กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
กรมนาฬิกาและทุ่มโมง


พระที่นั่งภูวดลทัศไนย



.........................................................................................................................................................



เรื่อง กรมนาฬิกาและทุ่มโมง


ปัญหา ได้อ่านหนังสือเก่าพบคำว่า "กรมนาฬิกา" ไม่ทราบว่า กรมนี้อยู่ที่ไหน มีหน้าที่ทำอะไร

ตอบ กรมนาฬิกาเป็นกรมขึ้นในวัง และหอนาฬิกานั้นชอบกลนักหนา มีเหมือนกันทั้งไทยและพะม่า ประเพณีเดิมทีเดียวเห็นจะมีมาเก่าแก่มาก อาจได้แบบแผนมาจากอินเดียก็เป็นได้ ทำเป็นหอสูง ชั้นยอดของหอแขวนฆ้องใบหนึ่งกลองใบหนึ่ง ในห้องชั้นต่ำลงมาตั้งอ่างน้ำเอากะลาซึ่งวักน้ำเหมาะขนาดที่ลอยอยู่เพียง ๖๐ นาฑีแล้วจม ลอยไว้ในอ่างนั้น มีคนนั่งยามประจำอยู่ เวลาพระอาทิตย์ขึ้น ลอยกะลา ซึ่งตามภาษามคธว่า "นาฬิกา" จึงเข้าใจว่าได้ตำรามาจากอินเดีย พอนาฬิกาจมลงคนก็ขึ้นไปตีฆ้อง ในเวลา นาฬิกาแรกตีครั้งหนึ่ง นาฬิกาที่สองที่สามก็ตีมากครั้งขึ้นตามลำดับ ที่ในห้องนั้นมีราวสำหรับปักไม้ติ้วเป็นที่สังเกตของคนตี ได้นาฬิกาหนึ่งก็ปักติ้วไว้อันหนึ่ง ถึงอีกนาฬิกาหนึ่งก็ปักติ้วเติมอีกอันหนึ่งเรียงต่อกันไป สำหรับผู้ตีจะได้นับรัวกี่นาฬิกา ถึงเวลาค่ำพระอาทิตย์ตกปักติ้วครบ ๑๒ อัน แล้วเอาออกเสียคราวหนึ่ง ด้วยกลางคืนตีกลองแทนฆ้อง ด้วยเหตุนี้แหละจึงเรียกเป็นคำสามัญว่า "โมง" ในเวลากลางวัน ว่า "ทุ่ม" ในเวลากลางคืน ตามเสียงฆ้องและเสียงกลอง ที่ตีกลองในเวลากลางคืนนั้นเห็นจะเป็นด้วยเสียงกลองดังไปไกลกว่าเสียงฆ้อง

ในเรื่องโรงนาฬิกานี้ยังมีต่อไปอีกอย่างหนึ่ง ถ้าตีโมงหรือทุ่มอื่นๆ ตีเพียงอัตราทุ่มและโมง ถ้าตีเวลา ๖ นาฬิกา ๑๒ นาฬิกา ต้องตีย่ำฆ้องเสียก่อนลาหนึ่ง แล้วจึงตีบอกอัตรานาฬิกา กลางคืนตั้งแต่เวลา ๑๘ นาฬิกา ต้องตีย่ำกลองเสียก่อนลาหนึ่งเรียกว่าย่ำค่ำ ๒๑ นาฬิกาย่ำลาหนึ่งเรียกว่ายามหนึ่ง เที่ยงคืนย่ำสองลาเรียกสองยาม ๓ นาฬิกาย่ำสามลาเรียกสามยาม แล้วตีอัตราต่อ ตอนรุ่งก็ย่ำรุ่ง ตอนเที่ยงก็ย่ำเที่ยง กลางวันก็ย่ำฆ้อง กลางคืนย่ำกลอง

เหตุไรจึงตีย่ำ ไปรู้มาจากเมื่อไปเมืองอินเดีย ไปได้ยินย่ำที่เมืองพาราณสี ถามเขาจึงได้ความว่า ที่ตีย่ำนั้นเป็นสัญญาบอกให้เปลี่ยนคนรักษายาม คือประเพณีการรักษายามกลางวัน ๖ ชั่วโมงเปลี่ยนครั้งหนึ่ง กลางคืน ๓ ชั่วโมงเปลี่ยนครั้งหนึ่ง ไทยเราเอาหน้าที่บอกสัญญาเปลี่ยนยาม มาเป็นพนักงานของโรงนาฬิกาจึงตีย่ำ แต่เมื่อเกิดนาฬิกากลอย่างฝรั่งขึ้นแล้ว ในเมืองไทยเราก็เลิกลอยกะลา ใช้นาฬิกากลอย่างฝรั่งแทน และเลิกตีกลองในเวลากลางคืน ใช้ระฆังใบใหญ่ใบหนึ่งตีแทนทั้งสองสิ่งนั้น แต่ว่าชื่อที่เรียกว่าโมงและทุ่ม ยังใช้อยู่เป็นสำคัญ ให้รู้ว่าตีฆ้องกลางวันและตีกลองกลางคืน


.........................................................................................................................................................



ลายพระหัตถ์ เรื่องนาฬิกา
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กับ
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร



ตำหนักปลายเนิน คลอยเตย
วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๔๘๓



ธานี


เธอถามถึงนาฬิกา อาว์ก็จน ด้วยตั้งแต่เกิดมาก็เห็นเขาใช้นาฬิกากลกันเสียแล้ว เป็นแต่รู้โดยหนังสือซึ่งได้อ่านพบและฟังเขาพูดกัน เป็นว่าเอาภาชนะเล็กเจาะก้นลอยน้ำในภาชนะใหญ่ เมื่อน้ำไหลเข้าทีละน้อยจนภาชนะเล็กจมก็นับเอาเป็นเวลาหนึ่ง แต่จะเป็นเท่าไรนั้นไม่ทราบ ทั้งนี้เป็นด้วยเห็นการตีไก่ เขายังใช้จอกเจาะก้นลอยในขัน เมื่อจอกนั้นจมเขาเรียกว่า "อันจม" เขาก็จับไก่แยกออกจากการตีไปให้น้ำ สุดแต่จะสัญญากันว่าตีกี่ "อัน" อย่างเดียวกันกับการต่อยมวยทางฝรั่ง อีกประการหนึ่งสังเกตชื่อนาฬิกา นั่นแปลว่า มะพร้าว จึ่งคิดว่าแต่ก่อนนี้เขาคงใช้กะลาก้นกลวงลอยน้ำเป็นเครื่องวัดเวลา ดูเหมาะดีที่จะฉวยเอากะลาซึ่งมีอยู่ดาษดื่นที่ไหนมาใช้ก็ได้ เขาจะเอาชันอุดรู้ก้นก้นกะลาเจาะไขให้น้ำเข้าตามใจชอบเอาใหม่หรืออย่างไรไม่ทราบ แต่นี่เป็นเดาทั้งนั้น

อันเครื่องวัดเวลานั้นมีอยู่มากนัก จะให้เห็นตัวอย่างก็เช่น
๑. "บ่ายควาย" "ควายเข้าคอก" นั่นเป็นสังเกตดูดวงอาทิตย์เป็นวัดเวลาอย่างหยาบ
๒. "ชั้นฉาย" นั่นสังเกตเอาเงา เป็นของละเอียดขึ้น ใช้ในการบวชนาค
๓. การสอบไล่หนังสือพระ ได้ยินว่าแต่ก่อนใช้จุดธูปเป็นเครื่องวัดเวลา ถ้าธูปไหม้หมดดอกยังแปลไม่บรรลุก็จัดว่าเป็นตก

ขอให้สังเกตกลอนในมูลบทบรรพกิจ ท่านแบ่งเวลาไว้ไม่ตรงกับนาฬิกากล

.....วันหนึ่งนั้นแปดยามย่ำ..................กลางวันท่านกำ
หนดไว้ว่าสี่ยามมี
.....กลางคืนก็นับยามสี่......................วันกับราตรี
จึงเป็นแปดยามตามใช้
.....ยามหนึ่งสามนาลิกาไว้..................นาลิกาท่านใช้
กลางวันท่านเรียกว่าโมงนา
.....กลางคืนเรียกว่าทุ่มหนา.................นาลิกาหนึ่งรา
ได้สิบบาดท่านบอกไว้
.....บาทหนึ่งสี่นาทีไทย.......................หนึ่งนาทีได้
สิบห้าเพ็ชชะนาที
.....เพ็ชชะนาทีหนึ่งนี้..........................หกปราณด้วยดี
ปราณหนึ่งสิบอักษรไซร้

ก) วันหนึ่งแบ่งเป็น ๒ ภาค เป็นกลางวันครึ่งหนึ่งกลางคืนครึ่งหนึ่ง
ข) วันกับคืนนั้นแบ่งเป็น ๘ ยาม คือ กลางวัน ๔ ยาม กลางคืน ๔ ยาม
ค) ยามหนึ่งเป็น ๓ ชั่วโมง กลางวันเรียกว่าโมง กลางคืนเรียกว่าทุ่ม ข้อนี้สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์ทรงสันนิษฐานว่า กลางวันเขาคงตีด้วยฆ้อง กลางคืนเขาคงตีด้วยกลอง ตามที่ทรงสันนิษฐานเช่นนี้เห็นชอบด้วยอย่างยิ่ง
ฆ) โมงหนึ่งแบ่งเป็น ๑๐ บาท ตกเป็นบาทหนึ่ง ๖ มินิตแห่งนาฑี
ง) บาทหนึ่งแบ่งเป็น ๔ นาฑี หนึ่งนาฑีแบ่งเป็น ๑๕ เพชรนาฑี ตกนาฑีหนึ่งเป็นมินิต ๑ กับ๓๐ สกันแห่งนาฬิกากล*
จ) เพชรนาฑีหนึ่งแบ่งเป็น ๖ ปราณ เห็นจะหมายเอาหายใจเข้าหรือออกทีหนึ่ง ตกเป็นสกัน ๑ แห่งนาฬิกากล
ฉ) ปราณหนึ่งแบ่งเป็น ๑๐ อักษร จะหมายถึงเขียนหนังสือหรืออะไรไม่ทราบ ถ้าหมายถึงเขียนหนังสือแล้ว ชั่วหายใจเข้าหรือออกทีหนึ่งเขียนหนังสือได้ ๑๐ คำ เห็นเร็วเต็มที แม้เอาพยัญชนะก็เห็นไม่ไหวอยู่นั่นเอง

ไม่ว่าเครื่องวัดอะไรไม่มีเที่ยงทั้งนั้น แม้นาฬิกากลก็ไม่เที่ยง แต่ดีกว่าวัดเวลาด้วยวิธีอื่น เราจึงต้องใช้

เธอบอกว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงทรงส่งบันทึกประทานมา ๒ เรื่อง แต่อาว์ไม่ได้ถามว่าเป็นเรื่องอะไร เป็นพระวิจารณ์เรื่องพิธีตรุสกับเรื่องเห่ช้าลูกหลวงหรือมิใช่ ถ้าเป็นเรื่องนั้นก็ไม่ต้องส่งอาว์ เพราะอาว์ได้รับประทานมาเหมือนกัน ตั้งใจเมื่ออ่านแล้วจะส่งมาให้เธอ


นริศ




..........................................................................



วันที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๓



ขอประทานกราบทูลทรงทราบฝ่าพระบาท

ข้าพระพุทธเจ้าได้รับลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๘ เดือนนี้ ทรงอธิบายคำว่า “นาฬิกา” ตลอดจนเครื่องวัดโบราณมาโดยละเดียด ทำให้ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบความหลายอย่างที่ยังไม่เคยทราบ บังเกิดแนวความคิดใหม่ๆ ต่อไปอีก ขอประทานกราบมาแทบฝ่าพระบาท

เหตุที่จะกราบทูลถามเรื่อง “นาฬิกา” เมื่อวันนั้น ยังกราบทูลไม่ตลอด เพราะไม่สู้สะดวกด้วยทรงกังวลด้วยการปฏิบัติพระเป็นต้น จึงขอประทานกราบทูลทางจดหมายดังนี้

ในโนตที่ข้าพระพุทธเจ้าเขียนเรื่อง “กลาโหม” ในวารสารของสยามสมาคม ข้าพระพุทธเจ้าได้ทักว่า ศาสตราจารย์เซเดส์แปลศิราจาฤกเขมรโบราณแห่งหนึ่ง มีบัญชีสิ่งของ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินเขมรทรงพระราชอุทิศถวายพระเป็นเจ้า ในบัญชีนั้นมีรายการอันหนึ่งว่า “กะลาพระกาล” ซึ่งเซเดส์หาได้อธิบายไว้ไม่ว่าเป็นสิ่งของชนิดไร ทำให้อยากเดาว่า ตามรูปศัพท์น่าจะแปลว่า บริเวณของเวลา หรืออีกนัยหนึ่งเครื่องวัดเวลา ข้าพระพุทธเจ้าจึงรู้สึกต่อไปอีกชั้นหนึ่งว่า ไทยเราแต่เดิมทีก็ปรากฏว่าใช้เปลือกแข็งของลูกมะพร้าวเป็นเครื่องวัดเวลา จึงเห็นว่า เป็นเหตุให้ชวนสันนิษฐานต่อไปอีกชั้นหนึ่งว่า ด้วยนัยนี้เองกระมังเปลือกแข็งของลูกมะพร้าวจึงมาได้ชื่อว่า “กะลา” ทั้งนี้ก็ได้แต่เพียงปรารภเพราะไม่มีหลักฐานอันใดที่แน่นอนยิ่งไปกว่านี้ที่พอจะยืนยันได้

ต่อมานายแล็งกาต์ได้บอกข้าพระพุทธเจ้าให้สังเกตดูในกฎหมายลักษณะพิสูจน์ และพระราชกำหนดใหม่ ซึ่งมีกล่าวถึง “นาระกา” เป็นเครื่องวัดในการดำน้ำพิสูจน์สำหรับคู่ความ ในพระราชกำหนดใหม่ (บทที่ ๒๙ หน้า ๔๐๑ เล่ม ๓ ในฉะบับตราสามดวง ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองพิมพ์ขึ้น) มีความกล่าวว่า เกิดการพิสูจน์ดำน้ำโดยใช้ “นาระกา” ถือเกณฑ์กันที่ “นาระกา” ล่มหรือยัง สมเด็จพระพุทมธบยอดฟ้าฯ “ทรงแคลง” การที่เอา “นาระกา” มาใช้ โปรดให้ลูกขุน ณ ศาลหลวงสอบพระอัยการ พระมหาราชครูมหิธรกราบบังคมทูลว่า “ดำน้ำตั้งนาระกามิได้พบในพระอัยการ พบแต่คำว่าดำน้ำกันให้ยุกระบัตรกลั้นใจสามกลั้น” แต่ปรากฏว่า ที่เมืองราชบุรีใช้นาระกากันจึงมีพระบรมราชโองการสั่งว่า “กฎหมายให้ตั้งนาระกานั้นหามิได้” ให้ห้ามมิให้ใช้นาระกา และตัวอย่างราชบุรีก็ไม่โปรดให้อนุโลม

“นาระกา” ในที่นี้คงจะต้องเป็นเปลือกแข็งของลูกมะพร้าวเป็นแน่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือกะลา นั่นเอง จึงได้มีการ “ล่ม” กัน

นายแลงกาต์กับข้าพระพุทธเจ้าได้พร้อมกันพลิกดูลักษณะพิสูจน์ดำน้ำลุยเพลิง ซึ่งมีพระราชปรารภแต่รัชกาลอู่ทอง พบความว่า “ตั้งนาลิกา” ในมาตรา ๗ ซึ่งไม่ตรงกันกับที่พระมหาราชครูมหิธรกราบบังคมทูล ได้พิเคราะห์หาร่องรอยที่จะสันนิษฐานว่า เหตุไรพระมหาราชครูมหิธรจึงกราบบังคมทูลดั่งนี้ จะหลงก็มาสม เพราะพระราชบัญญัติก็สั้นมีความเพียง ๗ มาตราเท่านั้น จะว่ามาตราที่กล่าวถึง “นาลิกา” นี้เติมเข้าไปภายหลัง ก็มิต้องเติมภายหลังพระราชกำหนดใหม่ ซึ่งมีปีเดือนวันคืนแห่งพระบรมราชโองการแน่นอนว่า จุลศักราช ๑๑๕๗ ปีเถาะ ฯลฯ หรือและเช่นนั้น เหตุไรจึงเติมลงไปในพระราชบัญญัติโบราณ ในเมื่อมีพระราชกำหนดใหม่ระบุความค้านอยู่ชัดๆ ดั่งนี้ หรือจะเติมลงระหว่างตอนกลางหรือปลายของกรุงศรีอยุธยา และพระมหาราชครูมิได้ฉบับมีมาตรา ๗ นี้เดิมไว้ข้างท้าย เพราะกฎหมายนั้นยังมิได้ชำระเสร็จ เมื่อทรงสั่งในรัชกาลที่ ๑ เรื่องไม่ให้ใช้นาระกาสำหรับพิสูจน์ดำน้ำนี้ ไปมาก็ไม่มีใครตัดสินทางใดลงไปได้ เลยต้องนั่งหัวเราะกันอยู่

อนึ่ง ในมาตรา ๗ ที่กราบทูลอ้างถึงข้างบนนี้ กล่าวความแปลกอยู่ตอนหนึ่งว่า “....จะดำน้ำกันให้อาลักษณ์เอาคำสัจจาธิศถานอ่านประกาษเทพยุดาแล้ว

ให้ โจทก์ , จำเลย } สะหัวแล้ว ชนไก่ เมื่อจะลงดำน้ำกันให้ปักหลัก ....”

ข้าพระพุทธเจ้ากับนายแล็งกาต์ได้ลองช่วยกันคิดดูว่า คำว่า “ชนไก่” ในที่นี้แปลว่าอะไร ก็ไม่สำเร็จ ในมาตรา ๑ มีความว่า ให้ตระลาการควบคุมลูกความทั้งสองไปซื้อไก่อย่างละสองตัว มาตรา ๒ มีกล่าวถึงไก่อีกว่า ให้เตรียมการพิสูจน์โดยหาสิ่งของต่างๆ ไว้ ในจำพวกสิ่งของให้หาไว้นั้น มี “ไก่ตัวผู้รู้ขันประจำยามข้างละตัว ไก่บังสะกุนไหว้เทพารักษ์ข้างละสองตัว” ดังนี้ สังเกตความในที่นี้เหมือนจะมีไก่สองประเภท คือไก่เป็นที่ให้คุมลูกความไปซื้อประเภทหนึ่ง ไก่สังเวยเทวดาประเภทหนึ่ง และคล้ายๆ กับจะแยก “ไก่ตัวผู้รู้ขันประจำยาม” ออกไปได้อีกประเภทหนึ่ง ถ้าเช่นนี้ก็ถึงสามประเภทด้วยกัน

ข้าพระพุทธเจ้าได้บอกแก่นายแล็งกาต์ว่า จะลองกราบทูลความดูในเรื่องไก่นี้ด้วย


ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ

ธานีนิวัต




..........................................................................



วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๔๘๓



ธานี

หนังสือลงวันที่ ๒๑ ได้รับแล้ว ที่ไม่ได้พูดถี่ถ้วนเมื่อเวลาเลี้ยงพระ เขียนหนังสือมาให้ทีหลังนั้นดีแล้ว เพราะอาว์หูไม่ดีเสียแล้ว ฟังพูดอาจเข้าใจผิดไปได้ ถ้าเป็นหนังสือแล้วไม่เข้าใจผิดไปได้เลย ตามหนังสือซึ่งเธอเขียนไปให้นั้น อาว์ได้ความรู้กว้างออกไปเหมือนกัน แล้วทำให้มีความคิดกว้างออกไปตามกันด้วย

คำที่เรียกว่า “กะลา” เดาว่าทีจะเป็น “กาละ” เพราะใช้มันลอยน้ำกำหนดเป็นเวลา ส่วนคำว่า “ปราณ” ซึ่งบอกมาก่อน คิดโดยเดาว่าจะเป็นระยะเวลาหายใจนั้นทีจะผิดเสียแล้ว กลับตรงกันข้ามกับกลั้นหายใจ ตรงกับคำที่ใช้กันอยู่ว่า “อึดใจ” มาตราแต่ละอย่างเดิมก็ใช้ในธุระอย่างหนึ่งไม่ติดต่อกัน หากมีผู้รู้รวบรวมเอาทุกอย่างมาต่อกันเข้าทีหลัง และการต่อนั้นถ้าหลงเอาต่อกันเข้าผิดก็พาให้เราหลงผิดไปด้วย

ตามหนังสือของเธอนั้นหนักไปในทางกฎหมาย อันกฎหมายนั้นก็เป็นหนังสือแต่งซึ่งเก็บเอาข้อบังคับต่างๆ มารวมต่อกันว่าเป็นกฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้ ลางข้อต้องกันก็มี ไม่ต้องกันก็มี สุดแต่ผู้รวบรวมจะพบเข้า ข้อเหล่านั้นข้อใดไม่ใช้ก็ไม่ได้บอกยกเลิกไว้ก็ต้องขัดกันอยู่เองเป็นธรรมดา ข้อที่เก็บมารวมกันเข้านั้น ไม่ใช่จำเพาะแต่ข้อบังคับในบ้านเรา แม้เป็นข้อบังคับทางต่างประเทศก็เก็บเอามา จะเห็นได้ในตอนต้นกฎหมายมี “พระธรรมศาสตร์” นั้นเป็นข้อบังคับที่คัดมาจากอินเดีย และข้อบังคับซึ่งคัดมาจากต่างประเทศนั้น อะไรที่เข้ากับเราได้ก็เอาไว้ ที่เข้าไม่ได้ก็แก้เปลี่ยนไป แม้ข้อความใดซึ่งเวลาโน้นเข้ากับเราได้ก็เอาไว้ แต่ทีหลังประเพณีเราเปลี่ยนไปก็แก้แซกเข้า เก่าก็ใบอกยก ลางฉบับที่ไม่ได้ใช้ก็ไม่ได้แก้ ถ้าจะดูหนังสือก็มีแต่ยุ่ง จะติผู้เขียนก็ไม่ถนัด เพราะผู้เขียนจะรู้กฎหมายไปทุกฉบับย่อมไม่ได้อยู่อยู่

ในการที่เราจะแปลคำในกฎหมายก็ย่อมขัดข้องอยู่เหมือนกัน ด้วยข้อบังคับเก่าตามประเพณีและถ้อยคำซึ่งใช้เข้าใจกันอยู่ในเวลาโน้น ลงมาถึงเวลานี้ ก็เปลี่ยนไปหมด เราเป็นคนทุกวันนี้จะแปลคำครั้งกระโน้นย่อมไม่ได้อยู่เอง ได้แต่เดา ก็ย่อมผิดบ้างถูกบ้างเป็นธรรมดา

ตามที่เธอตั้งใจจะปรึกษาอาว์ ก็มีความเห็นที่จะบอกเธอได้แต่เพียงเท่านี้


นริศ




.........................................................................................................................................................


คัดจากบันทึกรับสั่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ประทาน หม่อมราชวงศ์ สุมนชาติ สวัสดิกุล


Create Date : 09 พฤษภาคม 2550
Last Update : 9 พฤษภาคม 2550 10:58:00 น. 2 comments
Counter : 2560 Pageviews.  
 
 
 
 
ขอบคุณที่นำสาระความรู้มาฝากกันครับ
 
 

โดย: Zantha วันที่: 9 พฤษภาคม 2550 เวลา:12:05:36 น.  

 
 
 
ด้วยความยินดีครับ
ดีใจที่มาเยี่ยมเยือนครับ คุณ Zantha
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 9 พฤษภาคม 2550 เวลา:12:29:25 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com