Group Blog
 
All blogs
 
ครุ่นคิด คุ่นเขียน @ ปีนัง

“ใกล้เกลือกินด่าง ” หากหมายถึงความสนใจเกี่ยวกับเพื่อนบ้านของเรา คงเป็นสำนวนไทยที่เหมาะสมกับฉันมาก น่าแปลกใจ ปนละอายใจว่า ตัวฉันเองมีความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านน้อยกว่าที่คิด เมื่อปลายพฤศจิกายนปีที่แล้วฉันมีโอกาสเข้าร่วมงาน Regional Workshop โดย มาเลเซีย ซึ่งเป็นเจ้าภาพ ได้เลือกปีนัง เป็นสถานที่จัดงานครั้งนี้ ขอขอบคุณองค์กรและ project ที่กำลังทำอยู่ ซึ่งเปรียบประหนึ่งดังผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ทำให้ฉันได้เปิดโลกทัศน์และมีโอกาสเดินทาง เห็นโลกกว้างมากขึ้น



คงอดที่จะกล่าวถึงไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำให้ช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ในปีนังมีความหมายและกระชุ่มกระช่วย คือ มีขวัญใจของดิฉันเข้าร่วมทริปนี้ด้วย แอบปลื้มมาก จนก่อนไปคิดว่า จะวางตัวยังไงดีนะ เดี๋ยวจะหาว่า แสดงอาการออกนอกหน้า และเค้าคนนั้นก็คือ ชายหนุ่มคนนี้เองค่ะ “คุ่น ปราบดา หยุ่น” จริงๆ อยากจะบอกคุ่นว่า เราอ่านหนังสือตัวเองไม่ค่อยจะรู้เรื่องสักเท่าไหร่ อ่านยากจัง >



Regional Workshop ครั้งนี้ส่งเสริมการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และการมีส่วนร่วมในการเติบโตของพื้นที่สาธารณะ ที่จะช่วยให้เราสามารถช่วยกันกำหนดแนวทางรับมือกับประเด็นปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนของภูมิภาคได้ เพื่อนบ้านเหล่านี้ถือว่าเป็นคนใกล้ตัว ทั้งเขตแดนประเทศ ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ที่มีทั้งส่วนคล้ายคลึงกัน และแตกต่างกัน



ผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้มาจากหลากหลายสาขา อาชีพ นักคิด นักเขียน ศิลปิน นักวิชาการ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น



คนที่นั่งข้างๆ คุ่นคือ Kidlat ศิลปินที่มีชื่อเสียงมากๆ ของฟิลิปปินส์ เป็นกูรูคุณอาร์ตตัวพ่อ น่ารักดี



เรากลุ่มนิยมไทยประมาณ 4-5 ชีวิต หลังจากประชุมยาวๆ หนักๆ ทุกวัน ก็ตั้งวง Roundtable discussion หรือชื่อไทยว่าวงเหล้าทุกคืน




ช่วงกลางวันต้องหายาลม ยาดม ยาหม่องกันให้วุ่น


ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนซี้กันไปเลย





งาน Presentation ของคุ่น


วันนี้ฉันจะพาเข้าเมืองปีนัง เพื่อที่จะเข้าใจและรู้จักเพื่อนบ้านของเราให้มากขึ้น ตามมาเลยค่ะ



เกาะปีนังหรือไข่มุกตะวันออก (Pearl of the Orient) หรือที่คุ้นเคยในชื่อเกาะหมากของชาวสยาม เป็นส่วนหนึ่งของเมืองไทรบุรี (รัฐเกดะห์ในปัจจุบัน) ซึ่งรัฐบาลไทยถือว่าเป็นหัวเมืองมลายูที่ขึ้นต่อสยามประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 1 ปีนังเคยเป็นเมืองท่าปลอดภาษีใช้ขนถ่ายฝิ่นและขนใบชาจากจีน ถูกปกครองโดยสุลต่านแห่งเกดะห์ เมื่อปีนังถูกประเทศสยามที่รุ่งเรืองกว่า ยกกำลังมารุกรานอยู่เนืองๆ กัปตันเรือฟรานซิส ไลต์ (Francis Light) ชาวอังกฤษ ของบริษัทอีสต์ อินเดีย สามารถพูดไทยและมาเลย์ได้คล่อง ฉวยโอกาสให้สุลต่านขอความช่วยเหลือในการคุ้มครองจากอังกฤษและเป็นไปตามกุศโลบายของอังกฤษที่ต้องการจะครอบครองปีนังให้เป็นเมืองในอาณานิคม

เมื่อสามารถไล่กองทัพสยามกลับไปได้แล้ว อังกฤษได้ตั้งบริษัทอีสต์ อินเดียขึ้นที่ปีนังและให้กัปตันเรือฟรานซิส ไลต์ เป็นผู้ดูแล ปีนังจึงตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอย่างง่ายดายประวัติศาสตร์เมืองปีนังเริ่มต้นเมื่ออังกฤษมาเปิดเมืองท่าขึ้นที่นี่เป็นแห่งแรกในปี 1786

ปี 1832 ดินแดนปีนังทั้งหมดถูกรวมเป็นอาณานิคมของอังกฤษพร้อมกับมะละกา และสิงคโปร์ ปีนังเป็นศูนย์กลางการค้าเครื่องเทศ เครื่องกระเบื้อง ชาและผ้า สินค้าเหล่านี้มีค่ามากกว่าทองคำเสียอีก



เขาเล่ากันว่า เมื่อกัปตันเรือฟรานซิส ไลต์ (Francis Light) ยกพลขึ้นบก ซึ่งเป็นบริเวณป่ารก บรรดาแรงงานที่เกณฑ์มาจากอินเดีย ไม่มีใครอยากเข้าไปถางพง คุณกัปตันเลยยิงถุงเหรียญเงินเข้าไปในป่าดงตรงนั้น แล้วประกาศว่าถ้าใครอยากได้เงินให้ถางป่าเข้าไปค้นหาได้เลย จึงทำให้ป่าแถวนั้นเตียนโลงในเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นที่ตั้งของ ศาลากลาง (City Hall) ในปัจจุบัน รูปแบบโดดเด่นคือ เสาอาคารแบบกรีก พร้อมซุ้มหน้าต่างขนาดใหญ่



ศาลาว่าการเมือง (Town Hall) สีเหลืองอ่อนสลับขาว รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบ British Empire



เมื่อได้ปีนังมาครอบครอง อังกฤษจึงตั้งเป็นท่าเรือเสรี ทำให้พ่อค้าจากเมืองอื่นๆเข้ามาตั้งรกรากบนเกาะแห่งนี้ และได้ตั้งชื่อเมืองท่าแห่งนี้ว่า Georgetown ตามพระนามของพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษ

Georgetown จึงเป็นเมืองหลวงของปีนัง และเป็นย่านเมืองเก่าที่มีลักษณะผสมผสานบรรยากาศของวัฒนธรรมตะวันตกกับตะวันออกผสมผสานกันได้อย่างมีเสน่ห์กลมกลืน มรดกทางวัฒนธรรมที่เราได้เพลิดเพลิน คือ งานสถาปัตยกรรม อาคารบ้านเรือน



การเดินทางท่องเที่ยวที่ดีที่สุดใน George Town คือการเดินชมอย่างช้าๆ และหยุดพักตามจุดต่างๆ เพื่อดื่มด่ำกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ เรามาหมุนเวลาหาอดีตกันเถอะค่ะ

มัสยิด Kapitan Keling Mosque เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดของปีนัง สร้างโดยพ่อค้าชาวอินเดีย ด้วยเงินสนับสนุนจาก บริษัทอีสต์ อินเดียแห่งอังกฤษ ในปี 1800 เป็นศิลปะแบบมัวร์ มียอดโดมรูปหัวหอมสีน้ำตาล



ในบริเวณเดียวกันมีหอคอยยอดแหลมสูงสีขาวสำหรับกระจายเสียง สร้างขึ้นเมื่อปี 1910 ในเวลากลางคืนเมื่อเปิดไฟส่อง สวยมาก



วัดไห่หนาน (Hainan Temple) มีความหมายว่า วัดแห่งเทพธิดาจากสรวงสววรค์ ภายในวัดมีรูปแกะสลักหิน



คฤหาสน์เฉิง ฟัต เจ๋อ (Cheong Fatt Tze Mansion) เป็นคฤหาสน์สีฟ้าสดใสหลังงาม ซึ่งมีความเก่าแก่ร่วมร้อยปี เรียกอีกชื่อว่า Blue Mansion ภายในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้และสมบัติอันล้ำค่า



คหบดีชาวจีนฮากกา นาม”เฉิงฟัตเจ๋อ” สร้างเนื้อสร้างตัวจากไม่มีอะไร กลายเป็นเศรษฐี ตำนานเสื่อผืนหมอนใบ เมื่อมั่งมีแล้ว ก็ต้องการทำความดีให้แก่สังคม



อาคารหลังนี้ได้รับรางวัล โครงการทรงคุณค่าการอนุรักษ์โบราณสถาน จากองค์การยูเนสโก ปี 2000 (Most excellent Project- UNESCO Heritage Award for Culture Heritage Conservation)




เค้าห้ามถ่ายรูปข้างใน แต่อดไม่ได้ เพราะเป็น Hotel จะไปรบกวนแขก


วัดแขกศรีมาเรียมมัน (Sri Mariamman Temple) วัดแขกในศาสนาฮินดู จุดเด่นอยู่ที่ซุ้มประตูทางเข้า “โคปุรัม” มีรูปปั้นเทพเจ้าและเทพธิดาในตำนานฮินดูหลายองค์





หอนาฬิกาควีนวิคตอเรีย (Clock Tower) สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลองพระชนมายุ 60 พรรษาของพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ มีความสูง 60 ฟุต สร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบศาสนาอิสลาม แหงนคอมอง แว๊ปแรกเหมือนยอดแหลมของมัสยิด



โบสถ์อัสสัมชัญ โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก สร้างขึ้นปี 1861



แวะดื่มด่ำ ชา กาแฟ ดีๆ ที่ Edelweiss Café



วัดเจ้าแม่กวนอิม (Goddess of Mercy Temple) วัดจีนขนาดใหญ่



จุดเด่นอยู่ที่กระเบื้องมุงหลังคา



พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ปีนัง (Penang Museum and Art Gallery) อาคารสไตล์โรมันสองชั้นขนาดใหญ่ เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียน ภายหลังปรับปรุงให้เป็น พิพิธภัณฑ์



โบสถ์ St. George’s Church โบสถ์คริสต์นิกายแองกลิกันที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างขึ้นปี 1818 โดยใช้แรงงานนักโทษ และเลียนแบบโบสถ์ St. George ที่ เมือง Madras



ร้านอาหารบรรยากาศดีๆ Suffolk House





บ้าน ดร. ซุนยัดเซ็น ช่วงหลบมาวางแผนลับๆที่ปีนัง



ในเรื่องอาหารการกิน ปีนังมีอาหารอร่อยๆ ให้เลือกกินมากมาย

Laksa เหมือนก๋วยเตี๋ยวแกงของไทย

ไอซ์กะจัง ก็เหมือนน้ำแข็งไสบ้านเรา



จะว่าเป็นความประทับใจหรือเปล่า คิดว่าเป็นความรู้ใหม่ที่เราได้เพิ่มขึ้นมากกว่า ที่มาเลเซียเนี่ย ราคา Alcohol จะสูงกว่าเมืองไทย ทำให้ชาวพุทธอย่างเราต้องรักษาศีล ดื่มน้อยไปโดยปริยาย

จะ Shopping ก็ไม่ควรพลาด เพราะ Jimmy Choo ก็โตมาจากเมืองนี้แหละจ้า

ต่อเนื่องจาก Roundtable discussion (วงเหล้า) เราก็เพิ่งรู้ว่าในวันสุดท้าย แต่ละประเทศต้องมีการแสดง Cultural night ไหนๆ เรามีศิลปินจากเมืองไทยแล้ว เลยคิดว่า ไม่ต้องเตรียมอะไร อยากทำอะไร ก็ทำ (จริงๆ นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี ที่ไม่ใช่รำวง)

เราเลยคิดกันว่า ศิลปะคือ ธรรมชาติ อาจารย์โก๋ อยากหยุดเล่นดนตรี ตอนไหนก็หยุด พี่วิวัฒน์ อยากอู้คำเมืองก็อู้ คุ่นก็อ่านบทกวี ที่ตัวเองเขียนเป็นภาษาอังกฤษไว้ นานแล้ว ไม่น่าเชื่อ ก็ต้องเชื่อว่า มันลงตัวมาก และสามารถสะกดคนดูได้ ในที่สุด ประเทศไทยก็ได้รับรางวัลชนะเลิศ ต้องขอบคุณวงเหล้าของเราที่ทำให้การถกเถียงของปัญญาชนเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นได้



ได้เวลาอำลาปีนัง ฉันคิดว่าฉันตกหลุมรัก เรื่องเล่า และความเป็นมาของตึกเก่าแต่ละตึกในย่านเมืองเก่า ฉันรักกระเบื้องดินเผาลายโบราณตามทางเดิน


เสน่ห์ของปีนังคงเป็น ความกลมกลืนในความแตกต่างของชุมชนหลากวัฒนธรรม และไข่มุกตะวันออก คงหมายถึง ความสวยงามของธรรมชาติ ความหลากหลายของวัฒนธรรม และการผสมผสาน “ความตรงข้าม” ให้อยู่ด้วยกัน อย่างกลมกลืน





Create Date : 02 มีนาคม 2554
Last Update : 2 มีนาคม 2554 21:45:16 น. 0 comments
Counter : 3457 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Please.Peace
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




หนึ่งใน New Year Resolutions คือความตั้งใจอยากจะเขียน เล่า เรื่องราวผ่าน Blog ส่วนหนึ่งคงเป็นการจัดระบบความคิดที่ดีของตนเอง อีกส่วนคงเป็นการได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนใน Cyber space มากขึ้น

ใช้ชีวิต กึ่ง ๆเหมือนพวก Urban living ชอบหาร้านกาแฟ หอมๆ นั่งอ่านหนังสือในวันหยุด

ขออภัย เมื่อใหม่หัดใช้ Blog ด้วยจ้า
New Comments
Friends' blogs
[Add Please.Peace's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.