การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/ดาร์จีลิ่ง ตอน 22.ปิดบ้านสำราญยกครัว



ปิดบ้านสำราญยกครัว

..............

ชมวัดเก่าชื่อกูม

หลังอาหารเช้าของวันใหม่ หนุ่มน้อยมาดพระเอกผู้เงียบขรึมชวนค้นหาลูกน้องของยูเอสก็นำโตโยต้าโฟร์วีลพร้อมคนขับมาจอดหน้าบ้าน ตกลงวันนี้ยูเอสปิดบ้านพาฉันและสมาชิกในครอบครัวทุกคน ไปเที่ยวกัน เมื่อวานฉันบอกเขาไปแล้วว่าฉันไปเที่ยวเองได้ แต่ขอรบกวนเขาช่วยแนะนำเรื่องการเดินทางไปสถานที่เที่ยวแต่ละจุดเท่านั้น เขากลับบอกว่า

“ไม่เป็นไรหรอก ที่เที่ยวมีหลายแห่งและระยะทางไกล เอารถไปเองสะดวกกว่า” นี่คือคำตอบที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจจากเขา

วันนี้หนูน้อยเพม่าแต่งตัวเต็มที่กระโปรงชุดขาวระบายด้วยผ้าลูกไม้พลิ้วรอบตัวตัดกับเสื้อยืดแขนยาวและกางเกงยืดขายาวสีแดงที่ใส่ไว้ข้างในอีกชั้น มันดูหรูหราเกินกว่าจะไปเที่ยวแนวผจญภัยในเทือกเขา ทุกคนอยู่ในอารมณ์คึกคักเพราะจะได้ไปเที่ยวกันทั้งบ้าน นั่นแสดงว่าวันนี้ยูเอสยอมหยุดงานทั้งวันเพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัวรวมทั้งแขกที่โชคดีอย่างฉันด้วย นึกแล้วทั้งปลาบปลื้มและเกรงใจไปพร้อมกัน...อดคิดไม่ได้ว่าฉันคงจะดวงดีมีวาสนาจึงได้ตกลงมาในทะเลน้ำใจของคนที่นี่

สมาชิกขึ้นรถครบนับแล้วสิบคนพอดีรถก็เคลื่อนตัวออก รถวิ่งออกไปนอกเมืองบนเส้นทางที่ไปยังเมืองกูม(Ghoom) เราแวะที่วัดกูม(Ghoom Monastery)ซึ่งเป็นวัดทิเบตที่มีอายุเก่าแก่กว่าร้อยห้าสิบปี นับเป็นหนึ่งในสามของวัดทิเบตที่ใหญ่ที่สุดในดาร์จีลิ่ง ภายในวัดประดิษฐานองค์พระศรีอริยเมตตรัยที่มีขนาดสูงถึงสิบห้าฟุต ที่วัดนี้ในช่วงปีใหม่ของชาวทิเบตซึ่งอยู่ระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคมจะมีการประกอบพิธีการทางศาสนา มีการแสดงการเต้นรำหรือระบำแบบทิเบต

            บิจอยควักกล้องออกมาถ่ายรูปอย่างเมามันและไม่ลืมขอบคุณฉันอีกครั้งที่ทำให้กล้องเขาคืนชีพจนใช้การได้(ซะที)

ชื่นมื่นที่สวนสาธารณะ

ออกจากวัดกูมเราไปต่อที่สวนหิน(Rock Garden) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกันเท่าใดนัก ที่นี่เป็นสวนสาธารณะพื้นที่ร่มครึ้มไปด้วยป่าไม้สีเขียว มีธารน้ำตกใสไหลผ่านโขดหินใหญ่ – เล็ก และรินลื่นไปตามซอกหินที่รายเรียงเลียบเลาะเรื่อยไปตามไหล่เขา อากาศช่วงกลางวันกำลังเย็นสบายไม่ร้อนและก็ไม่หนาวบรรยากาศเป็นธรรมชาติจริงๆประมาณอุทยานแห่งชาติของไทยเลยทีเดียว เราถ่ายรูปและเดินชมธรรมชาติกันอย่างเพลิดเพลิน

จากนั้นเราข้ามสะพานผ่านน้ำตกต่อไปยังสวนสาธารณะกังกามายา(Ganga Maya Park) ซึ่งอยู่ติดกันที่นี่ทิวทัศน์สวยงามเหมาะกับการพาครอบครัวไปปิคนิคเสาร์-อาทิตย์ มีสนามเด็กเล่น มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง เราได้ชมการเต้นรำของชาวเนปาลี ซึ่งมีสาวๆวัยรุ่นเป็นคนเต้นแต่มีไอ้หนุ่มใหญ่คอยควบคุมและสอนท่ารำไปพร้อมๆด้วย ดูๆแล้วเหมือนมาดูเขาซ้อมเต้นรำซะมากกว่า

เราเข้าเมืองเพื่อกินอาหารกลางวันที่ภัตตาคารเดิมที่ยูเอสพาฉันมาทานเมื่อวานนี้ วันนี้ฉันจึงถือโอกาสเป็นเจ้ามือเลี้ยงตอบแทนความมีน้ำใจของคนทั้งครอบครัวบ้าง

เที่ยวสวนสัตว์

จบอาหารกลางวันพวกเราก็ไปต่อที่สวนสัตว์ (Padmaja Naidu Himalayan Zoological park) และสถาบันปีนเขาหิมาลัย(Himalayan Mountaineering Institute:HMI)ซึ่งอยู่ติดกันหรือดูเหมือนจะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ไม่ไกลจากกลางเมืองมากนัก สวนสัตว์ตั้งอยู่บนไหล่เขาบรรยากาศร่มครึ้มดูชุ่มชื่น พื้นดินยังฉ่ำน้ำเพราะป่าชื้น สัตว์ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ที่สามารถอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่แถบเทือกเขาหิมาลัยซึ่งอยู่ในเขตเบงกอลตะวันตก ที่เด่นและเห็นมีอยู่มากมายหลากหลายชนิดก็คือนก นอกจากนั้น ก็มีเสืออีกหลายเผ่าพันธุ์แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย ยูเอสถามฉันว่า

“สวนสัตว์ที่เมืองไทยมีเสือไหม?” นึกขำอยู่ในทีกับคำถามของเขา

“มี..แต่เสือพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในแถบหิมาลัยนั้นน่าจะไม่มี” ฉันตอบอย่างไม่มั่นใจในความถูกต้องนัก เดาเอาว่าสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกันมากเสือที่อยู่ในแถบนี้น่าจะอยู่ได้ยากในพื้นที่แถบร้อนเช่นประเทศไทย

เราเดินทะลุมาถึงสถาบันการสอนเกี่ยวกับการปีนเขาหิมาลัย สถาบันนี้นอกจากจะเปิดสอนเกี่ยวกับการปีนเขาแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการปีนเขาด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์จะให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพพื้นที่ อากาศและภูมิประเทศในแถบเทือกเขาหิมาลัย มีการนำอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นในการปีนเขาและใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้บนยอดเขาสูงมาแสดง โดยเฉพาะการอยู่บนยอดเขาหิมาลัยที่อากาศเบาบางมากจำเป็นต้องมีเครื่องหรือถังออกซิเจนเข้าช่วยเพื่อการหายใจ นับเป็นความรู้ใหม่และดีมากๆสำหรับผู้ที่มาจากดินแดนที่ลุ่มห่างไกลจากพื้นที่สูงๆอย่างฉัน

เดินช้อปปิ้ง

บ่ายแก่เราแวะเข้าเมืองไปเดินถนนคนเดินหรือย่านการค้าที่นักท่องเที่ยวที่มาถึงดาร์จีลิ่งจะต้องไม่พลาด นั่นคือย่านโชราสต้า( Chowrasta) ที่นี่เป็นที่เดียวที่ฉันได้เห็นพื้นที่ราบที่มีขนาดกว้างที่สุดซึ่ง น่าจะไม่เกินสามร้อยกว่าตารางวา เป็นทั้งที่พักผ่อนหย่อนใจยามเย็นของชาวเมืองและลานการแสดงในงานเทศกาลต่างๆเป็นจุดที่สูงพอควรมองลงไปเห็นตึกรามบ้านช่องเกาะตามไหล่เขาเต็มไปหมด สองข้างถนนสู่ลานนี้เป็นร้านค้าขายสินค้าและของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งก็เดินกันให้ขวักไขว่ไปทั่ว

รูปาภรรยายูเอสชวนฉันเข้าไปดูร้านขายเครื่องประดับซึ่งก็ถูกใจฉันตรงที่มีสร้อยหินหลากสีในราคาถูกๆชนิดที่ฉันยอมสมัครใจกระชากเงินออกจากกระเป๋าไปอย่างง่ายดาย ก็ร้อยรูปีได้มาตั้งสี่-ห้าเส้น กะเอาไปฝากชาวบ้านใส่เล่นๆสนุกๆ แต่ยังไงก็ต้องยั้งใจไว้บ้างเพราะเกรงจะเป็นภาระในการแบกหามติดตัวไปตลอดการเดินทางที่ยังอีกยาวไกล รูปาเลือกซื้อได้สอง-สาม เส้นแต่ราคาแพงกว่าของฉันทุกเส้น ก็ประเภทออกแนวสวยงามล้ำค่านั่นแหละ

รถไฟสายมรดกโลก

ออกจากย่านโชราสต้าแล้วต้องขอบอกว่า ยัง... ยังไม่พอโปรแกรมของยูเอสประเภทวันเดียวเที่ยวทั่วเมือง เราไปต่อสถานีรถไฟเล็ก(Toy Train) นับเป็นรถไฟสายที่เก่าแก่มีอายุมากกว่าร้อยปีแต่สูงที่สุดในอินเดียหรือไม่ชักไม่แน่ใจ ดูจากสภาพทั้งหัวรถไฟและสถานีเก่าแก่ได้สมอายุจริงๆ

นึกถึงวันที่นั่งรถไฟมาจากโกลกาตาหากฉันไม่เจอดีเพน จากสิริกูริถ้าตรงมาที่ดาร์จีริ่งเลยสามารถมาได้สองทางคือทางรถยนต์ที่ต้องนั่งไปบนถนนที่คดเคี้ยวขึ้นเขานานกว่าสามชั่วโมงหรืออีกทางก็นั่งรถไฟเล็กนี่แหละจากสถานีนิวจัลปายกูริขึ้นเขาสูงกว่าพันห้าร้อยเมตรใช้เวลากว่าเจ็ดชั่วโมง

การเดินทางโดยรถไฟเล็กบนเส้นทางนี้ถือเป็นการเดินทางแบบคลาสสิกนั่งกินลมชมวิวไปเรื่อยๆมากกว่าจะมุ่งทำความเร็วแข่งกับเวลา การได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่สวยงามสลับกับชื่นชมเสน่ห์เฉพาะตัวของไร่ชาบนไหล่เขาสุดลูกหูลูกตาจากสองข้างทางสำหรับบางคนบอกว่ามีคุณค่าเกินประมาณ ฉันเองก็เสียดายอยู่บ้างที่ไม่มีโอกาสเช่นนั้น....แต่ชีวิตคนเรามักจะต้องเลือกเสมอไม่มีใครได้ทั้งหมด

แวะเจดีย์สันติภาพ

เย็นได้ที่เราขึ้นไปดูพระอาทิตย์อัสดงบนเจดีย์สันติภาพของญี่ปุ่น(Japanese Peace Pagoda) ที่นี่องค์กรพุทธศาสนิกชนของญี่ปุ่น(Japanease Buddhist Nipponzan Myohoji) เป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นจากสงครามที่สหรัฐใช้ปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1945 เจดีย์นี้อยู่ติดกับวัดนิปปอนซันเมียวโฮจิ (Nipponzan Myohoji Temple) ซึ่งไม่แปลก ช่วงเวลาเช่นนี้เราจะได้ยินเสียงสวดมนต์แซมเสียงระฆังดังออกมาจากวัดตลอดเวลา

จบที่อนุสรณ์สถานสงคราม

วันนี้เราไปจบที่อนุสรณ์สถานสงครามบาตาเซีย (Batasia war memorial) ท่ามกลางบรรยากาศสลัวๆที่แทบจะถ่ายรูปไม่ได้

“ที่นี่หากบรรยากาศแจ่มใสเราจะเห็นเทือกเขากังเชนจุงกาได้สวยงามมาก” ยูเอสบอก

แต่วันนี้ และขณะนี้บรรยากาศกำลังคืบคลานไปสู่ความมืด จึงมองแทบไม่เห็นอะไรเลยแต่ก็นับว่ายังดีที่ได้มีโอกาสมายืน ณ ตรงจุดนี้ จุดที่เป็นทั้งอนุสรณ์สถานของประชาชนผู้หาญกล้าที่ได้พลีชีพให้กับแผ่นดินในสงครามต่างๆจนประเทศได้รับอิสรภาพ และที่นี่ก็เป็นจุดที่รถไฟเล็กเคยมาเลี้ยววนกลับเป็นมุมสามร้อยหกสิบองศาเพื่อให้ผู้โดยสารที่นั่งรถไฟได้ชมเทือกเขากังเชนจุงกาแบบพาโนรามานั่นเอง...เจตนาของคนสร้างช่างละเมียดละไมในอารมณ์อันสุนทรีย์ อย่างนี้ต้องบอกว่าน่าชื่นชมจริงๆ

.......................................




 

Create Date : 04 เมษายน 2555    
Last Update : 31 ตุลาคม 2560 13:49:16 น.
Counter : 529 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/ดาร๋จีลิ่ง ตอน 21.อุ่นใจด้วยไอรัก



บ้านใหม่อุ่นใจด้วยไอรัก

..…….

บ้านของยูเอสคือบ้านพักตำรวจเป็นบ้านชั้นเดียวตั้งอยู่บนไหล่เขาทำเลดีมาก มองจากลานหน้าบ้านออกไปจะเห็นเทือกเขาที่เขียวครึ้มไปด้วยป่าสน เขาบางลูกมีบ้านแซมขึ้นตามไหล่ลาดชันซึ่งยังไม่แน่นหนามากเหมือนเขาหลายลูกที่ได้เห็นมา มุมมองหน้าบ้านเป็นแบบร้อยแปดสิบองศา ในบริเวณเดียวกันกับตัวบ้านมีอาคารหลังใหญ่สองชั้น ยูเอสบอกว่าเป็นเรือนรับรองสำหรับตำรวจที่ทำงานอยู่นอกพื้นที่จะเดินทางมาพักเมื่อมีงานราชการที่ดาร์จีลิ่ง

ยูเอส พาฉันขึ้นไปชมห้องพักที่มีอยู่หลายห้อง ต้องบอกว่าสภาพห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้บริการผู้มาพัก มันระดับเกือบๆโรงแรมชั้นหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะห้องที่กว้างขวาง เตียงนอนที่มีผ้าคลุมเตียงลายสวยสะดุดตา ห้องน้ำสะอาดและกว้างพอควรแก่การอยู่พักอย่างสบาย การมีสิ่งเหล่านี้ให้กับตำรวจที่อยู่ห่างไกลเช่นนี้พอจะมองหาเหตุได้อยู่เพราะการเดินทางไป-มาในแต่ละเมืองแถบนี้มันแสนจะลำบาก แต่ยังไงก็ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะให้ความสำคัญและยอมทุ่มเงินไปกับเรื่องแบบนี้ได้มากมายขนาดนั้น ฉันเองบอกได้คำเดียวว่า น้ำลายไหลอยากจะมาพักที่นี่แทนบ้านยูเอสเต็มแก่ ยูเอสยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อฉันชื่นชมกับสิ่งที่เห็นและบอกว่าสถาบันตำรวจของไทยเราไม่มีบริการดีๆแบบนี้ให้หรอก

ยูเอสมีลูกชายสามคนแต่งงานหมดแล้ว มีหลานสาวตัวเล็กอายุประมาณหกขวบหนึ่งคนเป็นลูกของทาชิลูกชายคนโตซึ่งเปิดร้านขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวอยู่ที่เมืองเคอซง ทาชิฝากลูกสาวให้พ่อแม่ช่วยดูแลที่บ้านนี้ ส่วนลูกชายและลูกสะใภ้ทั้งสองคู่ก็พักอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้ทั้งหมด

ภายในบ้านมีห้องนอนอยู่สามห้อง มีห้องโถงตรงกลางและห้องครัวอยู่ด้านหลังซึ่งทะลุไปถึงห้องน้ำได้ ห้องนอนทั้งสามห้องที่เป็นอยู่จึงมีเจ้าของจับจองอยู่แล้ว เมื่อฉันเข้ามาพักที่นี่จะต้องมีหนึ่งคู่ที่เสียสละห้องให้ฉัน ออกจะรู้สึกไม่สบายใจที่มาแย่งที่นอนหรือความสะดวกสบายของคนอย่างน้อยถึงสองคน ฉันจึงบอกยูเอสไปว่า

“ขอฉันไปพักที่โรงแรมหรือเกสต์เฮ้าส์ก็ได้” แต่ยูเอสก็บอกว่า

“ไม่เป็นไรครับ พักที่นี่แหละ”

ตกเย็นอากาศเริ่มหนาวมากขึ้นเรื่อยๆที่นี่อากาศหนาวกว่ามิริคมาก พื้นที่สูงถึงสองพันหนึ่งร้อยเมตรและสูงกว่ามิริคกว่าสี่ร้อยเมตร หน้าหนาวที่นี่มีหิมะตกทุกปี ตอนนี้แค่ทุ่มกว่าๆยังรู้สึกว่าอากาศนั้นหนาวได้ใจจริงๆ น่าจะไม่เกินสิบองศา ฉันได้พักห้องนอนที่ดูกว้างเป็นพิเศษ แต่ดูจากสภาพห้องแล้วน่าจะเป็นการปรับห้องรับแขกให้สามารถนอนได้แบบถาวรมากกว่า เนื่องจาก ภายในห้องมีชุดรับแขกทั้งเก้าอี้ โซฟาครบชุด มีตู้หนังสือขนาดใหญ่ เก็บหนังสือจำนวนมากหลากหลายชนิด ถ้าจะบอกว่าเป็นห้องนอนก็คงเพราะมีเตียงนอนพร้อมเครื่องนอนอยู่ด้านในสุดของห้องเท่านั้นแหละ

หนูน้อยเพม่า(Pema) หลานของยูเอสในชุดกันหนาวเต็มที่เดินเข้ามาในห้องขณะที่ฉันกำลังรื้อข้าวของออกจากเป้ เราคุ้นเคยกันระดับหนึ่งแล้วที่โต๊ะอาหารเมื่อตอนเย็น เธอเป็นเด็กฉลาดพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษได้ดีมาก ชนิดที่พอฉันพูดถ้าเธอฟังไม่ออกหรือไม่คุ้นกับสำเนียง แม้ฉันได้พยายามย้ำหลายๆครั้งพร้อมคำอธิบายจนเธอเข้าใจชัดเจนดีแล้วเธอก็จะไม่หยุดอยู่แค่นั้นเธอจะรีบออกเสียงคำนั้นใหม่เพื่อย้ำและเน้นเหมือนจะสอนฉันว่าการออกเสียงที่ถูกต้องจะต้องอย่างที่เธอออกเสียงนั่นเอง

ที่น่าขำและเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนที่โต๊ะอาหารได้ก็ตรงที่ท่าทีเธอดูจริงจังมาก โดยเฉพาะตอนที่ออกเสียงย้ำจะเน้นเสียงหนักและดังผิดปกติจนตัวโยกคลอนมายังทิศที่ฉันนั่ง ดูแล้วเหมือนจะเลียนแบบการสอนของครูที่โรงเรียนมาโดยไม่รู้ตัว เธอเรียนหนังสือที่โรงเรียนฝรั่ง จึงไม่แปลกเลยที่เธอจะเก่งภาษาอังกฤษขนาดนั้น ฉันได้สัมภาษณ์เธอไปแล้วโตขึ้นเธอมีความใฝ่ฝันอย่างมั่นคงที่จะเป็นคุณหมอให้ได้.....ช่างน่าชื่นชมที่หนูน้อยคนนี้เธอมีความใฝ่ฝันและเป้าหมายในอาชีพตั้งแต่ตัวเท่านี้

ตอนนี้เธอมีท่าทีรีรอเมื่อเห็นฉันยังง่วนอยู่กับเป้ และของที่กระจายอยู่รอบตัว ฉันเรียกเธอเข้ามาใกล้ๆ เธอมองข้าวของของฉันที่ถูกรื้อออกมาเกะกะอยู่บนพื้นและเก้าอี้ข้างตัวด้วยความสนใจ และพลันสายตาเธอก็ไปหยุดอยู่ที่กล่องข้าวลายการ์ตูนสีสันน่ารักของพั้งค์กี้ ฉันมองตามด้วยความรู้สึกใจหายอีกครั้ง ก็มันเป็นเสมือนสิ่งที่ย้ำเตือนให้ฉันต้องตำหนิตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัย ฉันลืมสนิทเลยสำหรับตัวแทนของน้ำใจและความห่วงใยที่นิชามอบให้มา ก็จาปาตีและไข่ต้มที่นิชาบรรจงจัดให้เมื่อเช้านี้ฉันลืมสนิททิ้งให้อยู่ในกล่องแสนสวยมาจนบัดนี้ไงล่ะ!!

เพม่ามองกล่องข้าวด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากฉันอย่างสิ้นเชิง เธอมองอย่างพึงใจในลวดลายและสีสันตามประสาเด็ก ดวงตาแวววาวอย่างมีความหมายขณะที่มือชี้ไปที่กล่องพร้อมคำถาม

“นี่กล่องอะไร ” ฉันตอบไปตามความเป็นจริงโดยไม่ได้ใส่ใจกับความพึงใจเป็นพิเศษของเพม่าที่มีต่อกล่องแสนสวยนั้น คงเพราะฉันยังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดตัวเองอย่างที่ไม่น่าให้อภัยนั่นเองยิ่งกว่านั้น สุดท้ายฉันก็ได้ลืมเจ้ากล่องน่ารักนี้ไว้ที่บ้านหนูน้อยเพม่า ด้วยเอาไปล้างคว่ำไว้ที่ห้องครัวแล้วลืมไปหยิบกลับมา ....คิดว่ามันจะเป็นมรดกตกทอดจากฉันที่ถูกใจเพม่าอย่างแน่นอน!!

สักครู่ยูเอสและภรรยาก็เข้ามาในห้อง ทั้งคู่มองมาที่เพม่าแล้วอมยิ้มพร้อมคำพูดหยอกเย้าหลานแบบเอ็นดูเหมือนจะรู้ใจว่าหลานกำลังเห่อแขกแปลกหน้าคนใหม่ เพม่าหันไปยิ้มให้ปู่กับย่าอย่างเอียงอายและเดินไปหาทั้งคู่ซึ่งนั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้ามากที่สุด

เรามีโอกาสได้พูดคุยกันป็นเรื่องเป็นราวก็ตอนนี้แหละ ภรรยายูเอสแม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้(เป็นคนเดียวในบ้านที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้) แต่เธอก็ดูไม่เบื่อที่จะสื่อสารผ่านยูเอส ใบหน้าเธอยิ้มเยื้อนตลอดเวลาบ่งบอกถึงความเป็นคนใจดี ดูเธอจะเป็นภรรยาประเภทช้างเท้าหลังที่สอดประสานจังหวะการเดินกับเท้าหน้าได้เป็นอย่างดี

เราพูดคุยสอบถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในหลายๆเรื่อง นอกจากเรื่องการเดินทางในช่วงต่อไปของฉันและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่แล้ว เรายังคุยไกลไปถึงหน้าที่การงาน แล้ววนไปเรื่อง เศรษฐกิจ การเมือง ประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศเราทั้งสองด้วย

ยูเอสบอกว่าแม้ลูกชายทั้งสามคนของเขาจะแต่งงานหมดแล้วแต่การงานถือว่ายังไม่มั่นคง คนโตแม้จะมีร้านขายของที่ระลึกที่เคอซงแต่รายได้ก็ไม่แน่นอนขึ้นกับสถานการณ์นักท่องเที่ยว คนที่สองชื่อบิจอย(Bijoy) เรียนจบมาได้ 3 ปีแล้ว ยังหางานที่ดูมั่นคงทำไม่ได้ตอนนี้ก็รับสอนพิเศษภาษาอังกฤษตามโรงเรียนในช่วงเช้า ส่วนช่วงเย็นก็สอนภาษาอังกฤษพิเศษที่บ้านโดยใช้ห้องเล็กๆในอาคารของตำรวจซึ่งอยู่ติดบ้าน คนที่สามไม่ได้ทำอะไรจะไปช่วยพี่ชายคนโตที่ร้านเป็นบางวันเท่านั้น ฉันก็ได้แต่รับฟังปัญหาของคนที่มีฐานะเป็นพ่อ-แม่ด้วยความเห็นใจ ดูปัญหาว่างงานจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายๆประเทศซึ่งก็รวมประเทศอินเดียด้วยอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี ที่ประจักษ์กับฉันอย่างชัดเจนวันนี้ก็คือ ยูเอสเป็นพ่อที่น่ารัก อบอุ่น และมีความห่วงใยต่อผู้คนในครอบครัวมากๆคนหนึ่งอย่างน่ายกย่องทีเดียว

สักพักทุกคนในบ้านก็ทยอยเข้ามาในห้องเพื่อร่วมวงสนทนากับคนจรจากแดนไกลซึ่งดูจะเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับคนบ้านนี้จริงๆ ที่น่าขำสำหรับฉันก็คือการที่ทุกคนสนใจเป็นอย่างมากกับข้าวของของฉันหลายๆชิ้นที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะกล้อง เครื่องบันทึกเสียงขนาดจิ๋ว(ที่ค่อนข้างจะล้ำยุคนิดหน่อย) ปากกาด้ามสวย ถุงนอน หรือแม้แต่ยาสระผม และยาสีฟัน

บิจอยจะเป็นคนเข้ามาหยิบขึ้นดู สำหรับกล้องและเทปก็จะดูยี่ห้อแล้วถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน เขาบอกว่าเขามีกล้องดิจิตอลที่ซื้อมาได้สามเดือนแล้วแต่ใช้ไม่ได้ไม่รู้เป็นอะไร ว่าแล้วเขาก็ไปหยิบกล้องมาให้ฉันดู และก็ช่างโชคดีซะเหลือเกินที่ฉันเจอจุดบกพร่องเล็กๆที่พอแก้ไขให้ได้เพราะเคยมีประสบการณ์กับกล้องของตัวเองมาแล้ว ทุกคนดีใจมากบิจอยขอบคุณฉันเป็นการใหญ่ (แปลกใจมากว่าทำไมไม่เอาไปให้ร้านที่ซื้อมาดูให้ แต่ก็ลืมถาม)

ส่วนปากกาสวยหลากสีเขาหยิบขึ้นมาโชว์ให้ทุกคนดู สายตาทุกคู่มองอย่างชื่นชมจนฉันนึกได้ถึงปากกาที่เอามาด้วย เลยได้ควักขึ้นมาแจกเป็นที่พอใจกันทั่วหน้า ยาสระผมและยาสีฟันเขาก็จะถามถึงส่วนผสมว่าทำมาจากอะไร ดูเขาจะสนใจและเห็นเป็นของแปลกไปหมดทุกอย่างจนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองมาจากต่างดาวมากกว่ามาจากประเทศไทย

เวลาล่วงเข้าเกือบสามทุ่มแล้ว ยูเอส และภรรยาได้ขอตัวไปนอนก่อนพร้อมกับจูงเพม่าออกไปด้วย ส่วนลูกชายและสะใภ้ยังคงสนใจซักถามฉันเกี่ยวกับประเทศไทยต่อ พวกเขาต่างอยากมีโอกาสไปเที่ยวประเทศไทยเพราะรู้สึกว่าประเทศไทยมีทิวทัศน์และสถานที่ที่สวยงามมากมาย

บิจอยบอกเขาชอบเก็บและสะสมภาพวิวทิวทัศน์รวมทั้งสถานที่ที่สวยงามใส่อัลบั้มภาพไว้ดู เขาเอาอัลบั้มภาพมาอวด ในนั้นมีภาพทิวทัศน์และสถานที่สวยงามหลายแห่งจากทั่วโลก มีหลายภาพที่อยู่ในประเทศไทยเขาชี้ให้ฉันดูด้วยความภูมิใจที่ได้มีไว้ครอบครอง เช่น ภาพวัดพระแก้วและภาพวัดอรุณราชวรารามในยามอัสดง ซึ่งก็เป็นภาพที่ฉันเคยเห็นและมีความประทับใจกับความงามของภาพนั้นเช่นกัน

มีภาพวิวอยู่ภาพหนึ่งที่เขาเปิดผ่านไป แต่ฉันต้องรีบพลิกกลับและบอกว่าที่นี่ก็อยู่ในประเทศไทยเหมือนกัน เขาทำตาโตอุทานออกมาด้วยความแปลกใจแกมทึ่งในความงามของภาพเหมือนจะบอกว่า ‘ไม่อยากเชื่อเลยว่าอยู่ในประเทศไทย’

ภาพนั้นก็คือภาพหญิงสาวผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังนั่งอยู่บนชะง่อนผากำลังเหม่อมองไปยังขอบฟ้าหลากสียามอัสดงที่มีพระอาทิตย์ดวงใหญ่กลมโตสีแดงกำลังจะลับเหลี่ยมเขาที่สลับซับซ้อนไป เหนือศีรษะของหญิงสาวมีกิ่งสนสามใบแผ่กิ่งก้านเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวอย่างมีศิลปะ

                ภาพนี้นักเที่ยวป่าเขาชาวไทยส่วนใหญ่คงจะคุ้นๆกันอยู่แล้ว ก็ภาพมุมมหาชนบนผาหล่มสักที่ภูกระดึงนั่นไง ใครที่ไปภูกระดึงมาจะต้องมีภาพนี้เป็นของตัวเองหากไม่มีถือว่าไปไม่ถึงภูกระดึงอย่างแน่นอน! (ก็ช่วงวัยรุ่นฉันยังต้องไปเข้าคิวด้วยความอดทนเพื่อให้ได้ภาพตรงนี้มาแล้วเหมือนกัน )

กว่าจะเลิกราและแยกย้ายกันไปนอนก็ล่วงเข้าสามทุ่มกว่า ฉันเดินไปปิดประตูห้องพร้อมกับถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้าเล็กน้อย แต่ก็ชุ่มชื่นในหัวใจที่ได้มีโอกาสรู้จักและใกล้ชิดกับครอบครัวที่อบอุ่นและน่ารักครอบครัวหนึ่ง...แม้บางครั้งอาจรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวบ้างแต่คงต้องยอมรับตามสภาพที่เป็นไป หากเราเลือกที่จะอยู่ท่ามกลางผู้คนความเป็นส่วนตัวของเราก็ต้องลดลง และตรงกันข้ามหากเราต้องการความเป็นส่วนตัวเราก็ต้องเลี่ยงที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้คนซึ่งเราก็มีสิทธ์ที่จะเลือก.. แต่ว่า....ความพอดีมันอยู่ตรงไหนล่ะ? คืนนี้ฉันหลับไปโดยที่ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้

…………………………….




 

Create Date : 04 เมษายน 2555    
Last Update : 31 ตุลาคม 2560 13:39:06 น.
Counter : 434 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/ดาร์จีลิ่ง ตอน 20.สู่เมืองใหม่



สู่เมืองใหม่

.............

จี๊ปที่ฉันโดยสารปลายทางคือเมืองกูม (Ghoom) เมืองเล็กๆอยู่ใกล้กับดาร์จีลิ่ง แม้สภาพภายนอกของรถจะดูเก่าแต่ก็แกร่ง มันทะยานตัวซอกแซกและป่ายปีนไปบนพื้นดินเละเลน รวมทั้ง หินที่ขรุขระตามแนวป่าและไหล่เขาสูงอย่างไม่ระย่อ

วันนี้หมอกลงจัดรอบๆรถแทบจะมองไม่เห็นอะไรนอกจากสีขาวโพลนของหมอกทึบ จะรู้ว่ามีรถสวนมาทีก็ต่อเมื่อดวงไฟสีแดงสองดวงมาปรากฏขึ้นตรงหน้ารถในระยะกระชั้นชิดไม่เกินสามสิบเมตรเท่านั้น มันชวนสยองแต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของคนคุมพวงมาลัยก็รอดตัวไปได้ทุกครา แต่ยังไงฉันก็ไม่วายหวาดผวาเมื่อถึงทางโค้งชนิดหักข้อศอกด้วยกลัวไฟสองดวงจะมาโผล่เอาตรงหน้าพลขับชนิดที่พอเห็นอาจลืมหายใจไปเลยก็ได้

ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งรถจอดรับผู้หญิงอีกสองคน ดูรูปการแล้วเธอทั้งสองจะต้องขึ้นมาเบียดฉันซึ่งนั่งบันเทิงใจอยู่ด้านหน้าอย่างแน่นอน และฉันก็คงต้องระเห็จขึ้นไปเบียดหรือเผลอๆครึ่งก้นอาจขึ้นไปอยู่บนตักคนขับตามที่เห็นๆมาแล้วก็ได้

‘โอ....ไหวหรือนี่?’ ฉันอดครวญในใจไม่ได้ ก็ถ้ารวมคนขับแล้วเป็นสี่คนแต่ละคนอ้วนขึ้นด้วยเสื้อหนาว จะให้นั่งติดคนขับไม่เอาแน่ ฉันเลยรีบลงมาให้หนึ่งสาวที่ตัวเล็กกว่าเข้าไปนั่งแทน ส่วนฉันนั่งตรงกลางระหว่างเธอทั้งสอง นับว่ายังโชคดีอากาศที่หนาวเย็นยังพอช่วยลดความอึดอัดลงได้บ้าง

บางช่วงหมอกบางลงทำให้พอมองออกได้ว่าสองข้างทางเป็นไร่ชาสลับกับป่าสนและทิวไผ่ บนเส้นทางหลายจุดมีดินถล่มลงมาจากไหล่เขา เมื่อคืนฝนคงตกหนักรถต้องคอยหลบหลีกกองดินหินที่ถล่มลงมาขวางถนน แต่บางจุดก็ยังอุตส่าห์มีคนงานมาเกลี่ยถนนให้ดูดีขึ้น

ถึงด่านชายแดนระหว่างอินเดียกับเนปาลพื้นที่ตรงจุดนี้ดูจากถุงขนมขบเคี้ยวในร้านขายของข้างทางที่โป่งแทบจะระเบิดก็พอรู้ว่าอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากเอาการ เมืองชายแดนของอินเดียตรงนี้ชื่อเมืองพาซูปะติ (Pasupati) ฟังแล้วสำเนียงออกแนวเนปาลมากกว่า

                รถจอดอยู่พักใหญ่ ฉับแอบเดินไปโผล่ดูตรงประตูทางเข้าของด่านชายแดน เห็นมีป้ายประกาศข้อห้ามในการขนย้ายสิ่งของข้ามเขตแดนระหว่างสองประเทศ บรรยากาศทั่วไปค่อนข้างเงียบไม่ค่อยมีคนเข้า-ออก ที่นี่เป็นด่านที่เข้า-ออกได้เฉพาะคนอินเดียและเนปาลเท่านั้นไม่ใช่ด่านนานาชาติ

ธงชาติเนปาลและซุ้มประตูสูงสไตล์เนปาลที่ดูเลือนลางในม่านหมอกหลังกำแพงอีกด้านถือเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่านั่นเป็นขอบเขตของประเทศเนปาล คงจะที่ด่านนี้นี่เองที่ท่านลามะและคนแถบนี้เข้า-ออกระหว่างอินเดียกับเนปาล เพราะอยู่ไม่ไกลจากมิริค ท่านลามะเคยบอกว่าจากด่านชายแดนนี้ท่านจะต้องเดินเท้าต่อไปอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งกิโลเมตรจึงจะมีรถยนต์นั่งต่อไปยังเมืองอื่นๆของเนปาล แต่ตอนนี้เท่าที่ดูก็เห็นมีรถยนต์จอดอยู่ในเขตแดนของเนปาลหลายคันนี่นา...

ออกจากด่านชายแดนได้ไม่ไกลฝนก็ตกลงมาอีกท่ามกลางสายหมอกที่ยังโรยตัวอยู่ทั่วทั้งๆที่ปาเข้าไปเที่ยงกว่าแล้ว รถข้ามเขามาหลายลูกนับไม่ถ้วน คนที่นั่งอยู่ข้างๆก็ทยอยลงไปหมดแล้วคิดว่าคงจะใกล้ถึงจุดหมายหรือเมืองกูม แล้ว แต่ความอ่อนล้าที่สะสมมาแต่เช้าเริ่มมาออกฤทธิ์เอาตอนนี้ ฉันพยายามที่จะฝืนไม่ให้หลับเพราะกลัวจะคลาดกับคุณตำรวจที่จะมารับ แต่แล้วแม้รถจะวิ่งกระแทกกระเทือนไปบนเส้นทางที่ขรุขระเพียงใดร่างกายฉันก็ไม่อาจฝืนความง่วงที่จู่โจมเข้ามาได้ สุดท้ายก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว......

มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อถูกคนขับสะกิดที่แขนปลุกให้ตื่น พอลืมตาขึ้นก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอมยิ้มอยู่ข้างประตูรถตรงที่ฉันนั่ง พอสบกับสายตาแม้เขาจะไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบตำรวจความรู้สึกก็บอกได้ทันทีว่าเขาคือยูเอสนายตำรวจที่มารอรับแน่นอน แว่บแรกก็คืออายน่ะซิ ! ‘ ตั้งตัวไม่ทันเลยเนี่ย...เฮ้อ...’

ฉันรีบลงจากรถด้วยความอายได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อนและทักทายตามมรรยาท เขาเอาจี๊ปมารับและบอกว่าที่นี่ห่างจากดาร์จีลิ่งประมาณแปดกิโลเมตร เขาจะพาไปที่ทำงานเขาซึ่งอยู่ที่ดาร์จีลิ่งงก่อน ระหว่างทางเราต่างก็แนะนำตัวเอง นามสกุลของเขาคือทามัง( Tamang) เขาเกิดปีเดียวกับฉัน พอทราบนามสกุลของเขา ก็ออกจะแปลกใจที่มันเหมือนกันกับนามสกุลของแซมเทนแต่ก็ยังไม่กล้าถาม เดาเอาว่าคงไม่ต่างจากนามสกุลของชาวเขาในเมืองไทยที่อาจซ้ำกันได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นญาติกัน หากเพียงเพราะมาจากถิ่นหรือหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งคนแถบนี้เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ก็เป็นคนเนปาลีทั้งสิ้น

ระหว่างสองข้างทางที่รถผ่านแทบจะบอกได้ว่าหาที่ราบไม่ได้เลยสำหรับเมืองแถบนี้ ถนนก็คือช่องว่างระหว่างเขานั่นเอง สองข้างถนนก็คือตึกรามบ้านช่องที่ตั้งอยู่บนไหล่เขาลดหลั่นกันไปตามสภาพพื้นที่ของภูเขา ซึ่งก็ดูไม่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยอะไร ยี่งกว่านั้นบ้านเรือนและตึกส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพที่เก่าและทรุดโทรม แต่รวมๆแล้วกลับดูมีเสน่ห์ในความรู้สึกของฉัน ก็เพราะมันเป็นพยานชั้นเยี่ยมที่จะบอกเล่าให้ผู้คนที่ผ่านพบ ได้รับรู้ถึงความยืนยาวและเก่าแก่ของบ้านเมืองที่ประกอบขึ้นจากความมานะพยายามและทรหดอดทนอย่างสุดยอดของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่

พวกเขาจะต้องอยู่รอดให้ได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการมีชีวิตอยู่อย่างปกติ มันไม่ง่ายเลยหรืออาจจะเรียกว่าเป็นความมหัศจรรย์ด้วยซ้ำสำหรับการที่จะสร้างบ้านเรือนหรือตึกสักหลังขึ้นในสภาพพื้นที่แบบนี้ เพราะที่นี่คือดินแดนบนเทือกเขาสูงที่ห่างไกลความเจริญหลายร้อยพันไมล์ เทคโนโลยีและวัตถุดิบในการก่อสร้างต่างๆ ก็ใช่ว่าจะหามาได้ง่ายๆ ทุกอย่างต้องอาศัยการขนส่งที่ทุลักทุเลและยาวไกล นึกถึงต้นทุนในการก่อสร้างและความเหนื่อยยากในการขนส่งวัสดุก่อสร้างแล้วบอกได้คำเดียวว่าชื่นชม...ชื่นชม..และก็ชื่นชม....

ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นที่น่ายกย่องผู้คนที่ได้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ด้วยความรักใคร่ กลมเกลียวกัน อีกทั้งได้ร่วมกันหวงแหนแผ่นดินมาได้ยาวนานนับเป็นร้อยๆปี ทั้งๆที่ประวัติศาสตร์ได้บอกเล่าว่าดินแดนแห่งนี้เคยถูกชนชาติอื่นเข้ามาครอบครองหรือรุกรานหลายช่วงของเวลาในอดีต

รถวิ่งไปตามไหล่เขาที่แคบและคดเคี้ยวตลอดเส้นทาง ต้องขอปรบมือให้คนขับรถที่นี่จริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ดูแปลกกว่าเมืองอื่นที่ผ่านมาก็คือเสียงแตรที่รบกวนระบบประสาทหูตลอดเวลานั่นเอง ยิ่งใกล้ตัวเมืองเท่าไหร่เสียงแตรก็ยิ่งถี่และเซ็งแซ่มากขึ้นเท่านั้น หากขาดมันชีวิตทุกชีวิตที่อยู่ในรถคงจะตกอยู่ในความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกวินาทีเป็นแน่ และนี่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับฉันที่เคยสงสัยมานานว่าทำไมที่ท้ายรถบรรทุกหลายคันในอินเดียที่ฉันเคยเห็นจึงต้องมีข้อความที่เขียนไว้ว่า “ horn please…” ซึ่งครั้งแรกที่เห็นและสงสัยนั้นมันอยู่บนถนนในกรุงนิวเดลี...โน่นแน่ะ!

ไม่นานเราก็มาถึงที่ทำงานของยูเอส ใกล้ๆที่ทำงาน เห็นมีอาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์ (annimals museum) เขาให้ลูกน้องสามคนนำฉันเข้าชม ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์ต่างๆที่อาศัยอยู่ตามเทือกเขาแถบนี้หรือเรียกว่าแถบเบงกอลตะวันตกนั่นเอง ในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยสัตว์ที่สต๊าฟไว้มากมายหลายชนิดตั้งแต่สัตว์ใหญ่ๆ เช่นพวกเสือซึ่งมีหลายชนิด จนถึงสัตว์เล็กๆ พวกนก ผีเสื้อ และแมลงต่างๆ โดยได้จัดแบ่งพื้นที่เป็นหมวดหมู่ จำลองให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ตามธรรมชาติในสภาพสิ่งแวดล้อมของสัตว์เหล่านั้น ผีเสื้อมีให้เห็นถึงร้อยกว่าชนิด ความหลากหลายชนิดของสัตว์ที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมากของป่าในแถบนี้

เป็นที่น่าทึ่งที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีอายุยาวนานมามากกว่าร้อยปีแล้ว นับว่าคนที่นี่เขาให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาแต่อดีตอันยาวนาน และเมื่อเข้าชมแล้วฉันก็ไม่ละเลยที่จะกล่าวชื่นชมให้ยูเอส ได้ภาคภูมิใจกับสิ่งดีๆที่มีในท้องถิ่นของเขา

มื้อกลางวันที่ล่วงไปถึงบ่ายสองโมงกว่า ยูเอสพาไปทานที่ภัตตาคารในย่านกลางเมือง ซึ่งก็ตั้งอยู่ในทำเลที่อาจเรียกว่าบนเนินเขาสูงก็ได้ พอเห็นป้ายชื่อว่าเป็นภัตตาคารรู้สึกตกกะใจ อะไรมันจะหรูขนาดนั้นสำหรับคนจรอย่างเรา แต่ก็โชคดีที่เขาสั่งอาหารประเภทจานเดียวมาทานนั่นคือโฉ่หมินหรือบะหมี่ผัดนั่นเอง ที่นี่คงอร่อยและขึ้นชื่อ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อได้ทานเคล้ากับวิวสวยของเมืองภูเขาที่มองผ่านผนังกระจกของห้องกว้างลงไปเบื้องล่าง เมฆหมอกที่ลอยตัวอยู่เหนือตึกที่ลดหลั่นลงไปตามไหล่เขาชวนให้เผลอคิดไปว่ากำลังนั่งทานอาหารอยู่ในภัตตาคารบนยอดเขาแถวสวิตเซอร์แลนด์ซะอีก (จะต่างกันมากก็ตรงที่ตึกรามบ้านช่องที่นี่มันเก่าและแออัดกว่ามาก)

…………………………




 

Create Date : 04 เมษายน 2555    
Last Update : 31 ตุลาคม 2560 13:19:49 น.
Counter : 392 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/มิริค ตอน 19.จากลา...อาลัย

จากลา...อาลัย

 

............

 

                 วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วสำหรับฉันที่จะได้ใช้ชีวิตที่บ้านหลังนี้และเมืองนี้ ช่วงเย็นบรรยากาศชวนให้อยากออกไปเดินเล่นสวนสาธารณะริมทะเลสาป อย่างน้อยก็เป็นการอำลาที่จะต้องจากที่นี่ไปแล้วในวันพรุ่งนี้  สามวันสำหรับที่นี่มันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หากไม่รีบร้อนที่จะเดินทางต่อไปยังฝั่งตะวันตกด้วยกลัวหิมะจะหล่นลงมาก่อน ฉันคงอยู่ต่ออีกซักสองสามวัน เพราะจากนี้ไปคงไม่มีโอกาสมาที่เมืองนี้และริมทะเลสาบแห่งนี้อีกแล้ว..อย่างไรก็ตามทุกอย่างสำหรับที่นี่จะเป็นอดีตที่มีคุณค่าควรแก่การคะนึงถึงสำหรับฉัน...

 

                 ระหว่างทางคนให้เช่าม้าขี่มาเชิญชวนให้ใช้บริการ ฉันปฏิเสธเพราะอยากนั่งเล่นเพลินๆริมทะเลสาบมากกว่าหรือไม่ก็ถ้าได้พายเรือเล่นตามที่ตั้งใจไว้เมื่อวันก่อนก็จะดี แต่วันนี้เรือจอดสนิทลอยลำดูหงอยเหงาอยู่ที่ท่าไม่มีวี่แววของคนให้บริการ คงจะหยุดงานประท้วงนั่นแหละ

 

                 ที่สวนสาธารณะค่อนข้างเงียบ ผู้คนบางตากว่าวันก่อนมาก ใกล้ๆมีแขกซิกสองคนกำลังนั่งคุยกันไม่สนใจใคร ฉันเลือกที่นั่งที่ดูดีที่สุดเพราะติดริมน้ำ เบื้องหน้าวิวสวย ตรงริมตลิ่งต้นหญ้ากำลังออกดอกสีเหลืองชูช่อกระจายอยู่ทั่ว อากาศน่าจะประมาณ 20-25 องศาใส่เสื้อบางทับอีกตัวกำลังสบาย .....

 

                 ขณะเพลินๆกับวิวเบื้องหน้าพร้อมความคิดคำนึงที่ออกไปไกลถึงเมืองต่างๆที่จะต้องท่องไปในอนาคตอันใกล้ ฉันก็ต้องสะดุ้งกับเสียงที่ผ่านเข้ามาในโสตประสาทแบบไม่ได้ตั้งใจฟัง พอหันกลับไปทางเสียงออกจะงงนิดๆ เด็กหนุ่มวัยรุ่นกำลังเดินเข้ามาหา แว่บเดียวก็พอมองออกว่าเขาไม่ใช่คนปกติเหมือนคนทั่วๆไป แต่ดูแล้วก็ไม่น่าจะเข้าขั้นเป็นอันตรายกับผู้พบเห็น เพียงแต่ดูออกจะเพี้ยนนิดๆจากคนปกติ  ฉันทำหน้างงกับคำถามที่ยังไม่ทันฟังเขาถามซ้ำ

 

                      “คุณมาจากไหน   ฉันรีรอยังไม่ให้คำตอบและไม่แปลกใจที่เขาพูดอังกฤษได้แต่กลับเกิดอารมณ์สนุกขึ้นมามากกว่า แต่แล้วคำตอบก็แว่บขึ้นมาในหัวอย่างไม่มีเหตุผล เลยตอบไปแกมอมยิ้ม

 

                      “บราซิล  เขาทวนคำว่าบราซิลตามฉันอย่างงงๆสีหน้าครุ่นคิด คงไม่เคยได้ยินหรือรู้จักคำนี้มาก่อน แต่แล้วก็ดูจะลืมมันไปทันทีพร้อมตั้งคำถามใหม่ที่คงจะอยู่ในใจมาก่อน

 

                      “คนจีนเหรอ  ฉันยิ้มขำๆยังยืนยันคำเดิม

 

                      “ นั่งด้วยคนซิ ”  เขาพูดต่อ

 

                      “โอเค..”  ฉันตอบ พร้อมลุกขึ้นและสละม้ายาวตัวนั้นให้เขา แล้วเดินไปนั่งตัวใหม่ที่อยู่ห่างออกไป จากนั้นก็ทำเป็นไม่สนใจเขา แต่ก็พอรู้จากหางตาว่าเขาหันมามองฉันตลอดเวลา พักใหญ่เขาก็ลุกจากไปฉันจึงกลับมานั่งที่เดิม.....

 

                 ทบทวนสิ่งที่เข้ามาในชีวิตช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทุกอย่างมันช่างเหมือนฝัน... สถานที่ที่แปลกใหม่.....ผู้คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนกับความสัมพันธ์ทางใจที่ก่อตัวขึ้นโดยไม่รู้ตัว...มันกลายเป็นเหมือนสายใยที่เชื่อมโยงกันและกันโดยมีความรู้สึกที่ดีต่อกันหล่อเลี้ยง สายใยนี้จะต้องยืนยาวต่อไปด้วยความรู้สึกระลึกและนึกถึงกัน อย่างน้อยเราก็มีช่วงเวลาดีๆของชีวิตร่วมกัน ได้ช่วยเหลือและเอื้ออาทรต่อกัน......

 

                 ขากลับผ่านบ้านที่ขายต้นดอกไม้ เห็นต้นลิลลี่อยู่ในกระถางกำลังออกดอกชูช่อบานขาวสดใสดูสะอาดตาอยู่ในโรงเพาะเลี้ยง เจ้าของนั่งอยู่หน้าบ้านลองถามดูราคา 25 รูปี ที่เมืองไทยชาตินี้คงหาซื้อไม่ได้ เลยขอซื้อสองกระถางกะจะให้นิชาเป็นที่ระลึกก่อนลาจากกัน คิดว่าเธอต้องชอบแน่ๆเพราะเธอเป็นคนชอบดอกไม้

 

                แต่พอคนขายกลับจากไปเอากุญแจหลังบ้านเพื่อมาเปิดโรงเพาะเลี้ยงราคาก็ขยับขึ้นไปเป็นกระถางละ 125 รูปี .....เมื่อเธอเปลี่ยนราคาได้ทันใจฉันก็เปลี่ยนใจได้ทันทีเหมือนกัน!

 

                ตอนเย็นนิชาชวนฉันไปที่ห้องของเธอ เธอเอารูปครอบครัวและน้องสาวอีกคนที่อยู่ที่ดาร์จีลิ่งมาให้ดูเธอเป็นคนสวยมาก พั้งค์กี้บอกว่าน้าเธอมีอาชีพสร้างหนังและเป็นนางแบบด้วย ฉันเห็นรูปพั้งค์กี้ตอนเด็กเธออุ้มตุ๊กตาหมีดูแล้วน่ารักมาก เลยบอกเธอว่า

 

                        “ ขอไปเป็นที่ระลึกได้ไหม ? มีกี่ใบ?”  เธอบอกมีใบเดียวแต่ให้ได้

 

                        “ถ้ามีใบเดียวหนูเก็บไว้เถอะ”  ฉันบอกด้วยความเกรงใจ

 

                        “ไม่เป็นไรหนูให้ได้ ถ้าคุณอยากได้ ” เธอยืนยันพร้อมหยิบรูปมาสลักหลังแล้วส่งให้ ฉันพลิกอ่านดูเธอเขียนว่า “ Remember us ,don’t forget us.”…..แน่นอนพวกเธอจะต้องอยู่ในใจของฉันตลอดไป...พั้งค์กี้

 

                 จากนั้นนิชาก็หารูปที่มีเธอและพั้งค์กี้ถ่ายด้วยกันมาให้อีกหนึ่งใบ ยิ่งกว่านั้นยังไม่พอเธอบอกเธออยากให้อะไรฉันอีกสักอย่างและแล้วเธอก็เดินหารอบห้องค้นตรงนั้นตรงนี้ก็ยังไม่ได้ด้วยความเกรงใจฉันเลยบอกว่า

 

                        “ไม่เป็นไรหรอกฉันมาพักกับคุณที่นี่ได้อะไรจากคุณตั้งเยอะมากมายแล้ว”  แต่เธอก็ไม่ลดละสุดท้ายก็ไปหยิบเอาสร้อยที่อยู่บนหิ้งหน้ารูปไสบาบาขึ้นมา ฉันรีบบอกเธอด้วยความเกรงใจอีกว่า

 

                        “ นิชาเก็บไว้เถอะ สำหรับฉันไม่เป็นไรหรอกไม่ต้องให้ก็ได้” เธอไม่ยอมรีบเอาสร้อยมาคล้องคอให้ฉันทันที ในที่สุดตอนนี้ฉันมีอะไรห้อยคอถึงสามเส้นเป็นสร้อยตัวเองหนึ่ง ด้ายมงคลจากท่านรินโปเชอีกหนึ่งและอีกหนึ่งก็คือสร้อยท่านไสบาบาจากนิชานั่นเอง

 

                ฉันขอบคุณนิชาสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เอื้อเฟื้อและมีน้ำใจอย่างดีต่อฉันตลอดเวลาที่ฉันมาพักที่บ้านเธอ แล้วบอกต่อว่า

 

                        “ฉันคงไม่ลืมวันคืนที่นี่แน่นอนและหากเป็นไปได้ก็อยากให้นิชาและพั้งค์กี้ไปเที่ยวเมืองไทยบ้างฉันจะได้มีโอกาสพาคุณสองคนเที่ยวบ้าง…พรุ่งนี้เราก็ต้องจากกันแล้วซินะ” นิชาทำหน้าเศร้าตาแดงๆ เธอบอกว่า

 

                        “ฉันรู้สึกเหมือนคุณเป็นพี่สาวของฉันคนหนึ่งถ้ามีเงินและโอกาสฉันก็อยากจะไปเที่ยวเมืองไทย” ฉันบอกเธอต่อว่าฉันยินดีเสมอที่จะได้ต้อนรับเธอที่เมืองไทย              

 

               คืนนี้ท่านลามะแวะมาเอาตอนทุ่มกว่า เราคุยกันแข่งกับเสียงท่องหนังสือภาษาอังกฤษของพั้งค์กี้ที่ดังมาจากห้องนิชา เธอเป็นเด็กขยันอย่างน่าชื่นใจ  

 

              ท่านลามะบอกว่าท่านได้ติดต่อเจ้าของบ้านที่จะให้ฉันไปพักด้วยที่ดาร์จีริ่งแล้ว เขาเป็นนายตำรวจใหญ่ ตำแหน่งของเขาก็คือหัวหน้าตำรวจที่ดูแลพื้นที่เมืองดาร์จีริ่ง และถ้าฉันสนใจเมืองเคอซงเขาก็จะเอารถพาฉันไปเที่ยวที่นั่นจนทั่วก่อนก็ได้แล้วจึงจะพาฉันกลับไปพักที่ดาร์จีริ่ง เนื่องจากบ้านที่เคอซงมีเพียงลูกชายกับลูกสะใภ้สองคนเท่านั้นอาจไม่สามารถต้อนรับฉันได้ดีเท่าที่ควร แต่บ้านที่

 

ดาร์จีริ่งภรรยาเขาอยู่ที่นั่นด้วยดูจะสะดวกกว่า ฉันขอบคุณท่านลามะและยอมรับทุกอย่างที่ท่านจัดการให้  ท่านบอกต่อว่าพรุ่งนี้เช้าท่านจะโทรศัพท์มาบอกนิชาอีกทีว่าจะให้ฉันออกไปรอรถกี่โมง และคืนนี้ท่านก็กลับเอาเกือบสี่ทุ่ม

 

                เช้านี้ฉันถูกปลุกแต่เช้ากว่าทุกวันด้วยแสงไฟในห้องนอนที่ถูกเปิดจากข้างนอกเพราะฝีมือพั้งค์กี้นั่นเอง เธอคงอยากปลุกให้ฉันลุกขึ้นมาเตรียมตัวพร้อมๆกับเธอเพราะวันนี้เป็นวันจันทร์เธอจะต้องไปเรียนหนังสือและไปพักบ้านน้าสาวตลอด 5 วันเช่นเคย

                แต่เพียงชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงท่องภาษาอังกฤษดังออกมาจากห้อง เธอลุกขึ้นมาอ่านหนังสือนี่เอง ถามดูได้ความว่าวันนี้จะสอบวิชาวิทยาศาสตร์ทุกวิชาเธอเรียนเป็นภาษาอังกฤษ...... มิน่าล่ะพั้งค์กี้ถึงได้เก่งภาษาอังกฤษมากๆ และก็คงไม่แปลกที่เด็กหรือคนที่นี่ส่วนใหญ่จะเก่งและคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษไปด้วย

 

                ระหว่างที่นิชาทำอาหารเช้าฉันเลี่ยงไปรดน้ำต้นไม้ที่ระเบียงบ้านเพื่อแบ่งเบาภาระเธอบ้าง เธอโผล่มาบอกว่า

 

                      “เอาจาปาตีไปทานด้วยนะ”  ฉันตอบรับและบอกว่า

 

                      “เอาสองแผ่นก็พอ”  

 

               พอเข้ามาในครัวพบว่าเธอต้มไข่ให้อีกเธอบอกว่า

 

                      “เอาไข่ต้มไปทานด้วยนะ” ฉันตอบ “โอเค”

 

               หลังจากนั้นเธอก็เอากล่องข้าวรูปการ์ตูนสีสันน่ารักของพั้งค์กี้ ออกมาใส่ไข่และจาปาตีให้ ฉันเห็นแล้วเสียดายแทนเลยบอกว่า

 

                      “ไม่ต้องใส่กล่องสวยให้หรอก ใส่ถุงพลาสติกก็ได้” แต่เธอก็ไม่ยอม

 

                เราสามคนทานข้าวด้วยกันเสร็จก็มาถ่ายรูปร่วมกัน แล้วนิชาก็ขอไปส่งพั้งค์กี้ขึ้นรถไปโรงเรียนฉันกอดลาพั้งค์กี้ด้วยความรู้สึกใจหายเมื่อคิดว่าเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลยก็ได้ในชีวิตนี้....คนเราเจอกันก็เพื่อจะจากกันนี่เอง....

 

                นิชากลับจากส่งพั้งค์กี้แล้วแต่ท่านลามะก็ยังไม่โทรมานัดหมายเวลาให้ออกไปเจอ ฉันเลยถือโอกาสออกไปเดินเล่นที่ทะเลสาบอีกสักครั้ง ปรากฏว่าเช้านี้หมอกลงจัดคลุมไปทั่วทะเลสาปแม้แต่สะพานโค้งที่อยู่ไม่ไกลก็มองไม่เห็น

 

                 มีนักเรียนเดินไปโรงเรียนเป็นกลุ่ม เครื่องแบบของพวกเขาทั้งหญิงและชายบอกได้เลยว่าสำเนามาจากเครื่องแบบนักเรียนอังกฤษนั่นเอง เสื้อสูทผูกไทด์ ถุงเท้ายาวเกือบถึงเข่า ดูแล้วเป็นระเบียบและภูมิฐานเอามากๆ แต่ดูๆไปอีกทีก็ออกจะขัดกับบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวในขณะนี้อยู่เหมือนกัน

 

                 เกือบสิบโมงท่านลามะถึงได้โทรให้ออกไปเจอท่านที่จุดขึ้นรถ ซึ่งก็คือจุดเดียวกับที่เราลงจากรถวันแรกที่มาถึงนั่นแหละ นิชาไม่ยอมให้ฉันแบกเป้ใหญ่ที่หนักอึ้งของฉันเธอคว้ามันไปแบกซะเอง คราวนี้มันหมายถึงการเดินขึ้นเขาอย่างเดียว ซึ้งน้ำใจเธอจริงๆ

 

                 ถึงจุดรอรถพักเดียวท่านลามะก็มาสมทบ ฉันขอบคุณสำหรับความกรุณาของท่านที่ได้ช่วยเหลือทุกอย่างให้ฉันได้มีโอกาสดีๆสำหรับช่วงหนึ่งของชีวิต ณ ดินแดนที่ห่างไกลบ้านเช่นนี้และไม่ลืมขอบคุณสำหรับไกด์ที่ท่านให้มาดูแลเธอสุดแสนฉลาดอย่างคาดไม่ถึง ท่านเสริมว่าแซมเทนเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในหมู่บ้าน นอกจากนั้น เธอยังเก่งภาษาอังกฤษ แม่ของเธอเป็นคนมีฐานะดีระดับแนวหน้าของหมู่บ้านที่สำคัญเป็นคนที่ศรัทธาในศาสนามาก ได้คอยช่วยเหลือเกื้อหนุนวัดของท่านมาตลอด ......มิน่าล่ะแซมเทนถึงได้ดูเป็นเด็กที่มีความกล้าและมั่นใจในตัวเองสูง  เพราะเธอมีพลังเสริมจากทางบ้านนี่เอง

 

                 ท่านลามะได้มอบผ้าคาตัก (ผ้าพันคอสีขาว ถือเป็นตัวแทนของสิ่งดีๆจะมอบให้กันเพื่อแสดงความรู้สึกที่ดีต่อกันเช่นในโอกาสแสดงความเคารพ การต้อนรับหรือการจากลา) และด้ายสีแดงเส้นเล็กๆเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับฉัน ท่านบอกว่านายตำรวจที่ฉันจะไปพักด้วยชื่อยูเอสจะมารอรับฉันที่สถานีรถไฟเมืองกูม(Ghoom) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ใกล้กับดาร์จีริ่ง จากนั้นท่านก็รอส่งฉันจนขึ้นรถ

 

                  ส่วนนิชาสีหน้าเธอดูเศร้า เมื่อรถมาถึงเราโอบลากันด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างกัน….ใจหาย...พูดไม่ออก....เพราะการจากครั้งนี้เราอาจไม่ได้เจอกันอีกเลยก็ได้ มันเป็นความอาลัยที่ยากจะบรรยาย นิชาตาแดงๆพร้อมบอกว่า  “ อย่าลืมฉันนะ ....”  นั่นคือประโยคสุดท้ายแทนคำบอกลาก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออก....

 

 

.....................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 30 มีนาคม 2555    
Last Update : 15 เมษายน 2555 8:56:22 น.
Counter : 315 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม/มิริค ตอน 18.ครอบครัวลามะ

ครอบครัวลามะ

 

...........

 

                  ระหว่างกำลังเดินมุ่งสู่วัดฉันและแซมเทนก็มาทะลุเอาหน้าอาคารที่ประชุมหมู่บ้านซึ่งเป็นจุดที่ฉันลงจากรถวันแรกที่มาถึงมิริค  จากนั้นเราข้ามถนนไปขึ้นเขาอีกลูกแต่ไม่สูงมาก ผ่านป่าช้าเล็กๆที่อยู่ข้างทางก่อนที่จะถึงบริเวณวัดที่อยู่ท้ายป่าช้า  งงเล็กน้อยเมื่อเห็นตัววัดเป็นเหมือนตึกเล็กๆชั้นเดียวบนพื้นที่ที่ปรับให้เป็นพื้นราบไม่กว้าง ด้านหน้าเป็นลานโล่งด้านหลังเป็นป่าที่อยู่เชิงยอดเขา

 

                 เสียงสวดมนต์ดังออกมาจากตัวอาคาร เราแวะห้องเล็กๆที่อยู่ด้านหน้าทางขวามือแต่แยกจากตัวอาคารวัด มันเป็นห้องครัวที่มีเตาไฟ เครื่องครัว และพืชผักพร้อมปรุงเป็นอาหารเกลื่อนอยู่พร้อมแม่ครัวหนึ่งคนที่กำลังสาละวนอยู่กับการปรุงอาหารในหม้อบนเตา เธอหันมายิ้มให้แซมเทนและเผื่อแผ่มาที่ฉันด้วยเมื่อเราโผล่หน้าเข้าไป  ฉันจำเธอได้ทันที เธอคือผู้หญิงคนที่อุ้มลูกเล็กๆสวนทางกับเราตอนที่เดินลงเขาเพื่อไปยังบ้านนิชาในวันแรกที่ฉันมาถึงมิริคเธอทักทายนิชาอย่างเป็นกันเอง   ‘เธอคือภรรยาท่านลามะนี่เอง’  ฉันเดาในใจ และก็ไม่ผิดไปจากนั้นจริงๆ

 

                 เราเข้ามาในตัวอาคารวัด ท่านลามะกำลังทำพิธีสวดมนต์ มีลามะ 2 รูป และคนที่กำลังจะบวชเป็นลามะอีกหนึ่ง(ใส่เสื้อสีขาวน่าจะเหมือนนาคที่เตรียมบวชเป็นพระ)ร่วมสวดด้วย ทั้งหมดนั่งเรียงแถวอยู่บนยกพื้นสูงหันหน้าไปยังพระพุทธรูปและเครื่องสักการะมีคนร่วมฟังสวดซึ่งเป็นชาวบ้านประมาณ 5- 6 คน นั่งพนมมือฟังอย่างสงบอยู่ที่พื้นห้อง 

                เราสองคนเข้าไปนั่งร่วมกับคนอื่นๆ คำสวดฟังแล้วไม่รู้เรื่องและไม่คุ้นหูฟังไปสักพักฉันก็เริ่มหิวข้าวกลางวันเพราะล่วงเข้าบ่ายโมงแล้ว ท่าทางการสวดจะไม่จบง่ายๆ ฉันเลยชวนแซมเทนออกไปหาข้าวทานตามร้านในหมู่บ้าน เธอบอก

 

                      “ ไม่รู้จะไปทานที่ไหนเพราะร้านปิดหมดทานที่วัดเถอะนะ”  ฉันเลยต้องจำนนและทนหิวต่อไป

 

                ระหว่างที่นั่งฟังพระสวดอยู่นั้น มีเด็กผู้ชายสองคนวัยไล่เลี่ยกัน น่าจะประมาณ สามและสี่ขวบท่าทางซุกซน หัวเราะหยอกเย้ากันและวิ่งเล่นเข้า-ออกระหว่างห้องโถงที่เรานั่งอยู่กับอีกห้องที่อยู่ด้านใน ซึ่งก็มองออกว่าต้องเป็นลูกชายท่านลามะแน่นอน             

              คราหนึ่งเจ้าตัวเล็กหันมาเจอกล้องของฉันที่วางอยู่หน้าตัก แกจับตามองกล้องอยู่พักนึง แล้วเบนสายตาขึ้นมามองหน้าฉันเหมือนจะดูท่าทีก่อน ฉันมองแกอยู่ก่อนแล้วเลยส่งสายตาหยอกเย้าไปให้... อย่างคาดไม่ถึง แกถลาเข้ามาใกล้หน้าตักฉัน และอย่างรวดเร็วยื่นมือมาจะคว้ากล้องฉันไป โชคดีที่ฉันปกป้องและแย่งไว้ทัน...‘เด็กอะไรซนอย่างนึกไม่ถึง!!’  จากนั้นแกก็ถอยออกไปตั้งหลักโดยส่งสายตามาประกาศศึกพร้อมท่าทีเป็นอริกับฉันทันที!

 

                จากนั้นแกก็ไม่ลดละที่จะเข้ามาตอแยฉันใหม่เพื่อจะไข่วคว้าเอากล้องไปเล่นให้ได้ ที่แย่กว่านั้นเจ้าตัวโตก็เริ่มเข้ามาสมทบด้วยนี่สิ เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจมีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศชวนขลังนั้น ฉันเลยรีบลุกขึ้นและเลี่ยงออกไปข้างนอก

               สักพักทั้งแซมเทนและเจ้าตัวแสบทั้งสองก็ตามออกมา เจ้าสองตัวไม่ลดละที่จะตามติดฉัน     ‘นี่มันเด็กอะไร.....มันแสบจนน่านับถือจริงๆ ! ไม่ได้เกรงกลัวผู้หลักผู้ใหญ่เล๊ย...’ ฉันนึกฉุนอยู่ในใจ

 

                 พลันนึกวิธีแก้ขึ้นได้ก็เลยเอากล้องดิจิตอลนั่นแหละมาเบี่ยงเบนความสนใจเขาโดยยกขึ้นถ่ายรูปพวกเขาแล้วเอาไปให้ดูจากจอภาพ คราวนี้เจ้าสองตัวชอบใจใหญ่ที่เห็นรูปตัวเองได้ทันใจ เลยแอคชั่นให้ถ่ายในท่าเฮี้ยวๆแล้วรีบวิ่งมาดูพร้อมกับหัวเราะชอบใจเสียงดังครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่เบื่อและไม่ยอมให้หยุด  คราวนี้เลยเดือดร้อนถึงผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างใน เขาคงจะเฝ้ามองอยู่ก่อนแล้วเลยออกมาห้ามปรามไว้

 

                เขาชื่อมิกมาเป็นน้องเขยของท่านลามะ พอปรามเด็กได้เราเลยมีโอกาสได้คุยกันเรื่องประเทศเนปาล รวมทั้งเรื่องของมิกมาเอง เราเลี่ยงเสียงพระสวดโดยเดินขึ้นเนินไปที่ป่าช้าซึ่งอยู่หน้าวัด และมีหลุมฝังศพเรียงรายอยู่เกือบเต็มพื้นที่

 

                หลุมฝังศพแต่ละแห่งบอก ชื่อ-สกุล วันเกิดและวันตายของผู้ตายไว้  มีทั้งที่เขียนไว้บนป้ายที่ปักไว้ข้างๆหลุมศพและเขียนไว้บนแท่นปูนที่โบกทับโลงศพไว้ เห็นเยอะๆแบบนี้แล้วก็รู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาและปลงได้ระดับหนึ่ง เราเลือกนั่งคุยกันบนแท่นปูนที่สูงพอประมาณมันเป็นศพของคนแก่ ส่วนเจ้าสองตัวแสบนั่นกำลังง่วนอยู่กับการเก็บดอกหญ้ามาเล่นกันเงียบๆอยู่ห่างๆดูๆไปอีกทีก็เหมือนเด็กผู้หญิง...  ‘โอ๊ย...นี่มันเปลี่ยนขั้วได้เร็วขนาดนั้นเชียวหรือ ? ’

 

                 มิกมาเล่าว่า เขามาจากเนปาลได้ 4-5 วันแล้ว เนื่องจากว่างงานมาหลายเดือนหางานทำที่เนปาลไม่ได้ ท่านลามะซึ่งเป็นพี่ภรรยาเขาทราบจึงเรียกให้มาหาที่นี่และบอกจะหางานให้ทำ นับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขายังไม่มีโอกาสได้คุยกับท่านลามะอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยเพราะดูท่านยุ่งตลอด

 

            “ไม่ต้องรอให้เห็นว่าท่านว่างหรอก เจอกันตอนไหนคุณก็คุยกับท่านตอนนั้นเลยซิ ”  ฉันแนะนำ

 

                      “ ถ้าอยู่วัดก็มีพิธีสวดตลอด ถ้าไปข้างนอกก็กลับมาดึกทุกวัน”  ฉันฟังเขาระบายความรู้สึกแล้วก็เห็นใจแกมขบขันในใจนิดๆ  กลางวันท่านลามะคงจะยุ่งงานที่วัดจริงๆ แต่กลางคืนเท่าที่ฉันเห็นท่านก็ไปธุระที่บ้านนิชาทุกวันน่ะซิ

 

                กว่าพิธีสวดจะเสร็จและได้ทานข้าวกลางวันก็ปาเข้าไปบ่ายสองโมงกว่า อาหารกลางวันที่วัดวันนี้เป็นอาหารเนปาล ส่วนใหญ่เป็นพวกผักและดาล (แกงทำด้วยถั่ว)

                ท่านลามะเดินผ่านมาที่วงอาหารของเราพร้อมบอกให้เอาพริกที่เผ็ดที่สุดของที่นี่มาให้ฉันลองทานดู เพราะฉันเคยบอกท่านว่าฉันชอบทานเผ็ดและก็ทานเผ็ดได้มากๆด้วย มีคนเอาพริกมาให้ มันเป็นพริกเม็ดเล็กกลมๆ ลองกินดูสำหรับฉันแล้วไม่ได้รู้สึกเผ็ดอะไรมากมาย สู้พริกขี้หนูเม็ดเล็กๆของไทยเราไม่ได้ คนที่กำลังลุ้นอยู่รอบๆรวมทั้งท่านลามะด้วยเห็นฉันไม่ออกอาการเผ็ดแม้แต่นิดเดียวต่างก็หัวเราะอย่างสุดทึ่ง เพราะนั่นเป็นการยืนยันคำโฆษณาของท่านลามะที่ให้ไว้ก่อนเป็นอย่างดีที่ว่าคนไทยนั้นชอบทานเผ็ดเอามากๆจริงๆ

 

………………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 30 มีนาคม 2555    
Last Update : 15 เมษายน 2555 8:55:11 น.
Counter : 371 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.