การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 

คุณยายกับยายอ่อน

คุณยายกับยายอ่อน 

   

               นับตั้งแต่จำความได้ช่วงที่คุณยายยังมีชีวิตอยู่ ที่บ้านต่างจังหวัดของฉันจะมีผู้คนไปมาหาสู่เยอะมากเหตุผลหนึ่งคงเป็นไปตามประสาวิถีชีวิตชาวบ้านตามต่างจังหวัด แต่เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นแม้ฉันจะเป็นเด็กก็ยังรู้สึกได้ก็คงเพราะคุณยายของฉันท่านเป็นคนใจกว้างมากๆ ฉันจำได้ว่าสวนขนาดใหญ่ที่บ้านซึ่งมีทั้งพืชผักผลไม้กินได้หลากหลายชนิด ดูเหมือนชาวบ้านทุกคนจะมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเก็บกินได้ตลอดเวลา บางคนมารยาทดีก็รู้จักอ้าปากขอเจ้าของบ้าน แต่บางคนก็เดินเข้าสวนไปเก็บหน้าตาเฉย ครั้งหนึ่งฉันเคยแอบว่าคนที่ไม่รู้จักอ้าปากขอกับคุณยาตามประสาเด็กหวงของ คุณยายก็จะบอกว่า

 

                            “ช่างเขาเถอะลูก... เขาคงรู้สึกคุ้นเคยกับบ้านเรามาก ”   

 

                   และเมื่อถึงหน้ามะม่วงฉันและพี่ๆน้องๆก็จะมีหน้าที่เอามะม่วงที่คุณยายจัดใส่ในตะกร้าไว้ให้ไปแจกชาวบ้านทั้งใกล้และไกล แจกจนมะม่วงหมดสวน มะม่วงแต่ละปีเราจะเก็บได้เยอะมากแต่เราไม่ขายคุณยายให้แจกอย่างเดียว

 

                   ด้วยเหตุนี้คุณยายจึงมีคนรักและเคารพนับถือมาก แต่ละวันจะมีชาวบ้านไปมาหาสู่ไม่ขาดสาย บ้างก็มาเยี่ยมเยียนพูดคุยตามประสาคนแก่ด้วยกัน หรือบ้างก็เอาของมาให้เป็นการตอบแทนน้ำใจที่คุณยายมีให้เสมอ

 

                  สำหรับยายอ่อนแกเป็นคนที่พิเศษกว่าคนอื่นไม่เพียงแกจะไปมาหาสู่บ้านฉันเป็นประจำเกือบทุกวัน แต่แกยังเป็นเหมือนเพื่อนรุ่นน้องที่คุณยายชอบพอและรักใคร่แบบคนรู้ใจกันทุกเรื่อง บ้านยายอ่อนอยู่ถัดรั้วหลังบ้านฉันไป จึงไปมาหากันง่าย  แต่นานๆครั้งคุณยายจึงจะไปบ้านยายอ่อนสักทีคงเพราะคุณยายแก่มากแล้ว ส่วนใหญ่ยายอ่อนจะเป็นฝ่ายมาหาคุณยายที่บ้านมากกว่า แกชอบมาช่วงบ่ายๆและจะขลุกอยุ่กับคุณยายตลอดจนเย็นจึงกลับ

               ทุกครั้งที่ยายอ่อนมาที่บ้านและเห็นฉันนั่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านใกล้ๆคุณยายแกจะทักทายเป็นเชิงเย้าหยอกฉันก่อนสมอ หรือแม้วันที่ฉันไปโรงเรียน ตอนเย็นกลับบ้านแกก็จะตะโกนทักทายเย้าหยอกฉันก่อนตั้งแต่แกเห็นฉันโผล่เข้าประตูบ้านซึ่งอยู่ห่างจากตัวบ้านเกือบร้อยเมตร บ้างก็

            “อ้าว...หลานน้อยกลับมาแล้ว..เหนื่อยไหมลูก..”หรือไม่ก็

             “แหม..วันนี้หลานน้อยเหนื่อยแก้มแดงมาเลยนะ”แกไม่เรียกชื่อฉันโดยตรง แต่เหมือนจะเรียกแทนคุณยาย

 

                  นอกจากยายอ่อนจะเป็นเพื่อนคุยที่ดีของคุณยายแล้วแกยังเป็นเหมือนหมอนวดประจำตัวของคุณยายด้วย ดังนั้นเมื่อฉันนึกถึงยายอ่อนทีไรภาพที่แกกำลังง่วนอยู่กับการนวดคุณยายตรงไต้ถุนบ้านพื้นยกสูงแบบบ้านต่างจังหวัดก็จะปรากฏขึ้นทุกครั้ง   

                  ยายอ่อนอายุอ่อนกว่าคุณยายพอสมควร แกเป็นคนแก่ที่ตัวอ้วนและอารมณ์ดี ฉันจะได้ยินเสียงหัวเราะดังเอิ๊กอ๊ากของแกเป็นระยะๆ เมื่อแกอยู่กับคุณยาย ฉันจึงรู้สึกว่าแกเป็นคนแก่ใจดีคนหนึ่งที่ฉันจะพูดคุยและเย้าแหย่ได้ตามประสาเด็กที่ไม่รู้สึกเกร็งหรือเกรงในความเป็นผู้ใหญ่ของแก ก่อนกลับบ้านฉันมักจะเห็นแกมีของติดไม้ติดมือกลับบ้านทุกครั้ง บางทีก็เป็นผักหรือผลไม้ที่คุณยายบอกให้เก็บไปกินหรือไม่ก็เป็นของที่คุณยายให้เป็นพิเศษ

 

                   ความสัมพันธ์ระหว่างคุณยายกับยายอ่อนอาจเรียกได้ว่าเป็นความผูกพันที่ทั้งคู่อาจไม่รู้ตัวเลยว่าแทบจะขาดกันไม่ได้ เมื่อไหร่ที่ยายอ่อนหายไปเกินสองวัน คุณยายจะต้องถามถึงทันทีและบอกให้แม่ฉันแวะไปดู

 

                          “ภาเอ๊ย..ลองไปดูยายอ่อนที่บ้านแกหน่อยซิ เป็นอะไรไปหรือเปล่าถึงไม่แวะมาหา...สองวันแล้ว หรือว่าแกไปไหนทำไมไม่เห็นมาบอก ?... ก่อนไปอย่าลืมให้ใครเก็บผักขี้เหล็กไปให้ แม่แก้วเขาแกงกินด้วยนะ” คุณยายจะคิดถึงหมอนวดหรือเพื่อนคุยไม่อาจรู้ได้แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเตือนให้เอาของไปฝากลูกสาวยายอ่อนด้วย

 

             และครั้งนั้นก็ได้รู้ว่ายายอ่อนแกไม่ค่อยสบายซึ่งแม่ฉันก็ได้เข้าไปช่วยเรื่องหยูกยาและแนะนำให้ไปหาหมอ นับจากนั้นมาฉันก็เริ่มรู้สึกได้ว่าจากที่ยายอ่อนเคยมาหาคุณยายได้เกือบทุกวันก็ทิ้งระยะห่างออกไป นั่นเพราะยายอ่อนแกเจ็บออดๆแอดๆมาเรื่อยชนิดสามวันดีสี่วันไข้ และดูคุณยายจะเข้าใจจึงได้แต่คอยสั่งให้แม่ฉันไปเยี่ยมเยียนและดูแลเรื่องหยูกยารวมทั้งอาหารการกินของยายอ่อนด้วยความห่วงใย

 

                    แต่แล้วเวลาผ่านไปไม่นานนักคุณยายฉันท่านก็มีอาการไม่สบายไม่ต่างไปจากยายอ่อนหลายคนลงความเห็นว่าคงจะตามประสาคนแก่ที่อายุแปดสิบกว่าปีแล้ว แต่ต่อมาไม่กี่วันฉันก็ได้ยินแม่คุยกับคุณลุงซึ่งเป็นพี่ชายว่าคุณยายทานอาหารไม่ค่อยได้และดูจะทรุดลงทุกวัน หมอประจำสถานพยาบาลของอำเภอสมัยนั้นก็บอกแต่ว่าเป็นโรคคนแก่        

 

              ส่วนยายอ่อนนั้นวันหนึ่งฉันได้ยินน้าแก้วพูดถึงยายอ่อนให้แม่ฟังว่า “แม่แกไม่ค่อยอยากกินยาหรือกินข้าวเลย...เอาแต่นอนซมบ่นคิดถึงคุณยายบอกเป็นห่วงคุณยายอยากจะมานวดให้คุณยาย…”

 

              และแล้ว...วันที่ทุกคนไม่คิดว่าจะมีขึ้นก็มาถึง...เป็นเช้าของวันที่ฉันเห็นแม่ยิ้มได้หลังจากที่ไม่ได้เห็นแม่ยิ้มมาตั้งแต่คุณยายไม่สบาย แม่บอกว่า  “วันนี้แม่ดีใจจริงๆ...คุณยายทานข้าวได้มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา... ” ยิ้มของแม่เต็มไปด้วยความหวัง....

 

                      แต่แล้ว...เป็นเรื่องยากที่ฉันจะเข้าใจและอธิบายได้.. สายของวันนั้น..คุณยายก็จากพวกเราไป...ทุกคนอยู่ในอาการโศกเศร้า..มีผู้คนมาเต็มบ้าน หลายคนร้องไห้...ส่วนฉันคงจะเด็กเกินไปไม่ได้รู้สึกอาลัยจนต้องร้องไห้รู้สึกแต่ว่าจะไม่มีคุณยายอีกแล้ว ...จำได้เพียงว่าวันนั้นแม่ให้ไปอยู่ที่บ้านคุณลุงซึ่งรั้วบ้านด้านข้างติดกัน ที่นั่นมีลูกๆคุณลุงเป็นเพื่อนเล่น

 

                       วันนั้นทั้งวันฉันขลุกเล่นอยู่กับญาติๆรุ่นเดียวกันที่บ้านคุณลุง พอตกเย็นความมืดสลัวเริ่มกรายเข้ามาฉันจึงรู้สึกอยากกลับบ้าน..

 

                       ฉันเดินเข้าประตูบ้านที่ห่างจากตัวบ้านเกือบร้อยเมตร ท่ามกลางความสลัวมีแสงไฟวอมแวมส่องมาไกลจากตัวบ้าน เดินผ่านแนวดอกไม้สองข้างทางไปเรื่อยๆ รู้สึกกลัวบรรยากาศสลัวเล็กน้อยตามประสาเด็ก และเมื่อถึงกอตะไคร้ที่ปลูกงามจนดูเป็นพุ่มใหญ่ตรงทางเลี้ยวก่อนถึงตัวบ้าน ฉันก็เห็นเงาตะคุ่มของใครคนหนึ่งก้มลงง่วนอยู่กับกอตระไคร้ พลันรู้สึกอุ่นใจเหมือนมีเพื่อน..คงมีใครสักคนมาเอาตระไคร้ไปปรุงอาหาร....และแล้วก็มีเสียงทักทายมาจากเงาตะคุ่มนั้น ….ยายอ่อนนั่นเอง...

 

                             “กลับมาแล้วเหรอหลานน้อย..เที่ยวทั้งวันเลยนะ...แม่รออยู่บนบ้านแน่ะ...”

 

                   คำทักทายหยอกเย้าแบบเดิมๆของยายอ่อน ทำให้ฉันใจชื้นคิดแต่ว่าแกคงหายจากอาการป่วยแล้ว และมาช่วยงานที่บ้าน ฉันเดินเข้าไปใกล้ตัวบ้านโดยไม่ได้ตอบอะไร  

 

                        พอขึ้นบันไดบ้านไปเห็นชาวบ้านหลายคนยังคงอยู่ช่วยงานที่บ้าน บ้างก็จัดดอกไม้ เพื่อพิธีการต่างๆบ้างก็สาละวนกับเรื่องเตรียมอาหารสำหรับเลี้ยงคนพรุ่งนี้ ระหว่างที่ฉันเดินผ่านกลุ่มชาวบ้านที่นั่งล้อมวงจัดดอกไม้อยู่นั้น ก็แว่วได้ยินเสียงน้าไสพูดกับเพื่อนในวงเดียวกันว่า

 

                          “ยายอ่อนแกคงจะรักคุณยายมากนะ...แกเลยตามไปด้วย...”

 

                 “นั่นน่ะสิ...ไปห่างกันไม่ถึงชั่วโมงเลยนะ... สงสัยคุณยายคงไปหาแกก่อน...”น้าแย้มสำนองต่อ

 

           ความเป็นเด็กทำให้ฉันยังงงกับเรื่องที่แว่วได้ยินมาจากวงจัดดอกไม้ คุณยายเสียแล้ว แต่ยายอ่อนไปไหนกับคุณยาย และเมื่อสักครู่ฉันยังเห็นยายอ่อนอยู่เลยแกทักฉันด้วย ฉันได้แต่เก็บความสงสัยไว้ตามประสาเด็กจนเข้านอน จึงได้ความกระจ่างจากแม่

 

                          “ยายอ่อนแกเสียแล้วลูก...หลังคุณยายไม่ถึงชั่วโมง..แกคงขึ้นไปอยู่บนสวรรค์กับคุณยายแล้วล่ะ”

                   "...!!!...?"

 

................................

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2555    
Last Update : 24 มิถุนายน 2555 19:21:01 น.
Counter : 4569 Pageviews.  

มุ้งขาวใต้ถุนตึก

มุ้งขาวใต้ถุนตึก

 

 

                  แม้วันเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานกว่า 15 ปีแล้วแต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาฉันในวันนั้นกลับติดตรึงแน่นอยู่ในใจและแจ่มชัดทุกครั้งที่นึกถึง มันยังเป็นที่กังขาในใจของฉันตลอดมา....

 

            เช้าวันนั้นฉันมีนัดกับเพื่อนสนิทสามคนและเพื่อนของเพื่อนอีกหนึ่งคนซึ่งเราถือว่าเป็นแขกที่เราจะต้องต้อนรับในฐานะเจ้าบ้านที่ดีโดยการพาเธอเที่ยวชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วเป็นจุดแรกเพราะคิดว่าเป็นสถานที่ที่เป็นมงคลคู่บ้านคู่เมือง เพื่อนของเพื่อนคนนี้มาจากจังหวัดนราธิวาส เธอเพิ่งมีโอกาสมากรุงเทพฯเป็นครั้งแรกของชีวิต เธอตั้งใจที่จะมาเยี่ยมเพื่อนฉันที่จากกันมานมนานและถือโอกาสเที่ยวกรุงเทพฯไปด้วย

 

                   เราเจอกันพร้อมหน้าแต่เช้าตรู่ที่หน้าประตูพระบรมมหาราชวัง เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปภายในจึงสังเกตได้ว่าเราน่าจะเป็นกลุ่มแรกและเป็นกลุ่มเดียวที่เดินอยู่ในบริเวณนั้น เหตุผลเพราะยังเช้าอยู่มาก ส่วนของวัดพระแก้วน่าจะยังไม่เปิดให้เข้าชม ดังนั้นเราจึงมุ่งตรงสู่ประตูที่จะผ่านเข้าไปยังเขตพระที่นั่งต่างๆที่อยู่ลึกเข้าไปภายใน

 

                    ระว่างทางฉันเดินนำหน้าเพื่อนๆด้วยคุ้นเคยเพราะเพิ่งพาญาติผู้ใหญ่จากต่างจังหวัดเข้ามาชมที่นี่เมื่อไม่กี่วันมานี้ ฉันทิ้งระยะห่างจากเพื่อนๆไม่เกินห้าก้าว เพื่อนๆที่เดินตามต่างคุยกันส่งเสียงดังซึ่งเป็นไปตามปกติที่เรามีโอกาสได้มาเจอกัน โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีเพียงกลุ่มเราเท่านั้นทุกคนก็ยิ่งรู้สึกอิสระมากขึ้น บรรยากาศยามเช้าเย็นชื่น...แสงแดดยังไม่ส่องลงมา

 

                      เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปยังบริเวณเขตพระที่นั่ง บรรยากาศทั่วไปดูเงียบมากขึ้นเพราะยังไม่มีทหารประจำการตามจุดต่างๆและเมื่อกวาดสายตาไปทั่วก็ไม่มีวี่แววของผู้คนอยู่ในบริเวณกว้างนั้นแต่อย่างใดมีเพียงเสียงคุยที่ขาดสติของเพื่อนๆฉันที่เดินตามมาไม่ห่างเท่านั้น

                       พระที่นั่งจักกรีมหาปราสาทตระหง่านอยู่ตรงหน้า ไม้ดัดในกระถางหน้าพระที่นั่งถูกตัดแต่งเป็นรูปร่างสวยงามชวนมอง แต่เพื่อนๆฉันคงไม่รู้สึกรู้สมอะไรเพราะพวกเธอเอาแต่คุย..คุย..คุย และเหมือนจะแย่งกันคุยซะด้วย ส่วนเท้าก็ก้าวตามฉันอย่างไร้ความคิด ฉันรู้สึกได้ถึงระดับเสียงของเพื่อนๆที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆและฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ก็ไม่อยากขัดจังหวะเกรงจะหมดอารมณ์สนุกกัน

 

                        ฉันเดินนำไปจนถึงตัวอาคารพระที่นั่งจักกรีฯ ตั้งใจจะไปชมอาวุธโบราณซึ่งเก็บอยู่ใต้อาคารและสามารถมองเห็นจากข้างนอกโดยผ่านซี่เหล็กโปร่งเข้าไปได้เลย เมื่อถึงซี่เหล็กสายตาฉันก็ทะลุเข้าไปใต้ถุนตึกกว้างทันที

                      

                       บรรยากาศภายในยังดูมืดสลัวและเงียบเชียบ แต่ที่สะดุดตาฉันท่ามกลางความมืดสลัวในวินาทีนั้นก็คือ มุ้งสีขาวขนาดนอนคนเดียวกางอยู่บนโต๊ะห่างจากฉันไม่เกินห้าเมตร ถัดไปที่พอมองเห็นได้ก็คืออาวุธโบราณ เช่น พวกหอก ดาบ ง้าวต่างๆดูลางเลือนอยู่ในความสลัวนั้น

                     ฉันรู้สึกทันทีว่าพวกเรากำลังส่งเสียงดังรบกวนคนเฝ้าสถานที่ซึ่งยังหลับอยู่และชั่วพริบตาฉันก็เห็นมุ้งขาวไหวตัวบางส่วนเหมือนคนที่นอนอยู่ในมุ้งเพิ่งตื่นและขยับตัว ความรู้สึกเกรงใจเจ้าของพื้นที่เกิดขึ้นฉับพลัน ทำให้ฉันหันกลับไปบอกเพื่อนที่กำลังเดินมาเกือบประชิดด้านหลังทันทีว่า  

 

                   “เฮ้ยเบาๆหน่อยคนเฝ้ายังไม่ตื่นเลย…” เสียงเพื่อนเงียบลงทันที แล้วฉันก็หันกลับ.....แต่แล้ว......ฉันก็ต้องตกใจตะลึงกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า มุ้งขาวหายไปใหน....? คงมีแต่ห้องที่มืดสลัวทุกอย่าง

 เงียบกริบ ฉันยกมือขึ้นขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว.. ใจหายและวังเวงชอบกล...ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที.. แต่แล้วเพื่อนคนหนึ่งก็พูดขึ้นเหมือนไม่มีอะไร ว่า...

 

                       “ไหน...คนเฝ้าอยู่ไหน?...มืดตึ้ดตื๋อ...ไม่เห็นมีอะไร....” ฉันก็ได้แต่อึ้งชั่วขณะแล้วรีบเดินออกมาจากที่ตรงนั้นในขณะที่ยังรู้สึกว่าขนยังลุกชันอยู่…..

 

 

........................

 

 

 

หมายเหตุ : ปัจจุบันสภาพใต้ถุนตึกได้แปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหมดแล้ว                                                                                                                           

 

                                            1 มิถุนายน 2555

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2555    
Last Update : 7 มิถุนายน 2555 10:47:48 น.
Counter : 791 Pageviews.  

สิ่งสมมุติ...ความเชื่อ...และศรัทธา..

สิ่งสมมุติ...ความเชื่อ...และศรัทธา



มีคนกล่าวไว้ว่า... การเดินทาง...จุดหมายปลายทางมิใช่เป้าหมายสำคัญหากแต่เรื่องราวหรือประสบการณ์ตามรายทางต่างหากที่มีความหมายและสำคัญกว่า…และก็น่าจะสอดรับกันได้ดีกับคำกล่าวที่ว่า ...ภาพชีวิต

บางภาพหรือคำพูดบางคำของใครคนหนึ่งอาจ

เปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิตของใครอีกคนได้

หลายคนเคยถามฉันว่าไปทำไมอิ นเดีย ? สำหรับเขาจะเป็นประเทศสุดท้ายที่นึกถึง วินาทีนี้...หากให้ตอบกันตรงๆ  คงยาก แต่อยากบอก            

เพียงว่า... กลับมาแล้ว..ก็ยังอยากจะไปอีก

 เมื่อพูดถึงอินเดีย...เรื่องราวและเหตุการณ์บางอย่างที่ให้ความประทับใจ รู้สึกแปลกใหม่ และสนุกเมื่อได้ประสบหรือ พานพบก็ผุดพรายขึ้นในมโนภาพมันซ้อนกันขึ้นมาเป็นภาพเหตุการณ์เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวันวาน... บางอย่างที่เจอะเจอมันคนละขั้วกับที่เราคุ้นเคยจริงๆ

ฉันได้มีโอกาสรู้จักกับท่านเวนลามะจิกเม (พระหรือนักบวชในพุทธศาสนาสายทิเบตหรือวัชรยาน) ก็ด้วยการแนะนำของดีเพน (Depen) หนุ่มกลางคนที่ฉันกำลังจะไปเที่ยวบ้าน            เขา...เมืองมิริค

 (Mirik)                                

ฉันยกมือไหว้ท่านลามะอย่างสำรวม อารมณ์เดียวกับการไหว้พระสงฆ์ด้วยความนับถือเช่นที่เมืองไทยเมื่อดีเพนแนะนำตามพิธีการ ก่อนหน้านั้นเขาได้บอกแล้วว่าจะต้องมาพบเพื่อนที่เป็นลามะเพื่อทำธุระเล็กน้อยก่อนแล้วจึงจะเดินทางไป

มิริค ท่านลามะยังดูหนุ่มมากผิดจากที่คาดไว้ ที่แปลกไปอีกก็คือดูจะอารมณ์ดีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา ท่านทักทายฉันพอเป็นพิธี แต่ก็ไม่ลืมที่จะบอกว่าท่านเคยไปเมืองไทยมาแล้วเมื่อสามปีที่ผ่านมาและได้รับการดูแล


จากคนไทยเป็นอย่างดี       “คนไทยใจดีมาก ...” ท่านย้ำต่อ ฉันยิ้มรับคำชมด้วยความปลาบปลื้มและอยากขอบคุณคนไทยทุกคนที่มีส่วนทำให้ผู้คนที่ไปเยือนเมืองไทยรู้สึกดีได้เช่นนี้ ถึงตอนนี้ฉันเข้าใจ

ได้ทันทีถึงท่าทีของดีเพนบนรถไฟเมื่อคืนนี้ ดูเขาดีใจมากเมื่อรู้ว่าฉันเป็นคนไทย ตลอดเวลาที่พูดคุยกันเขาแสดงความเป็นมิตรที่ดีและมีน้ำใจ รวมทั้งชื่นชมเมืองไทยมากมายถึงขั้นอยากมาทำงานที่เมืองไทย และส่วนหนึ่งที่เราคุยกันจนฉันต้องตามเขามาด้วยก็คือ

“ถ้าคุณชอบภูเขาไปเที่ยวบ้านผมสิ...เมืองมิริค บ้านผมมีภูเขามากมายล้อมรอบ แถมมีทะเลสาปสวยงามอยู่กลางหุบเขาด้วย ที่นั่นมีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวหลายแห่ง…”

คำเชิญชวนของดีเพนกอปรกับการขยายความจากเจ้าโลกเหงา (lonely planet) เพื่อนที่ให้ความอุ่นใจได้ดีระหว่างการเดินทางที่ว่า....มิริค เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆกลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยธรรมชาติของป่าสนเมืองหนาวและ......................ที่นี่สามารถมองเห็นกังเชนจงกา ( Khangchendzonga ) 1 ใน 13 ของยอดเขาสูงสุดแห่งเทือกเขาหิมาลัยได้ชัดเจน.... เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉันตัดสินใจตามดีเพนไปเที่ยวเมืองมิริคก่อนที่จะต่อไปยังดาร์จีริ่งจุดหมายแรกที่ตั้งใจไว้

เสร็จจากธุระเราสามคนตรงไปยังคิวรถที่จะไปเมืองมิริค รถที่ใช้โดยสารแถบนี้ ส่วนใหญ่เป็นรถจี๊ปหรือไม่ก็แลนด์โรเวอร์ เพราะพื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาทั้งสิ้นจำเป็นต้องใช้รถโฟร์วิลล์ที่มีสภาพแข็งแรงและทนทานเป็นพิเศษ แต่ขนาดของรถทำให้จุผู้โดยสารได้ไม่มาก โชคดีของเราเมื่อไปถึงรถคันที่จะออกมีที่นั่งเหลือให้เรา 3 ที่นั่งพอดี ด้านหน้าข้างคนขับยังว่างน่าจะนั่งได้สองคน สำหรับแถวหลังถัดไป ผู้โดยสารที่ดูเป็นคนท้องถิ่นทั้งหมดซึ่งนั่งกันเต็มพื้นที่อยู่ก่อน แต่พอเห็นเราก็ได้พยายามขยับเบียดกันเพื่อให้เกิดที่ว่างริมสุดขึ้นอีกหนึ่งที่ นับเป็นความมีน้ำใจอย่างน่าชื่นชมของผู้โดยสารด้วยกันโดยแท้

ดีเพนและท่านลามะมีท่าทีที่อยากจะให้ฉันได้นั่งข้างหน้าซึ่งดูจะสบายกว่านั่งด้านหลัง ดีเพนเดินไปด้านหลัง ส่วนท่านลามะเปิดประตูรถเพื่อที่จะให้ฉันขึ้นไปนั่งข้างคนขับก่อนแล้วจึงจะตามขึ้นไปนั่งข้างๆ...

ช่างโชคดีที่ฉันพอจะรู้มาก่อนว่าลามะที่อินเดียสายหนึ่งสามารถที่จะมีภรรยาและใกล้ชิดผู้หญิงได้....แต่วินาทีนี้ ...ฉันจะทำอย่างไร..?เพราะไม่อาจยอมรับวิถีปฏิบัติเช่นนั้นได้จริงๆ  รู้สึกว่าท่านลามะก็คือพระสงฆ์รูปหนึ่งนั่นเอง ฉันหนักใจชั่วขณะเพราะยังนึกไม่ออกว่าจะบอกท่านว่าอย่างไร ตัดสินใจแอบเลี่ยงไปยืนด้านหลังดีเพนไว้ก่อน และแล้วนาทีนั้นก็โชคดีที่นึกขึ้นได้ดั่งใจเรียกร้องจึงรีบบอกท่านลามะไปว่า

“ดิฉันขอปฏิบัติต่อท่านลามะเช่นเดียวกับการปฏิบัติต่อพระสงฆ์ที่เมืองไทยนะคะ”

พอได้ฟังเช่นนั้นดูเหมือนท่านลามะจะนึกขึ้นได้ถึงอะไรบางอย่างและเข้าใจความหมายที่ฉันพูดได้ทันที ท่านรีบบอกให้ดีเพนขึ้นไปนั่งข้างคนขับก่อนจะตามขึ้นไป ส่วนฉันก็ขึ้นไปนั่งที่ว่างแถวหลัง จากนั้นท่านลามะจึงได้หันกลับมาบอกว่าท่านเพิ่งนึกได้ว่าคนไทยเคารพและปฏิบัติต่อพระสงฆ์พิเศษมาก ...

รถวิ่งออกจากคิวรถไม่นานก็มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนโบกมือขอขึ้นรถอยู่ข้างทาง รถชะลอแล้วจอดข้างเธอ ฉันออกจะงงว่าเธอจะขึ้นมานั่งตรงไหนได้อีก เพราะแถวที่ฉันนั่งก็เต็มที่แล้วไม่สามารถขยับให้ได้อีกแน่นอน แต่พอเห็นท่านลามะเตรียมขยับที่นั่งให้ก็เข้าใจได้ทันทีและแม้จะได้คาดเดาไว้บ้างแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็อดตระหนกไม่ได้กับภาพที่เห็นจะจะ.... ก็ภาพหญิงสาวที่นั่งเบียดชิดกับพระสงฆ์อยู่เบื้องหน้าแถมพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มันเป็นภาพที่ทำให้ฉันอดตกใจไปชั่วขณะไม่ได้และก็รู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเหลือบผู้โดยสารคนอื่น เขาทั้งหลายกลับดูเหมือนไม่ได้รู้สึกรู้สมอะไรกับภาพที่อยู่ข้างหน้า.....วินาทีนั้นฉันรู้ซึ้งได้ทันทีกับคำกล่าวที่ว่า....ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนถูกสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น

สองวันต่อมาฉันได้มีโอกาสไปยังวัดของท่านลามะซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา ที่นั่นฉันได้พบกับครอบครัวของท่านครบถ้วนทั้งภรรยาและลูก ภรรยามีหน้าที่ทำอาหารและเป็นเช่นแม่บ้านให้กับวัด ส่วนลูกๆสองคนชาย -หญิงยังเล็กอายุประมาณ 2 และ3 ขวบ ฉันเห็นพวกเขาออกมาวิ่งเล่นอย่างซุกซนเย้าแหย่กันส่งเสียงดังแข่งกับเสียงสวดมนต์ในห้องโถงของวัดท่ามกลางผู้คนที่นั่งพับเพียบพนมมือสงบนิ่งเพื่อตั้งใจฟังคำสวดมนต์จากท่านลามะ...ฉันเองก็ได้แต่แปลกใจและงุนงงกับสิ่งที่เห็นเป็นยิ่งนัก......

.......และแล้วภาพของโยคีวัยชราผู้เฝ้าศาสนสถานฮินดู ในเมืองมะนาลีทางเหนือของอินเดียก็ลอยเด่นขึ้นมาอีก...ใบหน้าผอมเกร็งของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยของกาลเวลา มวยผมสีขาวแกมเทาบางส่วนลุ่ยลงมารกรุงรังอยู่แถวบ่าเหมือนไม่ได้จัดการกับมันมาเป็นอาทิตย์ ผ้าพันกายสีขาวแก่ดูขะมุกขะมอมชวนให้รู้สึกเหมือนเขาน่าจะเป็นขอทานมากกว่าผู้ทรงศีล ฉันถือโอกาสนั่งพักและเฝ้าสังเกตดูความเป็นไปของเขา.....

เมื่อมีผู้คนเข้ามาในศาสนสถานเขาจะมานั่งทำหน้าขรึมดูน่าเชื่อถืออยู่ตรงประตูห้องที่ทุกคนจะต้องเดินผ่านเข้าไปกราบไหว้สักการะเจ้าแม่ของชาวฮินดูและเมื่อผู้คนออกมาก็จะนั่งลงกราบขอพรจากเขาต่อ ผู้คนจะมีอาการนอบน้อมเต็มไปด้วยศรัทธาและความหวังในตัวเขาพร้อมหยิบยื่นเงินส่งให้เหมือนจะไหว้วานให้เป็นผู้กำจัดความทุกข์หรือนำทางสู่สวรรค์กระนั้น....ส่วนเขาก็ควักข้าวตอกขึ้นมาแจกพร้อมปากก็พึมพำให้ศีลและพรแก่ผู้คนเหล่านั้น...

            แต่...เมื่อผู้คนจากไปรายใหม่ยังไม่มาฉันก็เห็นเขากระโดดแผล็วไปยังด้านหลังของอาคารศาสนสถาน...เขาคว้าชามข้าวยกขึ้นเปิบอย่างเร่งรีบ ดูหิวโหยและลุกลน สักพักก็หันกลับมาดูเสียทีว่ามีผู้คนหน้าใหม่เข้ามาหรือยัง?...เขามองมาเห็นฉันแต่ก็เหมือนไม่มีความหมาย...ก็คงแค่ชาวต่างชาติที่เผลอส่งสายตาพาดผ่านไปเจอเท่านั้น.... มันเป็นอากัปกริยาที่น่าขบขันและตลกเอาการซึ่งขัดแย้งกับท่าทีเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนที่มาทำบุญเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง !

ฉันละจากที่นั่น...รู้สึกสนุกและขบขันกับภาพที่เพิ่งได้เจอะเจอ  ระหว่างทางแวะนั่งดื่มน้ำผลไม้พร้อมกับชื่นชมยอดเขาหิมะสวยๆเบื้องหน้าเพื่อเสริมอารมณ์ต่อ...

นั่งคนเดียวได้ไม่เกินหนึ่งนาทีเช่นทุกครั้ง หนุ่มเจ้าของร้านก็เข้ามานั่งคุยด้วย ไถ่ถามทุกเรื่องส่วนตัวที่อยากรู้เหมือนคุ้นเคยกันมาแต่ชาติก่อน... และเมื่อรู้ว่าเป็นคนไทยดูเหมือนเขาจะทำสนิทสนมมากขึ้น แถมบอกว่าดื่มน้ำผลไม้เสร็จแล้วเขาอยากจะพาฉันไปหาคนไทยคนหนึ่งที่อยู่ที่วัดแถวนี้เขาเป็นชีวา (น่าจะมาจากชีวก) มีผู้คนนับถือเขามาก ฉันไม่ปฏิเสธเพราะยังรู้สึกสนุกในอารมณ์อยู่ อีกทั้งอยากจะเจอคนไทยเหมือนกัน แอบคิดเล่นๆว่าอาจจะเป็นโยคีตนนั้น...ที่เจอเมื่อพักใหญ่ก็ได้นะ... 

และก็ใช่จริงๆ... คราวนี้ท่านชีวากำลัง

ถูกแวดล้อมด้วยผู้คนที่ยกมือท่วมหัวเพื่อรับข้าวตอกศักดิ์สิทธิ์กลับบ้าน โดยต่างไม่ลืมที่จะส่งเงินให้เพื่อเป็นสิ่งตอบแทน...

              เมื่อหมดผู้คนแล้วฉันก็ยิ้มร่าเข้าไปหาด้วยความดีใจที่ได้เจอคนไทยในต่างแดนแถมมีรูปลักษณ์ที่คาดไม่ถึง เผลอลืมนบนอบเช่นเจ้าของร้านน้ำผลไม้ที่เข้าไปนั่งอยู่แทบเท้าท่านชีวาแต่แรกเมื่อไปถึง 

ท่านชีวาส่งสายตาเป็นกันเองอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าฉันเป็นคนไทย และเมื่อเราได้วิสาสะกันด้วยความดีใจทั้งสองฝ่ายเพราะท่านชีวาก็จากเมืองไทยไปนานไม่ต่ำกว่า 35 ปีจนวีซ่าหมดอายุไปแล้ว...

             เราคุ้นเคยกันมากขึ้น….พอได้เห็นผู้คนที่เข้ามากราบไหว้และรับข้าวตอกไปพร้อมกับยื่นเงินใส่มือท่านชีวาไม่ขาดสาย ฉันก็อดสัพยอกแบบขำๆไปไม่ได้ว่า

“แบบนี้ท่านคงรวย... มีเงินเก็บมากมายสิคะ...” ท่านยิ้มรับเล็กน้อยก่อนตอบว่า

า  “ไม่รวยร้อก...เขาให้เราด้วยความนับถือ...ได้มาก็แจกคืนไปคนอินเดียจนๆมีเยอะ...” แน่ะ..ท่านตอบได้กลางๆดีแท้.... 

              เมื่อถามถึงวีซ่าที่หมดอายุไปแล้วด้วยความกังวลแทนท่าน“วีซ่าที่ขาดอายุไป...เมื่อเขาเห็นเรามาทำแบบนี้รัฐบาลเขาก็ไม่ว่า...เขาคิดว่าก็ดีเหมือนกันที่ชาวบ้านจะได้หันมาเชื่อถือและศรัทธาเรื่องแบบนี้มากๆจะได้ไม่ไปสนใจเรื่องการบ้านการเมืองหรือปากท้องให้รัฐบาลยุ่งยากวุ่นวาย....” ท่านชีวาตอบได้ด้วยเหตุผลที่ลึกล้ำอีก…                      

ว         วันนี้ฉันบอกลาท่านชีวาและหนุ่มเจ้าของร้านน้ำผลไม้ด้วยความรู้สึกครึ้มอกครึ้มใจอย่างบอกไม่ถูก.... จะด้วยเพราะได้เจอคนไทยด้วยกัน ...หรือด้วยเห็นแสงสว่างรำไรกับอาชีพใหม่ของคนไทยในดินแดนแห่งนี้ก็ไม่อาจรู้ได้….

....................

24 พฤษภาคม 2555




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2555    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2557 20:58:52 น.
Counter : 893 Pageviews.  


SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.