การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กังต๊อก ตอน 32.คิดถึงคนไทย

คิดถึงคนไทย

 

...........

 

                           รถมาถึงกังต็อกขณะที่ฝนโปรยลงมาอีกรอบ ฉันเองไม่แน่ใจว่าใช่กังต็อกหรือไม่สภาพคิวรถก็ไม่เหมือนคิวรถเมืองอื่นๆ ดูพื้นที่แคบๆมีรถจอดอยู่แค่สองสามคันและฉันก็เป็นคนเดียวที่เหลือมาถึงที่นี่ มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นหนึ่งคนมารอรับของที่มากับรถ เพื่อความมั่นใจฉันเลยถามไถ่เขาว่าที่นี่ใช่กังต็อกหรือไม่ เขาตอบว่าใช่

 

                            แท็กซี่มายืนรออยู่ใกล้ๆฉันบอกย่านที่จะไปพร้อมชื่อที่พักที่อยู่ในใจแล้ว

 

                                    “ห้าสิบรูปี” แท็กซี่บอกราคา หนุ่มน้อยที่คุยด้วยเมื่อครู่หันมายิ้มแหยๆให้ฉันแววตาแสดงความเห็นใจเหมือนอยากจะบอกว่า… ‘ มันแพงไปนะแต่ผมพูดอะไรไม่ได้หรอก’ ฉันเลยใช้วิชาลองเชิงต่อรองไปทั้งๆที่ไม่รู้หรอกว่ามันไกลแค่ไหน

 

                                    “ยี่สิบรูปี” แท็กซี่ส่ายหน้าท่าทีไม่ยอม หนุ่มน้อยเดินจากไปแต่แววตาเขาเมื่อสักครู่ชวนให้รู้สึกว่าน่าจะเอาเป็นที่พึ่งได้ ฉันเลยรีบแบกเป้วิ่งตามท่ามกลางฝนปรอย               

                                     “ย่านถนนทิเบต...อยู่ไกลไหม?” ฉันถามเมื่อถึงตัวพร้อมบอกชื่อที่พักไปด้วย  

         “คิดว่าไม่ไกลเท่าไหร่...น่าจะประมาณ 250 เมตร...”     

        “ค่าแท็กซี่ประมาณยี่สิบรูปีได้ไหม?” ฉันถามต่อ

          “น่าจะได้”  พอดีรถกระป๋องสองแถวผ่านมาเขายื่นมือโบกรถและเรียกฉันขึ้นไปด้วย ฉันรีรอถามถึงราคา

          “ ไม่เป็นไรหรอก...ขึ้นมาเถอะ” เขาบอก

            สถานการณ์บอกไม่ให้โยกโย้ ฉันเลยรีบปีนขึ้นรถ ส่วนเขายกมือถือขึ้นโทรหาใครสักคนเหมือนจะถามถึงโรงแรมที่ฉันจะไปว่าอยู่ตรงไหน แต่พอรถเลี้ยวขึ้นเนินได้สักพักเขายังโทรศัพท์ไม่เสร็จฉันก็บังเอิญเหลือบไปเห็นป้ายชื่อโรงแรมที่ฉันจะไปอยู่ข้างทางพอดี เลยรีบบอกเขาว่าถึงแล้ว ก่อนลงรีบส่งเงินยี่สิบรูปีที่ควักไว้แล้วให้เขาไป แต่เขาปฏิเสธ           

           “ ไม่เป็นไรหรอกผมเรียกไปตลาดต้องจ่ายอยู่แล้ว” แต่ฉันไม่ยอม ส่งเงินให้เชิงบังคับ           

              “ ไม่ได้หรอกฉันขอแชร์ด้วย” เขารับแบบจำใจแต่ฉันสบายใจ....นี่แหละน้ำใจตามรายทางยังล้นเหลืออยู่ในดินแดนนี้

 

                สำหรับที่พักที่นี่ฉันได้มาจากเจ้าโลกเหงาอ่านดูแล้วน่าสนใจเพราะเป็นที่นิยมของนักแบกเป้มากและคงจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ดูจากช่วงนี้แม้จะไม่ใช่หน้าท่องเที่ยวของที่นี่ ฉันยังต้องระเห็จขึ้นไปพักถึงชั้นห้าแถมต่อรองราคาไม่ได้เลยเพราะเขาบอกว่า ห้องนี้ลดให้แล้วเพราะเห็นว่าเป็นห้องสุดท้ายที่มี        

      ระหว่างขึ้นบันไดไปชั้นห้าเด็กที่ช่วยแบกเป้ถามว่า มาจากไหนฉันบอกไปพร้อมกับถามต่อว่า    

           “เคยมีคนไทยมาพักที่นี่ไหม?”

 

              “มีครับ”

             “ล่าสุดเมื่อไหร่?”  ฉันรีบถามต่อ         

              “วันนี้ครับ...ผู้หญิงสองคน” คำตอบของเขาทำให้ฉันดีใจจนบอกไม่ถูกและก็แปลกใจตัวเองที่เป็นเช่นนั้น.....นี่คงเพราะฉันเดินทางคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวมาหลายวัน ... คงจะคิดถึงเมืองไทยโดยไม่รู้ตัวและนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกอยากเจอคนไทย...... อยากพูดภาษาไทย.....อยากมีใครสักคนมาร่วมแสดงความเป็นพวกเดียวกันให้ใครๆได้เห็น.... แต่พอนึกอีกทีใจก็เหี่ยวลงเพราะ ดูจากรูปการณ์และโอกาสที่จะได้เจอเธอทั้งสองคงจะยาก… ‘นี่ฉันกำลังโหยหาเพื่อนและพวกพ้องกระนั้นหรือ?’

 

           อารมณ์นี้ทำให้ฉันนึกไปถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อหลายปีก่อนที่ฉันได้ประสบและก็เพิ่งจะรู้ซึ้งถึงคำบอกกล่าวของหนุ่มไทยคนนั้นก็ตอนนี้เอง.....เมื่อคราที่ฉันและคณะคนไทยได้มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศจีน  ณ เวลานั้นจีนเพิ่งเปิดประเทศให้คนต่างชาติเข้าไปลงทุนได้ไม่นาน  วันแรกที่คณะเราไปถึงโรงแรมที่พักซึ่งก็ล่วงเข้าเวลาเย็นสลัวแล้ว ที่ลอบบี้โรงแรมมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ถลาเข้ามาสวัสดีและแนะนำตัวเองกับพวกเราด้วยสีหน้าและแววตาปิติยินดีเป็นยิ่งนักว่า

 

                       “ผมเป็นคนไทยครับ บริษัทส่งตัวมาทำงานที่ประเทศจีนหลายเดือนแล้วไม่เคยได้กลับเมืองไทยและก็ไม่เคยเจอคนไทยเลย......ผมคิดถึงเมืองไทยมากอยากเจอคนไทยบ้างและอยากพูดภาษาไทย......”    

       เขามีอาการละล่ำละลักบอกและที่น่าเห็นใจเขามากขึ้นไปอีกก็เมื่อรู้ว่าเขามารอพวกเราตั้งแต่เช้า...จนค่ำกว่าจะได้เจอ!! เขาบอกต่อว่า      

                  “ ผมมารอพวกพี่ที่นี่ตั้งแต่เช้าแล้วครับ...ทราบข่าวว่าวันนี้จะมีคนไทยมาพักที่นี่ ผมดีใจมากเลยรีบขับรถออกจากบ้านมาแต่เช้ากลัวจะไม่เจอพวกพี่ บ้านผมอยู่นอกเมือง ห่างจากที่นี่สามสิบกว่ากิโลเมตรครับ...”                  ณ วันนี้ฉันซึ้งแล้วกับคำว่า.....เราคนไทยเหมือนกัน!!   ไม่น่าเชื่อ.....ในบางเวลาความเป็นพวกเดียวกันมันมีพลังต่อจิตใจมนุษย์ได้มากมายอย่างคาดไม่ถึง......(แต่.....หากได้อยู่ท่ามกลางพวกเดียวกันอย่างจำเจและชาชินแล้ว.....เรากลับดูเหมือนจะไม่เห็นคุณค่านั้นเลย...)

 

           ช่างโชคดี พอขึ้นมาถึงหน้าห้องพลันสายตาฉันมองไปตามทางเดินด้านในก็เห็นหญิงสาวชาวเอเซียสองคนกำลังเดินคุยกันมาจากห้องริมสุด สัญชาตญาณบอกทันทีว่าทั้งสองเป็นคนไทยแน่นอน ฉันรีบทักทายก่อนด้วยความดีใจ...ช่วงสั้นๆก็ได้รู้ว่าน้องคนไทยทั้งสองเพิ่งมาจากดาร์จีลิ่งวันนี้เอง และเราก็อดที่จะพูดคุยเล่าเรื่องสนุกระหว่างเดินทางสู่กันฟังไม่ได้โดยเฉพาะต่างไม่ลืมที่จะพูดถึงด้วยความขบขันเกี่ยวกับกระเทยแสบสองคนบนรถไฟจากโกลกาตาที่เราได้ประสบมาเหมือนกัน... สุดท้ายเราตกลงกันว่าจะหาทัวร์ไปเที่ยวด้วยกัน จากนั้นน้องทั้งสองก็ขอตัวไปคุยกับทัวร์ก่อน เย็นนี้เรานัดเจอกัน

 

               ความรู้สึกปลอดโปร่งและเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูกยังไม่จางหายก็ต้องสดุดหยุดลงทันทีเมื่อเด็กเปิดประตูห้องให้เห็นข้างใน และฉันก็แทบผงะด้วยกลิ่นอับชื้นของห้องที่เข้ามาปะทะจมูกอย่างแรง พื้นห้องเป็นกระเบื้องบางจุดผุแตกและชื้นห้องน้ำสุดจะบรรยายพูดได้คำเดียวว่าแสนจะโกโรโกโส ไม่น่าเชื่อว่าคำชื่นชมของเจ้าโลกเหงาจะแตกต่างจากสภาพที่เป็นจริงได้ขนาดนี้

 

                เท่าที่เห็นย่านนี้มีที่พักอยู่หลายแห่งแต่ตอนนี้เหนื่อยก็เหนื่อย ตัดสินใจอะไรไม่ถูก แต่บอกตัวเองว่า ‘น่าจะลองลงไปเดินดูที่ใหม่แถวๆนี้ก่อนหากไม่เข้าท่าหรือแย่กว่านี้ค่อยทนนอนที่นี่สักคืนไปก่อน’

 

               แรกๆสภาพที่พักที่นี่คงจะดูดีตามคำชมเจ้าโลกเหงานั่นแหละแต่พอนานไปทุกอย่างก็เสื่อมไปตามกาลเวลา แต่ลูกค้าคงจะมีตลอดจนไม่มีเวลาปรับปรุงสถานที่ ขณะเดียวกันข้อมูลเจ้าโลกเหงาก็ไม่ได้รับการอัพเดทตามสภาพที่เปลี่ยนไป นี่แสดงให้เห็นว่าจะเชื่อเจ้าโลกเหงาไปทั้งหมดคงไม่ได้แล้ว

 

               ออกมานอกตึกที่พักแค่มองข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามเยื้องๆกันก็เจอโรงแรมที่ดูใหม่กว่าแล้ว สภาพห้องดีทีเดียวสิ่งอำนวยความสะดวกครบทั้งเครื่องทำน้ำอุ่นแถมทีวีก็มีให้ ที่สำคัญราคาเดียวกันด้วยแต่สภาพแตกต่างกันราวฟ้ากับดินไม่คิดว่าจะโชคดีขนาดนี้ เลยกลับไปขอย้ายมาที่ใหม่ทันทีบอกพนักงานว่ายินดีจะจ่ายค่าเสียโอกาสให้ แต่เขาก็ใจดีเหมือนจะเข้าใจแค่บอกว่า

 

              “ ไม่เป็นไรครับให้เป็นค่าทิปเด็กช่วยขนของก็แล้วกัน”แล้วเรื่องที่พักก็แฮปปี้ไป วันต่อมาน้องคนไทยทั้งสองก็ย้ายมาพักที่เดียวกับฉัน

 

 

 

………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 8 ตุลาคม 2555 18:57:29 น.
Counter : 409 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กังต๊อก ตอน 31.สู่สิกขิม



สู่..สิกขิม

.......

นับตั้งแต่มาอยู่บนผืนแผ่นดินอินเดีย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันนั่งรถโดยสารออกจากตัวเมืองแล้วมีผู้โดยสารรวมทั้งฉันเองด้วยเพียงห้าคน นับว่าวันนี้ฉันได้นั่งสบายๆคนเดียวเคียงข้างคนขับและฉันก็เป็นหนึ่งหญิง(แก่)ในรถซะด้วย

ความจริงตอนแรกที่รถออกจากคิวรถเมืองนามชิ มีผู้โดยสารเพียงสามคนทั้งๆที่รถออกช้ากว่ากำหนดตั้งสิบกว่านาที ที่เป็นเช่นนั้นคงเพราะเขาหวังจะได้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นแต่ก็เปล่า... และหลังจากที่รถวิ่งซอกแซกไปตามไหล่เขาผ่านบ้านคนบ้างเป็นระยะทางไกลพอควรซึ่งฉันคิดว่าน่าจะออกนอกเมืองนามชิไปแล้วแต่พอมาผ่านคิวรถเดิมอีกครั้งนี่แหละถึงได้รู้ว่าที่วิ่งไปนั่นคุณท่านพาตระเวนหาผู้โดยสารต่างหาก ซึ่งก็ได้เพิ่มขึ้นมาอีกแค่สองคน

คราวนี้รถวิ่งออกนอกเมืองผ่านทิวไม้และไหล่เขามาได้ระยะหนึ่งก็ถึงสะพานข้ามแม่น้ำทีสตาของเมืองเมลลี่(Melli) รถเคลื่อนตัวไปช้าๆบนสะพานเหนือลำน้ำที่เชี่ยวกรากและขุ่นข้น พอข้ามถึงอีกฝั่งก็จอดตรงหน้าอาคารชั้นเดียวใกล้ตีนสะพาน คนขับสะกิดให้ฉันเอาพาสปอร์ตลงไปตรวจเช็คประทับตรา ใช่แล้ว...นี่คือจุดตรวจคนเข้าเมืองทางใต้ของรัฐสิกขิม ฉันเป็นคนเดียวที่ต้องยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ตรวจ นี่แสดงว่าฉันได้เข้ามาในเขตรัฐสิกขิมอย่างเป็นทางการแล้ว มีหญิงสติไม่สมประกอบคนหนึ่งเดินมาหาแล้วยื่นมือขอเงินฉันส่งให้ไปสิบรูปีเธอยิ้มและหัวเราะชอบอกชอบใจอย่างเปิดเผย

ระหว่างทางฝนยังคงตกตลอดและทิวทัศน์ข้างทางก็ยังสวยจับใจทั้งทะเลภูเขาที่มีเมฆหมอกขาวสะอาดคลุมทับ แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวไปตามซอกเขาขนานไปกับทางรถ รวมไปถึงน้ำตกที่ทิ้งตัวอย่างแรงแข่งกับสายฝนอยู่ริมทาง

ฉันจำได้ว่าเมื่อครั้งเรียนหนังสือชั้นมัธยมปลาย สิกขิมยังคงมีฐานะเป็นประเทศเอกราช ฉันจำต้องท่องชื่อเมืองกังต๊อก(Gangtok)ซึ่งเป็นเมืองหลวงไว้เผื่อข้อสอบจะออก ตอนนั้นรู้สึกว่าประเทศเล็กๆชื่อแปลกๆนี้ช่างอยู่ห่างไกลตัวเราซะเหลือเกินนึกภาพไม่ออกว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร แต่บัดนี้ประเทศดังกล่าวซึ่งอดีตเคยอยู่อย่างสงบได้ด้วยตัวเองเป็นเวลายาวนานกลับไม่อาจที่จะดำรงสถานภาพให้คงเป็นประเทศเอกราชได้ดังเดิมแล้ว

ในอดีตสิกขิม ดาร์จีลิ่ง และกาลิมปง ล้วนแล้วแต่เป็นรัฐอิสระที่ปกครองตนเองโดยสิกขิมเป็นศูนย์กลางของดินแดนแถบนี้และมีการปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์นัมเกล(Numgyal) ที่เรียกว่าช็อกยัล(Chokgyal) ยาวนานกว่า 300 ปี 

ช่วงหนึ่งของอดีตสิกขิมเคยทั้งมีอำนาจด้วยชนะการสู้รบและอ่อนแอลงจนถูกรุกราน ทั้งจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เนปาล จีน ภูฏาน และประเทศนักล่าอาณานิคมจากแดนไกลเช่นอังกฤษมาแล้ว ซึ่งก็มีผลทำให้สิกขิมได้เคยครอบครองดาร์จีลิ่งอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 18 ก็มีอันต้อง เสียดาร์จีลิ่งให้กับอังกฤษเพื่อแลกกับความอยู่รอดของประเทศ และในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 อังกฤษก็มีอำนาจเหนือดินแดนแถบนี้เกือบทั้งหมดซึ่งก็แน่นอนรวมทั้งมีอำนาจเหนืออินเดียด้วย และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการต่อต้านอังกฤษของรัฐต่างๆในดินแดนแถบนี้

หลังจากประเทศอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1947( พ.ศ.2490 ) ในเวลาต่อมาก็ได้สถาปนาตนเองเป็นสาธารณรัฐอินเดีย และการได้รับเอกราชของอินเดียก็มีผลกระทบต่อการเมืองในดินแดนทางตอนเหนือให้เปลี่ยนแปลงไปโดยกาลิมปงและ

        ดาร์จีลิ่งถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเบงกอลตะวันตก(West Bengal ) ในขณะที่แรกสุดสิกขิมยังคงป็นรัฐอิสระจนกระทั่งในปี1975 (พ.ศ.2518) รัฐสภาของสิกขิมก็ได้ลงมติให้สิกขิมเป็นรัฐหนึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของอินเดียหรือเป็นรัฐที่ 23 ของอินเดีย

การที่รัฐสภาสิกขิมลงมติเช่นนั้นก็เป็นผลมาจากการทำประชาพิจารณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกที่จะผนวกสิกขิมเข้ากับอินเดีย เหตุหนึ่งก็ด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจต่อเพื่อนบ้านผู้ทรงอานุภาพซึ่งก็คือจีนนั่นเอง เพราะเกรงจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเช่นเดียวกับที่ทิเบตได้ถูกกระทำจากจีนมาแล้วและนี่ก็เป็นการสิ้นสุดการปกครองโดยระบอบกษัตริย์ของสิกขิมโดยกังต็อกยังคงเป็นเมืองหลวงของรัฐเช่นเดิม

รถยังคงวิ่งไปบนเส้นทางคดเคี้ยวปีนป่ายขึ้น-ลงไปตามเขาสูง บางช่วงก็แทรกซอนไปตามซอกเขาซึ่งขนานไปกับแม่น้ำทีสตาที่ไหลแรงและขุ่นข้น มีช่วงหนึ่งที่น้ำกลายเป็นโคลนสีดำข้นคลั่กเคลื่อนตัวอย่างแรงและเสียงดังเหมือนทะลุทะลวงดินหินลงมาจากที่สูงไกล ฉันรู้สึกตลึงกับสิ่งที่เห็น... มันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์จริงๆ!

ผิวถนนแม้จะอยู่กลางเขาลึกแต่สภาพก็เรียบและดูดีกว่าเส้นทางกาลิมปง – นามชิ ความงามจากข้างทางยังคงมีตลอด ช่วงหนึ่งรถไต่ขึ้นไปอยู่ ณ จุดสูงมากจนเบื้องหน้าเห็นยอดเขาสูงต่ำสุดลูกหูลูกตานับไม่ถ้วน มันโผล่ขึ้นมาเป็นหย่อมๆเหนือเมฆหมอกสีขาวที่คลุมไปทั่ว ภาพข้างหน้าฉันไม่เพียงแต่จะสัมผัสได้ด้วยสายตาแต่ยังเหมือนจะรู้สึกได้ถึงความนุ่มเย็นของปุยเมฆและหมอกขาว ชวนให้นึกถึงปุยขาวของน้ำแข็งใสซึ่งเกาะเป็นกลุ่มกอดกันในชามใบโตที่ขาดเพียงน้ำหวานสีแดงมาราดหน้าเท่านั้น

.....................................




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 31 ตุลาคม 2560 15:29:37 น.
Counter : 474 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กาลิมปง ตอน 30.ทุลักทุเลอำลา

ทุลักทุเลอำลา

 

..............

 

                          วันนี้รีบตื่นแต่เช้าตั้งแต่ตีห้าครึ่งเผื่อเวลาเก็บของเพราะรถที่จะไปนามชิ(Namchi) ออกตอนแปดโมงเช้า เมื่อวานเย็นกลับจากเดโล่มาลงที่คิวรถเลยซื้อตั๋วรถไว้ล่วงหน้า กะว่าจะออกซักเจ็ดโมงครึ่งก็คงได้เพราะจากที่พักไปคิวรถระยะทางไม่ไกล เมื่อวานซื้อตั๋วเสร็จก็เดินกลับบนเส้นทางลัดที่ใกล้กว่าเส้นที่รถมาส่งวันแรกอีก แต่วันนี้มีของพะรุงพะรังคงต้องนั่งรถแต่จะลองจ่ายห้ารูปีไปก่อนหากคนรถไม่ยอมค่อยเพิ่มให้อีกยังไงก็ไม่น่าเกินสิบรูปี 

                        แต่พอประมาณเจ็ดโมงเก็บข้าวของสัมภาระเสร็จฝนที่ตกปรอยๆตั้งแต่เช้ามืดก็เทลงมามากขึ้นบรรยากาศดูอึมครึมไปทั่ว ชักไม่แน่ใจแล้วว่าที่ซื้อตั๋วไว้ล่วงหน้านั้นเป็นความรอบคอบหรือไม่ แต่ก็ยังโชคดีสักพักฝนก็ซาลงกลับมาปรอยๆเหมือนเดิมแต่ที่หนักกว่านั้นก็คือไม่มีรถผ่านมาหน้าที่พักแม้แต่คันเดียว รอ...แล้วก็รอ...ไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องยนต์จากระยะไกล  

 

                            ฝนยังปรอยอยู่เหมือนจะบอกว่านี่คือระดับมาตรฐานของมัน นาฬิกาบอกอีกยี่สิบนาทีแปดโมง ฉันตัดสินใจโดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้นใส่เสื้อกันฝนแล้วแบกเป้ใหญ่ขึ้นหลังกอดเป้เล็กไว้ข้างหน้าฝ่าสายฝนย่ำเท้าออกจากที่พัก มันเป็นวิธีเดียวที่ต้องทำในภาวะเช่นนี้ฉันไม่อยากสูญเงินค่ารถเจ็ดสิบรูปี ไม่อยากเสียเวลาไปอีกหนึ่งวัน ไม่อยากรอคอยสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่อยากอยู่นิ่งๆ....‘เวลาผ่านไปควรมีอะไรใหม่ๆเติมให้กับชีวิตบ้างมิใช่หรือ? ’

    

                ฉันขอบคุณตัวเองที่เมื่อวานตัดสินใจเดินจากคิวรถเพื่อกลับที่พัก ไม่งั้นวันนี้คงเดินด้วยความไม่มั่นใจและวิตกกังวลกับเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย เพราะทางแยกเยอะแถมไม่มีผู้คนคอยให้สอบถามเส้นทางเพราะต่างหลบฝนอยู่ในบ้านกันหมด เป้สองใบหนักอึ้งเสื้อข้างในภายใต้เสื้อฝนรู้สึกจะโชกด้วยเหงื่อซึ่งคงไม่ต่างจากเป้สองใบหน้า-หลังที่เปียกโชกด้วยฝนเช่นกัน ความรู้สึกเหมือนเส้นทางจะดูไกลกว่าเมื่อวานมาก.. ต้องให้กำลังใจตัวเองตลอดเวลาอยากขอบคุณพ่อ-แม่ ที่มอบโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรงมาให้ พยายามนึกถึงลุงลากรถที่โกลกาตานึกถึงความมานะพยายามที่เต็มเปี่ยมของแก....มันทำให้ฉันมีกำลังใจดีขึ้น..... ‘ต้องรับให้ได้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น...’ ฉันบอกตัวเองและแอบคิดเชิงบวกเข้าไว้ ‘ฤาฟ้าจะไม่เต็มใจให้เราไปจากเมืองนี้ก็เป็นได้....’

              สุดท้ายก็มาถึงจุดหมาย พวกเด็กรถที่ขายตั๋วให้เมื่อวานนี้ต่างมองมาที่ฉันอย่างขบขันฉันออกจะหงุดหงิดต่อท่าทีของพวกเขา เขาคงขำขันในความทุลักทุเลและสะบักสะบอมของฉัน เป้ที่แบกทั้งหน้าและหลังก็เปียกหมดเสื้อข้างในก็โชกด้วยเหงื่อ..เฮ้อ..คงมอมแมมน่าดู....เหตุการณ์วันนี้คงจะติดอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดไป

                                  “ เป็นชาวต่างชาติใช่ไหม”  เด็กรถถามเมื่อฉันยื่นตั๋วให้ดู

                           “ใช่” ฉันตอบ

        

                                “ไปนามชิ...คุณมีพาสปอร์ตแล้วใช่ไหม?” ฉันไม่ตอบแต่ควัก

 

           พาสปอร์ตให้ดู ‘ใช่สินะ..นามชิเป็นเมืองที่อยู่ในเขตของรัฐสิกขิม’        

 

                            เด็กรถยกเป้ขึ้นหลังคาเขาเอาผ้าปลาสติกคลุมให้อย่างดี.. ‘แต่มันเปียกไปหมดแล้ว...จะมีความหมายอะไรเล่า? ’  อดคิดประชดไม่ได้    

 

                           ฉันเป็นผู้โดยสารคนแรกที่มาถึงเลยขึ้นไปนั่งข้างหน้า แต่ยังไงก็คงต้องนั่งเบียดกันสี่คนอยู่ดีแถมหนึ่งคนเป็นคนขับรถด้วย ชักไม่แน่ใจว่านั่งแถวหน้าจะดีกว่าแถวหลังแล้วซิ แต่อาจจะดีหน่อยตรงได้ใกล้ชิดกับทิวทัศน์นี่แหละ!

 

                           เจ้าโลกเหงาบอกว่านามชิเป็นเมืองเล็กๆอยู่ในเขตสิกขิม มีความสำคัญตรงที่เป็นที่ตั้งของที่ทำการสำนักงานใหญ่ของรัฐสิกขิมใต้ สถานที่น่าสนใจก็คือวัดทิเบตสองสามแห่งและจุดชมวิว ฉันกะว่าจะพักสักหนึ่งคืนเพื่อติดต่อท่านลามะก่อนขึ้นไปยังสิกขิมเผื่อท่านจะแนะนำคนรู้จักในสิกขิมได้

 

                           ระหว่างทางรถวิ่งฝ่าสายฝนและเมฆหมอกตลอดทาง ข้างหน้าแทบมองไม่เห็นอะไรที่พอเห็นได้ก็คือสายน้ำที่อยู่เบื้องล่างดูขาวขุ่นและไหลแรงขนานไปกับถนน แม่น้ำสายนี้ชื่อทีสตา(Teesta) เป็นแม่น้ำที่เปรียบเสมือนพรมแดนระหว่างรัฐสิกขิมกับอินเดีย  

 

                           ถึงนามชิก่อนเที่ยงฝนก็ยังไม่หยุดตกบ้านเมืองดูเงียบๆ ฉันลองไปโทรศัพท์หาท่านลามะปรากฏว่าติดต่อไม่ได้ ลองโทร.หานิชาเธอบอกว่าท่านลามะยังไม่กลับจากกาฐมัณฑุ 

                           ลองนั่งรถไปดูที่พักปรากฏว่าเก่าและแพงรู้สึกไม่ประทับใจที่สำคัญหากฝนตกตลอดเวลาแบบนี้คงไปไหนไม่ได้ เลยตัดสินใจที่จะต่อรถเข้าสิกขิม 

 

                           คนขับรถรูปหล่อหุ่นเทห์(น่าจะไปเป็นนายแบบหรือดารามากกว่ามาขับรถ)ที่ฉันนั่งมาด้วยจากกาลิมปงเมื่อเช้าเห็นฉันย้อนกลับมาที่คิวรถอีกก็เข้ามาถามว่า ไม่พักที่นี่หรือพอฉันบอกว่าเปลี่ยนใจจะไปต่อสิกขิมเขาก็กุลีกุจอมาช่วยบริการซื้อตั๋วและยกเป้ขึ้นหลังคารถที่จะไปสิกขิมให้เป็นอย่างดี ฉันได้แต่ขอบคุณด้วยความจริงใจ

 

                           ความจริงเมืองนี้มีความน่ารักอยู่ในตัวอย่างเงียบๆ มีอะไรที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่นรูปปั้นองค์ใหญ่ของพระปัทมสัมภวะ(Padmasambhava) ที่เป็นองค์คุรุทางพุทธศาสนาที่ชาวทิเบตนับถือมากองค์หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขา มีวัดเก่าที่น่าชื่นชมและสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่าปีนเขา(Trekking) เพื่อชมวิวสวยก็น่าแวะทักทายสักสองสามวัน หากฉันมีโอกาสมากาลิมปงอีกครั้งฉันก็คงมาที่นี่อีกแต่ไม่ใช่ช่วงเวลาหน้าฝนเช่นนี้

 

                           เที่ยงตรงฉันจำต้องอำลานามชิเมืองที่เท่ห์ด้วยความหมายว่าฟ้าสูง(sky high) และจูงใจเมื่อแรกเห็นชื่อ แต่เสน่ห์กลับลดลงเมื่อได้สัมผัสยามหน้าฝน...‘ในโลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน...จงสังวรไว้ ’ แอบเตือนตัวเอง

 

                                  คนรถบอกว่าประมาณสองถึงสามชั่วโมงก็จะถึงกังต๊อกเมืองหลวงแห่งรัฐสิกขิม หวังว่าเมื่อถึงที่นั่นประวัติศาสตร์ที่คิวรถคงไม่ซ้ำรอยเหมือนที่กาลิมปงหรอกนะและคาดว่าฉันคงหาที่พักได้ไม่ยาก...หวังเช่นนั้น......       

 

                               

 

…………………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 8 ตุลาคม 2555 19:21:52 น.
Counter : 463 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กาลิมปง ตอน 29. ถึงแล้ว...เดโล่

ถึงแล้ว...เดโล่

 

................

 

                              ฉันเดินย้อนกลับมาทางเดิมถึงทางแยกมีป้ายบอกทางไปเดโล่ 6 กิโลเมตร กะว่าจะลองเดินไปก่อนหากมีรถโดยสารผ่านมาค่อยโบกขึ้น สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นบ้านคน เดินไปเรื่อยๆหลายช่วงเป็นเนินสูงค่อนข้างชันแดดเริ่มร้อนและเหนื่อยได้ที่ต้องหยุดพักเป็นระยะๆ ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเดินแบบฉันหรือแม้แต่รถโดยสารที่รอคอยด้วยความหวังว่าจะมีผ่านมา ก็ไม่เห็นแม้แต่คันเดียวโชคดีที่เส้นทางไม่ได้ซับซ้อนเพียงเดินไปบนถนนที่เป็นเนินสูงและคดเคี้ยวตามไหล่เขา แต่ก็เหนื่อยเอาการเพราะเป็นการเดินเพียงลำพังและถูกกดดันด้วยเป้าหมายที่ยังไม่ชัดเจน

 

                              รู้สึกว่าเดินมาได้ไกลมากทั้งเหนื่อยทั้งหอบแถมร้อนจนเหงื่อโชก เริ่มรู้ตัวว่าชีวิตไม่มีทางเลือกซะแล้วต้องเดินหน้าอย่างเดียวจะถอยหลังก็สายไปแล้ว ฉันก้มหน้าก้าวขาขึ้นเนินสูงไปตามถนนอย่างช้าๆด้วยอาการหอบและเหนื่อยล้าอย่างต่อเนื่อง พลันคำถามผุดขึ้นมาในใจ ‘วันนี้จะไปถึงไหมนี่ ?’  ไม่มีคำตอบให้ตัวเอง นอกจากเงยหน้าขึ้นสูดหายใจแรงๆเพื่อปั๊มออกซิเจนเข้าปอดเผื่อร่างกายจะผ่อนคลายลงบ้าง พลันอาคารสไตล์อังกฤษก็ตระหง่านอยู่ตรงหน้า… Dr. Graham's Home นั่นเอง

 

                              งง...นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอสถานที่แห่งนี้เอาที่นี่ เมื่อคืนยังแปลกใจว่ามันสำคัญยังไงถึงได้เป็นสถานที่น่าสนใจ อ่านผ่านๆเลยพอรู้ว่าเป็นโรงเรียนสอนเด็กกำพร้าที่มิชชันนารีชาวสก๊อตก่อตั้งขึ้นมีอายุกว่าร้อยปีแล้ว เน้นการสอนและให้ความรู้เกี่ยวกับการทำไร่ชา เหนืออาคารเรียนขึ้นไปเป็นโบสถ์สวยเคียงข้างไหล่เขาสูง แต่ตอนนี้ประตูหน้าโรงเรียนปิดสนิท

 

                              หากประตูเปิดฉันก็คงไม่มีแรงพอที่จะเข้าไปชมหรอก เพราะถนนที่จะไปต่อมันทำให้ฉันแทบหมดแรงไม่อยากแม้จะควักกล้องออกมาถ่ายรูปอาคารและโบสถ์สวยบนไหล่เขา ก็ถนนมันเลี้ยวขวาหักข้อศอกขึ้นไปบนไหล่เขาสูงชันอีกด้านแล้ว ตอนนี้จึงได้แต่ยืนเก็บภาพข้างหน้าไว้ในความทรงจำด้วยความรู้สึกอ่อนล้า ถอนหายใจก่อนที่จะหันหลังให้และเรียกพลังเพื่อมุ่งมั่นไปข้างหน้าต่อ

 

                              ทุกช่วงที่เดินดูเหมือนถนนจะมีความชันมากขึ้นอาการของฉันเข้าขั้นที่เรียกว่า ‘หอบแฮ่กๆ’ เงยหน้ามองยอดเขาเหมือนจวนจะถึงแต่ก็ไม่ถึงซักทีเพราะมันมียอดเขาลูกใหม่มาให้เห็นอีก เดินมาเจอเด็กนักเรียนหญิงสามคนกำลังเดินกลับบ้าน พวกเธอบอกว่า

 

                                 “อีกไม่ไกลก็จะถึงแล้ว” รู้สึกเหมือนจะเป็นคำปลอบใจมากกว่า เราเดินคุยกันไปเรื่อยๆ เด็กคนหนึ่งบอกว่าพ่อของเธอทำงานอยู่บนนั้น เดินขึ้น-ลงทุกวันใกล้นิดเดียว ฟังแล้วชวนให้นึกถึงคำว่า ‘กิโลแม้ว’  ฉันแอบถามว่า

 

                                 “เคยมีใครมาเดินขึ้นเขาคนเดียวแบบฉันบ้างไหม?”  เด็กๆบอกว่า มี ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นทั้งหญิงและชาย ฟังแล้วค่อยอุ่นใจขึ้นมาหน่อยที่ฉันไม่ได้แผลงทำอยู่คนเดียว ฉันเองเคยรู้จักวัยรุ่นญี่ปุ่นต้องยอมรับว่าพวกเขามีความเก่งและกล้าอยู่ในสายเลือดจริงๆ มีความมุ่งมั่นสูงที่จะทำในสิ่งที่เขาต้องการให้บรรลุผล โดยเฉพาะจะน้อยหน้าเพื่อนฝูงไม่ได้นับเป็นเรื่องแปลกแต่น่ายกย่อง

 

                              พูดถึงความไม่ยอมน้อยหน้าเพื่อนของคนญี่ปุ่นฉันเคยมีประสบการณ์ด้วยตัวเองเมื่อหลายปีก่อนครั้งมีโอกาสคลุกคลีกับคนญี่ปุ่น วันหนึ่งฉันและเพื่อนญี่ปุ่นได้ชวนกันไปปั่นจักรยานเที่ยวที่ป่าใหม่(new forest)ซึ่งพวกเราไม่เคยไปมาก่อน บังเอิญมิซาโยะเพื่อนหญิงชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเกิดติดธุระไม่สามารถไปได้ วันนั้นทั้งวันพวกเราสนุกสนานกันมาก พอกลับมาเจอมิซาโยะเธอถามฉันว่า

 

                                  “ไปปั่นจักรยานเป็นไงบ้าง?”

 

                                  “สนุกมากไม่น่าเชื่อว่าเราปั่นกันได้ไม่ต่ำกว่าสามสิบห้ากิโลเมตร” ฉันตอบตามความรู้สึกที่แท้จริงแกมอวดอยู่ในทีเพราะไม่คิดว่าตัวเองและเพื่อนๆจะทำกันได้

 

                             สามอาทิตย์ผ่านไปมิซาโยะมาชวนฉันไปปั่นจักรยานบ้าง เธอบอกว่าเธอจะชวนเพื่อนญี่ปุ่นไปด้วย พอถึงวันไปจริงๆเธอชวนเพื่อนญี่ปุ่นไปแค่คนเดียวซึ่งเป็นคนใหม่ที่ไม่ได้ไปกับฉันครั้งก่อน มิซาโยะขอให้ฉันพาปั่นไปตามเส้นทางเดียวกับที่ฉันเคยไปครั้งก่อน วันนั้นฉันก็สนุกสนานเช่นเดิมเพราะได้ทำในสิ่งที่ชอบ ถึงที่พักฉันเลยถามมิซาโยะบ้างว่าเป็นไงบ้างสนุกไหม คำตอบที่ฉันได้รับก็คือ

 

                                  “จริงๆแล้วฉันไม่ได้ชอบปั่นจักรยานมากนักหรอกแต่ที่อยากไปก็เพราะอยากจะพิสูจน์ว่าฉันก็ทำได้เหมือนเพื่อนคนอื่นๆเหมือนกัน    

 

                                   “…?...”

 

                             พักเดียวเด็กนักเรียนก็แยกย้ายกันลงข้างทางเข้าบ้านที่ซุกตัวอยู่ตามไหล่เขาต่ำลงไปจากขอบถนน หนูน้อยคนหนึ่งใจดีชวนฉันแวะเข้าบ้านไปคุยกับยายที่อยู่ในบ้าน ฉันได้แต่ขอบคุณสำหรับน้ำใจที่เธอมอบให้ริมทาง แต่ฉันไม่มีเวลามากขนาดนั้น

 

                              เดินต่อด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะรอบตัวไม่เห็นผู้คนมีแต่ต้นไม้เรียงรายเต็มสองข้างทางที่ลางเลือนอยู่ในกลุ่มหมอก ไอหมอกผ่านมารู้สึกเย็นวูบทั้งๆที่เหงื่อยังโชกตัวอยู่ เมื่อพักใหญ่มองเห็นผู้หญิงเดินจูงลูกเล็กๆอยู่ข้างหน้า แต่ว่าพักเดียวก็เดินล้ำหน้าไปไกล ตอนนี้ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้วอาจลงข้างทางหรือแทรกอยู่ในกลุ่มหมอกหนาข้างหน้าก็เป็นได้ ‘หมอกหนาข้างหน้าน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่าใกล้ถึงยอดเขาเข้าไปแล้ว’ฉันคิดเองและก็ไม่ผิด

 

                              สักพักก็ขึ้นมาถึงบนยอดเขาเดโล่ที่ถือว่าเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของเมืองกาลิมปงหรือสูงถึง 1,704 เมตร ฉันถอนหายใจโล่งอกแต่ก็แทบหมดแรง เจอร้านขายของและรถกระป๋องสองสามคันจอดอยู่ ดีใจที่จะมีรถกลับ สอบถามดูรถคันสุดท้ายจะลงไปไม่เกินห้าโมงเย็น ชักสงสัยว่ารถสองสามคันนี้ขึ้นมาได้อย่างไรและตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ระหว่างทางฉันไม่เห็นมีรถผ่านขึ้นมาเลยแม้แต่คันเดียว

 

                             พื้นที่ราบกึ่งเนินกว้างข้างหน้าเป็นสวนสาธารณะต้องเสียค่าผ่านประตูคนละ 5 รูปี ส่วนที่เป็นเนินถูกตกแต่งด้วยดอกไม้หลากสีมีศาลาชมวิวได้ 360 อาศา ถัดไปเป็นอาคารที่พักหลังใหญ่สไตล์ยุโรปดูหรูอยู่บนพื้นที่ราบกว้างมีชื่อว่าเดโลทัวร์ริสต์ลอด์จ (Deolo Tourist Lodge) เป็นของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว(Department of Tourism) ค่าที่พักเตียงคู่ คืนละ 1,500 รูปี ถือว่าไม่แพงเพราะดูดีมีระดับแถมได้บรรยากาศ

 

                             ฉันสูดอากาศเย็นๆเข้าปอดให้เต็มที่แล้วเดินไปชมตามจุดต่างๆของหน้าผา หวังเล็กๆว่าจะได้เจอวิวสวยข้างล่างตามที่บิจอยได้บอกไว้ แต่เอาเข้าจริงๆทุกจุดเต็มไปด้วยเมฆและหมอกค่อนข้างหนามีบางจุดเท่านั้นที่พอมองเห็นทิวทัศน์ต้นไม้และบ้านคนเบื้องล่างได้ลางเลือน

 

                             มีครอบครัวหนึ่งขับรถขึ้นมาเที่ยว เด็กๆวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย ถือว่าที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดีมากๆแห่งหนึ่งของผู้คนในเมืองนี้ทีเดียวหากมีรถส่วนตัวนับว่าไม่ไกลมาได้สะดวกมาก ฉันหมายมั่นไว้แล้วหากมีโอกาสมาเยือนเมืองนี้อีกครั้งจะต้องขึ้นมาพักที่นี่ให้ได้อย่างน้อยสักคืนก็ยังดี

 

                            ขากลับในรถมีฉันคนเดียวที่ลงมาจากยอดเขานอกนั้นขึ้นตามรายทางที่รถผ่าน ก่อนขึ้นรถได้ลองถามถึงค่ารถคนขับบอกสามสิบรูปี แต่ฉันรู้มาก่อนว่าราคาแค่สิบรูปี จึงต่อรองดูได้ที่ยี่สิบรูปีแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน รถวิ่งลงมาจากยอดเขาได้ไม่ไกลก็แยกลงอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งฉันเพิ่งสังเกตเห็น นี่คือคำตอบที่ระหว่างเดินขึ้นมาทำไมฉันไม่เห็นรถผ่านตัวฉันขึ้นไปบนเขาแม้แต่คันเดียว ก็มันมีเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งที่คลาดสายตาฉันไปตรงข้างทางนี่เองเส้นทางใหม่นี้ผ่านย่านชุมชนใหญ่มีร้านค้าและบ้านคนมากมาย ที่สำคัญระยะทางถึงจุดหมายนั้นดูสั้นกว่าเส้นทางที่ฉันเดินมากทีเดียว

 

                              เมื่อถึงคิวรถทุกคนจ่ายแค่คนละสิบรูปีฉันเลยทำเป็นส่งเงินสิบรูปีให้บ้าง แต่คนขับไม่ยอมทำหน้าละห้อยจะเอายี่สิบรูปี นับว่าเป็นโชคดีของเขาบังเอิญอารมณ์เห็นใจของฉันมันผุดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลหรือว่าเหตุผลก็คือได้เผลอตกลงไปแล้วก็ไม่รู้ ฉันเลยยอมๆไปเขาตะเบ๊ะรับเงินด้วยความดีใจ

 

                             บางทีฉันอาจต้องทำใจยอมรับความไม่เป็นธรรมในเรื่องพวกนี้ให้ได้    จริงๆแล้วเท่าที่ฉันได้สัมผัสมา ผู้คนที่นี่ส่วนมากมีพื้นฐานจิตใจที่ดีมากๆทีเดียว แต่ด้วยความยากจนของคนส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นประกอบกับผู้คนที่หากินกับนักท่องเที่ยวมักจะมีความเชื่อว่านักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องมีเงินหรือร่ำรวยจึงสามารถเดินทางมาเที่ยวถึงประเทศเขาได้ ซึ่งก็คงไม่ต่างจากพ่อค้า-แม่ค้ารวมถึงแท็กซี่และตุ๊กตุ๊กทั้งหลายที่เมืองไทย ฉันเคยแอบได้ยินเขาโก่งราคาสินค้าและบริการกับนักท่องเที่ยวจนให้รู้สึกสงสารนักท่องเที่ยวที่มาเยือน หากเขารู้ราคาที่แท้จริงคงเหนื่อยหน่ายที่จะต่อรองหรือหมดสนุกที่จะเที่ยวต่อไปเลยก็ได้ แบบที่ฉันได้เคยรู้สึกมาแล้วจากโกลกาตา

 

                              แต่ปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น โดยเฉพาะอาศัยทางอินเทอเนทนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงเริ่มรู้เท่าทันพ่อค้า-แม่ค้าทั้งหลายมากขึ้น บางทีเขาต่อรองราคาซะเล่นเอาพ่อค้า-แม่ค้าเมืองไทยแทบทรุดเลยก็มี หลายรายรู้แหล่งซื้อสินค้าราคาถูกในกรุงเทพฯมากกว่าคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ซะอีก              

………………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 8 ตุลาคม 2555 19:34:14 น.
Counter : 372 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กาลิมปง ตอน 28. ตามหาฟาร์มดอกไม้

ตามหาฟาร์มดอกไม้

 

……….

 

                              จากแผนที่ ระยะทางไปยังสถานเพาะเลี้ยงดอกไม้(flower’s nursery) อยู่ในระยะที่คิดว่าไม่ไกลสามารถเดินได้ถือเป็นการออกกำลังกายท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย แม้สภาพพื้นที่จะเป็นการเดินขึ้นลงตามไหล่เขาด้านซ้ายเป็นเขาสูงขวามือเป็นไหล่เขาที่ลาดต่ำลงไป บางช่วงทางเดินเป็นเนินสูงทำให้ได้หายใจหอบเล็กๆก็ดีเหมือนกัน เพราะชีวิตปกติไม่ค่อยจะได้ออกกำลังกายเท่าไรนัก

 

                             เส้นทางเดินเป็นถนนเก่าๆคล้ายถนนในหมู่บ้านชายเขาตามต่างจังหวัดของไทยรถยนต์พอวิ่งได้แต่ก็ไม่ถือว่าได้มาตรฐาน สองข้างทางมีบ้านชาวบ้านตั้งอยู่ห่างกันเป็นระยะๆ นานๆจะเจอผู้คนเดินสวนทางไปบ้างแต่ไม่ยักกะมีนักท่องเที่ยวมาเตร็ดเตร่ให้เห็น ดูแล้วค่อนข้างเปลี่ยวแต่ก็ไม่น่ากลัวเพราะสายตาผู้คนที่บังเอิญสวนทางมาแม้จะมีแววสงสัยในดวงตาอยู่บ้างแต่ท่าทีต่างเป็นมิตร ฉันถามผู้คนเป็นระยะเมื่อรู้สึกว่าทำไมไม่ถึงซักที ทุกคนก็ได้แต่ชี้ไปข้างหน้าเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด

 

                              แต่พอไปถึงจุดหนึ่งชาวบ้านกลับชี้ขึ้นไปบนยอดเขาสูงข้างทางซ้ายมือ ฉันมองตามขึ้นไปเห็นมีบันไดทางขึ้นแคบๆและชันไปตามไหล่เขา..‘ นั่นหรือที่เพาะเลี้ยงดอกไม้แทบจะทรุดลงตรงนั้น ‘ กะด้วยสายตาฉันจะต้องปีนเขาขึ้นบันไดสูงชันไปอีกไม่ต่ำกว่าร้อยเมตร? ’  ที่สำคัญโรงเพาะเลี้ยงที่พอมองเห็นจากด้านล่างเต็มไปด้วยไม้ใบที่เขียวครึ้มไปหมดแถมดูเงียบเชียบชอบกล’ ฉันชักสงสัยว่านักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ทุกคนจะต้องป่ายปีนขึ้นเขาสูงชันตรงนี้เพื่อขึ้นไปชมกระนั้นหรือ? 

 

                             รู้สึกท้อเลยซักชาวบ้านต่อถึงได้รู้ว่าทางขึ้นตรงนี้เป็นด้านหลังของเนอร์สเซอรี่ จากจุดนี้ถ้าจะไปด้านหน้าจะต้องอ้อมเขาลูกนี้ไปอีกไกล เพราะเนอร์สเซอรี่แห่งนี้สามารถไปได้สองทางด้านหน้าสามารถเอารถขึ้นไปได้ถึงที่ ฉันถึงบางอ้อทันที ชาวบ้านคงเห็นท่าทีหมดอาลัยของฉันเขาเลยบอกว่า ข้างหน้ายังมีอีกแห่งแต่ไม่แน่ใจว่าจะมีดอกไม้ให้ชมเยอะหรือไม่เพราะส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะมาชมที่นี่มากกว่า      

 

                             เมืองนี้มีชื่อเสียงในการปลูกดอกไม้รวมทั้งกล้วยไม้ด้วย แต่ละปี ดอกไม้ที่นี่ส่งไปขายในเมืองต่างๆแถบเบงกอลตะวันตกถึงร้อยละ 80 ของผลผลิตทั้งหมด โดยเฉพาะกล้วยไม้มีการเพาะเลี้ยงมากมายหลากหลายสายพันธุ์  ‘เอาล่ะ..ไหนๆก็เดินมาตั้งไกลแล้ว จะกลับก็กระไรอยู่ เดินหน้าอีกหน่อยยังดูจะมีอะไรให้ได้เห็นบ้าง’ให้กำลังใจตัวเอง

 

                             เดินไปได้พักใหญ่ก็เจอทหารยืนถือปืนอยู่ตรงป้อมยามหน้าบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กว้างมีกำแพงล้อมรอบ ด้วยความอยากรู้รีบเงยหน้ามองป้ายชื่อเหนือประตูบานใหญ่… ‘ภูฏานเฮ้าส์’(Bhutan House) ชวนให้อยากหยุดเยี่ยมมองและพูดคุยกับคุณทหาร ได้ความว่า ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนของกษัตริย์ภูฏาน ก่อนนั้นราชินีและราชวงศ์ภูฏานจะเสด็จมาพักผ่อนที่นี่ทุกปีแต่ระยะหลังไม่ได้มาแล้ว ดูจากสภาพอาคารที่พักนับว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี บ้านหลังนี้จึงเป็นประจักษ์พยานอย่างดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอินเดียกับภูฏาน

 

                              เดินต่อไปไม่ไกลก็เจอป้ายบอกสถานที่เพาะเลี้ยงดอกไม้ คราวนี้ตั้งอยู่ฝั่งขวามือ มีรั้วรอบขอบชิด ฉันลังเลสักพักเพราะมันดูเงียบเชียบผิดปกติสำหรับสถานที่รับนักท่องเที่ยว แต่ยังไงป้ายก็บอกชัดเจนจึงตัดสินใจกดออด หญิงวัยกลางคนมาเปิดประตูให้เมื่อรู้ความต้องการของฉันเธอยิ้มใจดีบอกว่า

 

                                   “ตอนนี้เราไม่ได้ทำเนอร์สเซอรี่ดอกไม้แล้ว แต่ก็พอมีให้ชมได้บ้าง เราเปลี่ยนมาทำเป็นรีสอร์ทหลายเดือนแล้ว ” เธอเดินนำเข้าไปในอาคารสำนักงาน ที่บอกว่าพอมีให้ชมก็คือมีกล้วยไม้ 5-6 กระถางใหญ่วางประดับตัวอาคารตามจุดต่างๆนั่นเอง ฉันรู้สึกห่อเหี่ยวกับชะตากรรมของตัวเอง แต่ก็ชื่นชมในความมีจิตใจที่ดีของเจ้าของบ้านที่มิได้ปฏิเสธให้แขกผู้ย่ำเท้ามาไกลต้องหวนกลับอย่างสิ้นหวัง

 

                             เธอเชิญชวนและนำฉันเดินทะลุอาคารไปด้านหลังจึงได้เห็นบริเวณรีสอร์ทซึ่งกระจายอยู่บนไหล่เขาลาดต่ำลงไป ‘เธออยากให้มาชมกระท่อมไม้หลายหลังที่ตั้งเป็นจุดๆตามไหล่เขานี่เอง’ ทิวทัศน์ตรงจุดนี้สวยไม่เบา พื้นที่ถูกตกแต่งให้เป็นสัดส่วนเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้มาพักและได้แต้มเติมสีสันด้วยกล้วยไม้ตามจุดต่างๆ นับเป็นรีสอร์ทที่น่ารักและบรรยากาศดีแห่งหนึ่งแต่ก็เพิ่งจะเริ่มต้น บ้านหลังเล็กใกล้จุดที่ฉันยืน พักได้สองคนคืนละสองพันรูปี

 

                             เกือบเที่ยงแล้วฉันไม่อยากรบกวนเวลาเธอมาก เลยกล่าวขอบคุณและอำลาเพื่อจะไปต่อเดโล่จุดชมวิวที่สูงที่สุดของเมืองกาลิมปง

 

 

..............................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 8 ตุลาคม 2555 19:40:02 น.
Counter : 342 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.