ปฐมนิเทศน์นิสิตใหม่ - 2556 กับ CU Chorus
ปิดเทอมได้หนึ่งเดือนแล้ว เดือนที่แล้วยุ่ง ๆ เพราะว่าต้องไปร้องคอรัสรับน้องใหม่กับชมรมที่มหาลัย ซ้อมทุกวัน เข้าชมรมทุกวัน  ก็ได้ออกมาเป็นคลิปนี้



คืออันที่จริงแล้ววงเรา (CU Chorus) ร้องในงานปฐมนิเทศนิสิตใหม่ทั้งหมด 6 เพลง เพลงมหาลัยห้าเพลง ส่วนในคลิปนี่เป็นเพลงพิเศษ ซึ่งก็จะเปลี่ยนไปทุกปี ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้นมีเพลงอะไรกำลังดัง ๆ อยู่บ้าง ก็จะเอามาร้องรับน้อง เป็นการล่อลวงเรียกเด็ก ๆ เข้าชมรม

ปีนี้เพลงนี้ก็เรียกกระแสตอบรับได้ดีกว่าที่คิดอีกนะ กล่าวคือ หนังเรื่องคู่กรรมก็จบไปตั้งนานแล้วล่ะเนอะ เพลงเพราะมาก ส่วนหนังเป็นไงไม่รู้เราไม่ได้ไปดู เอาจริงเราเป็นคนบ้าญี่ปุ่นมาก ๆ อยู่แล้วตั้งแต่เข้ามาเรียนมหาลัย พอรู้ว่าจะได้ร้องเพลงนี้ก็เลยแอบดีใจ เพราะมีเนื้อญี่ปุ่นด้วย

ไม่อยากจะบอกเลยว่าท่องกันเป็นอาทิตย์ ตรงท่อนญี่ปุ่นนั้น ไม่ใช่จำง่าย ๆ นะเออ รุ่นพี่บางคนในชมรมรู้ภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้วก็กลับมาช่วยดูให้ว่าตรงไหนยังร้องแล้วมันฟังแปลก ๆ หึหึ คือตอนแรกท่อน Donna นี่เราร้องกันเป็น โด-อึน-นา พี่เค้ากลับมาฟังก็ขำก๊าก บอกเปลี่ยนเหอะ มันไม่ได้ร้อง โด-อึน ร้องเป็น โดน-นา รึเปล่า 

ซ้อมมานานมาก เห็นน้องชอบก็ดีใจ ส่วนน้องเปียโนก็ดังพลุแตกไปแล้ว ช่วยไม่ได้อยากยักคิ้วหลิ่วตาเล่นกล้องในรอบแรก ๆ เอง (แสดงสามรอบ) โดนแซวออกสื่อเลย 555 เห็นว่าตอนนี้มีแต่คน mention นักเปียโน CU Chorus เออนะ เห็นหน้ามานาน ไม่รู้ว่าจะมีดวงเป็นดาวรุ่งได้ลง CU Cuteboy กับเค้าด้วย น้องคนนี้ 

มีบางเสียงใน Social Network บอกว่าสงสารริชชี่ นางเอกคู่กรรม ซึ่งนั่งฟังอยู่ในหอประชุมขั้นบนรอบสอง เพราะเธอกลายเป็นเป้าสายตา แล้วก็เหมือนชมรมเราเจาะจงเลือกเพลงนี้มาให้ริชชี่ฟัง

อันที่จริงแล้วเกือบทั้งวงไม่มีใครรู้ว่าจะมีนางเอกคู่กรรมมานั่งฟังด้วยเลย พึ่งรู้หลังจากแสดงรอบแรกเสร็จเอง 55 ทุกคนก็ตื่นเต้นกัน ฮะ ดาราจะมาฟัง ก็ดีดิ แต่ไม่ได้เจาะจงจะร้องให้เธอฟัง สาเหตุที่เลือกเพลงนี้เพราะคนเลือกไป Arrange เป็นสกอร์เสียงประสานเค้าชอบเพลงญี่ปุ่นอยู่แล้ว + เพลงนี้มันก็เป็นกระแส ตอนแรกนึกว่าจะได้ร้องเพลง ไกลแค่ไหนคือใกล้กันด้วยซ้ำ (เออ อันนั้นก็เพราะ แต่มันเศร้า T-T ---)

แล้วฮาบทพิธีกร ตอนซ้อมพิธีกรก็เอาบทมาให้วงเลือกสองบท 

บทแรกคืออันนี้ "น้องมีเหตุผลของน้อง พี่แค่มีเพลงเพราะ ๆ มาร้องให้น้องฟัง ก็พอแล้ว" 

อีกอันจะเสี่ยวกว่านี้ พูดอารมณ์ประมาณ

ช. "ถ้าชั้นตาย เธอคงจะมีความสุขมากใช่มั้ย"
ญ. "ใช่ เราจะรอ"
ช. "โอ้ย ๆ สะดุด ๆ ตายแล้ว แอ้ก เราจะไปรอเธอที่ทางช้างเผือก"

อันบทที่สองนี้เพื่อนในวงเอามาเล่าให้ฟังเพราะมันขำ แต่เราไม่รู้ว่าคำพูดเป๊ะ ๆ ยังงี้เปล่า เอาเป็นว่าอันหลังไม่ผ่าน ทั้งวงเลยลงมติให้พิธีกรใช้บทอันแรกในการนำเข้าสู่เพลงพิเศษ

ต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ในวันนั้นของข้าน้อย ซึ่งบังเอิญเป็นนักร้องคนหนึ่งในวง

คืนก่อนวันงานปฐมนิเทศน์ตื่นเต้นจริงจัง เข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม ชมรมนัดหกโมงเช้าที่หอประชุมจุฬาฯ บ้านเราก็ไกล ต้องนั่งแท็กซี่ไป ก็เลยต้องตื่นเร็ว ๆ หัวถึงหมอนไปแล้วก็หลับ แล้วก็ตื่นตอนเที่ยงคืนตกใจ นึกว่าเลยเวลา มองนาฬิกา พึ่งจะเที่ยงคืืน เลยนอนต่อ

ตื่นมาอีกทีตีสี่ ก็อาบน้ำแต่งตัว แล้วส่งข้อความไปหาหัวหน้าพาร์ท บอกว่าไม่ต้องมอร์นิ่งคอลแล้ว ตื่นแล้ว ลดภาระให้หัวหน้าพาร์ทเค้าหน่อย ลูกพาร์ทเยอะ ต้องโทรปลุกตั้งสิบกว่าคน 

อาบน้ำเสร็จก็คว้าของใช้จำเป็นใส่กระเป๋าแล้ววิ่งลงมาเรียกแท็กซี่ ตอนนั้นตีห้าแล้ว กลัวไปสายจัง เดินทางไกล

"ไปจุฬาฯค่ะ" เราก็บอกแท็กซี่ไป กำลังจะขึ้นนั่งแท็กซี่ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าต้องหาของกินไปรองท้องก่อน เพราะทางมหาลัยอาจจะเตรียมข้าวเช้าให้ไม่ทัน ฉันเลยขอคนขับแท็กซี่แวะซื้อของเซเว่นแป๊บนึง

ปรากฏว่า... จะควักตังค์จ่าย แต่กระเป๋าตังค์ไม่มีเงินเลยยย 

แม่เจ้าาา เค้าลืมไป อาทิตย์ที่แล้วบัตรเอทีเอ็มหาย T-T เลยไม่มีเงินสดติดตัวเพราะกดใช้ไม่ได้ เมื่อวานก็ใช้หมดไปแล้ว ตอนนี้เหลือตังค์ทั้งตัวไม่ถึงร้อย ระยะทางจากบ้านเราไปมหาลัยค่าแท็กซี่เกินร้อยแน่ ๆ ก็เลยไล่แท็กซี่ไปด้วยคำสุภาพ แล้วเดินกลับบ้านไปทุบกระปุกหมู เอาออกมาใช้จ่าย

นับเงินในกระปุกได้เจ็ดร้อยกว่า (เราเก็บเป็นแบงค์ห้าสิบกับแบงค์ยี่สิบใหม่อ่ะ) วันนี้รอดตายและชั้น

พอไปถึงมหาลัยก็ถ่ายรูป ๆ ๆ ปีนี้ตากล้องลดไปคนนึงเพราะไป Work & Travel อยู่แถวอเมริกา ต้องช่วยกันเก็บภาพบรรยากาศ ซ้อมมานานต้องจำวันออกงานไว้ให้ดี (ซ้อมมาตั้งแต่เดือนมีนาแล้ว)

พอหกโมงเช้านิด ๆ ก็มีคนมาเปิดหอประชุมให้พวกเราไปรอในห้องพัก พี่ไหม(คอนดักเตอร์)ก็เรียกรวมวงให้นักร้องวอร์มเสียงก่อนเลย เพราะตอนเช้าต้องรีบวอร์มให้เสียงมันตื่นก่อน ไม่งั้นร้องไม่ออกน้องจะไม่ได้ยิน

วอร์มได้สักพักแซนด์วิชก็เข้ามาเสิร์ฟ นักเปียโนสี่คนก็ช่วยกันจัดของว่าง ก่อกวนสมาธินักร้องมาก 555 โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้กินอะไรมา (เราเองก็กินขนมปังก้อนน้อย ๆ ไปก้อนนึงตอนตีห้า)

วอร์มเสร็จพักเสียงได้นิดนึง นักร้องหญิงก็กระจายไปตามมุมห้อง นั่งแต่งหน้าแต่งตา อันที่จริงเราไม่รู้ว่าจะแต่งไปทำไมนะ เพราะกล้องแพนผ่านหน้าคนละนิดละหน่อย ไฟก็สลัว ๆ ไม่มีใครเห็นหรอก 555 แต่อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้เป็นวันที่ถ่ายรูปเยอะมาก ทำให้นักร้องหญิงต้องสวยดูดีเสมอ หึหึ ผู้หญิงอย่าหยุดสวย(ในรูป)สินะ (ว่าแต่เขาเราก็แต่งหน้าเหมือนกัน 55)

ทีนี้ ขณะที่กำลังคอนซีลใต้ตา = = ก็มีคนบอกว่า "สแตนบาย ๆ ๆ" เราเลยรีบไปคว้ารองเท้าแล้วออกไปจะตั้งแถวรอหน้าห้อง เพื่อน ๆ ก็ออกมาตั้งแถวเหมือนกัน แต่ว่านักร้องกำลังใส่รองเท้ายังไม่เสร็จ แถวแรกเดินออกไปแล้ว

เดี๋ยว  ๆ ๆ ๆ ว้อร์ททท เร็วไปไหมนั่น ซ้อมใหญ่เมื่อวานใครยืนหน้าเรานะ ยังนึกไม่ออกเลย แถวแรกออกไปแล้ว เราก็เลยจับไหล่สักคนแล้วก็เดินออกไปเลย ไม่เหมือนที่ซ้อมเมื่อวานเลยเฮ้ยย Backstage เรียกช้าไปนะ T-T ปีที่แล้วยังให้เตรียมตั้งแถวก่อนเลยแล้วค่อยเดิน นี่อาราย

ร้องมหาจุรอบแรกเสร็จกลับเข้ามา สติแตกกันมาก "เกิดอะไรขึ้น ๆ" หน้าทุกคนมีแต่แบบนี้ เราก็ได้ยินว่าพาร์ทเทเนอร์บางคนเข้าแถวไม่ทัน เลยได้ยืนกับเบส ร้องไม่ออกเลย ร้องพาร์ทเบสแทน ดีที่คนนี้เคยร้องเบส (เสียงต่ำถึง)

อันนั้นคือความตื่นเต้นในรอบแรกของปฐมนิเทศปี 56 นะ รอบหลังจากนั้นเค้าเลยให้เราตั้งแถว standby ไว้ตลอดเลย ฮือออ ไม่สนุกเลย ทำไม Backstage ปีนี้ทำงานแปลก ๆ ปีที่แล้วไม่เห็นต้อง standby นานขนาดนี้เลย มีเวลาได้จับกลุ่มนั่งเล่น King of Opera กับไพ่คิลเลอร์กันในห้องพักด้วย 555 อันที่จริงบรรยากาศปีนี้เครียดเยอะ เพราะพี่ไหมจับงานนี้เป็นงานใหญ่เป็นครั้งแรก พี่แกนั่งนิ่งเป็นหุ่นให้เพื่อนแต่งหน้าหน้าเครียดอยู่มุมห้องทุกรอบเลยตอนเวลาพัก รอบสุดท้ายบอกว่าตอนโบก ๆ อยู่หายใจไม่ออกด้วย เพราะความตื่นเต้นมันจุกคอ (รอบสุดท้ายนี่เด็กอะเลิร์ทกันเป็นพิเศษแฮะ ไม่รู้เป็นอย่างนี้ทุกปีรึเปล่า สงสัยตอนเช้าน้องยังไม่ตื่น 55)

งานนี้จบลงด้วยดีเพราะ reaction ของน้องเยอะดี 555 อาจารย์และผู้บริหารที่ฟังอยู่แถวหน้าก็มาให้กำลังใจที่หน้าห้องพักด้วย ได้รับกำลังใจจากคนใหญ่คนโตแบบนี้แล้วฮึกเฮิมแฮะ

ปีนี้แย่อย่างเดียว flow ของงานไม่ค่อยดี เดี๋ยวก็ช้า เดี๋ยวก็เร็ว ไม่รู้เค้าอยากให้เราออกตอนไหน  backstage เครียด ประธานชมรมก็เครียด > < นักร้องก็พลอยเครียดตาม นั่งต่อแถวกันไม่ต้องทำอะไรเลยเนี่ย แต่รอบสองรอบสามก็ไม่มีปัญหาแล้วล่ะ ได้นั่งเม้ามอยกะเพื่อน ๆ นิดหน่อย (ถูกห้ามไม่ให้ใช้คุยมากเดี๋ยวสติแตก)

คือตอนพักมีพี่เอา Attack on Titan ไปอ่านตอนรอร้องเพลงด้วยอ่ะ ก็เลยจับกลุ่มคุยกัน 555 มันส์มาก กำลังดังเลยเรื่องนี้ เอาจริงฉันก็รู้จักเรื่องนี้เพราะพี่ที่ชมรมแนะนำนี่แหล่ะ กำลัง in ได้ที่เลย เหอะ ๆ อนิเมะถึงตอนที่ 9 แล้ว

กลับมา ๆ อย่าพึ่งออกทะเล

พองานจบก็ถ่ายรูปกันใหญ่เลย รูปรวมทั้งวงใน Hall (น้อง ๆ ออกไปหมดแล้ว) รูปรวมรุ่น, รูปรวมพาร์ท, รูปรวมกรรมการ, รูปรั่ว ,รูปบ้าบออะไรมีหมด เราเป็นคนถือกล้องเลยไม่ค่อยมีรูปตัวเองเท่าไหร่ ตอนถ่ายรูปกันนี่สนุกมากกก อยากรู้จังว่าระหว่าง ร้องเพลง กิน ถ่ายรูป CU Chorus ทำอะไรมากที่สุด 555

ทีนี้มีพิธีถวายสัตย์ตอนสี่โมงกว่าอีก เขาก็ขอนักร้องชมรมเราไปช่วยร้องเป็น Unison ซึ่งคือการร้องแบบที่ทุกคนร้องคีย์เดียวกันหมด หรือการร้องทั่วไปนะแหล่ะ ใครจะไปร้องก็ไปตั้งแถวออกไปสแตนบายที่ลานจามจุรีข้างหลังพระรูป

พี่ ๆ เล่าให้ฟังว่า งานถวายสัตย์ปีก่อน ๆ เนี่ย มีนักร้องพาร์ทโซปราโน่(ผู้หญิงที่ร้องเสียงสูง)นางหนึ่งเผลอร้องเมโลดี้ปกติที่ใช้กับการร้อง 4-part ซึ่งสูงตับแตกมาก เพื่อนผู้ชายตายยย 555 พวกเธอจงอย่าเผลอ


พอจบงานถวายสัตย์ก็มานั่งร้องเพลงเล่นกันในห้องพักนักร้องต่อ ฟินมากกกก ชอบมากกกกก โมเม้นต์ร้องเพลงเล่น ๆ กับเพื่อน ๆ เนี่ย เป็นโมเม้นต์ที่อบอุ่นที่สุดเลย ร้องไปหลายเพลง คนธรรมดา, มองได้แต่อย่าชอบ, จันทร์เอ๋ย, ร้อยเรียงเสียงประสาน, ASEAN WAY ฯลฯ เจอร้อยเรียงเข้าไป + นั่งร้องด้วย คอพัง T-T ไม่น่าฝืนตัวเองเลย

พอมีคนมาปิดห้อง เราก็ช่วยกันขนของไปห้องชมรม เนื่องจากของมันเยอะและหนัก (มีน้ำหลายแพ็ค) ก็เลยจะทำการเดินทางด้วยรถป.อ.ฟ. (รถบริการในจุฬาฯ) พวกเราก็เดินไปร้องเพลงไป(เพราะยังฟินกันอยู่ ไม่อายเทวดาฟ้าดินในการร้องเพลง)จนถึงป้ายรถป๊อป แล้วก็เปิดคอร์นเสิร์ตที่ป้ายรถป.อ.ฟ.อีก ขึ้นรถมาแล้วก็ยังร้องต่ออีก เรานั่งข้างประธานชมรม เธอก็กระซิบว่าเฮ้อ อายชาวบ้านบ้างมั้ยเพื่อนพ้อง เอิ๊ก ๆ ปกติไม่เห็นเป็นกันขนาดนี้เลย วันนี้คึกพิเศษ -w-

พอถึงห้องชมรมก็เปิดแอร์นั่งเล่นกัน รออีกกลุ่มที่จะตามมาอีกคัน แล้วก็เปิดวงเต้นสันกันมันส์มาก ใครไม่รู้เริ่ม "แรกเราพบกัน ๆ ๆ หัวใจฉันเต้นหวั่นไหว...." เอาเลย นักร้อง รั่วมาก แต่ละคนนี่ยังกับเมาน้ำเปล่ามา

พอเลิกบ้าแล้วก็แยกย้ายกันไปตามมุม บางคนก็อินดี้นั่งเล่นเปียโนคนเดียว บางคนก็จับกลุ่มคุยกัน บางคนก็นอน บางคนก็จับกลุ่มร้องเพลงเล่นกีต้าร์

เสร็จแล้วเราก็ไปกินเลี้ยงต่อที่โคซีแร ทองหล่อ ไปถล่มร้านเค้า ยกคนไปตั้ง 18 คน (ที่เหลือกลับบ้านไปแล้ว) อรอ่ยมาก ๆ ๆ เราพึ่งเคยไปกินโคซีแรครั้งแรก ตอนกินก็คุยกันหลายเรื่อง เฮฮาปาร์ตี้มาก 555 สนุกที่สุด เป็นวันที่ดีจริง ๆ 

พอดีกว่า พิมพ์เพลินลืมกินข้าวเที่ยงเลยนะเนี่ย









Create Date : 03 มิถุนายน 2556
Last Update : 7 มกราคม 2558 20:42:48 น.
Counter : 1157 Pageviews.

0 comment
บล้อกแรกของปี
บล้อกนี้ก็เป็นบล้อกแรกของปี

ช่วงหลัง ๆ มานี้ไม่ค่อยได้เขียนอะไรเท่าไหร่ จะว่าไปการเขียนบล้อกนี้ก็ไม่ใช่สไตล์ของฉันอยู่แล้ว ปกติแล้วฉันจะเขียนไดอารี่ ซึ่งสามารถเขียนอะไรลงไปเรื่อย ๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องมีแก่นสาร แต่พอเป็นบล้อก ความรู้สึกมันบอกฉันว่า เอ็งต้องหาอะไรที่เป็นแก่นมา ก่อนที่จะเขียนอะไรลงไปในบล้อก ให้มันจบไปเป็นเรื่อง ๆ แล้วก็ต้องเขียนให้คนอ่านที่ไม่รู้จักเรารู้เรื่อง เพราะมันไม่เหมือนไดอารี่ตรงที่มันเป็นข้อเขียนสาธารณะ

การที่ฉันเปิดบล้อกนี้ขึ้นมาเขียน ก็เพราะต้องการที่จะเวิ่นเว้อถึงสิ่งที่ตัวฉันสนใจ และการที่จะเวิ่นเว้อในสิ่งที่ตัวเองสนใจ ก็ย่อมต้องการให้มีคนมาอ่าน เพราะฉะนั้นการไปเขียนลงไดอารี่จึงไม่สามารถจะทำให้เกิดมรรคผลใด ๆ ได้ 

ความจริงแล้วหลัง ๆ มานี้ฉันเริ่มรู้สึกว่า ความสนใจของฉันที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ นั้นเริ่มลดน้อยลง อย่างแต่ก่อนชอบดูการ์ตูนมาก ชอบเรื่องไหนก็จะพูดแต่เรื่องนั้นนาน ๆ บางเรื่องเป็นปี บางเรื่องหลายปี แต่พอโตขึ้นมา ถึงจะยังดูการ์ตูนอยู่ แต่ก็ไม่ได้พูดถึง หรือหาเพลงของเรื่องนั้นมาฟัง หรือวาดรูป แต่งโด หรือแม้แต่จิ้นคู่วาย ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับทุกอย่าง ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นความผิดปกติทางจิต (บางทีฉันอาจจะเริ่มเป็นโรคซึมเศร้าอ่อน ๆ ก็ได้)

การที่ความสนใจต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวลดลง มันหมายถึงตัวฉันมีพฤติกรรมไม่สนใจสิ่งแวดล้อมด้วย ไม่สนใจดารา นักร้อง ไม่สนใจละคร ไม่สนใจเพื่อนพ้อง (ไม่รู้เลยว่ามันชวนกันไปไหนมาไหนบ้าง) ไม่สนใจการติดต่อสื่อสาร (ฉันมักจะลืมโทรศัพท์มือถือ หรือปล่อยให้มันแบตหมด ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยมีคนโทรหาอยู่แล้ว) บางครั้งเรื่องเหล่านี้ก็ทำให้ฉันลำบากบ้างเหมือนกัน และฉันก็ลำบากใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ตอนนี้กลายเป็นว่าเวลาฉันทำอะไร ก็ "ไม่สุด" เช่นตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือทุกวันในรถไฟฟ้า พอทำไปได้สักหน่อยก็จะเบื่อ เพราะเราไม่สนใจที่จะพัฒนาตัวเองอีกแล้ว หรือตั้งใจว่าจะโทรหาเพื่อนเก่าอาทิตย์ละคน ก็ล้มเลิกไปอีก 

ฉันคิดว่าการที่คนเรามีความสนใจในสิ่งรอบตัว มันจะมอบ Focus ให้กับคน ๆ นั้น อย่างถ้าเด็กสนใจเรื่องดนตรี เด็กก็จะไปเรียนดนตรี แล้วมันก็จะกลายเป็นความรัก พอเขาทำสิ่งที่เขารักได้ดี เขาก็จะโตเป็นคนเก่งดนตรี ซึ่งก็พาเขาไปสู่สิ่งที่ดีในอนาคต

ฉันมองในแง่ของชีวิตประจำวันมันก็คงจะคล้าย ๆ กัน ถ้าเรามี Focus กับอะไรบางอย่าง อย่างเดียวก็ตาม มันคงทำให้ชีวิตของเราได้มีชีวิตชีวา มีอะไรให้รอคอย มีอะไรให้คิดถึง อย่างบางคนมีแฟน ก็คิดถึงแฟน โทรหาแฟน วันหยุดก็ไปเที่ยวกับแฟน หรือถ้าทะเลาะกับแฟน หัวเราะ ร้องไห้ เสียใจด้วยกัน ก็ยังทำให้ชีวิตดูมีอะไร

บางครั้งฉันก็คิดว่าชีวิตที่ขาดความสนใจในสิ่งรอบตัวนี้มันทำให้โลกกลายเป็นสีเทา ๆ ไปจริง ๆ 

ฉันมาเขียนบล้อกวันนี้เพื่อเรียบเรียงความคิด เพราะบางอย่างถ้าเราไม่เขียนเราก็จะดึงมันออกมาไม่ได้ มันกลายเป็นว่าทุกอย่างทับถมกันอยู่อย่างนั้น ไม่มีการเรียบเรียงเป็นระเบียบ พอความคิดมันสับสนวุ่นวาย ชีวิตก็สับสนวุ่นวายไปด้วย เพราะสิ่งแวดล้อมของเรานั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ในหัวของเรา เราต้องจัดระเบียบความคิดเสียบ้าง เขาถึงบอกว่านั่งสมาธินั้นดี เพราะถ้าจิตว่าง ชีวิตก็จะมีแต่ความสงบสุข

บล้อกแรกของปีนี้ก็ไม่มีอะไร อยากจะเขียนทักทาย ฉันหวังว่าปีนี้ฉันจะเขียนมากกว่าปีที่ผ่านมา ใช้ภาษาดีกว่าปีที่ผ่านมา เรียบเรียงได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดี

ปล. วันนี้ปีใหม่จีนพอดีเลยแฮะ




Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 7 มกราคม 2558 20:43:52 น.
Counter : 250 Pageviews.

2 comment

BlogGang Popular Award#17



Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราจะได้ทำดีต่อกัน

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำซ้ำ คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดใน Blog นี้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Motivation and Habits are keys to success.
  •  Bloggang.com