยากลองดู นิชาเลยทำกินแบบฉันบ้างพร้อมกับขำตัวเองไปด้วย เราเลยหัวเราะกันยกใหญ่เหมือนได้ค้นพบวิธีกินจาปาตีแบบใหม่

 

                 ฉันชวนให้พั้งค์กี้ทานจาปาตีก่อนไปวัด เธอบอกว่า

 

                      “ทานไม่ได้ ถ้าทานก็ไปวัดไม่ได้”  ฟังแล้วแรกๆก็งง แต่พอได้รับคำอธิบายว่า

 

                      “เป็นความเชื่อถือของชาวฮินดูถ้าจะไปวัดตอนเช้าจะต้องไม่ทานอาหารเช้าไปก่อน หากทานแล้วก็ห้ามไปวัด” ออกจะรู้สึกว่าชาวฮินดูมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติในเรื่องศาสนามากพอตัว แต่ฉันก็อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นนิชาก็ยังนับถือท่านลามะ อีกทั้ง แซมเทนก็ยังไปวัดทิเบตและไหว้พระที่วัดกับฉันอย่างไม่เคอะเขิน เมื่อวานนี้ เลยอดถามพั้งค์กี้ถึงความเหมาะควรไม่ได้ เธอตอบง่ายๆว่า

 

                       “  แบบนั้นไม่เป็นไร ”  ก็เลยต้องเชื่อตามนั้น..

 

 

....................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 30 มีนาคม 2555    
Last Update : 15 เมษายน 2555 8:51:42 น.
Counter : 403 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/มิริค ตอน 14.จรรยาบรรณแม่ค้าหลังเขา

จรรยาบรรณแม่ค้าหลังเขา 

 

..............

 

                  เราสามคนออกจากบ้านเพื่อจะไปตลาดกัน เมื่อเดินลงมาถึงถนนก็เลี้ยวขวาเลียบทะเลสาปไปจนสุดทางพอข้ามเนินเขาเตี้ยๆที่ขวางหน้า ก็ไปเจอเอาตลาดซึ่งเมื่อวานรถที่ฉันนั่งมาก็ผ่านที่นี่ก่อนจะถึงจุดหมาย

 

                 ตลาดที่นี่เป็นห้องแถวยาวขนาบไปกับถนนดูแล้วไม่ต่างจากตลาดตามชนบทของเมืองไทยที่มีทั้งอาหารการกินและของทุกชนิดที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตอย่างครบถ้วน แต่เรื่องคุณภาพอาจจะระดับหนึ่งเพื่อให้สมกับราคาที่คนในพื้นที่สามารถจับจ่ายได้

 

                นอกจากของจุกจิกน่ารัก เช่นกิ๊ปติดผม ที่ใส่ปากกาดินสอ ที่นิชาเลือกซื้อให้ลูกแล้ว พั้งค์กี้ยังได้กางเกงยีนส์และเสื้อตามแบบที่วัยรุ่นกำลังนิยมกันอีกอย่างละหนึ่งตัว ดูเธอจะไม่เรื่องมากพอใจทุกอย่างที่แม่เลือกให้  กางเกงพอเอาเอวกางเกงมาวัดได้พอดีกับรอบคอเธอก็เอาทันที สำหรับเสื้อพอฉันชมว่าตัวนี้สีสวยดี เธอก็ตัดสินใจเอาง่ายๆเช่นกัน ฉันแอบได้สมุดบันทึกปกสวยสีชมพูไว้เป็นของขวัญให้เธอพรุ่งนี้ด้วย

 

                 เราเดินผ่านร้านขายของชำ ฉันอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายนิชาบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะซื้ออะไรดี พลันมองไปเห็นไข่เป็ดในตะกร้าใบย่อม คิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่กลางๆเอาไปปรุงอาหารได้หลายอย่างและเก็บไว้กินนานหน่อยก็ได้ ฉันเลยบอกพั้งค์กี้ให้ช่วยบอกคนขายว่าเอา 25 ฟอง จากนั้นนิชาก็สั่งผักตามที่เธอต้องการ คนขายหยิบของใส่ถุงรวมทั้งไข่เป็ดด้วย แต่ไข่เขาใส่ลงไปในถุงแค่ 10 ฟอง แล้วคิดเงิน ฉันคิดว่าเขาคงเข้าใจผิดเลยบอกย้ำกับพั้งค์กี้อีกทีว่าเอา 25 ฟอง แต่พั้งค์กี้กับนิชากลับหัวเราะแบบขำๆ ในขณะที่เจ้าของร้านก็ยังมีทีท่าดื้อดึงไม่ยอมหยิบไข่ใส่ถุงเพิ่ม ฉันก็ได้แต่งงและหงุดหงิดคนขายพร้อมกับถามพั้งค์กี้ว่า

 

                      “ทำไมเขาไม่เอาไข่ให้เรา 25 ฟองตามที่เราอยากซื้อ”   พั้งค์กี้รีบบอกว่า

 

                      “เราซื้อมากไปเขาไม่อยากขาย” ฉันงงต่อครู่หนึ่ง แต่พลันก็นึกถึงหลักเศรษฐศาสตร์ ที่เคยร่ำเรียนมา   ‘ ฤาที่นี่จะถึงคราข้าวยากหมากแพง ใครซื้อเยอะต้องจ่ายแพงขึ้น แต่คงยังไม่ถึงขั้นต้องปันส่วนนะ’ ฉันอดคิดเชิงประชดไม่ได้  พั้งค์กี้บอกต่อว่า

 

                      “เขาอยากเอาไว้ขายให้คนอื่นบ้าง” ถึงตรงนี้ฉันเข้าใจทุกอย่างได้ทันที และออกจะเริ่มรู้สึกเห็นใจ ที่นี่การขนส่งลำบาก สินค้าหลายอย่างไม่สามารถผลิตในพื้นที่ได้  เงินใช่ว่าจะเนรมิตอะไรได้ทุกอย่าง นั่นแสดงให้เห็นว่าคนค้าขายที่นี่ใช่ว่าจะหวังแต่เพียงขายของให้ได้เงิน แต่เขามีความรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของลูกค้าโดยรวมด้วย มันคือการขายที่คำนึงถึงความเป็นธรรมของผู้ซื้อด้วยต่างหาก

 

                แต่จะด้วยเหตุใดฉันไม่อาจเดาได้คนขายเกิดเปลี่ยนใจเอาไข่ใส่ถุงเพิ่มให้เราจนครบ 25 ฟองด้วยสีหน้าค่อนข้างปกติแกมเฉยเมย ... ..

 

                หลังอาหารมื้อค่ำฉันเอาแอ๊ปเปิ้ลมงคลมาปอกทานกัน และได้เล่าถึงที่มาให้นิชาและพั้งค์กี้ฟัง ทั้งสองคนพลอยปลื้มอกปลื้มใจไปด้วยที่ได้ทานผลไม้ที่ท่านรินโปเช่ให้มา  ตั้งแต่มีพั้งค์กี้อยู่ด้วยฉันสามารถคุยกับนิชาได้ทุกเรื่องโดยผ่านพั้งค์กี้ เราสามคนเลยคุยกันได้อย่างสนุกสนาน

 

                 ท่านลามะเยี่ยมกรายฝ่าความมืดเข้ามาสมทบกับเราในห้องครัว นิชาต้อนรับเยี่ยงแขกที่เธอนับถือ เอาเครื่องดื่มร้อนๆมาถวาย ก่อนเริ่มการพูดคุยที่ดูคุ้นเคย เป็นกันเอง และถูกอัธยาศัย

 

                 เมื่อรู้ว่าฉันต้องการเดินทางต่อไปยังดาร์จีริ่ง ท่านลามะได้กรุณาที่จะติดต่อให้ฉันไปพักที่บ้านนายตำรวจใหญ่ซึ่งท่านรู้จักที่ดาร์จีริ่ง  นอกจากนั้น ท่านยังบอกว่าที่กังต๊อกท่านก็มีคนรู้จักและสามารถฝากให้ฉันไปพักด้วยได้ ขอให้บอกว่าเป็นวันไหนที่จะไปถึงที่นั่น ฉันได้แต่ขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจในน้ำใจ แต่ด้วยการเดินทางที่ไม่มีกำหนดการที่แน่นอน จึงไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าจะไปถึงกังต๊อกวันไหน เบื้องต้นฉันจึงขอรับความเอื้อเฟื้อจากท่านช่วงที่ไปดาร์จีริ่งก่อน   แต่ท่านก็ไม่วายจะเอื้อเฟื้อต่อว่า หากฉันทราบแน่นอนว่าจะไปพักที่กังต๊อกเมื่อใดก็สามารถโทรศัพท์มาบอกท่านได้  อย่างไรก็ตาม อาทิตย์หน้าท่านจะต้องไปธุระที่เนปาลแต่ก็สามารถโทรติดต่อท่านได้เช่นกัน

 

                  วันนี้เราคุยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะนิชาและท่านลามะดูจะคุยกันได้ถูกคอและหัวเราะสนุกสนานเป็นพิเศษ ประมาณสามทุ่มฉันรู้สึกง่วงเลยขอตัวไปนอนก่อน และพอหัวถึงหมอนก็หลับทันที

 

 

 

………………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 30 มีนาคม 2555    
Last Update : 15 มิถุนายน 2555 23:58:48 น.
Counter : 411 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/มิริค ตอน 13.แม่-ลูกผูกพัน

แม่-ลูก ผูกพัน

 

...............

 

                 กลับจากวัดมาถึงบ้าน นิชารออยู่แล้วเราเลยออกเดินทางกัน เส้นทางที่รถผ่านรู้สึกคุ้นๆ มันคือเส้นทางที่ฉันผ่านมาจากสิริกูริเมื่อวานนั่นเอง รถเลียบไหล่เขาไปเรื่อยๆ ไม่ไกลมากก็ถึงทางเข้าหมู่บ้านน้องสาวของเธอ เราเดินลงข้างทางลัดเลาะไปตามไหล่เขา ผ่านบ้านคน 2-3 หลังที่อยู่ห่างกันพอสมควร ช่างได้บรรยากาศเหมือนกำลังจะเดินไปยังหมู่บ้านชาวเขาบนดอยทางเหนือของเมืองไทยซะเหลือเกิน แต่ที่นี่แผ่นดินดูชุ่มชื้นมากกว่า พุ่มไม้ที่อยู่ในร่มบางจุด จนป่านนี้ยังมีน้ำค้างเกาะพราวอยู่เลย

 

                 สักพักก็ถึงบ้านน้องสาวนิชา บ้านชั้นเดียวบนพื้นราบก่อด้วยอิฐทาสีเขียวไม่มีรั้วเป็นขอบเขตดูแล้วช่างกลมกลืนไปกับป่าไม้รอบบ้านซะจริงๆ จะมีสีสันโดดเด่นออกมาก็เฉพาะตรงหน้าบ้านที่มีกระถางดอกไม้หลายชนิดกำลังออกดอกหลากสี ทั้งกุหลาบ ลิลลี่ และดาวเรือง ฯลฯ ถูกวางเรียงรายเป็นชั้นๆอยู่ติดผนังด้านหน้าของตัวบ้าน มันบ่งบอกถึงความเป็นคนมีอารมณ์สุนทรีย์ของเจ้าของบ้านได้เหมือนกัน

 

                น้องสาวเธอกำลังต้มเหล้าอยู่ข้างตัวบ้าน เธอเดินไปทักทายและหัวเราะกันอย่างรื่นเริงก่อนที่จะแนะนำฉันและน้องให้รู้จักกัน  ส่วนพั้งค์กี้ลูกสาวของเธอกับหลานๆอยู่ในครัว เมื่อเราเดินเข้าบ้านไปที่ครัว พั้งค์กี้กับเด็กสาวคนหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกันน่าจะ10-12 ขวบกำลังนั่งขูดลูกฟักแม้วออกเป็นชิ้นเล็กๆอยู่บนพื้นในครัวโดยมีเด็กชายวัยอ่อนกว่าประมาณ 5-7 ขวบ  2-3  คน กำลังรุมล้อมดูอยู่

 

                 พั้งค์กี้หันมาเห็นแม่ฉันทันได้เห็นแววตาส่อความดีใจแต่ก็ชั่วขณะแล้วสงบลงเมื่อเธอมองมาเห็นฉัน ดูเธอเหนียมอายแกมขัดเขินอยู่ในที แล้วก็ข่มความยินดีไว้ลึกๆ  ใช่...หนูน้อยที่กำลังจะโตเป็นสาวเธอดีใจที่ได้เจอแม่หากแต่พยายามเก็บอาการไว้ จะด้วยเขินอายคนแปลกหน้าอย่างฉัน หรืออาจเพราะเป็นอุปนิสัยพื้นฐานของชาวตะวันออกที่ไม่ชอบแสดงออกทางอารมณ์อย่างโจ่งแจ้งก็ได้ เธอเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก สวยคมเหมือนแม่ ดูขี้อายหน่อยๆ ท่าทางจะขยันช่วยทำงานบ้าน ท่าทีดูเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ

 

                นิชาบอกว่าเด็กๆกำลังจะทำโมโม่ทานกัน (แป้งห่อด้วยไส้ที่ทำด้วยผักผสมเครื่องปรุงหลายอย่างลักษณะและการห่อแบบเดียวกับเกี๊ยวซ่าของญี่ปุ่นแต่โมโม่เอามานึ่งแทนการทอดแบบญี่ปุ่น)  นิชากับฉันเลยเข้าไปช่วยทำ สำหรับฉันตอนที่ห่อใส้โมโม่นี่มันยากแสนเข็ญ สุดปัญญาที่จะจับจีบให้สวยเหมือนคนอื่นๆที่ทำได้อย่างคล่องแคล่วและสวยงามเหมือนตัวเกี๊ยวซ่าที่ฉันเคยเห็นมา

 

                 ดูทุกคนท่าจะหิวข้าวกลางวันซึ่งก็รวมทั้งฉันด้วย  เพราะพอห่อโมโม่ได้ส่วนนึงนิชาก็รีบเอาไปนึ่งเพื่อมาทานก่อน เธอแบ่งใส่จานให้ฉันต่างหากมันดูมากกว่าจานที่เป็นของทุกคนอีก ฉันเลยบอกว่าทั้งสองจานนี้ทานด้วยกันทุกคนนั่นแหละ ดังนั้น พอจานวาง ทุกคนก็คว้าคนละอันจิ้มน้ำจิ้มเข้าปาก ด้วยอาการที่ร้อนทั้งในมือและในปาก ซึ่งก็ทำให้ทุกคนต้องเผลอหัวเราะออกมาดังๆพร้อมกันไปทั่วห้อง

 

                  แว่บเดียวโมโม่ก็หมดสองจานแรก นิชาต้องรีบเอาไปนึ่งใหม่ต่อ บอกได้คำเดียวว่า ณ เวลานั้นอร่อยมาก... พร้อมๆกัน นิชาก็รินเหล้าใสๆแต่กลิ่นฉุนพอตัวใส่แก้วส่งให้ฉัน ไม่แน่ใจว่าเป็นเหล้าที่น้องสาวเพิ่งต้มเสร็จหรือเปล่า แต่เธอบอกว่าที่นี่ต้มเหล้ากินกันเองทุกบ้านและไม่ผิดกฎหมาย ฉันจิบไปหนึ่งจิบ ต้องรีบส่งคืนด้วยรสและกลิ่นรุนแรงสะดุดลิ้นและจมูกมาก นิชามองฉันด้วยอาการขบขัน ฉันอดนึกไปถึงเหล้าจีนใสแจ๋วในจอกขนาดจิ๋วที่เขารินเสริฟก่อนอาหารที่เมืองจีนไม่ได้ มันจี๊ดจ๊าดบาดลิ้นได้เฉียบพลันไม่ต่างจากเหล้าที่นี่จริงๆ

 

                เสร็จจากกินโมโม่ซึ่งถือเป็นมื้อกลางวันของทุกคนสำหรับวันนี้ นิชาก็พาฉันไปโผล่ดูห้องรับแขกซึ่งตกแต่งอย่างหรูหราตามสไตล์ของที่นี่ พื้นห้องปูพรมสีแดง  ชุดเก้าอี้รับแขกตัวใหญ่ทำด้วยไม้ ขัดและลงแลคเกอร์ซะมัน มีเบาะนั่งและหมอนอิงกำมะหยี่ลายดอกไม้สีแดงกลีบโตวางอยู่บนเก้าอี้และโซฟาครบทุกตัว ในห้องตกแต่งด้วยรูปภาพและดอกไม้พลาสติกสีสันสดใสในแจกันใบใหญ่ตามมุมห้องและบนโต๊ะรับแขก บรรยากาศในห้องออกโทนแดงไปทั้งห้อง ดูแล้วเหมือนจะตกแต่งไว้ดูมากกว่าเข้าไปนั่ง นิชาเชิญชวนให้ฉันเข้าไปนั่งโซฟา ฉันปฏิเสธเพราะดูออกจะเป็นพิธีการเกินไป แต่ก็ขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

 

                 ฉันตามนิชาเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นห้องนอนของพั้งค์กี้เพราะนิชาเปิดตู้เสื้อผ้าอย่างคุ้นเคยแล้วค้นเอาเสื้อผ้าที่น่าจะเป็นของพั้งค์กี้ที่ยังไม่ซักออกมากองข้างนอก สักครู่พั้งค์กี้ก็ตามเข้ามา

 

                 นิชาพับเสื้อผ้าแบบง่ายๆยัดใส่เป้ที่เธอสะพายติดตัวมาด้วยจนเต็ม แต่ผ้ายังไม่หมดเธอมองซ้าย- ขวาเหมือนจะหาอะไรมาใส่เพิ่มแต่ไม่เจอ จากนั้นเธอจึงหันมามองเป้ของฉันอย่างมีความหมาย ฉันรับรู้ความต้องการของเธอทันทีเลยรีบเคลียร์ช่องกลางของเป้ใบเล็กที่ติดตัวมาเพื่อใส่กล้องและของจุกจิก แล้วเปิดอ้าให้เธอใส่ผ้าส่วนที่เหลือลงไป

 

                 จัดการเรื่องเสื้อผ้าเสร็จ เธอก็หันไปจับตัวพั้งค์กี้เข้ามาใกล้เพื่อหวีผมสลวยและถักเปียให้อย่างคล่องแคล่วและตั้งใจทำโดยไม่ได้พูดจาอะไรมากมาย มันเหมือนเป็นสิ่งที่เธอคุ้นเคยและเต็มใจที่จะทำให้ลูกทุกครั้งที่มาที่นี่  ฉันเพิ่งรู้สึกถึงความเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบของเธอก็ตอนนี้เอง   ส่วนพั้งค์กี้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเด็กตัวเล็กๆขึ้นมาทันที เธอดูจะพึงพอใจและมีความสุขกับสิ่งที่แม่ทำให้ เธอคงจะรอคอยมันมาทั้งอาทิตย์  อาการของเธอตอนนี้มันต่างจากเมื่อแรกที่ฉันเห็นตอนมาถึงฉันอดถามเธอไม่ได้ว่า

 

                      “พั้งค์กี้.....ดีใจไหมที่แม่มารับกลับบ้านวันนี้   ดวงตาเธอวาวโรจน์ขึ้นมาชั่วขณะ แต่ยังมีท่าทีเอียงอายแบบเด็กๆพร้อมตอบว่าดีใจด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษที่ชัดเจนและคุ้นเคยเป็นอย่างดี..... ก็เธอเก่งภาษาอังกฤษชนิดเป็นล่ามให้ฉันได้สบายๆ....มันคือผลพวงจากการที่เธอต้องจากบ้านมาพักที่นี่ ด้วยที่นี่อยู่ใกล้โรงเรียนฝรั่งไงล่ะ!

 

                 ระหว่างทางเดินกลับจากบ้านน้องสาวของนิชา ฉันมองเห็นเขาสูงลูกหนึ่งอยู่ไกลลิบ บนยอดเขาเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง  ฉันถามพั้งค์กี้ว่า

 

                      “นั่นใช่มิริคหรือเปล่า ? ”

 

                      “ไม่ใช่..นั่นคือเมืองเคอซง ” เธอตอบ  ฉันไม่ได้ถามต่อเพราะไม่คุ้นกับชื่อเมืองนี้ คิดเอาว่าเมืองนี้ก็คงมีลักษณะคล้ายๆกับมิริค

 

                 เราสามคนกลับถึงบ้านประมาณบ่ายสามโมง นิชาบอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพั้งค์กี้ ก่อนช่วงเย็นเธอจึงชวนฉันไปซื้อของให้พั้งค์กี้ที่ตลาดของหมู่บ้าน

 

 

 

...........................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 30 มีนาคม 2555    
Last Update : 15 เมษายน 2555 8:49:38 น.
Counter : 502 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.