Group Blog
 
All blogs
 

จากมะละกาถึงบาหลี

สำหรับนักเดินทางเวลามองปฏิทินเห็นวันหยุดทีไร ไม่ว่าสั้น ว่ายาว ก็มักจะมีแผนสำหรับการเดินทางผุดขึ้นมาไหวๆ ในหัวเสมอ ๆ คราวนี้เปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวเมืองใกล้ๆบ้าน อย่าง มะละกา บาหลี กันดีกว่า






ด้วยความที่ตนเองเป็นคนที่รักการเดินทางและอาหารเป็นชีวิตจิตใจ ไปเมืองไหนๆ ก็ต้องลองช็อป ลองชม ลองชิม อาหารพื้นเมือง ประกอบกับความสนใจในประวัติศาสตร์ สิ่งละอันพันละน้อย การสังเกตเห็นเรื่องราวการเดินทางของอาหาร ประวัติศาสตร์การครัว และตระหนักว่า เรื่องราวของอาหารและเครื่องเทศเต็มไปด้วยสีสันไม่แพ้รสชาติของมัน เลยนึกสนุกว่าเรื่องเล่าเดินทางจะมีรสชาติมากขึ้น ควรเอาเครื่องเทศมาเป็นตัวกลางถ่ายทอดรอยต่อของอดีตถึงปัจจุบัน ทำให้เรามองเห็นประวัติศาสตร์ในภาพใหญ่



เรื่องราวของการล่าอาณานิคม มหาอำนาจยุโรป เช่น โปรตุเกส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ออกเดินทางล่าดินแดนไปทั่วโลก เพื่อมุ่งหวังเครื่องเทศอันล้ำค่า เช่น พริกไทย ขิง อบเชย กานพลู จนทำให้ทั้ง เวนิส ลิสบอน อัมสเตอร์ดัม กลายเป็นเมืองที่มีบทบาททั้งการเมืองและการค้า เกิดบริษัทการค้าข้ามชาติขึ้นมา Dutch East India Company เวนิสชนะจักรวรรดิไบแซนไทน์ในสงครามครูเสด ทำให้เกิดการค้าทาส เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการแล่นเรือ ออกหาแผ่นดินใหม่ๆ



การถาม-ตอบตัวเองถึงบางเรื่องราวระหว่างการเดินทาง ทำไมครั้งหนึ่งฝรั่งถึงขนาดยอมเอาชีวิตเข้าแลกกับพริกไทยและเครื่องเทศ โดยเฉพาะความต้องการเครื่องเทศซึ่งมีค่ามากกว่าทองคำซะอีกในสมัยนั้น การได้ครอบครองตลาดเครื่องเทศก็เหมือนกับการได้ครอบครองเวนิส เพราะเป็นตลาดรองรับสินค้าประเภทนี้และเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในยุโรป โลกทั้งใบในศตวรรษที่16 และ17 ถูกย่อเข้าหากันด้วยอิทธิพลของเครื่องเทศจุดกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส Globalization



การค้นพบเส้นทางเดินเรือมาสู่ตะวันออกโดยอ้อมแหลม Good Hope และได้ขึ้นฝั่งที่แหลมกาลิกัต(Calicut)ในอินเดีย เมื่อปลายศตวรรษที่ 15 ของวาสโก ดามากา(Vasco da Gama) ทำให้ตะวันตกสามารถติดต่อทำการค้ากับอินเดียและดินแดนในตะวันออกได้โดยตรงเป็นครั้งแรก โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าในคาบสมุทรอาหรับ ทำให้โปรตุเกส กลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลและผูกขาดตลาดสินค้า วัตถุดิบ(เครื่องเทศ) ที่จะนำไปป้อน โรงงานอุตสาหกรรมในตะวันตกและขณะเดียวกันก็ใช้อาณานิคมของตนเป็นตลาดระบายสินค้าจากยุโรป ประเทศตะวันตกอื่นๆ เลยสนใจจะมาแย่งชิงครอบครองดินแดนแถบนี้บ้าง เมื่อโปรตุเกสเสื่อมอำนาจลง บริษัทอินเดียตะวันออกของDutch ก็เริ่มเข้ามา



ช่วงวันหยุดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บังเอิญเจอโปรโมชั่นของการบินไทยเราเลยได้โอกาสนับจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่มะละกา เมืองประวัติศาสตร์ที่มีอายุยาวนานมากกว่า 600 ปี



มะละกาเพิ่งได้รับเลือกเป็น มรดกโลก น้องใหม่หมาด ๆเมืองสามปีที่แล้วนี้เอง มะละกาเป็นเมืองร่วมสมัยเดียวกับกรุงศรีอยุธยาบ้านเรา หลายๆ คนคงคุ้นกับชื่อ “ช่องแคบมะละกา”เสียมากกว่า



เมื่อต้นศตวรรษที่ 14 เมืองมะละกาได้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าชายปรเมศวร(Parameswara) เจ้าผู้ครองเกาะเทมาเส็ก(Tumasik/สิงคโปร์ในปัจจุบัน) ถูกกองทัพชวาโจมตีจนต้องหนีมาทางเหนือ ขณะที่พักกองทัพ ได้เห็นสุนัขป่า 2 ตัวไล่ทำร้ายกระจงตัวเล็กๆ กระจงน้อยได้ต่อสู้จนเตะสุนัขตัวหนึ่งตกลงไปในน้ำ พระองค์นึกชื่นชมในความกล้าหาญของกระจง จึงเลือกที่จะปักหลักสร้างอาณาจักรใหม่ที่นี่ และชื่อมะละกา(Melaka ในภาษามาเลย์ แปลว่า มะขามป้อม) ตามชื่อของต้นมะขามป้อมที่มีอยู่มากมายในป่าบริเวณนี้ กระจงน้อยได้กลายเป็นสัญลักษณ์และตราประจำรัฐมะละกามาจวบจนทุกวันนี้



มะละกาด้วยทำเลที่เหมาะบนเส้นทางช่องแคบมะละกา เรือสำเภาจาก จีน อินเดีย ไทย พม่า ชวา ต่างเดินทางมาค้าขายยังท่าเรือแห่งนี้ สินค้าในยุคนั้น เช่น เครื่องเทศ พริกไทย รังนก หยกจากพม่า ผ้าไหมจีน เครื่องแก้วจากอินเดีย
มะละกาจึงเป็นที่หมายปองอยากครอบครองเพื่อประโยชน์ทางการค้า เคยเป็นเมืองขึ้นและถูกปกครองโดยชาวยุโรป ตั้งแต่โปรตุเกส ฮอลแลนด์ และอังกฤษ อาคารบ้านเรือนจึงมีรูปแบบ กลิ่นอายของผู้ที่เคยครอบครอง จนกลายเป็นเสน่ห์ของมะละกา



อาคาร Chino-Portuguese



อาณาจักรมะละกาเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว เริ่มมีพ่อค้าเข้ามาค้าขายและชาติแรกที่มาคือจีน มะละกาได้ขอสวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดิหมิง โดยแลกกับการคุ้มครองไม่ให้ถูกโจมตีจากกองทัพสยาม

หากคิดดีๆ ตำนานนี้มีความหมายโดยนัย สุนัขป่าตัวแรกคงเป็นพวกMajapahit บนเกาะชวา ส่วนหมาป่าตัวที่สองน่าจะหมายถึงสยามเรานี่เอง กระจงน้อยคงหมายถึงตัวพระองค์เอง ส่วนกลยุทธ์ที่ใช้ต่อสู้กับหมาป่าสองตัวคือการใกล้ชิดพี่ใหญ่จากจีน

อนุสาวรีย์กระจงน้อย



การเข้ามาของพ่อค้าอินเดียมุสลิม ได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ยังดินแดนแห่งนี้ด้วย เมื่อเจ้าผู้ครองนครหันมานับถือศาสนาอิสลาม ได้รับการสถาปนาให้เป็นสุลต่าน ชาวบ้านทั่วไปได้เปลี่ยนมานับถือตามเช่นกัน
เมื่อเจ้าชายปรเมศวรสิ้นพระชนม์ ได้มีการแก่งแย่งอำนาจในราชสำนัก ผ่านมาหลายยุค หลายสมัย เมื่อสุลต่านมานเชอร์ ชาห์ ถูกลอบปลงพระชนม์โดยการแอบวางยาพิษ สุลต่านมะห์มุดจึงได้สืบทอดอำนาจ ราชสำนักอ่อนแอลงเรื่อยๆ ตามกฎ Rise & Fall เป็นจังหวะเดียวกันกับการมาถึงของชาติมหาอำนาจจากยุโรปในยุคล่าอาณานิคม ชาติแรกที่มาถึงคือโปรตุเกส



เมื่อโปรตุเกส นำโดย Diego Lopez De Sequeira เดินทางมาถึงมะละกา ได้เจรจาตั้งเขตการค้าขึ้น แต่ได้รับการปฏิเสธจากรัฐมนตรีแห่งรัฐ ภายใต้การยุยงของพ่อค้าอินเดียมุสลิม เพราะพวกพ่อค้าอินเดียเคยเห็นการปะทะนองเลือดจากพวกคนผิวขาวในอินเดีย ด้วยข้ออ้างคลาสสิกว่าพ่อค้าโปรตุเกสถูกคนท้องถิ่นจับตัวเป็นเชลย จนนำไปสู่การยึดเรือและจับกุมชาวโปรตุเกสไว้เป็นนักโทษ จากเหตุการณ์นี้ ในอีก 2 ปีต่อมา จึงเป็นข้ออ้างของโปรตุเกสที่ใช้กำลังเข้ายึดมะละกา

ในที่สุดโปรตุเกสก็ยึดมะละกาได้ เมืองได้รับความเสียหาย มีการยึดทรัพย์สินสุลต่านและเผาพระราชวังจนไม่เหลือร่องรอยให้เห็นในปัจจุบัน และได้สร้างป้อมปราการ A’Famosa/The Famous) ขึ้นมาใหม่ทับตรงที่เดิม เพื่อใช้เป็นศูนย์บัญชาการ สำนักงานและที่พักอาศัยของข้าราชการชาวโปรตุเกส แล้วตัง Kapitan ขึ้นปกครองชาวมะละกา ส่วนคนพื้นเมืองและแรงงานให้อาศัยอยู่นอกกำแพงเมือง โปรตุเกสตักตวงผลประโยชน์จากเมืองท่าแห่งนี้ได้นานกว่า 130 ปี



ประตู Porta De Santiago เป็นส่วนหนึ่งของป้อม A’Famosa รอดพ้นจากการทุบทำลายทิ้งในสมัยที่อังกฤษเข้ามาปกครอง



ซากโบสถ์ St.Paul’s Church ที่อยู่บนยอดเขามะละกา โบสถ์เก่าไม่มีหลังคาแห่งนี้สร้างขึ้นหลังจากที่โปรตุเกสเข้าปกครองมะละกาได้ 10 ปี



โบสถ์แห่งนี้เคยเป็นที่ฝังศพชั่วคราวของ Saint Francis Xavier นักบวชชาวสเปนที่มาเผยแพร่ศาสนาในเอเชียตะวันออก ที่สะดุดตาคงเป็น มือข้างขวาของท่านหายไป หลังจากท่านมรณภาพ นักบุญรุ่นหลังเสนอให้วาติกันแต่งตั้งท่านให้เป็น Saint (นักบุญ) พระสันตะปาปารับสั่งให้ตัดมือขวาของศพที่ไม่เน่าเปื่อยของท่านจากเมืองกัวในอินเดียไปสำนักวาติกันในกรุงโรม ในที่สุดท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญภายหลังมรณภาพไปแล้วถึง 70 ปี แต่เหตุผลจริงๆ เนื่องจากเกิดพายุและต้นไม้ใหญ่ได้หักทับรูปสลักหินอ่อน ทำให้ข้อมือข้างขวาหักไป ว่ากันว่าคงเป็นพระประสงค์ของท่านี่จะให้เหมือนสภาพศพของท่านเอง



จนกระทั่งการเข้ามาของชาว Dutch ในต้นศตวรรษที่ 17 ประวัติศาสตร์มะละกาจึงถูกเปลี่ยนโฉม เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับโปรตุเกส ฮอลันดา(Dutch) ได้มุ่งหน้าไปหาแหล่งเครื่องเทศจากหมู่เกาะชวาตะวันออกแทนและจัดตั้ง United East India Company ขึ้นในปี 1602 เพื่อร่วมมือกับคนในภูมิภาคต่อสู้ทางการค้ากับชาติยุโรปอื่นๆ โดยเฉพาะโปรตุเกสเนี่ยแหละ



จริงๆ แล้วสองชาติมีความขัดแย้งทางศาสนาเป็นทุนเดิม โปรตุเกสนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิค ส่วนดัตช์นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตน

Dutch ได้แสวงหาพันธมิตรเพื่อที่จะบุกยึดมะละกาภายใต้การปกครองของโปรตุเกส ซึ่งก็หาไม่ยากเพราะชาวมลายูในยะโฮร์ยังมีแรงแค้นฝังใจกับโปรตุเกสมาตลอด

ในปี 1640 กองกำลัง Dutch ภายใต้ความร่วมมือกองกำลังจากปิดล้อมป้อม A’Famosa โปรตุเกสจึงยอมแพ้หลังจากที่ถูกปิดล้อมเป็นเวลาถึง 5 เดือน Ducth ปกครองมะละกาอยู่กว่า 150 ปี แต่ก็ไม่ได้ทำให้มะละกาเจริญรุ่งเรืองนัก เพราะ Dutch ให้ความสำคัญกับเมืองท่าปัตตาเวีย(กรุงJakarta ในปัจจุบัน) มากกว่าและมะละกากลายเป็นแค่ท่าเรือพักสินค้าเท่านั้น



Dutch ได้บูรณะเมืองมะละกาขึ้นมาใหม่ โดยติดเครื่องหมายการค้าของ United East India Company บนป้อมประตูทางเข้า Porta De Santiago

อาคาร Stadthuys สร้างให้เป็นบ้านพักของชาว Dutch ปัจจุบันเป็น History, Ethnograghy and Literature Museum



Christ Church Melaka โบสถ์สีแดงหมาก ฝรั่งเรียกว่าสีชมพูเนื้อปลาแซลมอน (Salmon Pink) ตั้งอยู่โดดเด่นบริเวณ Dutch Square สร้างด้วยอิฐจากฮอลันดาแล้วฉาบด้วยดินแดงท้องถิ่น สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในวาระการเข้ามาปกครองมะละกาครบ 100 ปี



ในปี 1800 ช่วงเวลาเดียวกันที่ยุโรป Dutch แพ้สงครามต่อฝรั่งเศสในศึกนโปเลียน Dutch จึงได้ทำข้อตกลงให้อังกฤษเข้าครอบครองมะละกาเป็นการชั่วคราว ในขณะนั้น อังกฤษได้เดินทางมาถึงทวีปเอเชียโดยตั้ง British East India Company ที่อินเดียแล้ว

อังกฤษคืนมะละกาให้ Dutch แค่ระยะเวลาสั้นๆเพียง 8 ปี มะละกาก็ตกอยู่ในการปกครองของอังกฤษอีกครั้ง ตามสนธิสัญญาแห่งกรุงลอนดอน ที่มีเนื้อหาแก้ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างสองชาติ โดนรวมสิงคโปร์ มะละกา ปีนังและเวลสลีย์ เข้าเป็นเขตการปกครองเดียวกัน เรียกว่า Straits Settlement แต่ความสำคัญกลับไปตกที่สิงคโปร์เพราะเป็นท่าเรือเสรีและมีทำเลดีกว่า มะละกากลายเป็นเมืองเงียบเหงาและล้าสมัย แต่ระหว่างนั้นมะละกากลายเป็นแหล่งปลูกยางพารา นำความร่ำรวยมาสู่พ่อค้าชาวจีน มีแรงงานจากอินเดีย จีน หลั่งไหลมาใช้แรงงานที่นี่



หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1957 อังกฤษได้คืนเอกราชให้กับมาเลซีย นายกรัฐมนตรี Tunku Abdul Rakman ได้เลือกมะละกาเป็นสถานที่ประกาศเอกราช โดยใช้สนาม Padang Palawan ตรงข้ามประตู Santiago เป็นสถานที่ลดธง Union Jack ของอังกฤษลงจากยอดเสา ถือเป็นการสิ้นสุดการอยู่ในการปกครองของอังกฤษมายาวนานกว่า 162 ปี มาเลเซียประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นตรงต่ออังกฤษก็ที่เมืองนี้ จึงถือได้ว่ามะละกาเป็นจุดกำเนิดของประเทศมาเลเซียยุคใหม่

อนุสรณ์ประกาศอิสรภาพ(Proclamation of Independence Memorial) อาคาร 2 ชั้นสีชมพุ-เหลือง ตรงข้ามประตู Santiago รูปทรงวิคตอเรียผสมศิลปะมาเลย์ มียอดโดมสีเหลืองอยู่บนหลังคา



อาคารสีแดงสูง 2 ชั้น สร้างโดยอังกฤษ เพื่อเป็นที่ทำการไปรษณีย์ ปัจจุบันถูกดัดแปลงให้เป็น Malaysia Youth Museum & Melaka Art Gallery



กังหันลมแบบชาว Dutch บ่งบอกความเป็นเมืองขึ้นของ Dutch ในอดีต



ชุมชนเมืองเก่า ถนนสายวัฒนธรรม: ถนนคนเดิน

ถนนฮังเจบัต เรียกอย่างฝรั่งว่า Joker Street แปลว่า ถนนไพร่ เรียกอย่างจีนว่าถนนเล้าไก่ เพราะชาวจีนไหหลำที่อพยพมานิยมเลี้ยงไก่ ปัจจุบันจะในช่วงวันศุกร์-เสาร์ จะกลายเป็นถนนคนเดิน แต่ของที่ขายไม่เด็ดเท่าบ้านเรา เหมือนของจากสำเพ็ง



ถนน Jalan Tun Tan Cheng Lock เป็นถนนขนาน ถนนฮังเจบัต ฝรั่งเรียกว่า Heereen Street แปลว่า ถนนบ่าว ช่างคล้องจองกันจริง ตึกแถบนี้จะงดงามกว่าตึกแถบไพร่



ถนนโตกง หรือ Temple street มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา คือ วัดเจ้าแม่กวนอิม Cheng Hoon Teng Temple ภายในมีหยกขาวอัญเชิญมาจากพม่า อย่าลืมแหงนหน้าดูบนหลังคา มีรุปปั้นตุ๊กตางิ้ว
วัดแขก Sri Poyyatha Vinayagar Moorthi Temple และมัสยิด Kampung Kling Mosque เป็นศิลปะแบบแขกมัวร์ ความกลมกลืนของศาสนสำคัญทั้ง พุทธ อิสลาม ฮินดูและคริสต์



โรงแรม Puri Hotel



อาหาร อาหาร



สามล้อในเมืองมะละกา


สีสันมะละกา



นายโทเม ปิเรส (TOME PIRES) นักเดินทางชาวโปรตุเกสกล่าวว่า “ผู้ใดได้ครองมะละกาเท่ากับกุมชะตาเวนิสไว้ในอุ้งมือ” คำกล่าวนี้คงเป็นจริง มะละกาไม่ไช่เมืองที่ใหญ่โตกว้างขวาง แต่ดินแดนนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เคยเป็นทั้งศูนย์กลางทางการค้าแห่งภูมิภาคตะวันออก (The emporium of the East) และเคยตกต่ำเป็น”เมืองแห่งห้วงนิทราอันหลับไหล (Sleepy Hollow) วันนี้มะละกาได้ประกาศตัวแล้วว่าเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมที่ได้ตื่นฟื้นขึ้นมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง (A Born-again Cultural City)




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2554    
Last Update : 16 ตุลาคม 2554 12:46:57 น.
Counter : 2403 Pageviews.  

“ItaLy Tia Mo”: Rome ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม

ด้วยความที่เป็นเมืองเก่าแก่อายุนับพันปี รายละเอียดของกรุงโรมทั้งสถาปัตยกรรม น้ำพุ ปาลาสโซ่ มหาวิหาร คงบอกเล่าไม่หมดในหนึ่งวัน เหมือนกรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว ถึงแม้เราทั้งคู่จะมาเยือนโรมบ่อยๆ แต่ทุกๆครั้งเรามักจะได้เห็นอะไรแปลกใหม่เสมอ Italy คือ มหาวิทยาลัยศิลปะของโลกที่แท้จริง



ทุกครั้งการเที่ยวโรมของเรามักเป็นแบบสบายๆ เนื่องจากตอนเด็กช่วงปิดเทอมเพื่อนเดินทางของฉันจะถูกส่งมาใช้ชีวิตกับคุณปู่ที่นี่เสมอ Zorn เลยคุ้นเคยกับเมืองนี้มาก ทำให้เราสามารถไปไหนต่อไหน โดยไม่ต้องใช้แผนที่ ทำตัวให้เหมือนพวกโรมัน (In Rome, do as the Roman do)



เพื่อทำให้การเที่ยวโรมของเราครั้งนี้สนุกมากขึ้น ฉันนึกอยากย่ำโรมตามรอย “Angels & Demons (เทวากับซาตาน)”





เราเริ่มต้นจาก Piazza Del Popolo โดยเราเน้นการเดินมากกว่าการใช้รถไฟใต้ดิน เพราะ การเดินทางบนดินย่อมเห็นอะไรสวยงามกว่าเสมอ จากสวนสาธารณะ Villa Borghese จะมองเห็นวิวของโรมและวาติกันได้ เสาโอเบลิสค์เก่าแก่ต้นนี้มีอายุประมาณ 3000 ปี



ต่อจากนั้นเราเดินไปตามถนน Viale Trnita dei Monti สู่จัตุรัส Piazza di Spagna ซึ่งเป็นที่ตั้งของบันไดสเปน Spanish Stairs บันไดนี้เป็นจุดนัดพบยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่เรียกว่าบันไดสเปน เพราะบันไดนี้มุ่งตรงไปสถานทูตสเปนนั่นเอง อารมณ์เหมือนนั่งหน้าสยามเซนเตอร์

มาถึงที่แล้ว ขอแวะเยี่ยมร้าน Babington’s English Tea Rooms ซะหน่อย ฉันรัก brunch ที่นี่มาก เพราะทำให้เราอิ่มไปเกือบถึงเย็นเลย

เราเดินกันต่อไปหลังจากที่ข้ามถนน Del Corso เบื้องหน้าคือ เสามาร์คออเรลสูง 42 เมตร มีรูปสลักนูนต่ำที่เล่าเรื่องราวสงครามการต่อต้านพวกอนารยชนของจักรพรรดิ ทางขวามือคือ Palazzo Chigi บ้านพักนายกรัฐมนตรี




วิหารแพนธีออน (Pantheon) หมายถึง ที่อยู่ของเทพเจ้าทั้งปวง ลักษณะวิหารเป็นรูปทรงกลม และมีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบโดมด้านบนของอาคาร โดยเว้นที่เป็นช่องวงกลมตรงกลางเพื่อให้แสงแดดส่องเข้ามาได้ เรียกว่า Oculus มีความหมายว่าดวงตา ซึ่งเชื่อว่าเป็นทางเชื่อมระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าบนสวรรค์ อาคารนี้มีความกว้าง 43 เมตรและสูง 43 เมตร ถูกใช้เป็นที่ฝังศพของกษัตริย์และบุคคลสำคัญของอิตาลี เช่น Emperor Victor Emmanuel II และ Emperor Umberto I แม้แต่ ศิลปินที่มีชื่อเสียง อย่าง Rafhael วิหารนี้มีอายุมากว่า 2,000 ปีแล้ว



Piazza Naova เป็นที่ตั้งของน้ำพุ Fountain of the Four Rivers เป็นน้ำพุที่อยู่ใจกลางจัตุรัสนาโวนา มีเสาโอเบลิสค์อยู่ตรงกลางและมีรูปปั้นผู้ชาย(ยักษ์)ประจำอยู่ 4 ด้าน ซึ่งเป็นตัวแทนของแม่น้ำสายสำคัญ 4 สาย คือ แม่น้ำดานูบ แม่น้ำคงคา แม่น้ำไนล์ และแม่น้ำ ริโอ เดอ ลา พลาตา ผูออกแบบน้ำพุสวยๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน เจ้าพ่อบารอค (Baroque )อย่าง Bernini เอง



ฉันชอบบรรยากาศรอบๆ จัตุรัสนี้มาก เพราะให้ความรู้สึกมีชีวิต ชีวา ขอแวะดื่มด่ำกับบรรยากาศของจัตุรัสนี้ด้วย กาแฟดีๆ



Fountain of Moor เป็นน้ำพุที่อยู่ทางทิศใต้ ออกแบบโดย Bernini



เราเดินไปเรื่อยๆ จะได้ยินเสียงน้ำตก นั่นก็คือ น้ำพุเทรวี่ (Fontana di Trevi) น้ำพุเทรวี่สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์อากริปปา ผู้สร้างวิหารแพนธีออน ในแบบฉบับสถาปัตยกรรม Baroque ส่วนกลางของน้ำพุมีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูน ขี่รถม้าติดปีก อันแสดงความมีสุขภาพที่แข็งแรงและความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร



Monument of Victor Emanuel II อนุสาวรีย์กษัตริย์วิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Vittariano ตั้งอยู่ระหว่างจัตุรัสเวเนเซีย และเชิงเขา Capital Hill ตัวอาคารเป็นหินอ่อน ตรงกลางมีรูปปั้นกษัตริย์วิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 2



โรมัน ฟอรัม (Roman Forum) อยู่ด้านหลังของ Campidoglio Square โรมัน ฟอรัมเป็นซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้า การเมือง และศาสนาของกรุงโรมเมื่อครั้งอดีต ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 900 ปี สถานที่แห่งนี้เสื่อมโทรมลงไปตามกาลเวลา



โคลอสเซียม (Colosseum) หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.72 ด้วยระยะเวลาการก่อสร้างเพียง 8 ปี กับแรงงานนักโทษชาวยิวอีก 12000 คน สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงการต่อสู้อันเลือดเย็น ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างนักสู้กับนักสู้ หรือระหว่างนักสู้กับัตว์ที่ดุร้าย สำหรับนักสู้ที่เราคุ้นหูคงเป็น Gladiator หนังดีที่ดูทีไร ก็อดร้องไห้ไม่ได้ทุกที



ประตูชัยคอนสแตนติน



Bridge of Angles สะพานเทวทูต เป็นสะพานข้ามแม่น้าไทเบอร์



เราข้ามเขตวาติกัน –อิตาลี มานครรัฐวาติกัน ที่ประทับขององค์พระสันตะปาปา และเมืองหลวงของศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก

St. Peter’s Square เป็นบริเวณที่หากมีการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ผลการตัดสินจะดูจากควันที่ลอยออกมาว่าเป็นสีขาวหรือสีดำ

มหาวิหาร St. Petersberg คือ สุดยอดของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลมกลืนระหว่าง เรเนซองส์ กอธิค บาโร้ค และ รอคโคโค



Vatican Museum ภาพวาดฝีมือ Michelangelo บนเพดาน Sistine Chapel



ตราสเตเวเร (Trastevere) ในอดีตเป็นย่านคนยิว ย่านผู้ใช้แรงงาน ในปัจจุบันเป็นย่านฮิปๆ ที่ใครๆ ต้องมา hang out ที่นี่



แสงแดดอ่อนแรงยามเย็น ตกทอดลูบไล้ทาบเงาตึก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย นี่คงเป็นเสน่ห์ของ Italy ที่ฉันเองตกหลุมรักทุกๆครั้งที่ได้แวะเวียนมา



การเที่ยวอย่างเนิบช้าหรือ Slow travel ทำให้เรามองสิ่งใกล้ตัวมากกว่าสิ่งที่ไกลเกินจำเป็น และทำให้เราได้ลองทำอะไรง่ายๆ ที่อยู่นอกแผนเที่ยวบ้าง ชีวิตที่ไม่ดูรีบร้อนจนเกินไป ซอกแซกตามตรอกซอย หาเวลานั่งตามคาเฟ่พื้นเมือง เจอผู้คนอัธยาศัยดี เที่ยวอย่างมีอิสระและเสรีภาพ ดื่มด่ำกับสิ่งต่างๆ ให้เต็มที่




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2554 19:13:36 น.
Counter : 2336 Pageviews.  

“ItaLy Tia Mo”: Asisi

Asisi เป็นเมืองเล็กๆ ในแคว้น Umbria ห่างจากRome ประมาณ 150 กิโลเมตร เป็นเมือง Etruscan โบราณในช่วงศตวรรษที่ 9 ก่อน ค.ศ. เมืองนี้เป็นเมืองที่ความสำคัญทางศาสนามาก ฉันอยากให้เพื่อนๆ รู้จักกับ St. Francis ก่อนนะคะ



นักบุญหรือ Saint ในศาสนาคริสต์ คือบุคคลที่ขณะมีชีวิตอยู่ได้ดำเนินชีวิตและปฏิบัติคุณงามความดีต่างๆ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วศาสนจักรได้ยกย่องสดุดีให้เป็นนักบุญ โดยถือว่าเป็นชีวิตคริสต์ชนตัวอย่าง

St. Francis เป็นชาว Asisi โดยกำเนิด เกิดเมื่อปี 1182 มาจากครอบครัวผู้มีฐานะมั่งคั่ง มารดาเป็นชาวฝรั่งเศสมาจากตระกูลสูงศักดิ์ ในวัยหนุ่ม ท่านได้สมัครเป็นทหารไปรบในสงคราม ทั้งสงครามระหว่างรัฐและสงครามครูเสด การไปรบในต่างแดน ทำให้ St. Francis ได้เรียนรู้โลกกว้างและค้นพบสัจธรรม จึงได้อุทิศตนให้ศาสนาอย่างจริงจัง



วันหนึ่งขณะที่เข้าไปสวดมนต์ ท่านได้ยินเสียงแว่วมาจากไม้กางเขนว่า “St. Francis เจ้าจงไปซ่อมแซมพระนิเวศน์ของเราที่กำลังหักพัง”

ปี 1210 St. Francis ได้เดินทางไปโรมเพื่อขออนุญาตจากศาสนจักรก่อตั้งคณะใหม่ ตั้งกฏเกณฑ์ใหม่หมด ในตอนแรกไม่ได้รับความยินยอม เพราะคิดว่ากฏต่างๆ นั้น เคร่งครัดเกินไป แต่เนื่องจาก St. Francis และคณะสามารถปฏิบัติได้ ด้วยความถ่อมตนทำให้ได้รับความเลื่อมใสอย่างรวดเร็วจากประชาชน

ในปี 1228 St. Francis ได้รับการการประกาศยกย่องให้เป็น เซ็นต์ หรือนักบุญ นั่นเอง



คณะฟรานซิสกันสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคณะนี้



ของที่ระลึกของเมืองนี้ happy monks



สำหรับฉันหลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวของ St. Francis ทำให้ฉันอดนึกถึงพระพุทธเจ้าของเราไม่ได้ว่า ช่างมีความคล้ายคลึงกันนัก และมีความเชื่อ คำสอนที่คล้ายๆ กันที่ว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่การสะสมทรัพย์สิน การให้คือความสุข

ในปี 2000 UNESCO ได้ประกาศให้โบสถ์ Basilica di S. Francesco รวมถึงเขตเมืองเก่าบนเนินเขา และ โบสถ์ Basilica di S. Maria Degli Angeli เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม




Basilica of St. Francis โบสถ์เซ็นต์ฟรานซิส แห่งอัสซีซี่ ประกอบด้วยโบสถ์บนและโบสถ์ล่าง



ในโบสถ์บน(The Upper Basilica) สร้างเมื่อ 1230-1250 ภาพ Fresco ฝีมือ Giotto เล่าชีวิตของ St. Francis



ในโบสถ์ล่าง (The Lower Basilica) สร้างเมื่อ 1228-1230 ภาพ Fresco ฝีมือ Giotto, Martini อยู่บนเพดาน

The four allegories (Le Quattro allegorie) ประกอบด้วย Saint Francis in Glory, The Allegory of Chastity, The Allegory of Poverty, The Allegory of Obedience




เที่ยวอิตาลีที่ไร จะเมื่อยคอทุกที เพราะต้องแหงนหน้ามองหอคอยต่างๆ หรือไม่ก็ภาพวาด ลวดลายสวยๆบนเพดานโบสถ์ แต่นับว่าคุ้มค่าจริงๆ

ในปี 1997 ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เมือง Asisi ได้รับความเสียหายมาก ส่งผลให้ภาพ Fresco และงานศิลปะอื่นๆ เสียหายอย่างหนัก ฝุ่นผงร่วงลงมาจากเพดานหลายตัน



หากความศรัทธาในศาสนา คือ ความเชื่อในสิ่งที่เราไม่อาจเห็น พิสูจน์ หรือสัมผัสได้ การแสวงหาความสมดุลในชีวิตและหาหนทางข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องงมงายใดๆ




 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2554 21:56:38 น.
Counter : 521 Pageviews.  

“ItaLy Tia Mo”: Florence เมืองแห่งศิลปะ

ก่อนจะไปเที่ยวเมืองอื่นต่อไป เรามาเปลี่ยนบรรยากาศคุยกันเรื่อง อาหารการกินดีมั๊ยคะ ในเรื่องอาหารการกินหากเป็นพวก slow travel อย่างเราแล้ว มีโอกาส เราก็พยายามจะทำอาหารกินเองให้มากที่สุด เพราะเราจะไปเดินตลาดสด และรู้ว่าเมืองนี้มีอะไรขึ้นชื่อ เช่น ปลา ผัก แล้วลองนำมาปรุงอาหารดู โชคดีที่ชายหนุ่มของฉันชอบทำอาหาร ส่วนฉันทำหน้าที่ถนัด คือการเป็นนังแจ๋วล้างจาน



หากมื้อไหน ไม่มีเวลาจริงๆ เราก็เลือกที่จะทาน ร้านที่เป็นของคนท้องถิ่น Starbuck มิได้แอ้มเงินฉันหรอก ร้านนี้เจอโดยบังเอิญ หลังจากทานไปแล้วถึงรู้ว่าเป็นร้านที่ใน Trip advisor แนะนำด้วย เราติดใจรสชาติอาหาร แวะไปอุดหนุนสองวันติดกันเลยทีเดียว



อาหารอิตาเลียนขึ้นชื่อและเป็นที่นิยม คือ พาสต้า และพิซซา
คำว่า Pizza ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “พาย” ประกอบด้วย แผ่นแป้งและเครื่อง แป้งของแท้ ต้อง บางกรอบ ส่วนเครื่องแต่งหน้า ก็มีหลากหลาย ทั้ง เนื้อสัตว์และผัก แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ คงเป็น เนยแข็ง mozzarella สำหรับโรยหน้า



อาหารเช้า เรามักเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟหอมกรุ่นและนุ่มลิ้น อาจเป็น Cappuccino หรือ Espresso ด้วยวัฒนธรรมของคนที่นี่จะไปดื่มกาแฟกันที่บาร์หรือคาเฟ่ โดยมักจะยืนดื่ม คนละกรึ๊บ สองกรึ๊บ ก่อนไปทำงาน หากใครจะนั่ง ต้องเสียเงินค่านั่งด้วย
ส่วนอาหารกลางวันช่วงเวลาประมาณเที่ยง ถึงบ่ายสอง มัก จะเริ่มจาก Antipasto ตามด้วย Primo หมายถึง พาสต้า หรือ ข้าว หรือ ซุป ตามมาด้วยอาหารจานหลัก เรียกว่า Secondo มักเป็นพวกเนื้อหรือปลา ตามด้วย อาหารหวาน พวกเนยแข็ง หรือ เค้ก ปิดท้ายด้วย กาแฟ หรือ เหล้าพื้นเมือง อย่าง Amaro, Grappa
คนอิตาเลียน จะมี Siesta Break หรือชั่วโมงพักกลางวันช่วง บ่ายสอง ถึงสามโมงครึ่ง เป็นช่วงที่ร้านค้าต่างๆ จะปิด พักผ่อน แล้วเปิดอีกทีหลังบ่ายสามโมงครึ่งไปแล้ว



อาหารเย็นร้านอาหารส่วนใหญ่จะเปิดหลัง สองทุ่มครึ่งเป็นต้นไป เมนูก็คล้ายๆ อาหรกลางวัน ถ้าใครทานมื้อกลางวันหนักก็จะทานมื้อเย็นเบา มีอยู่วันหนึ่ง เราทานอาหารค่ำเสร็จประมาณสามทุ่มครึ่ง เกือบสี่ทุ่ม แล้วเดินกลับที่พัก เพื่อจะได้ช่วยย่อยอาหารไปด้วย พอถึงที่พัก ฉันก็บอกเพื่อนร่วมทางว่า ขอพักสายตาสัก 5 นาที แล้วจะไปอาบน้ำ แค่ 5 นาทีนะ พอรู้สึกตัวอีกที ได้ยินเสียงระฆังจากโบสถ์บอกเวลา แปดโมงเช้าแล้ว
สิ่งที่พลาดไม่ได้เลย คือ ไอศกรีม ที่เรียกว่า Gelato ที่นี่นิยมตักใส่โคนหรือถ้วย เคล็บที่ไม่ลับของ Gelato คือว่า ส่วนผสมหลักต้องเป็น ไข่ นม ผลไม้และส่วนผสมอื่นๆ ปรุงแต่งรสชาติ ห้ามใช้น้ำเชื่อม กลิ่นสังเคราะห์ รสสังเคราะห์และสารกันบูด เพราะผิดกฎหมาย ไอติมที่นี่ถึงอร่อยจริงๆ บางร้านเปิดมาเป็นร้อยๆ ปี คอไอติมอย่างเรา ต้องเตือนสติว่า กินแล้วอ้วน แต่ก็กินได้ทุกวัน
Tiramisu หนึ่งในของหวานสัญชาติอิตาลีที่ฉันรักมาก มีกลิ่นหอมเบาๆ ของเหล้า ทั้งหอมทั้งนุ่ม ละมุนละไม ที่สำคัญละลายในปากทันที Tiramisu is truly to die for…



“ItaLy Tia Mo”: Florence เมืองแห่งศิลปะ
เมือง Florence หรือ Firenze เป็นเมืองหลวงของ Tuscany ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Arno ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะในยุค Renaissance (ศตวรรษที่ 14 -16) ของยุโรปและของโลกเลย คำว่า Renaissance แปลว่าการเกิดใหม่ เป็นการรื้อฟื้นศิลปะกรีกและโรมัน ในอดีตที่เคยรุ่งเรืองให้กลับมาอีก และเป็นการค้นหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิทยาการแขนงต่างๆ ครอบครัวที่ร่ำรวยจะอุปถัมภ์ศิลปิน เช่นตระกูล Medici ทำให้มีการแจ้งเกิดของ Leonardo Davinci, Michel Angelo



อ.ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งวิชาการศิลปะสมัยใหม่ ผู้สถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากรก็เป็นชาว เมือง Florence
เราเริ่มต้นจากมหาวิหาร Florence (Santa Maria del Fiore) เรียกสั้นๆ ว่า Duomo นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของ Florence เลยทีเดียว ด้วยความที่มีขนาดใหญ่โต สวยงาม ด้านหน้าแต่งด้วยหินอ่อนสีเขียวสลับแดงตัดกับขอบขาวดูโดดเด่น สะดุดตา แหล่งที่มาของหินอ่อนนั้น สีขาวมาจากเมือง Carrara ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดหินอ่อนสีขาวชั้นดีที่สุด หินอ่อนที่ใช้สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมของเราก็มาจากที่นี่ หินอ่อนสีเขียวมาจากเมือง Prato และสีชมพูมาจาก Sienna



ด้านข้างของ Duomo เป็นหอระฆังทรงสี่เหลี่ยม



ด้านหน้าของ Duomo คือมหาวิหารประกอบพิธี Baptist รูปทรงแปดเหลี่ยม ที่น่าสนใจคือประตูหนึ่งด้านเรียกกันว่าเป็นประตูแห่งสวรรค์ (Gate of Paradise) ออกแบบโดย Lorenzo Ghiberti เป็นประตูสีบรอนซ์ มีลวดลายนูนออกมา รายละเอียดนั้นเป็นการเล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ โดยแบ่งเป็น 10 ช่องเท่าๆ กัน หากมองจากบนลงล่าง และซ้ายไปขวา




ภาพที่เห็นจะมี Adam and Eve, Cain and Abel (Cain ลูกชายคนหัวปีของ Adam & Eve ซึ่งฆ่าน้องชายของตนตาย), Noah, Abraham, Issac & Esau & Jacob, Joseph (ลูกชาย Jacob), Moses, Joshua, David (ผู้นำความรุ่งเรืองมาให้อิสราเอล), Solomon (บุตรชายของพระเจ้าเดวิด)



Signoria Square เป็นลานกว้างรูปตัว L ตรงกลางมีน้ำพุ Fountain of Neptune หรือรู้จักกันในนาม Biancone ถัดไปด้านซ้ายมือ เป็นที่ตั้งของพระราชวัง Palazzo Vecchio และพิพิธภัณฑ์ Uffizi ผลงานดังๆ ที่ไม่ควรพลาดชม เช่น ภาพ Birth of Venus ของ Botticelli



มาเที่ยวรอบนี้ เราไม่ค่อยได้ใช้เวลาใน Museum นัก เพราะ เราเคยมา Florence และเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว cแดดอุ่นๆ ของ Florence ทำให้เราอยากดื่มด่ำกับแสงแดด ผู้คน มากกว่า อากาศที่อิตาลีช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประมาณ 15-20 องศา ไม่ร้อน หรือหนาวจนเกินไป



แม้จะไม่ได้เข้าไปข้างในพิพิธภัณฑ์ แต่บริเวณรอบๆ จัตุรัสก็มีงานประติมากรรมดีๆ น่าดู เช่นรูปปั้น David ของ Michelangelo อันนี้เป็นรูปปั้นจำลอง ของจริงอยู่ที่ Academia Gallery



รูปปั้น Perseus วีรบุรุษกรีก ผู้ฟันคอนางเมดูซ่า



สะพานเวกิโอ (Ponte Vecchio) สะพานเก่าแก่ที่สุดของเมืองและเป็นเพียงสะพานเดียวที่ไม่ถูกถล่มช่วงสงครามโลกที่ 2 ในอดีตสะพานนี้มีร้านค้าเต็มไปหมด ทั้ง ร้านขายเนื่อ ร้านตีเหล้ก จึงสร้างความสกปรกให้แม่น้ำ เพราะใครๆ ก็ทิ้งขยะลงไป ในปี 1565 ตระกูลเมดิชี่ จึงสั่งให้ร้านขายของย้ายออกไป เหลือไว้แต่ร้านที่ขาย ทอง ขายเพชร จนถึงปัจจุบัน ได้แต่ยืนดูเพลินๆ



เยื้องๆ สะพานเวกิโอ (Ponte Vecchio) คือ Academy of Fine Art ที่มี รูปปั้น David อยู่ข้างในนั้น



ข้ามสะพานมาแล้ว เดินเลยไปหน่อยก็ถึงพระราชวังพิตติ (Palazzo Pitti) เคยเป็นที่พักของคนตระกูล Medici เราเลือกจะเข้าไปชมแต่ส่วนภายในสวนที่เรียกว่า The Boboli Garden ซึ่งก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง



สวนนี้มีลักษณะของยุค Renaissance แท้ๆ และนับเป็น 1 ใน 20 สวนดังที่คนอยากไปเทียวมากที่สุดในโลก



ปกติรูปปั้นในยุคนั้นมักจะมีหุ่นอย่างพวกชายหนุ่มในฝันที่มี six packs เจอคุณลุงคนนี้นึกแปลกใจ



โบสถ์ซานตาโครเช (Santa Crose) เป็นโบสถ์โกธิคที่สวยที่สุดในอิตาลี และเป็นโบสถ์ของโรมันคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย สร้างโดย Arnolfo di Cambio คนเดียวกับที่ออกแบบ Duomo สีและลวดลายจึงคล้ายๆ กัน ภายในเป็นที่ฝังศพคนดัง ของเมืองนี้ เช่น Michelangelo, Rossini



Piazza Michelangelo บนเนินเขาชานเมือง Florence เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของเมือง โดยเฉพาะเวลาพระอาทิตย์ตกดิน เรานั่งมองท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนสีจากสีส้มจนแดง นับเป็นการปิดฉากการเยี่ยมชม Florence ที่โรแมนติกที่สุด




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2554 20:24:56 น.
Counter : 2164 Pageviews.  

“ItaLy Tia Mo”: Lucca & Giacomo Puccini

Lucca เป็นเมืองเล็กๆ อีกเมืองหนึ่ง ห่างจาก Pisa ประมาณ 20 กิโลเมตร อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของ Tuscany พวก Etruscan ตั้งเมือง Lucca เมื่อ 500 ปีก่อน ค.ศ.



Lucca เป็นเพียงเมืองเดียวในอิตาลี ที่กำแพงโบราณ (The Walls) อายุ 400 ปี ยังมีสภาพสมบูรณ์ล้อมรอบ ตัวกำแพงเมืองนี้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของกองทัพ Florence แต่ไม่เคยได้ใช้งานเลย เพราะนับตั้งแต่สร้างเสร็จก็ไม่เคยมีสงครามกัน ปัจจุบันกำแพงนี้ เป็นที่นิยมของคนท้องถิ่น มาเดินเล่น ขี่จักรยาน นั่งเล่นชมวิว โดยอาศัยร่มเงาต้น chestnut และต้นสน บนทางเดินโรยกรวด



Lucca เป็นเมืองสังคมชั้นสูงแห่ง Opera ราชวงศ์ฝรั่งเศสชอบเมืองนี้มาก น้องสาวของนโปเลียนเคยมาอยู่เมืองนี้ เมื่อฝรั่งเศสยึดครองดินแดนอิตาลี จนถึงปี 1813



นอกจากนั้น Lucca เป็นเมืองบ้านเกิดของ Giacomo Puccini คีตกวีผู้แต่ง madam Butterfly, La Boheme, Turandot เค้าเป็นคนที่ถนัดแนว Romantic Tragedy แบบเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา เรื่องผัวๆ เมียๆ จึงประสพความสำเร็จอย่างสูง ในบั้นปลายชีวิต เค้าใช้เงินมหาศาลกับการหาความสำราญ แต่มักจะเครียดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น เรื่องผมหงอก เราจึงเห้นเค้าในแบบผมดำอยู่เสมอ

ไม่เห็นลุงจะต้องเครียดเลยเน๊าะ เรายังไม่แก่ยังมีผมหงอก แบบนับไม่ถ้วน





น่าแปลกใจที่เมืองนี้ก็ไม่เคยได้รับการบรรจุในรายการทัวร์ของไทย ทั้งๆ ที่เมืองนี้ก็มีอะไรดีๆ อยู่มากมาย






Duomo di San Martino มหาวิหารต้นศตวรรษที่ 13 เป็นศิลปะแบบโรมันเนสต์ สร้างเมื่อปี 1060 หน้าบันคล้ายมหาวิหารที่ Pisa น่าสังเกตว่า เสาหินอ่อนทำมาจากหินต่างชนิดและลวดลายแตกต่างกัน ภายในมีไม้แกะสลัก Volto Santo เป็นรูปพระเยซูบนไม้กางเขน แต่ท่านมีรูปลักษณ์เหมือนคนผิวดำ



San Michele in Foro โบสถ์นี้มีความสวยงามมาก เป็นศิลปะแบบโรมันเนสต์ผสมกับโกธิค





San Frediano หน้าบันเป็นโมเสกทองแท้แบบ Byzantine สร้างในศตวรรษที่ 13



Torre Guinigi (The tower with the tree on top) สร้างเมื่อปี 1384 จากอิฐและหินปูน ด้วยความแปลกตาที่มีการปลูกต้น holm-oaks อายุร่วมร้อยปีไว้บนดาดฟ้า



Piazza Anfiteatros มีชื่อเสียงเพราะความแปลกของอาคารที่สร้างติดกันเป็นวงรีล้อมรอบ เมื่อก่อนบริเวณนี้เป็นโรงละครโรมันโบราณ ปัจจุบันลานนี้มีร้านกาแฟน่านั่ง ร้านขายของที่ระลึกต่างๆ




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2554 22:06:04 น.
Counter : 883 Pageviews.  

1  2  3  4  

Please.Peace
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




หนึ่งใน New Year Resolutions คือความตั้งใจอยากจะเขียน เล่า เรื่องราวผ่าน Blog ส่วนหนึ่งคงเป็นการจัดระบบความคิดที่ดีของตนเอง อีกส่วนคงเป็นการได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนใน Cyber space มากขึ้น

ใช้ชีวิต กึ่ง ๆเหมือนพวก Urban living ชอบหาร้านกาแฟ หอมๆ นั่งอ่านหนังสือในวันหยุด

ขออภัย เมื่อใหม่หัดใช้ Blog ด้วยจ้า
New Comments
Friends' blogs
[Add Please.Peace's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.