การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 
อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/มิริค ตอน 18.ครอบครัวลามะ

ครอบครัวลามะ

 

...........

 

                  ระหว่างกำลังเดินมุ่งสู่วัดฉันและแซมเทนก็มาทะลุเอาหน้าอาคารที่ประชุมหมู่บ้านซึ่งเป็นจุดที่ฉันลงจากรถวันแรกที่มาถึงมิริค  จากนั้นเราข้ามถนนไปขึ้นเขาอีกลูกแต่ไม่สูงมาก ผ่านป่าช้าเล็กๆที่อยู่ข้างทางก่อนที่จะถึงบริเวณวัดที่อยู่ท้ายป่าช้า  งงเล็กน้อยเมื่อเห็นตัววัดเป็นเหมือนตึกเล็กๆชั้นเดียวบนพื้นที่ที่ปรับให้เป็นพื้นราบไม่กว้าง ด้านหน้าเป็นลานโล่งด้านหลังเป็นป่าที่อยู่เชิงยอดเขา

 

                 เสียงสวดมนต์ดังออกมาจากตัวอาคาร เราแวะห้องเล็กๆที่อยู่ด้านหน้าทางขวามือแต่แยกจากตัวอาคารวัด มันเป็นห้องครัวที่มีเตาไฟ เครื่องครัว และพืชผักพร้อมปรุงเป็นอาหารเกลื่อนอยู่พร้อมแม่ครัวหนึ่งคนที่กำลังสาละวนอยู่กับการปรุงอาหารในหม้อบนเตา เธอหันมายิ้มให้แซมเทนและเผื่อแผ่มาที่ฉันด้วยเมื่อเราโผล่หน้าเข้าไป  ฉันจำเธอได้ทันที เธอคือผู้หญิงคนที่อุ้มลูกเล็กๆสวนทางกับเราตอนที่เดินลงเขาเพื่อไปยังบ้านนิชาในวันแรกที่ฉันมาถึงมิริคเธอทักทายนิชาอย่างเป็นกันเอง   ‘เธอคือภรรยาท่านลามะนี่เอง’  ฉันเดาในใจ และก็ไม่ผิดไปจากนั้นจริงๆ

 

                 เราเข้ามาในตัวอาคารวัด ท่านลามะกำลังทำพิธีสวดมนต์ มีลามะ 2 รูป และคนที่กำลังจะบวชเป็นลามะอีกหนึ่ง(ใส่เสื้อสีขาวน่าจะเหมือนนาคที่เตรียมบวชเป็นพระ)ร่วมสวดด้วย ทั้งหมดนั่งเรียงแถวอยู่บนยกพื้นสูงหันหน้าไปยังพระพุทธรูปและเครื่องสักการะมีคนร่วมฟังสวดซึ่งเป็นชาวบ้านประมาณ 5- 6 คน นั่งพนมมือฟังอย่างสงบอยู่ที่พื้นห้อง 

                เราสองคนเข้าไปนั่งร่วมกับคนอื่นๆ คำสวดฟังแล้วไม่รู้เรื่องและไม่คุ้นหูฟังไปสักพักฉันก็เริ่มหิวข้าวกลางวันเพราะล่วงเข้าบ่ายโมงแล้ว ท่าทางการสวดจะไม่จบง่ายๆ ฉันเลยชวนแซมเทนออกไปหาข้าวทานตามร้านในหมู่บ้าน เธอบอก

 

                      “ ไม่รู้จะไปทานที่ไหนเพราะร้านปิดหมดทานที่วัดเถอะนะ”  ฉันเลยต้องจำนนและทนหิวต่อไป

 

                ระหว่างที่นั่งฟังพระสวดอยู่นั้น มีเด็กผู้ชายสองคนวัยไล่เลี่ยกัน น่าจะประมาณ สามและสี่ขวบท่าทางซุกซน หัวเราะหยอกเย้ากันและวิ่งเล่นเข้า-ออกระหว่างห้องโถงที่เรานั่งอยู่กับอีกห้องที่อยู่ด้านใน ซึ่งก็มองออกว่าต้องเป็นลูกชายท่านลามะแน่นอน             

              คราหนึ่งเจ้าตัวเล็กหันมาเจอกล้องของฉันที่วางอยู่หน้าตัก แกจับตามองกล้องอยู่พักนึง แล้วเบนสายตาขึ้นมามองหน้าฉันเหมือนจะดูท่าทีก่อน ฉันมองแกอยู่ก่อนแล้วเลยส่งสายตาหยอกเย้าไปให้... อย่างคาดไม่ถึง แกถลาเข้ามาใกล้หน้าตักฉัน และอย่างรวดเร็วยื่นมือมาจะคว้ากล้องฉันไป โชคดีที่ฉันปกป้องและแย่งไว้ทัน...‘เด็กอะไรซนอย่างนึกไม่ถึง!!’  จากนั้นแกก็ถอยออกไปตั้งหลักโดยส่งสายตามาประกาศศึกพร้อมท่าทีเป็นอริกับฉันทันที!

 

                จากนั้นแกก็ไม่ลดละที่จะเข้ามาตอแยฉันใหม่เพื่อจะไข่วคว้าเอากล้องไปเล่นให้ได้ ที่แย่กว่านั้นเจ้าตัวโตก็เริ่มเข้ามาสมทบด้วยนี่สิ เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจมีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศชวนขลังนั้น ฉันเลยรีบลุกขึ้นและเลี่ยงออกไปข้างนอก

               สักพักทั้งแซมเทนและเจ้าตัวแสบทั้งสองก็ตามออกมา เจ้าสองตัวไม่ลดละที่จะตามติดฉัน     ‘นี่มันเด็กอะไร.....มันแสบจนน่านับถือจริงๆ ! ไม่ได้เกรงกลัวผู้หลักผู้ใหญ่เล๊ย...’ ฉันนึกฉุนอยู่ในใจ

 

                 พลันนึกวิธีแก้ขึ้นได้ก็เลยเอากล้องดิจิตอลนั่นแหละมาเบี่ยงเบนความสนใจเขาโดยยกขึ้นถ่ายรูปพวกเขาแล้วเอาไปให้ดูจากจอภาพ คราวนี้เจ้าสองตัวชอบใจใหญ่ที่เห็นรูปตัวเองได้ทันใจ เลยแอคชั่นให้ถ่ายในท่าเฮี้ยวๆแล้วรีบวิ่งมาดูพร้อมกับหัวเราะชอบใจเสียงดังครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่เบื่อและไม่ยอมให้หยุด  คราวนี้เลยเดือดร้อนถึงผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างใน เขาคงจะเฝ้ามองอยู่ก่อนแล้วเลยออกมาห้ามปรามไว้

 

                เขาชื่อมิกมาเป็นน้องเขยของท่านลามะ พอปรามเด็กได้เราเลยมีโอกาสได้คุยกันเรื่องประเทศเนปาล รวมทั้งเรื่องของมิกมาเอง เราเลี่ยงเสียงพระสวดโดยเดินขึ้นเนินไปที่ป่าช้าซึ่งอยู่หน้าวัด และมีหลุมฝังศพเรียงรายอยู่เกือบเต็มพื้นที่

 

                หลุมฝังศพแต่ละแห่งบอก ชื่อ-สกุล วันเกิดและวันตายของผู้ตายไว้  มีทั้งที่เขียนไว้บนป้ายที่ปักไว้ข้างๆหลุมศพและเขียนไว้บนแท่นปูนที่โบกทับโลงศพไว้ เห็นเยอะๆแบบนี้แล้วก็รู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาและปลงได้ระดับหนึ่ง เราเลือกนั่งคุยกันบนแท่นปูนที่สูงพอประมาณมันเป็นศพของคนแก่ ส่วนเจ้าสองตัวแสบนั่นกำลังง่วนอยู่กับการเก็บดอกหญ้ามาเล่นกันเงียบๆอยู่ห่างๆดูๆไปอีกทีก็เหมือนเด็กผู้หญิง...  ‘โอ๊ย...นี่มันเปลี่ยนขั้วได้เร็วขนาดนั้นเชียวหรือ ? ’

 

                 มิกมาเล่าว่า เขามาจากเนปาลได้ 4-5 วันแล้ว เนื่องจากว่างงานมาหลายเดือนหางานทำที่เนปาลไม่ได้ ท่านลามะซึ่งเป็นพี่ภรรยาเขาทราบจึงเรียกให้มาหาที่นี่และบอกจะหางานให้ทำ นับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขายังไม่มีโอกาสได้คุยกับท่านลามะอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยเพราะดูท่านยุ่งตลอด

 

            “ไม่ต้องรอให้เห็นว่าท่านว่างหรอก เจอกันตอนไหนคุณก็คุยกับท่านตอนนั้นเลยซิ ”  ฉันแนะนำ

 

                      “ ถ้าอยู่วัดก็มีพิธีสวดตลอด ถ้าไปข้างนอกก็กลับมาดึกทุกวัน”  ฉันฟังเขาระบายความรู้สึกแล้วก็เห็นใจแกมขบขันในใจนิดๆ  กลางวันท่านลามะคงจะยุ่งงานที่วัดจริงๆ แต่กลางคืนเท่าที่ฉันเห็นท่านก็ไปธุระที่บ้านนิชาทุกวันน่ะซิ

 

                กว่าพิธีสวดจะเสร็จและได้ทานข้าวกลางวันก็ปาเข้าไปบ่ายสองโมงกว่า อาหารกลางวันที่วัดวันนี้เป็นอาหารเนปาล ส่วนใหญ่เป็นพวกผักและดาล (แกงทำด้วยถั่ว)

                ท่านลามะเดินผ่านมาที่วงอาหารของเราพร้อมบอกให้เอาพริกที่เผ็ดที่สุดของที่นี่มาให้ฉันลองทานดู เพราะฉันเคยบอกท่านว่าฉันชอบทานเผ็ดและก็ทานเผ็ดได้มากๆด้วย มีคนเอาพริกมาให้ มันเป็นพริกเม็ดเล็กกลมๆ ลองกินดูสำหรับฉันแล้วไม่ได้รู้สึกเผ็ดอะไรมากมาย สู้พริกขี้หนูเม็ดเล็กๆของไทยเราไม่ได้ คนที่กำลังลุ้นอยู่รอบๆรวมทั้งท่านลามะด้วยเห็นฉันไม่ออกอาการเผ็ดแม้แต่นิดเดียวต่างก็หัวเราะอย่างสุดทึ่ง เพราะนั่นเป็นการยืนยันคำโฆษณาของท่านลามะที่ให้ไว้ก่อนเป็นอย่างดีที่ว่าคนไทยนั้นชอบทานเผ็ดเอามากๆจริงๆ

 

………………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 30 มีนาคม 2555
Last Update : 15 เมษายน 2555 8:55:11 น. 0 comments
Counter : 358 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.