การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 
อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/ดาร์จีลิ่ง ตอน 20.สู่เมืองใหม่



สู่เมืองใหม่

.............

จี๊ปที่ฉันโดยสารปลายทางคือเมืองกูม (Ghoom) เมืองเล็กๆอยู่ใกล้กับดาร์จีลิ่ง แม้สภาพภายนอกของรถจะดูเก่าแต่ก็แกร่ง มันทะยานตัวซอกแซกและป่ายปีนไปบนพื้นดินเละเลน รวมทั้ง หินที่ขรุขระตามแนวป่าและไหล่เขาสูงอย่างไม่ระย่อ

วันนี้หมอกลงจัดรอบๆรถแทบจะมองไม่เห็นอะไรนอกจากสีขาวโพลนของหมอกทึบ จะรู้ว่ามีรถสวนมาทีก็ต่อเมื่อดวงไฟสีแดงสองดวงมาปรากฏขึ้นตรงหน้ารถในระยะกระชั้นชิดไม่เกินสามสิบเมตรเท่านั้น มันชวนสยองแต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของคนคุมพวงมาลัยก็รอดตัวไปได้ทุกครา แต่ยังไงฉันก็ไม่วายหวาดผวาเมื่อถึงทางโค้งชนิดหักข้อศอกด้วยกลัวไฟสองดวงจะมาโผล่เอาตรงหน้าพลขับชนิดที่พอเห็นอาจลืมหายใจไปเลยก็ได้

ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งรถจอดรับผู้หญิงอีกสองคน ดูรูปการแล้วเธอทั้งสองจะต้องขึ้นมาเบียดฉันซึ่งนั่งบันเทิงใจอยู่ด้านหน้าอย่างแน่นอน และฉันก็คงต้องระเห็จขึ้นไปเบียดหรือเผลอๆครึ่งก้นอาจขึ้นไปอยู่บนตักคนขับตามที่เห็นๆมาแล้วก็ได้

‘โอ....ไหวหรือนี่?’ ฉันอดครวญในใจไม่ได้ ก็ถ้ารวมคนขับแล้วเป็นสี่คนแต่ละคนอ้วนขึ้นด้วยเสื้อหนาว จะให้นั่งติดคนขับไม่เอาแน่ ฉันเลยรีบลงมาให้หนึ่งสาวที่ตัวเล็กกว่าเข้าไปนั่งแทน ส่วนฉันนั่งตรงกลางระหว่างเธอทั้งสอง นับว่ายังโชคดีอากาศที่หนาวเย็นยังพอช่วยลดความอึดอัดลงได้บ้าง

บางช่วงหมอกบางลงทำให้พอมองออกได้ว่าสองข้างทางเป็นไร่ชาสลับกับป่าสนและทิวไผ่ บนเส้นทางหลายจุดมีดินถล่มลงมาจากไหล่เขา เมื่อคืนฝนคงตกหนักรถต้องคอยหลบหลีกกองดินหินที่ถล่มลงมาขวางถนน แต่บางจุดก็ยังอุตส่าห์มีคนงานมาเกลี่ยถนนให้ดูดีขึ้น

ถึงด่านชายแดนระหว่างอินเดียกับเนปาลพื้นที่ตรงจุดนี้ดูจากถุงขนมขบเคี้ยวในร้านขายของข้างทางที่โป่งแทบจะระเบิดก็พอรู้ว่าอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากเอาการ เมืองชายแดนของอินเดียตรงนี้ชื่อเมืองพาซูปะติ (Pasupati) ฟังแล้วสำเนียงออกแนวเนปาลมากกว่า

                รถจอดอยู่พักใหญ่ ฉับแอบเดินไปโผล่ดูตรงประตูทางเข้าของด่านชายแดน เห็นมีป้ายประกาศข้อห้ามในการขนย้ายสิ่งของข้ามเขตแดนระหว่างสองประเทศ บรรยากาศทั่วไปค่อนข้างเงียบไม่ค่อยมีคนเข้า-ออก ที่นี่เป็นด่านที่เข้า-ออกได้เฉพาะคนอินเดียและเนปาลเท่านั้นไม่ใช่ด่านนานาชาติ

ธงชาติเนปาลและซุ้มประตูสูงสไตล์เนปาลที่ดูเลือนลางในม่านหมอกหลังกำแพงอีกด้านถือเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่านั่นเป็นขอบเขตของประเทศเนปาล คงจะที่ด่านนี้นี่เองที่ท่านลามะและคนแถบนี้เข้า-ออกระหว่างอินเดียกับเนปาล เพราะอยู่ไม่ไกลจากมิริค ท่านลามะเคยบอกว่าจากด่านชายแดนนี้ท่านจะต้องเดินเท้าต่อไปอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งกิโลเมตรจึงจะมีรถยนต์นั่งต่อไปยังเมืองอื่นๆของเนปาล แต่ตอนนี้เท่าที่ดูก็เห็นมีรถยนต์จอดอยู่ในเขตแดนของเนปาลหลายคันนี่นา...

ออกจากด่านชายแดนได้ไม่ไกลฝนก็ตกลงมาอีกท่ามกลางสายหมอกที่ยังโรยตัวอยู่ทั่วทั้งๆที่ปาเข้าไปเที่ยงกว่าแล้ว รถข้ามเขามาหลายลูกนับไม่ถ้วน คนที่นั่งอยู่ข้างๆก็ทยอยลงไปหมดแล้วคิดว่าคงจะใกล้ถึงจุดหมายหรือเมืองกูม แล้ว แต่ความอ่อนล้าที่สะสมมาแต่เช้าเริ่มมาออกฤทธิ์เอาตอนนี้ ฉันพยายามที่จะฝืนไม่ให้หลับเพราะกลัวจะคลาดกับคุณตำรวจที่จะมารับ แต่แล้วแม้รถจะวิ่งกระแทกกระเทือนไปบนเส้นทางที่ขรุขระเพียงใดร่างกายฉันก็ไม่อาจฝืนความง่วงที่จู่โจมเข้ามาได้ สุดท้ายก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว......

มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อถูกคนขับสะกิดที่แขนปลุกให้ตื่น พอลืมตาขึ้นก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอมยิ้มอยู่ข้างประตูรถตรงที่ฉันนั่ง พอสบกับสายตาแม้เขาจะไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบตำรวจความรู้สึกก็บอกได้ทันทีว่าเขาคือยูเอสนายตำรวจที่มารอรับแน่นอน แว่บแรกก็คืออายน่ะซิ ! ‘ ตั้งตัวไม่ทันเลยเนี่ย...เฮ้อ...’

ฉันรีบลงจากรถด้วยความอายได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อนและทักทายตามมรรยาท เขาเอาจี๊ปมารับและบอกว่าที่นี่ห่างจากดาร์จีลิ่งประมาณแปดกิโลเมตร เขาจะพาไปที่ทำงานเขาซึ่งอยู่ที่ดาร์จีลิ่งงก่อน ระหว่างทางเราต่างก็แนะนำตัวเอง นามสกุลของเขาคือทามัง( Tamang) เขาเกิดปีเดียวกับฉัน พอทราบนามสกุลของเขา ก็ออกจะแปลกใจที่มันเหมือนกันกับนามสกุลของแซมเทนแต่ก็ยังไม่กล้าถาม เดาเอาว่าคงไม่ต่างจากนามสกุลของชาวเขาในเมืองไทยที่อาจซ้ำกันได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นญาติกัน หากเพียงเพราะมาจากถิ่นหรือหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งคนแถบนี้เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ก็เป็นคนเนปาลีทั้งสิ้น

ระหว่างสองข้างทางที่รถผ่านแทบจะบอกได้ว่าหาที่ราบไม่ได้เลยสำหรับเมืองแถบนี้ ถนนก็คือช่องว่างระหว่างเขานั่นเอง สองข้างถนนก็คือตึกรามบ้านช่องที่ตั้งอยู่บนไหล่เขาลดหลั่นกันไปตามสภาพพื้นที่ของภูเขา ซึ่งก็ดูไม่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยอะไร ยี่งกว่านั้นบ้านเรือนและตึกส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพที่เก่าและทรุดโทรม แต่รวมๆแล้วกลับดูมีเสน่ห์ในความรู้สึกของฉัน ก็เพราะมันเป็นพยานชั้นเยี่ยมที่จะบอกเล่าให้ผู้คนที่ผ่านพบ ได้รับรู้ถึงความยืนยาวและเก่าแก่ของบ้านเมืองที่ประกอบขึ้นจากความมานะพยายามและทรหดอดทนอย่างสุดยอดของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่

พวกเขาจะต้องอยู่รอดให้ได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการมีชีวิตอยู่อย่างปกติ มันไม่ง่ายเลยหรืออาจจะเรียกว่าเป็นความมหัศจรรย์ด้วยซ้ำสำหรับการที่จะสร้างบ้านเรือนหรือตึกสักหลังขึ้นในสภาพพื้นที่แบบนี้ เพราะที่นี่คือดินแดนบนเทือกเขาสูงที่ห่างไกลความเจริญหลายร้อยพันไมล์ เทคโนโลยีและวัตถุดิบในการก่อสร้างต่างๆ ก็ใช่ว่าจะหามาได้ง่ายๆ ทุกอย่างต้องอาศัยการขนส่งที่ทุลักทุเลและยาวไกล นึกถึงต้นทุนในการก่อสร้างและความเหนื่อยยากในการขนส่งวัสดุก่อสร้างแล้วบอกได้คำเดียวว่าชื่นชม...ชื่นชม..และก็ชื่นชม....

ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นที่น่ายกย่องผู้คนที่ได้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ด้วยความรักใคร่ กลมเกลียวกัน อีกทั้งได้ร่วมกันหวงแหนแผ่นดินมาได้ยาวนานนับเป็นร้อยๆปี ทั้งๆที่ประวัติศาสตร์ได้บอกเล่าว่าดินแดนแห่งนี้เคยถูกชนชาติอื่นเข้ามาครอบครองหรือรุกรานหลายช่วงของเวลาในอดีต

รถวิ่งไปตามไหล่เขาที่แคบและคดเคี้ยวตลอดเส้นทาง ต้องขอปรบมือให้คนขับรถที่นี่จริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ดูแปลกกว่าเมืองอื่นที่ผ่านมาก็คือเสียงแตรที่รบกวนระบบประสาทหูตลอดเวลานั่นเอง ยิ่งใกล้ตัวเมืองเท่าไหร่เสียงแตรก็ยิ่งถี่และเซ็งแซ่มากขึ้นเท่านั้น หากขาดมันชีวิตทุกชีวิตที่อยู่ในรถคงจะตกอยู่ในความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกวินาทีเป็นแน่ และนี่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับฉันที่เคยสงสัยมานานว่าทำไมที่ท้ายรถบรรทุกหลายคันในอินเดียที่ฉันเคยเห็นจึงต้องมีข้อความที่เขียนไว้ว่า “ horn please…” ซึ่งครั้งแรกที่เห็นและสงสัยนั้นมันอยู่บนถนนในกรุงนิวเดลี...โน่นแน่ะ!

ไม่นานเราก็มาถึงที่ทำงานของยูเอส ใกล้ๆที่ทำงาน เห็นมีอาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์ (annimals museum) เขาให้ลูกน้องสามคนนำฉันเข้าชม ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์ต่างๆที่อาศัยอยู่ตามเทือกเขาแถบนี้หรือเรียกว่าแถบเบงกอลตะวันตกนั่นเอง ในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยสัตว์ที่สต๊าฟไว้มากมายหลายชนิดตั้งแต่สัตว์ใหญ่ๆ เช่นพวกเสือซึ่งมีหลายชนิด จนถึงสัตว์เล็กๆ พวกนก ผีเสื้อ และแมลงต่างๆ โดยได้จัดแบ่งพื้นที่เป็นหมวดหมู่ จำลองให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ตามธรรมชาติในสภาพสิ่งแวดล้อมของสัตว์เหล่านั้น ผีเสื้อมีให้เห็นถึงร้อยกว่าชนิด ความหลากหลายชนิดของสัตว์ที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมากของป่าในแถบนี้

เป็นที่น่าทึ่งที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีอายุยาวนานมามากกว่าร้อยปีแล้ว นับว่าคนที่นี่เขาให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาแต่อดีตอันยาวนาน และเมื่อเข้าชมแล้วฉันก็ไม่ละเลยที่จะกล่าวชื่นชมให้ยูเอส ได้ภาคภูมิใจกับสิ่งดีๆที่มีในท้องถิ่นของเขา

มื้อกลางวันที่ล่วงไปถึงบ่ายสองโมงกว่า ยูเอสพาไปทานที่ภัตตาคารในย่านกลางเมือง ซึ่งก็ตั้งอยู่ในทำเลที่อาจเรียกว่าบนเนินเขาสูงก็ได้ พอเห็นป้ายชื่อว่าเป็นภัตตาคารรู้สึกตกกะใจ อะไรมันจะหรูขนาดนั้นสำหรับคนจรอย่างเรา แต่ก็โชคดีที่เขาสั่งอาหารประเภทจานเดียวมาทานนั่นคือโฉ่หมินหรือบะหมี่ผัดนั่นเอง ที่นี่คงอร่อยและขึ้นชื่อ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อได้ทานเคล้ากับวิวสวยของเมืองภูเขาที่มองผ่านผนังกระจกของห้องกว้างลงไปเบื้องล่าง เมฆหมอกที่ลอยตัวอยู่เหนือตึกที่ลดหลั่นลงไปตามไหล่เขาชวนให้เผลอคิดไปว่ากำลังนั่งทานอาหารอยู่ในภัตตาคารบนยอดเขาแถวสวิตเซอร์แลนด์ซะอีก (จะต่างกันมากก็ตรงที่ตึกรามบ้านช่องที่นี่มันเก่าและแออัดกว่ามาก)

…………………………




Create Date : 04 เมษายน 2555
Last Update : 31 ตุลาคม 2560 13:19:49 น. 0 comments
Counter : 393 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.