Group Blog
 
All blogs
 
“ItaLy Tia Mo”: Florence เมืองแห่งศิลปะ

ก่อนจะไปเที่ยวเมืองอื่นต่อไป เรามาเปลี่ยนบรรยากาศคุยกันเรื่อง อาหารการกินดีมั๊ยคะ ในเรื่องอาหารการกินหากเป็นพวก slow travel อย่างเราแล้ว มีโอกาส เราก็พยายามจะทำอาหารกินเองให้มากที่สุด เพราะเราจะไปเดินตลาดสด และรู้ว่าเมืองนี้มีอะไรขึ้นชื่อ เช่น ปลา ผัก แล้วลองนำมาปรุงอาหารดู โชคดีที่ชายหนุ่มของฉันชอบทำอาหาร ส่วนฉันทำหน้าที่ถนัด คือการเป็นนังแจ๋วล้างจาน



หากมื้อไหน ไม่มีเวลาจริงๆ เราก็เลือกที่จะทาน ร้านที่เป็นของคนท้องถิ่น Starbuck มิได้แอ้มเงินฉันหรอก ร้านนี้เจอโดยบังเอิญ หลังจากทานไปแล้วถึงรู้ว่าเป็นร้านที่ใน Trip advisor แนะนำด้วย เราติดใจรสชาติอาหาร แวะไปอุดหนุนสองวันติดกันเลยทีเดียว



อาหารอิตาเลียนขึ้นชื่อและเป็นที่นิยม คือ พาสต้า และพิซซา
คำว่า Pizza ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “พาย” ประกอบด้วย แผ่นแป้งและเครื่อง แป้งของแท้ ต้อง บางกรอบ ส่วนเครื่องแต่งหน้า ก็มีหลากหลาย ทั้ง เนื้อสัตว์และผัก แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ คงเป็น เนยแข็ง mozzarella สำหรับโรยหน้า



อาหารเช้า เรามักเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟหอมกรุ่นและนุ่มลิ้น อาจเป็น Cappuccino หรือ Espresso ด้วยวัฒนธรรมของคนที่นี่จะไปดื่มกาแฟกันที่บาร์หรือคาเฟ่ โดยมักจะยืนดื่ม คนละกรึ๊บ สองกรึ๊บ ก่อนไปทำงาน หากใครจะนั่ง ต้องเสียเงินค่านั่งด้วย
ส่วนอาหารกลางวันช่วงเวลาประมาณเที่ยง ถึงบ่ายสอง มัก จะเริ่มจาก Antipasto ตามด้วย Primo หมายถึง พาสต้า หรือ ข้าว หรือ ซุป ตามมาด้วยอาหารจานหลัก เรียกว่า Secondo มักเป็นพวกเนื้อหรือปลา ตามด้วย อาหารหวาน พวกเนยแข็ง หรือ เค้ก ปิดท้ายด้วย กาแฟ หรือ เหล้าพื้นเมือง อย่าง Amaro, Grappa
คนอิตาเลียน จะมี Siesta Break หรือชั่วโมงพักกลางวันช่วง บ่ายสอง ถึงสามโมงครึ่ง เป็นช่วงที่ร้านค้าต่างๆ จะปิด พักผ่อน แล้วเปิดอีกทีหลังบ่ายสามโมงครึ่งไปแล้ว



อาหารเย็นร้านอาหารส่วนใหญ่จะเปิดหลัง สองทุ่มครึ่งเป็นต้นไป เมนูก็คล้ายๆ อาหรกลางวัน ถ้าใครทานมื้อกลางวันหนักก็จะทานมื้อเย็นเบา มีอยู่วันหนึ่ง เราทานอาหารค่ำเสร็จประมาณสามทุ่มครึ่ง เกือบสี่ทุ่ม แล้วเดินกลับที่พัก เพื่อจะได้ช่วยย่อยอาหารไปด้วย พอถึงที่พัก ฉันก็บอกเพื่อนร่วมทางว่า ขอพักสายตาสัก 5 นาที แล้วจะไปอาบน้ำ แค่ 5 นาทีนะ พอรู้สึกตัวอีกที ได้ยินเสียงระฆังจากโบสถ์บอกเวลา แปดโมงเช้าแล้ว
สิ่งที่พลาดไม่ได้เลย คือ ไอศกรีม ที่เรียกว่า Gelato ที่นี่นิยมตักใส่โคนหรือถ้วย เคล็บที่ไม่ลับของ Gelato คือว่า ส่วนผสมหลักต้องเป็น ไข่ นม ผลไม้และส่วนผสมอื่นๆ ปรุงแต่งรสชาติ ห้ามใช้น้ำเชื่อม กลิ่นสังเคราะห์ รสสังเคราะห์และสารกันบูด เพราะผิดกฎหมาย ไอติมที่นี่ถึงอร่อยจริงๆ บางร้านเปิดมาเป็นร้อยๆ ปี คอไอติมอย่างเรา ต้องเตือนสติว่า กินแล้วอ้วน แต่ก็กินได้ทุกวัน
Tiramisu หนึ่งในของหวานสัญชาติอิตาลีที่ฉันรักมาก มีกลิ่นหอมเบาๆ ของเหล้า ทั้งหอมทั้งนุ่ม ละมุนละไม ที่สำคัญละลายในปากทันที Tiramisu is truly to die for…



“ItaLy Tia Mo”: Florence เมืองแห่งศิลปะ
เมือง Florence หรือ Firenze เป็นเมืองหลวงของ Tuscany ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Arno ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะในยุค Renaissance (ศตวรรษที่ 14 -16) ของยุโรปและของโลกเลย คำว่า Renaissance แปลว่าการเกิดใหม่ เป็นการรื้อฟื้นศิลปะกรีกและโรมัน ในอดีตที่เคยรุ่งเรืองให้กลับมาอีก และเป็นการค้นหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิทยาการแขนงต่างๆ ครอบครัวที่ร่ำรวยจะอุปถัมภ์ศิลปิน เช่นตระกูล Medici ทำให้มีการแจ้งเกิดของ Leonardo Davinci, Michel Angelo



อ.ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งวิชาการศิลปะสมัยใหม่ ผู้สถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากรก็เป็นชาว เมือง Florence
เราเริ่มต้นจากมหาวิหาร Florence (Santa Maria del Fiore) เรียกสั้นๆ ว่า Duomo นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของ Florence เลยทีเดียว ด้วยความที่มีขนาดใหญ่โต สวยงาม ด้านหน้าแต่งด้วยหินอ่อนสีเขียวสลับแดงตัดกับขอบขาวดูโดดเด่น สะดุดตา แหล่งที่มาของหินอ่อนนั้น สีขาวมาจากเมือง Carrara ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดหินอ่อนสีขาวชั้นดีที่สุด หินอ่อนที่ใช้สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมของเราก็มาจากที่นี่ หินอ่อนสีเขียวมาจากเมือง Prato และสีชมพูมาจาก Sienna



ด้านข้างของ Duomo เป็นหอระฆังทรงสี่เหลี่ยม



ด้านหน้าของ Duomo คือมหาวิหารประกอบพิธี Baptist รูปทรงแปดเหลี่ยม ที่น่าสนใจคือประตูหนึ่งด้านเรียกกันว่าเป็นประตูแห่งสวรรค์ (Gate of Paradise) ออกแบบโดย Lorenzo Ghiberti เป็นประตูสีบรอนซ์ มีลวดลายนูนออกมา รายละเอียดนั้นเป็นการเล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ โดยแบ่งเป็น 10 ช่องเท่าๆ กัน หากมองจากบนลงล่าง และซ้ายไปขวา




ภาพที่เห็นจะมี Adam and Eve, Cain and Abel (Cain ลูกชายคนหัวปีของ Adam & Eve ซึ่งฆ่าน้องชายของตนตาย), Noah, Abraham, Issac & Esau & Jacob, Joseph (ลูกชาย Jacob), Moses, Joshua, David (ผู้นำความรุ่งเรืองมาให้อิสราเอล), Solomon (บุตรชายของพระเจ้าเดวิด)



Signoria Square เป็นลานกว้างรูปตัว L ตรงกลางมีน้ำพุ Fountain of Neptune หรือรู้จักกันในนาม Biancone ถัดไปด้านซ้ายมือ เป็นที่ตั้งของพระราชวัง Palazzo Vecchio และพิพิธภัณฑ์ Uffizi ผลงานดังๆ ที่ไม่ควรพลาดชม เช่น ภาพ Birth of Venus ของ Botticelli



มาเที่ยวรอบนี้ เราไม่ค่อยได้ใช้เวลาใน Museum นัก เพราะ เราเคยมา Florence และเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว cแดดอุ่นๆ ของ Florence ทำให้เราอยากดื่มด่ำกับแสงแดด ผู้คน มากกว่า อากาศที่อิตาลีช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประมาณ 15-20 องศา ไม่ร้อน หรือหนาวจนเกินไป



แม้จะไม่ได้เข้าไปข้างในพิพิธภัณฑ์ แต่บริเวณรอบๆ จัตุรัสก็มีงานประติมากรรมดีๆ น่าดู เช่นรูปปั้น David ของ Michelangelo อันนี้เป็นรูปปั้นจำลอง ของจริงอยู่ที่ Academia Gallery



รูปปั้น Perseus วีรบุรุษกรีก ผู้ฟันคอนางเมดูซ่า



สะพานเวกิโอ (Ponte Vecchio) สะพานเก่าแก่ที่สุดของเมืองและเป็นเพียงสะพานเดียวที่ไม่ถูกถล่มช่วงสงครามโลกที่ 2 ในอดีตสะพานนี้มีร้านค้าเต็มไปหมด ทั้ง ร้านขายเนื่อ ร้านตีเหล้ก จึงสร้างความสกปรกให้แม่น้ำ เพราะใครๆ ก็ทิ้งขยะลงไป ในปี 1565 ตระกูลเมดิชี่ จึงสั่งให้ร้านขายของย้ายออกไป เหลือไว้แต่ร้านที่ขาย ทอง ขายเพชร จนถึงปัจจุบัน ได้แต่ยืนดูเพลินๆ



เยื้องๆ สะพานเวกิโอ (Ponte Vecchio) คือ Academy of Fine Art ที่มี รูปปั้น David อยู่ข้างในนั้น



ข้ามสะพานมาแล้ว เดินเลยไปหน่อยก็ถึงพระราชวังพิตติ (Palazzo Pitti) เคยเป็นที่พักของคนตระกูล Medici เราเลือกจะเข้าไปชมแต่ส่วนภายในสวนที่เรียกว่า The Boboli Garden ซึ่งก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง



สวนนี้มีลักษณะของยุค Renaissance แท้ๆ และนับเป็น 1 ใน 20 สวนดังที่คนอยากไปเทียวมากที่สุดในโลก



ปกติรูปปั้นในยุคนั้นมักจะมีหุ่นอย่างพวกชายหนุ่มในฝันที่มี six packs เจอคุณลุงคนนี้นึกแปลกใจ



โบสถ์ซานตาโครเช (Santa Crose) เป็นโบสถ์โกธิคที่สวยที่สุดในอิตาลี และเป็นโบสถ์ของโรมันคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย สร้างโดย Arnolfo di Cambio คนเดียวกับที่ออกแบบ Duomo สีและลวดลายจึงคล้ายๆ กัน ภายในเป็นที่ฝังศพคนดัง ของเมืองนี้ เช่น Michelangelo, Rossini



Piazza Michelangelo บนเนินเขาชานเมือง Florence เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของเมือง โดยเฉพาะเวลาพระอาทิตย์ตกดิน เรานั่งมองท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนสีจากสีส้มจนแดง นับเป็นการปิดฉากการเยี่ยมชม Florence ที่โรแมนติกที่สุด




Create Date : 19 พฤษภาคม 2554
Last Update : 19 พฤษภาคม 2554 20:24:56 น. 1 comments
Counter : 2889 Pageviews.

 
ชอบมากเมืองนี้ไปมาสองรอบแล้วค่ะ และคงจะกลับไปอีกแน่นอน

ปล รูปปั้นนั่นกลมดิ๊กเลยคุณลุง


โดย: settembre วันที่: 19 พฤษภาคม 2554 เวลา:23:12:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Please.Peace
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




หนึ่งใน New Year Resolutions คือความตั้งใจอยากจะเขียน เล่า เรื่องราวผ่าน Blog ส่วนหนึ่งคงเป็นการจัดระบบความคิดที่ดีของตนเอง อีกส่วนคงเป็นการได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนใน Cyber space มากขึ้น

ใช้ชีวิต กึ่ง ๆเหมือนพวก Urban living ชอบหาร้านกาแฟ หอมๆ นั่งอ่านหนังสือในวันหยุด

ขออภัย เมื่อใหม่หัดใช้ Blog ด้วยจ้า
New Comments
Friends' blogs
[Add Please.Peace's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.