Group Blog
 
All blogs
 
จากมะละกาถึงบาหลี

สำหรับนักเดินทางเวลามองปฏิทินเห็นวันหยุดทีไร ไม่ว่าสั้น ว่ายาว ก็มักจะมีแผนสำหรับการเดินทางผุดขึ้นมาไหวๆ ในหัวเสมอ ๆ คราวนี้เปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวเมืองใกล้ๆบ้าน อย่าง มะละกา บาหลี กันดีกว่า






ด้วยความที่ตนเองเป็นคนที่รักการเดินทางและอาหารเป็นชีวิตจิตใจ ไปเมืองไหนๆ ก็ต้องลองช็อป ลองชม ลองชิม อาหารพื้นเมือง ประกอบกับความสนใจในประวัติศาสตร์ สิ่งละอันพันละน้อย การสังเกตเห็นเรื่องราวการเดินทางของอาหาร ประวัติศาสตร์การครัว และตระหนักว่า เรื่องราวของอาหารและเครื่องเทศเต็มไปด้วยสีสันไม่แพ้รสชาติของมัน เลยนึกสนุกว่าเรื่องเล่าเดินทางจะมีรสชาติมากขึ้น ควรเอาเครื่องเทศมาเป็นตัวกลางถ่ายทอดรอยต่อของอดีตถึงปัจจุบัน ทำให้เรามองเห็นประวัติศาสตร์ในภาพใหญ่



เรื่องราวของการล่าอาณานิคม มหาอำนาจยุโรป เช่น โปรตุเกส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ออกเดินทางล่าดินแดนไปทั่วโลก เพื่อมุ่งหวังเครื่องเทศอันล้ำค่า เช่น พริกไทย ขิง อบเชย กานพลู จนทำให้ทั้ง เวนิส ลิสบอน อัมสเตอร์ดัม กลายเป็นเมืองที่มีบทบาททั้งการเมืองและการค้า เกิดบริษัทการค้าข้ามชาติขึ้นมา Dutch East India Company เวนิสชนะจักรวรรดิไบแซนไทน์ในสงครามครูเสด ทำให้เกิดการค้าทาส เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการแล่นเรือ ออกหาแผ่นดินใหม่ๆ



การถาม-ตอบตัวเองถึงบางเรื่องราวระหว่างการเดินทาง ทำไมครั้งหนึ่งฝรั่งถึงขนาดยอมเอาชีวิตเข้าแลกกับพริกไทยและเครื่องเทศ โดยเฉพาะความต้องการเครื่องเทศซึ่งมีค่ามากกว่าทองคำซะอีกในสมัยนั้น การได้ครอบครองตลาดเครื่องเทศก็เหมือนกับการได้ครอบครองเวนิส เพราะเป็นตลาดรองรับสินค้าประเภทนี้และเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในยุโรป โลกทั้งใบในศตวรรษที่16 และ17 ถูกย่อเข้าหากันด้วยอิทธิพลของเครื่องเทศจุดกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส Globalization



การค้นพบเส้นทางเดินเรือมาสู่ตะวันออกโดยอ้อมแหลม Good Hope และได้ขึ้นฝั่งที่แหลมกาลิกัต(Calicut)ในอินเดีย เมื่อปลายศตวรรษที่ 15 ของวาสโก ดามากา(Vasco da Gama) ทำให้ตะวันตกสามารถติดต่อทำการค้ากับอินเดียและดินแดนในตะวันออกได้โดยตรงเป็นครั้งแรก โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าในคาบสมุทรอาหรับ ทำให้โปรตุเกส กลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลและผูกขาดตลาดสินค้า วัตถุดิบ(เครื่องเทศ) ที่จะนำไปป้อน โรงงานอุตสาหกรรมในตะวันตกและขณะเดียวกันก็ใช้อาณานิคมของตนเป็นตลาดระบายสินค้าจากยุโรป ประเทศตะวันตกอื่นๆ เลยสนใจจะมาแย่งชิงครอบครองดินแดนแถบนี้บ้าง เมื่อโปรตุเกสเสื่อมอำนาจลง บริษัทอินเดียตะวันออกของDutch ก็เริ่มเข้ามา



ช่วงวันหยุดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บังเอิญเจอโปรโมชั่นของการบินไทยเราเลยได้โอกาสนับจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่มะละกา เมืองประวัติศาสตร์ที่มีอายุยาวนานมากกว่า 600 ปี



มะละกาเพิ่งได้รับเลือกเป็น มรดกโลก น้องใหม่หมาด ๆเมืองสามปีที่แล้วนี้เอง มะละกาเป็นเมืองร่วมสมัยเดียวกับกรุงศรีอยุธยาบ้านเรา หลายๆ คนคงคุ้นกับชื่อ “ช่องแคบมะละกา”เสียมากกว่า



เมื่อต้นศตวรรษที่ 14 เมืองมะละกาได้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าชายปรเมศวร(Parameswara) เจ้าผู้ครองเกาะเทมาเส็ก(Tumasik/สิงคโปร์ในปัจจุบัน) ถูกกองทัพชวาโจมตีจนต้องหนีมาทางเหนือ ขณะที่พักกองทัพ ได้เห็นสุนัขป่า 2 ตัวไล่ทำร้ายกระจงตัวเล็กๆ กระจงน้อยได้ต่อสู้จนเตะสุนัขตัวหนึ่งตกลงไปในน้ำ พระองค์นึกชื่นชมในความกล้าหาญของกระจง จึงเลือกที่จะปักหลักสร้างอาณาจักรใหม่ที่นี่ และชื่อมะละกา(Melaka ในภาษามาเลย์ แปลว่า มะขามป้อม) ตามชื่อของต้นมะขามป้อมที่มีอยู่มากมายในป่าบริเวณนี้ กระจงน้อยได้กลายเป็นสัญลักษณ์และตราประจำรัฐมะละกามาจวบจนทุกวันนี้



มะละกาด้วยทำเลที่เหมาะบนเส้นทางช่องแคบมะละกา เรือสำเภาจาก จีน อินเดีย ไทย พม่า ชวา ต่างเดินทางมาค้าขายยังท่าเรือแห่งนี้ สินค้าในยุคนั้น เช่น เครื่องเทศ พริกไทย รังนก หยกจากพม่า ผ้าไหมจีน เครื่องแก้วจากอินเดีย
มะละกาจึงเป็นที่หมายปองอยากครอบครองเพื่อประโยชน์ทางการค้า เคยเป็นเมืองขึ้นและถูกปกครองโดยชาวยุโรป ตั้งแต่โปรตุเกส ฮอลแลนด์ และอังกฤษ อาคารบ้านเรือนจึงมีรูปแบบ กลิ่นอายของผู้ที่เคยครอบครอง จนกลายเป็นเสน่ห์ของมะละกา



อาคาร Chino-Portuguese



อาณาจักรมะละกาเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว เริ่มมีพ่อค้าเข้ามาค้าขายและชาติแรกที่มาคือจีน มะละกาได้ขอสวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดิหมิง โดยแลกกับการคุ้มครองไม่ให้ถูกโจมตีจากกองทัพสยาม

หากคิดดีๆ ตำนานนี้มีความหมายโดยนัย สุนัขป่าตัวแรกคงเป็นพวกMajapahit บนเกาะชวา ส่วนหมาป่าตัวที่สองน่าจะหมายถึงสยามเรานี่เอง กระจงน้อยคงหมายถึงตัวพระองค์เอง ส่วนกลยุทธ์ที่ใช้ต่อสู้กับหมาป่าสองตัวคือการใกล้ชิดพี่ใหญ่จากจีน

อนุสาวรีย์กระจงน้อย



การเข้ามาของพ่อค้าอินเดียมุสลิม ได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ยังดินแดนแห่งนี้ด้วย เมื่อเจ้าผู้ครองนครหันมานับถือศาสนาอิสลาม ได้รับการสถาปนาให้เป็นสุลต่าน ชาวบ้านทั่วไปได้เปลี่ยนมานับถือตามเช่นกัน
เมื่อเจ้าชายปรเมศวรสิ้นพระชนม์ ได้มีการแก่งแย่งอำนาจในราชสำนัก ผ่านมาหลายยุค หลายสมัย เมื่อสุลต่านมานเชอร์ ชาห์ ถูกลอบปลงพระชนม์โดยการแอบวางยาพิษ สุลต่านมะห์มุดจึงได้สืบทอดอำนาจ ราชสำนักอ่อนแอลงเรื่อยๆ ตามกฎ Rise & Fall เป็นจังหวะเดียวกันกับการมาถึงของชาติมหาอำนาจจากยุโรปในยุคล่าอาณานิคม ชาติแรกที่มาถึงคือโปรตุเกส



เมื่อโปรตุเกส นำโดย Diego Lopez De Sequeira เดินทางมาถึงมะละกา ได้เจรจาตั้งเขตการค้าขึ้น แต่ได้รับการปฏิเสธจากรัฐมนตรีแห่งรัฐ ภายใต้การยุยงของพ่อค้าอินเดียมุสลิม เพราะพวกพ่อค้าอินเดียเคยเห็นการปะทะนองเลือดจากพวกคนผิวขาวในอินเดีย ด้วยข้ออ้างคลาสสิกว่าพ่อค้าโปรตุเกสถูกคนท้องถิ่นจับตัวเป็นเชลย จนนำไปสู่การยึดเรือและจับกุมชาวโปรตุเกสไว้เป็นนักโทษ จากเหตุการณ์นี้ ในอีก 2 ปีต่อมา จึงเป็นข้ออ้างของโปรตุเกสที่ใช้กำลังเข้ายึดมะละกา

ในที่สุดโปรตุเกสก็ยึดมะละกาได้ เมืองได้รับความเสียหาย มีการยึดทรัพย์สินสุลต่านและเผาพระราชวังจนไม่เหลือร่องรอยให้เห็นในปัจจุบัน และได้สร้างป้อมปราการ A’Famosa/The Famous) ขึ้นมาใหม่ทับตรงที่เดิม เพื่อใช้เป็นศูนย์บัญชาการ สำนักงานและที่พักอาศัยของข้าราชการชาวโปรตุเกส แล้วตัง Kapitan ขึ้นปกครองชาวมะละกา ส่วนคนพื้นเมืองและแรงงานให้อาศัยอยู่นอกกำแพงเมือง โปรตุเกสตักตวงผลประโยชน์จากเมืองท่าแห่งนี้ได้นานกว่า 130 ปี



ประตู Porta De Santiago เป็นส่วนหนึ่งของป้อม A’Famosa รอดพ้นจากการทุบทำลายทิ้งในสมัยที่อังกฤษเข้ามาปกครอง



ซากโบสถ์ St.Paul’s Church ที่อยู่บนยอดเขามะละกา โบสถ์เก่าไม่มีหลังคาแห่งนี้สร้างขึ้นหลังจากที่โปรตุเกสเข้าปกครองมะละกาได้ 10 ปี



โบสถ์แห่งนี้เคยเป็นที่ฝังศพชั่วคราวของ Saint Francis Xavier นักบวชชาวสเปนที่มาเผยแพร่ศาสนาในเอเชียตะวันออก ที่สะดุดตาคงเป็น มือข้างขวาของท่านหายไป หลังจากท่านมรณภาพ นักบุญรุ่นหลังเสนอให้วาติกันแต่งตั้งท่านให้เป็น Saint (นักบุญ) พระสันตะปาปารับสั่งให้ตัดมือขวาของศพที่ไม่เน่าเปื่อยของท่านจากเมืองกัวในอินเดียไปสำนักวาติกันในกรุงโรม ในที่สุดท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญภายหลังมรณภาพไปแล้วถึง 70 ปี แต่เหตุผลจริงๆ เนื่องจากเกิดพายุและต้นไม้ใหญ่ได้หักทับรูปสลักหินอ่อน ทำให้ข้อมือข้างขวาหักไป ว่ากันว่าคงเป็นพระประสงค์ของท่านี่จะให้เหมือนสภาพศพของท่านเอง



จนกระทั่งการเข้ามาของชาว Dutch ในต้นศตวรรษที่ 17 ประวัติศาสตร์มะละกาจึงถูกเปลี่ยนโฉม เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับโปรตุเกส ฮอลันดา(Dutch) ได้มุ่งหน้าไปหาแหล่งเครื่องเทศจากหมู่เกาะชวาตะวันออกแทนและจัดตั้ง United East India Company ขึ้นในปี 1602 เพื่อร่วมมือกับคนในภูมิภาคต่อสู้ทางการค้ากับชาติยุโรปอื่นๆ โดยเฉพาะโปรตุเกสเนี่ยแหละ



จริงๆ แล้วสองชาติมีความขัดแย้งทางศาสนาเป็นทุนเดิม โปรตุเกสนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิค ส่วนดัตช์นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตน

Dutch ได้แสวงหาพันธมิตรเพื่อที่จะบุกยึดมะละกาภายใต้การปกครองของโปรตุเกส ซึ่งก็หาไม่ยากเพราะชาวมลายูในยะโฮร์ยังมีแรงแค้นฝังใจกับโปรตุเกสมาตลอด

ในปี 1640 กองกำลัง Dutch ภายใต้ความร่วมมือกองกำลังจากปิดล้อมป้อม A’Famosa โปรตุเกสจึงยอมแพ้หลังจากที่ถูกปิดล้อมเป็นเวลาถึง 5 เดือน Ducth ปกครองมะละกาอยู่กว่า 150 ปี แต่ก็ไม่ได้ทำให้มะละกาเจริญรุ่งเรืองนัก เพราะ Dutch ให้ความสำคัญกับเมืองท่าปัตตาเวีย(กรุงJakarta ในปัจจุบัน) มากกว่าและมะละกากลายเป็นแค่ท่าเรือพักสินค้าเท่านั้น



Dutch ได้บูรณะเมืองมะละกาขึ้นมาใหม่ โดยติดเครื่องหมายการค้าของ United East India Company บนป้อมประตูทางเข้า Porta De Santiago

อาคาร Stadthuys สร้างให้เป็นบ้านพักของชาว Dutch ปัจจุบันเป็น History, Ethnograghy and Literature Museum



Christ Church Melaka โบสถ์สีแดงหมาก ฝรั่งเรียกว่าสีชมพูเนื้อปลาแซลมอน (Salmon Pink) ตั้งอยู่โดดเด่นบริเวณ Dutch Square สร้างด้วยอิฐจากฮอลันดาแล้วฉาบด้วยดินแดงท้องถิ่น สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในวาระการเข้ามาปกครองมะละกาครบ 100 ปี



ในปี 1800 ช่วงเวลาเดียวกันที่ยุโรป Dutch แพ้สงครามต่อฝรั่งเศสในศึกนโปเลียน Dutch จึงได้ทำข้อตกลงให้อังกฤษเข้าครอบครองมะละกาเป็นการชั่วคราว ในขณะนั้น อังกฤษได้เดินทางมาถึงทวีปเอเชียโดยตั้ง British East India Company ที่อินเดียแล้ว

อังกฤษคืนมะละกาให้ Dutch แค่ระยะเวลาสั้นๆเพียง 8 ปี มะละกาก็ตกอยู่ในการปกครองของอังกฤษอีกครั้ง ตามสนธิสัญญาแห่งกรุงลอนดอน ที่มีเนื้อหาแก้ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างสองชาติ โดนรวมสิงคโปร์ มะละกา ปีนังและเวลสลีย์ เข้าเป็นเขตการปกครองเดียวกัน เรียกว่า Straits Settlement แต่ความสำคัญกลับไปตกที่สิงคโปร์เพราะเป็นท่าเรือเสรีและมีทำเลดีกว่า มะละกากลายเป็นเมืองเงียบเหงาและล้าสมัย แต่ระหว่างนั้นมะละกากลายเป็นแหล่งปลูกยางพารา นำความร่ำรวยมาสู่พ่อค้าชาวจีน มีแรงงานจากอินเดีย จีน หลั่งไหลมาใช้แรงงานที่นี่



หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1957 อังกฤษได้คืนเอกราชให้กับมาเลซีย นายกรัฐมนตรี Tunku Abdul Rakman ได้เลือกมะละกาเป็นสถานที่ประกาศเอกราช โดยใช้สนาม Padang Palawan ตรงข้ามประตู Santiago เป็นสถานที่ลดธง Union Jack ของอังกฤษลงจากยอดเสา ถือเป็นการสิ้นสุดการอยู่ในการปกครองของอังกฤษมายาวนานกว่า 162 ปี มาเลเซียประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นตรงต่ออังกฤษก็ที่เมืองนี้ จึงถือได้ว่ามะละกาเป็นจุดกำเนิดของประเทศมาเลเซียยุคใหม่

อนุสรณ์ประกาศอิสรภาพ(Proclamation of Independence Memorial) อาคาร 2 ชั้นสีชมพุ-เหลือง ตรงข้ามประตู Santiago รูปทรงวิคตอเรียผสมศิลปะมาเลย์ มียอดโดมสีเหลืองอยู่บนหลังคา



อาคารสีแดงสูง 2 ชั้น สร้างโดยอังกฤษ เพื่อเป็นที่ทำการไปรษณีย์ ปัจจุบันถูกดัดแปลงให้เป็น Malaysia Youth Museum & Melaka Art Gallery



กังหันลมแบบชาว Dutch บ่งบอกความเป็นเมืองขึ้นของ Dutch ในอดีต



ชุมชนเมืองเก่า ถนนสายวัฒนธรรม: ถนนคนเดิน

ถนนฮังเจบัต เรียกอย่างฝรั่งว่า Joker Street แปลว่า ถนนไพร่ เรียกอย่างจีนว่าถนนเล้าไก่ เพราะชาวจีนไหหลำที่อพยพมานิยมเลี้ยงไก่ ปัจจุบันจะในช่วงวันศุกร์-เสาร์ จะกลายเป็นถนนคนเดิน แต่ของที่ขายไม่เด็ดเท่าบ้านเรา เหมือนของจากสำเพ็ง



ถนน Jalan Tun Tan Cheng Lock เป็นถนนขนาน ถนนฮังเจบัต ฝรั่งเรียกว่า Heereen Street แปลว่า ถนนบ่าว ช่างคล้องจองกันจริง ตึกแถบนี้จะงดงามกว่าตึกแถบไพร่



ถนนโตกง หรือ Temple street มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา คือ วัดเจ้าแม่กวนอิม Cheng Hoon Teng Temple ภายในมีหยกขาวอัญเชิญมาจากพม่า อย่าลืมแหงนหน้าดูบนหลังคา มีรุปปั้นตุ๊กตางิ้ว
วัดแขก Sri Poyyatha Vinayagar Moorthi Temple และมัสยิด Kampung Kling Mosque เป็นศิลปะแบบแขกมัวร์ ความกลมกลืนของศาสนสำคัญทั้ง พุทธ อิสลาม ฮินดูและคริสต์



โรงแรม Puri Hotel



อาหาร อาหาร



สามล้อในเมืองมะละกา


สีสันมะละกา



นายโทเม ปิเรส (TOME PIRES) นักเดินทางชาวโปรตุเกสกล่าวว่า “ผู้ใดได้ครองมะละกาเท่ากับกุมชะตาเวนิสไว้ในอุ้งมือ” คำกล่าวนี้คงเป็นจริง มะละกาไม่ไช่เมืองที่ใหญ่โตกว้างขวาง แต่ดินแดนนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เคยเป็นทั้งศูนย์กลางทางการค้าแห่งภูมิภาคตะวันออก (The emporium of the East) และเคยตกต่ำเป็น”เมืองแห่งห้วงนิทราอันหลับไหล (Sleepy Hollow) วันนี้มะละกาได้ประกาศตัวแล้วว่าเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมที่ได้ตื่นฟื้นขึ้นมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง (A Born-again Cultural City)




Create Date : 16 ตุลาคม 2554
Last Update : 16 ตุลาคม 2554 12:46:57 น. 6 comments
Counter : 2871 Pageviews.

 
แวะมาเยี่ยม...ภาพสวยครับ


โดย: **mp5** วันที่: 16 ตุลาคม 2554 เวลา:17:51:34 น.  

 
เพิ่งกลับจากเที่ยวมะละกาวันนี้เองค่ะ มะละกาสวยมาก ๆ


โดย: รุ้งหลากสี IP: 61.90.12.221 วันที่: 16 ตุลาคม 2554 เวลา:19:42:58 น.  

 
ขอบคุณค่ะ ยังคิดถึงมะละกาอยู่เลย โดยเฉพาะอาหาร


โดย: Please.Peace วันที่: 17 ตุลาคม 2554 เวลา:7:22:54 น.  

 
แวะมาเที่ยวด้วยค่ะ

ภาพสวย เห็นแล้วอยากไปบ้างค่ะ ^^*


โดย: Harusang วันที่: 26 ตุลาคม 2554 เวลา:8:59:29 น.  

 
รวบรวมและเล่าเรื่องราวได้ดีมากเลยค่ะ


โดย: chinging วันที่: 9 มกราคม 2555 เวลา:21:44:23 น.  

 
ขออนุญาตทำ link มานะคะ ขอบคุณค่ะ


โดย: chinging วันที่: 9 มกราคม 2555 เวลา:22:41:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Please.Peace
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




หนึ่งใน New Year Resolutions คือความตั้งใจอยากจะเขียน เล่า เรื่องราวผ่าน Blog ส่วนหนึ่งคงเป็นการจัดระบบความคิดที่ดีของตนเอง อีกส่วนคงเป็นการได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนใน Cyber space มากขึ้น

ใช้ชีวิต กึ่ง ๆเหมือนพวก Urban living ชอบหาร้านกาแฟ หอมๆ นั่งอ่านหนังสือในวันหยุด

ขออภัย เมื่อใหม่หัดใช้ Blog ด้วยจ้า
New Comments
Friends' blogs
[Add Please.Peace's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.