210429 ชีวิตช่วงนี้
ตอนนี้ฉันกลับมาอยู่อุบลกับพ่อแม่เพื่อลี้ภัย Covid-19 แล้วก็เพื่อจะเรียนรู้ระบบงานของที่บ้านกับคุณแม่ด้วย แล้วก็ให้คำปรึกษาด้านบัญชีกับอะป๊า ซึ่งก็ไม่ได้ความคืบหน้าเท่าไหร่ เพราะฉันยังต้องศึกษากฏหมายอีกเยอะ ต่อไปถ้าฉันแก้ปัญหาของทางบ้านได้ครบหมด ฉันจะเปิดรับให้คำปรึกษาบริษัทที่ทำร้านทองอื่น ๆ บ้างแล้วนะ กฏระเบียบมันเยอะเหลือเกินธุรกิจนี้
ฉันเป็นคนประเภทที่ว่า ถ้าวันไหนนั่งเล่นเกมทั้งวัน หรือนั่งดูซีรีย์ทั้งวัน ฉันจะรู้สึกไม่ดีกับตัวเองมาก ๆ ถึงขั้นพูดจากับตัวเองไม่ดีในใจเลยแหล่ะ ฉันไม่ค่อยชอบความรู้สึกแบบนั้น มันก็เลยเป็นสาเหตุให้ฉันต้องพยายามทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองโตในทางใดทางหนึ่งอยู่ตลอดเวลา
เป้าหมายตอนนี้ก็มีการพัฒนาตัวเองให้ไปในอีก Level นึง เพราะฉันรู้สึกว่าตั้งแต่เริ่มทำงานฉันแทบไม่ได้พัฒนาสกิลอะไรใหม่ ๆ ให้ตัวเองเลย ตอนนี้สกิลที่กำลังพัฒนาก็มี
  1. กำลังเรียนรู้วิธีการทำ VBA กับ Excel
ฉันชอบ Excel มาก ๆ ตั้งแต่ทำงานเป็นออดิทแล้ว เพราะว่าเป็นโปรแกรมที่พอรู้เรื่องใหม่ ๆ แล้วมันพร้อมที่จะทำให้ฉันว้าวได้ตลอด ฉันรู้สึกว่า Excel เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก และมันต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มาก ๆ ด้วย ตอนนี้ฉันลงเรียน Excel Online เป็นหลักสูตร 40 ชม.ที่สอนทำ VBA ฉันคิดว่าพอเรียนได้ความรู้แล้วจะเอาไปปรับปรุงระบบงานที่บ้าน
  1. กำลังอ่านกฏหมายอย่างหนัก
กฏหมายเป็นวิชาที่ฉันอ่อนที่สุดสมัยเรียนมหาลัย แต่การสอบ CPA มีกฏหมายตั้ง 4 ตัว ทำให้ฉันต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ อันที่จริงฉันว่าปัญหาของฉันคือฉันไม่ชอบการท่องจำแหล่ะ แต่อ่านหนังสือเกี่ยวกับการอ่านการจำมาหลายเล่ม ที่จริงการท่องมัน Simple มาก ก็แค่ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็จะจำได้ การท่องก็คือการพูดหรือเขียนอะไรซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกล้ามเนื้อมันจำได้เองนั่นแหล่ะ ทุกคนท่องอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่ไม่ยอมแพ้
จริง ๆ CPA นี่ฉันก็จะถอดใจอยู่แล้วนะ เพราะคนรอบตัวก็บอกว่า ไม่ต้องไปสอบแล้วล่ะ สอบไปก็เอาไปใช้อะไรในอนาคตไม่ได้ ที่ฉันยังสอบอยู่เพราะฉันไม่อยากจะยอมแพ้ ฉันอยากจะจบสิ่งที่ฉันได้เริ่มไว้ ไหน ๆ ก็สอบผ่านไปแล้วตั้ง 2 ตัว เราต้องพยายามกับอีก 4 ตัวที่เหลือให้ได้ เพื่อแก้ปมในใจด้วยว่าฉันเป็นคนไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทำงานไม่ได้เลย ถ้าฉันแม่นกฏหมายมาก ๆ ฉันจะได้ให้คำปรึกษาพ่อแม่ได้ดีขึ้นด้วย หรือต่อไปให้คำปรึกษาใครถ้ามีใบ CPA สักหน่อยมันก็จะดูน่าเชื่อถือมากขึ้นนะ
  1. กำลังลงเรียน Coursera
การเรียนออนไลน์ต้องใช้วินัยเป็นอย่างมาก นั่นเป็นหนึ่งสิ่งที่ฉันจะต้องฝึกฝน เพราะแต่ก่อนฉันเป็นเด็กที่มีวินัยมากกว่านี้ อ่านหนังสือเยอะกว่านี้ สามารถอดทนกับการเรียนการสอบได้มากกว่านี้ ไม่ใช่เพราะฉันโตขึ้นแน่นอน แต่ฉันว่าจิตใจฉันอ่อนแอลง จากการเจอความผิดหวังติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง จนใจมันอยากจะยอมแพ้ แล้วฉันก็ยอมแพ้จริง ๆ ให้กับความขี้เกียจของตัวเอง จนถึงวันนี้ฉันก็กำลังพยายามจะพลิกตัวเองกลับมาให้เป็นเด็กคนเดิมที่มีไฟสู้ไม่ยอมท้อถอย ทำอะไรก็ไม่ยอมแพ้ เหมือนคำว่ายอมแพ้มันไม่อยู่ในพจนานุกรมของฉัน
พอดีเดือนที่แล้ว Coursera เปิดให้ลงเรียนคอร์สฟรีประมาณ 7-8 คอร์ส ฉลองครบรอบวันก่อตั้งของ Coursera ซึ่งฉันก็โชคดีไปเห็นโพสต์พอดี ก็เลยสมัครเรียนคอร์สที่ชื่อว่า Problem Solving using Computational Thinking เรียนจบจะได้ Certificate ฟรีด้วยนะ ^^ โชคดีจริง ๆ
  1. เรียนวิชาธุรกิจของที่บ้านกับแม่
ตอนนี้งานที่บ้านฉัน ลูกพ่อแม่ทั้งสามคนไม่มีใครรู้ระบบงานเลย เพราะพ่อแม่ก็ไม่ได้บังคับให้เราต้องมารับช่วงต่ออะไร แต่รู้อะไรไหม ทุกครั้งที่ฉันถามพ่อแม่หรือแสดงความสนใจในธุรกิจที่บ้าน อะป๊าจะพูดกับฉันด้วยความกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก อย่างไรเสียเขาก็คงไม่อยากให้เราต้องปิดกิจการเมื่อพ่อแม่ทำไม่ไหวแล้วอ่ะนะ คือฉันอยากจะเรียนสกิลและความรู้ที่จำเป็นในการรันงานที่บ้านให้ได้ทุก process เพื่อที่จะยืนแทนแม่ได้ในวันที่ท่านทำงานนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เพื่อที่จะสอนน้องได้ในกรณีที่น้องต้องการจะเรียนงานในวันที่พ่อแม่สอนเราไม่ได้อีกแล้ว ทุกอย่างมีความเสี่ยงทั้งนั้น ฉันคิดว่าการเรียนรู้เรื่องธุรกิจของที่บ้านเป็นการลดความเสี่ยงของครอบครัวลงไปอย่างนึง
 
การได้มีเวลามาทบทวนตัวเองมากขึ้นในแต่ละวันก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน มันทำให้ฉันกลับมาคิดได้ว่า ความจริงแล้วเรามีความฝันอยู่นี่หว่า ความฝันที่เราลืมเลือนไปเพราะเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตที่เข้ามาตอนนี้ถึงเวลาหรือยังที่เราจะกลับมาทำตามความฝันของเรา พยายามสร้างสิ่งที่จะนำไปสู่ความฝันของเราไม่ให้มันจางหายไป เหมือนความฝันของใครหลาย ๆ คนที่มันหายไปตอนที่เขาโตเป็นผู้ใหญ่
 
ความจริงฉันก็พอจะมองเห็นว่าชีวิตของฉันค่อนข้างจะไปในทางที่จะทำให้ความฝันของฉันเป็นจริงอยู่เหมือนกันนะ หลาย ๆ เรื่องเลย ถ้าไปเปิดสมุดที่เคยเขียนไว้เรื่องสิ่งที่เราอยากได้ มันก็เป็นจริงขึ้นมาทีละเรื่องสองเรื่อง หรือบางเรื่องก็มีแนวโน้มว่าจะไปทางนั้น
 
แค่นี้ชีวิตฉันก็มีความสุขมาก ๆ แล้วล่ะนะ
 



Create Date : 29 เมษายน 2564
Last Update : 29 เมษายน 2564 11:40:14 น.
Counter : 169 Pageviews.

0 comment
ประสบการณ์ฉีดวัคซีนโควิด 19
ฉันฉีดวัคซีคโควิด 19 ครบสองเข็มแล้ว น่าจะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ในไทยที่ได้ฉีดเลย หลายคนก็มาถามว่าทำไมได้ฉีดเร็ว คงต้องบอกว่าเป็นความเฮงของฉันล้วน ๆ
เนื่องจากฉันแต่งงานเมื่อเดือนธันวาคมปี 2020 กับสามีที่เป็นคนสมุทรสาครโดยกำเนิด ทำให้หลังแต่งงานฉันได้ย้ายบ้านไปอยู่กับสามีที่สมุทรสาคร หลังจากงานแต่งงานของฉันไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ ก็มีข่าวว่าโควิด 19 แพร่กระจายในสมุทรสาครอย่างน่าตกใจ ทำให้จังหวัดสมุทรสาครกลายเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดทันที
หลังจากนั้นไม่นาน ประเทศไทยก็นำเข้าวัคซีนเซ็ทแรก คงด้วยสาเหตุว่าสมุทรสาครในเวลานั้นเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดที่ใคร ๆ ก็เป็นห่วง วัคซีนเซ็ทแรกก็เลยเดินทางมาที่นี่ก่อน ตอนที่ฉันทราบข่าวว่าไปจองคิวฉีดวัคซีนได้ก็เป็นช่วงต้นเดือนมีนาคมแล้ว
แม่ยายของฉันเป็นข้าราชการพยาบาลเกษียณอายุ ท่านก็เลยได้ข่าววงในเร็วกว่าใคร และได้สิทธิ์ในการฉีดวัคซีน (น่าจะเพราะเป็นคนสูงอายุด้วย ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงมาก) ท่านได้ฉีดก่อนเพื่อนเลย ในวันเดียวกันนั้นฉันก็ไปจองคิวฉีดวัคซีนกับสามี เพราะเขาให้จองคิวที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร
เดินทางไปถึงโรงพยาบาลสมุทรสาครประมาณบ่ายสองโมง ตรงจุดที่จองคิวไม่มีคนอยู่เลยยกเว้นเจ้าหน้าที่สองคน ฉันกับสามีก็แปลกใจ เพราะคิดว่าจะมีคนมาจองคิวเยอะกว่านี้ แต่กลับเงียบเชียบ หรืออาจเป็นได้ว่าคนที่ทราบข่าวคงมาจองคิวกันตั้งแต่เช้าไปจนหมดแล้ว เวลาบ่ายสองโมงก็เลยไม่มีคน
เจ้าหน้าที่ขอให้ฉันเขียนใบนัด เป็นรายละเอียดทั่ว ๆ ไป ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และเอาบัตรประชาชนไปลงทะเบียนให้ เขาแจ้งว่าคิวที่โรงพยาบาลสมุทรสาครเต็มแล้ว ณ ขณะนี้ เหลือแค่คิวที่โรงพยาบาลท่าฉลอม ที่อยู่ห่างไปจากที่นี่ราว ๆ 20 นาที
ฉันกับสามีไม่มีปัญหา ได้นัดเป็นอาทิตย์ถัดไปวันธรรมดา ในใบนัดไม่ได้เขียนชื่อวัคซีนไว้ว่าจะได้ฉีดวัคซีนอะไร สำหรับแม่สามีท่านได้ฉีด Astra Zeneca
 
ฉีดเข็มแรก
วันที่นัดฉีดวัคซีนเข็มแรกฉันลางาน เพราะฉันต้องเดินทางเข้าไปทำงานที่กรุงเทพ หากต้องเดินทางเข้าออกโดยได้ไปทำงานแค่ครึ่งวันฉันคิดว่าไม่คุ้มค่าทางด่วนไปกลับ 100 บาท ไหนจะเรื่องอาการป่วยหลังฉีดวัคซีนอีก ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะป่วยแบบไหน หนักหรือเบาอย่างไร ขอดูอาการอยู่ที่บ้านดีกว่า
ฉันกับสามีไปถึงโรงพยาบาลท่าฉลอมประมาณ 10 โมงเช้า เจ้าหน้าที่ให้ต่อคิวรอด้านนอก คนมาเยอะพอสมควร ราว ๆ 100 – 200 คนได้ รอสักพักก็มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาแจกกระดาษบัตรคิว แล้วก็รอเข้าไปข้างในตามคิวที่เขาเรียก
ก่อนเข้าไปในอาคารเขาจะให้เราวัดอุณหภูมิก่อน แล้วก็จดลงในใบนัดด้วย
พอเข้าไปข้างในเขาก็ให้พวกเราโชว์ใบนัดและแจ้งชื่อทีละคน แล้วก็ส่งไปยังจุดลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ที่จุดลงทะเบียนจะถามชื่อ กับเบอร์ ว่ายังเป็นปัจจุบันตามข้อมูลในบัตรประชาชนหรือเปล่า ไม่แน่ใจว่าถ้าบัตรไม่ใช่บัตรรุ่นใหม่ที่มีข้อมูลเก็บไว้จะต้องกรอกเอกสารอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่านะ
เสร็จจากขั้นตอนนี้ก็ไปชั่งน้ำหนัก วัดความดัน ตอนชั่งน้ำหนักนี่เจ็บใจมาก น้ำหนักขึ้น ฮือ ๆ T-T รู้สึกการ Work from home ทำให้เราอ้วนขึ้นเยอะเลย แถม Life style หลังจากแต่งงานก็มีแต่นั่ง ๆ นอน ๆ ไปไหนมาไหนก็นั่งรถส่วนตัว ไม่ได้ขึ้นรถไฟฟ้าทุกวันเหมือนสมัยก่อน อ้วนขึ้นไม่รู้ตัวเลยสักนิด
ขั้นตอนวัดความดันก็ต้องรอเรียกตามคิว ใครความดันสูงต้องรอให้ความดันต่ำลงก่อน (เช่นสามีฉัน) แล้วเขาก็จะให้ไปยังสเตชั่นต่อไป ซึ่งเป็นจุดเซ็นใบยินยอมรับวัคซีน แล้วก็เช็คสุขภาพ เขาจะถามว่าก่อนหน้านี้เราติดโควิดมาแล้วหายแล้วหรือเปล่า มีนอนโรงพยาบาลมาก่อนไหม ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่หรือเปล่า ฯลฯ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็เซ็นยินยอมรับวัคซีนได้เลย ฉันได้ฉีด Zinovac T-T วัคซีนของจีน ที่จริงฉันกลัวนิดหน่อย เพราะเห็นว่าหัวหน้าที่ทำงานไม่อยากให้ฉีดวัคซีนตัวนี้ ฉันก็เลยลังเล เพราะบอกหัวหน้าว่าน่าจะได้ฉีด Astra Zeneca ที่ไหนได้ Astra Zeneca เขากันไว้ฉีดให้กับคนที่อายุมากกว่า 62 ปีขึ้นไป ส่วนอายุน้อยกว่านั้นต้องฉีด Zinovac หมดงืออออ
ฉันก็มีความลังเลว่าจะเซ็นยินยอมดีไหม หรือไม่ฉีดดี แต่สามีก็เกลี้ยกล่อมให้ฉีดไปเลย พร้อมกับหารีเสิร์ชอะไรมาให้ฉันดูเยอะแยะไปหมด (หน้างานนั่นแหล่ะ) ฉันก็เอาวะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว จะเป็นวัคซีนจีนก็วัคซีนเหมือนกันล่ะว้า ตายเป็นตาย ยังไงคนเราก็ต้องตายทุกคนอยู่แล้ว
ก็เซ็นยินยอม แล้วก็เข้าไปฉีดเลย ตอนฉีดเร็วมาก แทบไม่รู้สึกอะไรเลย เจ้าหน้าที่ที่ฉีดวัคซีนให้บอกว่าฉีดแล้วจะมีอาการไข้ขึ้นเล็กน้อย แล้วก็ปวดตรงจุดที่ฉีดนะคะ ถ้าหากว่าเป็นหนัก ๆ ก็ให้ไปพบแพทย์ได้ แต่ถ้าไข้ขึ้นก็กินพาราได้
หลังจากขั้นตอนฉีดวัคซีนเขายังไม่ให้เรากลับบ้านทันที แต่เจ้าหน้าที่จะเขียนเวลาที่เราฉีด กับเวลาที่เลยไปอีก 30 นาที (ต้องคอยดูอาการก่อนกลับบ้าน 30 นาที) แล้วหลังจากนั้นเขาก็จะให้ไปที่จุดรับใบนัดฉีดครั้งที่สอง เขาให้ฉันเลือกสองวัน 15 เมษากับ 16 เมษา แล้วก็นั่งรอจนครบ 30 นาที ระหว่างรอ เจ้าหน้าที่ก็ให้ใบ A4 เคลือบให้อ่าน เป็นรายละเอียดระบุว่าวัคซีนตัวนี้อาจจะทำให้เราเกิดอาการอะไรได้บ้าง (วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ไข้ขึ้น ปวดเมื่อยเนื้อตัว) และก็ให้แอดไลน์หมอพร้อม เขาบอกว่าจะมีแบบประเมินส่งไปให้ทำเพื่อประเมินว่าอาการหลังฉีดเราเป็นยังไงบ้าง
พอครบ 30 นาทีทุกคนจะถูกส่งเข้าไปวัดความดันอีกรอบหนึ่ง พอวัดความดันเสร็จก็กลับบ้านได้
อาการหลังฉีดของฉัน ฉันมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้าเหมือนจะมืด แล้วก็มีไข้ขึ้นไป 37.6 องศา ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว
ส่วนอาการสามีของฉันคือรู้สึกขมคอเหมือนจะอาเจียน แล้วก็ปวด ๆ ตรงจุดที่ฉีดวัคซีน นอกนั้นก็ไม่มีอาการอะไร
 
ฉีดเข็มที่ 2
ฉันไปฉีดวัคซีนเข็มที่สองมาเมื่อวานนี้ 16 เมษายน คนเยอะพอ ๆ กับครั้งแรก และรายละเอียดของการเข้ารับวัคซีนก็เหมือนกัน แต่ฉันแปลกใจเพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้แยกแถว หรือวัน ของคนที่มาฉีดครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 เพราะตอนที่รอคิวอยู่ มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาถามว่าใครฉีดเข็มที่ 1 บ้าง ขอให้แอดไลน์หมอพร้อมด้วย แล้วก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาเช็คว่าไลน์หมอพร้อมมียิงแบบประเมินสุขภาพไปให้หรือเปล่า แต่เขาก็ไม่ได้เข้ามาเช็คที่แอพเราว่าเราทำแบบประเมินแล้วหรือยัง (ฉันทำไปแล้วแหล่ะ) ถ้าใครที่ไม่มีแบบสอบถามเด้งไป จะต้องติดต่อไปทำแบบสอบถามอีกที (ยุ่งยากชะมัด)
แล้วก็ทุกสเตชั่นเจ้าหน้าที่จะถามว่าฉีดเข็มแรกไปมีอาการอะไรบ้าง ฉันก็ตอบอาการของฉันไปตามจริง ที่จริงรอบนี้ฉันวัดความดัน ความดันฉันต่ำ (109 เองมั้ง) เจ้าหน้าที่บอกว่าให้กินน้ำเยอะ ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ
จริง ๆ เรื่องความดันต่ำนี่อยู่คู่ฉันมานานแสนนานแล้วแหล่ะนะ เวลาไปบริจาคเลือดทีก็จะโดนให้ไปเดินรอบสภากาชาดก่อนทุกที เพราะความดันต่ำมาก หน้ามืดง่าย เวลานอน ๆ อยู่แล้วลุกทันทีนี่วูบหลายครั้งละ
นอกนั้นก็ไม่มีอะไร ฉีดเสร็จฉันก็เวียนหัวเล็กน้อยเหมือนเดิม สามีก็ขมคอ อาการเหมือนเดิมทุกอย่าง
สามีฉันเล่าให้ฟังว่าเขาเห็นคนที่ฉีดแล้วอาเจียนด้วย เจ้าหน้าที่ก็หามขึ้นเตียงไปนอนพักเลย
 
ความรู้สึก
สำหรับโรงพยาบาลนี้ฉันคิดว่าเขาพยายามบริหารพื้นที่ที่มีอยู่ให้ดีที่สุดสำหรับรับผู้มาฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมากแล้วล่ะ แต่การบริหารแถวยังทำได้ไม่ดีนัก ด้วยความจำกัดของพื้นที่ ทำให้บางสเตชั่นต้องเดินย้อนไปย้อนมา บางทีก็มีลัดคิวกันบ้างด้วยความไม่รู้ แต่ฉันคิดว่าเจ้าหน้าที่พยาบาลที่นี่ สุภาพกันทุกคนเลย เขาอาจจะทำตามหน้าที่ แต่เขาก็พยายามเข้าอกเข้าใจเราดีจริง ๆ นะ ค่อนข้างประทับใจ
แต่ที่จอดรถของที่นี่จะน้อยหน่อย ถ้าต้องไปจอดรถใต้ดินก็จะงงหาทางไปฉีดวัคซีนไม่เจอ T-T เพราะไม่มีป้ายเขียนบอกจากจุดจอดรถเลยว่าจุดฉีดวัคซีนอยู่ที่ไหน ต้องถามเจ้าหน้าที่ตามทางไปเรื่อย ๆ ตรงนี้น่าจะปรับปรุงได้นะ คิดว่าถ้าติดป้ายตรงทางออกที่จอดรถชั้นใต้ดินน่าจะทำให้คนหลงน้อยกว่านี้ ไม่งั้นอาจจะมีคนหลงไปต่อแถวแรงงานต่างด้าวที่มาตรวจโควิดได้นะ งือ
 
สำหรับวัคซีนโควิด19 ตามที่ได้รับข้อมูลมา มันไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 แต่มันจะทำให้อาการทุเลาลง ซึ่งผลของวัคซีนก็ไม่ได้มีทันทีนะ หลังจากฉีดไปก่อนสัก 2-3 อาทิตย์ถึงจะมี Effect เพราะฉะนั้นระหว่างนี้ก็ต้องระวังตัวเองไปก่อน แล้วคนที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังสามารถแพร่เชื้อโควิด19 ให้คนอื่นต่อไปได้ด้วย (คือเราไม่ตายแต่อาจจะไปทำให้คนอื่นตายได้นะ ระวังด้วย) แถมผลของวัคซีนก็คงอยู่แค่ 6 เดือน ดังนั้นต้องฉีดซ้ำทุก ๆ ครึ่งปี อารมณ์เดียวกันกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่
 
โรคนี้มันแย่จริง ๆ ทำให้ชีวิตหลาย ๆ คนพังไปหมดแล้ว ช่วงนี้เห็นแต่ข่าววิจารณ์การทำงานของรัฐว่าทำไมแจกจายวัคซีนช้า เราเห็นด้วยว่าช้าจริง ๆ ถึงแม้เราจะอยู่ในกลุ่มผู้ได้ฉีดเร็ว แต่เราก็หวังว่าทั้งประเทศจะได้มีโอกาสฉีดวัคซีนเร็ว ๆ เหมือนกัน ไม่ใช่กระจุกอยู่แค่บางพื้นที่ มันมีปัญหาที่การบริหารจัดการจริง ๆ นะ
 
ขอให้ทุกคนได้ฉีดวัคซีนเร็ว ๆ ด้วยนะคะ ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ
 



Create Date : 17 เมษายน 2564
Last Update : 17 เมษายน 2564 21:26:16 น.
Counter : 182 Pageviews.

0 comment
บล้อกหาย
เมื่อเช้าเขียนบล้อกยาวมาก กดผิดปุ่มเดียว หายหมดเลย

จริง ๆ น่าจะเรียนรู้ได้แล้วนะว่าการเขียนใส่บล้อกเลยมันอันตราย กลับมาผิดพลาดเหมือนสมัยเด็ก ๆ เลย เพราะไม่ได้เขียนนานอ่ะนะ T-T ขอไปทำใจนิดนึง เดี๋ยวกลับมาเขียนใหม่



Create Date : 13 เมษายน 2564
Last Update : 13 เมษายน 2564 7:08:26 น.
Counter : 213 Pageviews.

2 comment
จิตฮึบ!
มีสภาวะจิตนึงที่ฉันตั้งชื่อเองว่า จิตฮึบ

มันจะเป็นสภาวะของจิตใจที่เกิดขึ้นเวลาที่เราลุกออกจากเตียงตอนเช้ามืด ตอนที่เราต้องอาบน้ำเย็น ตอนที่เราต้องออกกำลังกายตามที่ตั้งใจไว้ทั้ง ๆ ที่ขี้เกียจแทบตาย

จิตฮึบ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการสร้างวินัยให้อยู่ได้ถาวร เพราะคนเราไม่ได้มีแรงบรรดาลใจมาผลักดันเหมือนกับตอนที่วางแผนครั้งแรกหรอก

ตอนที่เริ่มฝึกวินัยใหม่ ๆ จิตฮึบจะอ่อนแรงมาก ต้องใช้ความพยายามพอสมควร แต่พอผ่านเวลาไปพอสมควร เราจะสามารถบังคับจิตฮึบได้ และมันก็จะเข้มแข็งขึ้น ฉันคิดว่ามันคือความเข้มแข็งของจิตใจรูปแบบนึงนะ

ที่น่าสนใจคือ เราสามารถฝึกจิตฮึบได้จากกิจกรรมง่าย ๆ ที่เป็น Level 1 ก่อน แล้วค่อยเลื่อนไปเป็นกิจกรรมที่ยากขึ้น Level 2, Level 3

กิจกรรม Level 1 
จัดเตียงตอนเช้า
กินวิตามินหลังอาหาร
รดน้ำต้นไม้

กิจกรรม Level 2
ลุกออกจากเตียงตรงเวลาทุกเช้า
อ่านหนังสือให้จบ
เล่นเกมให้จบ
เข้านอนตรงเวลา
ทำ IF สองสามวันแรก
ทำงานง่าย ๆ ใน Todo list ให้เสร็จตามเวลาที่วางไว้
นั่งสมาธิทุกวัน

กิจกรรม Level 3
ออกกำลังกาย
ทำงานยาก ๆ ใน To-do List ให้เสร็จตามเวลาที่วางไว้

สำหรับตัวฉันเองพัฒนามาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่สม่ำเสมอ ฉันพยายามฝึกวินัยให้ตัวเองตื่นตรงเวลา เข้านอนตรงเวลา ตั้งแต่อ่านหนังสือเรื่อง Why we sleep ของ ดร.แมทธิว วอร์กเกอร์ จบ เพราะก่อนหน้านี้หลายปีฉันมีปัญหานอนหลับไม่สนิทมาตลอด ซึ่งมันเรื้อรังมาก หนังสือบอกว่าการเข้านอนตื่นนอนตรงเวลาสามารถช่วยแก้ไขในจุดนี้ได้

แต่ที่น่าสนใจคือ ทุกกิจกรรมที่ List มาข้างบน ฉันคิดว่าทุกคนสามารถฝึกได้จนเราสามารถทำได้โดยใช้ จิตฮึบน้อยลงเรื่อย ๆ เหมือนพอเราอดอาหาร IF ไปได้สักสองสามวัน เราก็จะไม่รู้สึกหิว กิจกรรมอื่น ๆ ก็เหมือนกันนะ ทุกวันนี้ฉันตื่นนอนตีสี่ครึ่งทุกวันโดยไม่ได้รุ้สึกว่าลุกจากเตียงยากเย็นอะไร 

ที่จริงหลักการนี้ฉันผ่านหูมาเหมือนกันว่ามันคือ Will Power แต่ฉันไม่ได้ศึกษาเรื่อง Will Power เพียงพอ เลยไม่รู้ว่ามันจะเหมือนกับ จิตฮึบ ในแง่มุมใดบ้าง

คิดว่ามันไม่มีจุดสิ้นสุดในการพัฒนาตัวเอง พอเราทำ A สำเร็จ เราก็อยากจะไปพัฒนา B ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อจะได้เป็น Best version ของตัวเองในสักวัน



Create Date : 12 เมษายน 2564
Last Update : 12 เมษายน 2564 5:34:43 น.
Counter : 417 Pageviews.

0 comment
สวัสดีอีกครั้ง Bloggang
210410 เยือนบล็อก
อาจจะดูเหมือนฉันห่างหายจากการเขียนไปนาน แต่ความจริงฉันออกไปเขียนออฟไลน์มา เพราะคิดถึงสมัยเด็กประถม ที่เขียนไดอารี่แล้วมันได้จับดินสอ จับปากกา วาดรูป แล้วใช้พื้นที่ในสมุดจดบันทึกอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิต ติดตั๋วหนัง รูป หรืออะไรก็ได้ จะเรียกมันว่า Scrap book ก็ไม่ได้ เพราะมันมีตัวหนังสือมากกว่าของที่เอามาแปะ 

สาเหตุที่กลับมาอัพบล้อกอีกครั้งหนึ่งก็เพราะฉันผ่านจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งยิ่งใหญ่หนึ่งครั้งแล้ว นั่นคือการลาออกจากงานที่ 2 ซึ่งสาเหตุที่ลาออกก็มีหลาย ๆ อย่าง เพราะสถานการณ์ของ Covid-19 ด้วยที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของบริษัทมากกว่าที่จะสร้างประโยชน์ให้ ฉันจากลาหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน น้อง ๆ ในออฟฟิสด้วยความอาลัยอาวร แต่ทุกคนก็มีรอยยิ้มให้ฉัน และบอกให้ฉันโชคดีกับหนทางที่ฉันเลือกเดิน ทีนี้ในเว็บสมัครงานที่ใหม่เขามีช่องให้ใส่ Blog ฉันก็คิดถึง Blog นี้ขึ้นมา ที่ฉันทิ้งร้างไปนานมาก ที่จริงฉันก็ลังเลที่จะใส่ลงไปนะ เพราะมันไม่ได้อัพเดทเลยเกือบ 4 ปีแล้ว ^^;

ฉันประทับใจการลาออกจากงานที่ 2 มาก มีคนมากมายยื้อฉันไว้ แต่ฉันรู้ว่าฉันควรก้าวต่อไปได้แล้ว เวลานี้แหล่ะเหมาะสมที่สุด

หัวหน้าคนญี่ปุ่นบอกว่า วันนี้ฉันได้จบการศึกษาจากบริษัทนี้ไปแล้ว ขอให้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากที่นี่ไปพัฒนาต่อ แล้วก็ทำงานที่ใหม่อย่างตั้งใจ (ฉันไม่ได้บอกที่ทำงานว่าฉันจะออกไปหางานใหม่ บอกแค่ว่าจะออกไปช่วยงานที่บ้าน ซึ่งก็ฟังขึ้น เพราะบ้านฉันก็มีกิจการอยู่แล้ว ที่ไม่บอกเพราะฉันไม่อยากให้เขาเสียใจว่าทำไมไม่ทำงานอยู่ด้วยกันต่อไป)

พี่น้อง (หัวหน้าเก่าของฉัน) บอกว่าขอให้ Keep in touch แล้วก็ถ้ามีโอกาสขอให้กลับมาร่วมงานกันอีก อาจจะเป็นในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่พนักงานประจำก็ได้ ถึงอย่างไรฉันก็มี License ของ LIFO ติดตัวไปแล้ว บริษัทอุตส่าห์ให้โอกาสฉันไปเรียนกับ Master trainer ระดับโลกที่เป็นลูกศิษย์ของผู้คิดค้นตัวหลักสูตรเองเลย และฉันก็ชอบตัว LIFO มาก ๆ เล่าให้เพื่อนที่สนิท ๆ ฟังจนรู้หมดแล้วว่ามันคืออะไร 555

น้อง ๆ ที่ออฟฟิสก็เศร้าที่ฉันจะออก น้องช้อปบอกฉันว่าพี่เป็นความประทับใจแรกที่เขาพบตอนที่ได้มาที่นี่ เพราะฉันเป็นคนสัมภาษณ์น้องเข้างานมาเอง แล้วก็เห็นน้องมาตลอดตั้งแต่เริ่มงานจนถึงตอนนี้ เห็นการเติบโต เห็นการดิ้นรน ฝ่าฟันอะไรมาด้วยกัน

น้องเติ้ลที่พึ่งเข้าบริษัทมาได้ไม่ถึงเดือนดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจากการที่ฉันลาออกมากที่สุด เพราะว่าฉันกับน้องสนิทกันเร็วมาก น้องบอกว่าในออฟฟิสนี้ไม่มีใครเข้าใจหนูเท่าพี่แล้ว ต่อไปนี้หนูจะหันไปบ่นกับใคร หนูจะไม่ได้ฟังเสียงสดใส เสียงหัวเราะของพี่อีกแล้ว

แอดมินที่สาขาอินโดนีเซีย (คุณอนิตะ) กับเวียดนาม (คุณอวาย) ก็ส่ง e-Card มาให้ฉันทาง Application Teams ฉันส่งมาให้ตัวเองเก็บไว้ด้วย มันเป็นความทรงจำดี ๆ เพราะถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เจอหน้ากันจริง ๆ แต่เราก็สนิทกันได้จากการได้ Support งานกันไป ๆ มา ๆ และการจัดประชุม Admin Meeting ทุก ๆ เดือน แล้วด้วยความที่แต่ละประเทศมี Admin แค่คนเดียว มันก็คลายเหงาได้เวลาที่เราคุยงานกัน เพราะคนอื่นในออฟฟิสไม่ได้มาเข้าใจเนื้องานเราหรอก ไดเร็กเตอร์จากสาขาสิงคโปร์ก็อวยพรให้ฉันได้ไปเจอแต่สิ่งที่ดี

ฉันคิดว่าการก้าวออกจากบริษัทเป็นการเปิดประตูบานใหม่ โอกาสมากมายรออยู่รอบ ๆ ตัวฉัน ฉันจะพยายามพัฒนาตัวเองทุกวัน พยายามสร้าง output ให้มากขึ้นทุก ๆ วัน พยายามเป็นนักปฏิบัติมากกว่านักฝัน

ไม่ว่างานที่ใหม่ที่ฉันได้จะเป็นอะไร ฉันก็จะพยายามให้ดีที่สุดเท่าที่กำลังของฉันจะให้ได้ เพื่อพัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์กร และสร้างสรรค์ให้สังคมน่าอยู่กว่าทุกวันนี้

สู้ ๆ นะ ฟ้า



Create Date : 10 เมษายน 2564
Last Update : 10 เมษายน 2564 15:11:14 น.
Counter : 188 Pageviews.

0 comment
1  2  

Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราจะได้ทำดีต่อกัน

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำซ้ำ คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดใน Blog นี้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Motivation and Habits are keys to success.
  •  Bloggang.com