All Blog
ทริปฮ่องกง


  จันทร์ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๙

วันนี้เป็นวันเที่ยวฮ่องกงของครอบครัว

ถือเป็นการเที่ยวต่างประเทศอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันของครอบครัวฉันเป็นครั้งแรก อย่าว่าแต่เที่ยวต่างประเทศเลย แม้แต่เที่ยวในประเทศด้วยกันก็ยังไม่ค่อยมีโอกาศ 

ฉันตื่นตีสี่เพราะเสียงนาฬิกาปลุกแม่ นัดรถตู้มารับตอนตีห้าครึ่ง เมื่อคืนฉันนอนประมาณตีสองเพราะดูหนังกับอะป๊าแล้วก็อ่านหนังสือต่อ ยังจัดกระเป๋าไม่เสร็จ

พอฉันตื่นมาตีสี่ฉันก็คว้าของลงกระเป๋าตามที่ได้ทำเป็นลิสต์เอาไว้ ฉันเอากระเป๋าไซส์เล็กไป เพราะฉันไม่ชอบแบกกระเป๋าใบใหญ่ และของ ๆ ฉันก็มีไม่มากนัก ส่วนพ่อแม่และน้องทั้งสองเอากระเป๋าไซส์ใหญ่สุดไปกันถ้วนหน้า

พวกเราออกจากคอนโดตอนตีห้าครึ่งพอดี ช่วงเวลานั่งรถตู้ไปสุวรรณภูมิก็คุยกันหลายๆ เรื่อง เช็คกันว่าใครลืมอะไรไม่ลืมอะไร แล้วก็นับเงินที่จะเอาไปแลก เพราะเมื่อวานวุ่นวายกันมากก็เลยไม่ได้ไปแลกเงินไว้

ไปถึงสนามบินก็เดินลากกระเป๋าไปเคาเตอร์เช็คอินกัน ฉันพยายามจะเช็คอินออนไลน์ไปด้วยเดินไปด้วยก็เลยคลาดกับทุกคน พอดีฉันตู้เช็คอินฉันก็เลยเข้าไปกด ๆ แล้วน้องสาว(เฟิร์น)ก็โทรมา เรียกให้ไปที่แถวเร็ว ๆ เพราะถึงคิวแล้ว

มาถึงแถวปรากฏว่าแถวสั้นกุด ไม่มีคนเลยยยย เวลานั้นหกโมงเช้า เคาเตอร์คงจะพึ่งเปิด ทั้งครอบครัวก็เลยเดินชิว ๆ ขึ้นไปผ่านด่านตรวจคนออกจากเมือง แล้วก็ไปเดินดิวตี้ฟรี ซึ่งฉันพยายามจะมองหาน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมาทำ oil pulling แต่หาไม่ได้เลย ที่บ้านฉันมีแต่ขวดลิตร แล้วก็ไม่ได้ซื้อขวดแบ่งอันเล็กไว้ ก็เลยไม่มีติดไปด้วย จะให้ไปหาที่ฮ่องกงก็คงไม่มี

ตอนเขียนใบขาออกนะ ฉันก็อวดฉลาด บอกน้อง ๆ ด้วยท่าทางอย่างผู้มีประสบการณ์เดินทางไปต่างประเทศอย่างโชกโชนว่า

"นี่นะ ต้องเขียนนามสกุลก่อน จำไว้นะ แล้วก็ต้องเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ด้วย"

แล้วฉันก็เขียนนำเลยค่า ชื่อตัว เขียนไปสี่ตัว ชิบบบบ นี่มันชื่อตัว ยังไม่ทันขาดคำว่าให้เขียนชื่อสกุลก่อน หันไปดูน้องสาว ก็เขียนผิดเหมือนกัน พอฉันทัก พวกเราก็หัวเราะกันใหญ่

คือคนเตือนเองก็พลาดเอง คนถูกเตือนก็พลาดด้วย นี่ถ้าน้องเขียนถูกฉันเขียนผิดก็คงจะฮากว่านี้

เฟิร์นก็เลยวิ่งไปขอใบใหม่มาเขียนกันใหม่ ครอบครัวเราห้าคนก็มีปากกากันแค่สองแท่ง (คือของฉันกับของอะป๊า) ฉันต้องช่วยอะป๊ากับคุณแม่เขียนด้วยเพราะต้องกรอกทั้งที่อยู่โรงแรมและอื่น ๆ 

แล้วเราก็นั่งเครื่องบินไปฮ่องกง เป็นเที่ยวบินใหญ่ แต่บ้านฉันไม่มีใครได้นั่งติดหน้าต่างเลย ที่นั่งซะกลางลำเชียว ฉันได้นั่งติดทางเดินตามที่ชอบ พวกเราไม่ได้เลือกที่นั่งกันไว้เพราะฉันไม่อยากทำ (นั่งตรงไหนก็ได้ ขอให้ไม่ติดกับคนแปลก ๆ ก็พอละ) ฉันเป็นคนจัดการทริปนี้ทั้งหมดทั้งจองตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรม

บนเครื่องบินฉันดูหนังเรื่อง 500 days of summer เป็นหนังแนวดราม่า โรแมนติก อื่มม จะว่าไงดี คือหนังมันบอกว่านี่ไม่ใช่หนังรัก แค่เป็นเรื่องราวของผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่ง แต่ฉันก็ว่ามันเป็นหนังรักดี ๆ นี่แหล่ะ มีฉากเซ็กซ์ด้วย (แน่นอนว่าไม่ expose) ฉันเฉย ๆ กับหนังเรื่องนี้นะ ไม่ชอบนางเอก ไม่ได้ประทับใจพระเอก แต่ชอบวิธีที่เค้าเล่าเรื่องสลับไป สลับมา แปลกดี น้องสาวของพระเอกก็น่ารัก

ด้วยความที่ไม่อยากหาวิธีเปิดซับ ก็เลยดู soundtrack ดิบ ๆ นี่แหล่ะ รู้สึกว่าคราวก่อนตอนนั่งไปเซี่ยงไฮ้ฉันก็ดูแบบปิดซับ ก็รู้เรื่องนะ ไม่ได้ยากอะไร (แต่ก่อนทำไม่ได้ต้องมีซับไตเติล แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ดูหนังแบบบปิดซับแล้วรู้เรื่อง ชิน)

ไปถึงสนามบินฮ่องกงก็ขึ้นรถไฟมาด่าน immigration ต้องเขียนใบ arrival card ซึ่งตรงนี้ฉันต้องช่วยบอกพ่อแม่ว่ามันต้องเขียนอะไรบ้าง เพราะไม่มีภาษาไทยกำกับ มีแต่ภาษาอังกฤษ 

ตอนตรวจพาสปอร์ตเขาถามด้วยว่าไปอยู่ไต้หวันมาเหรอ ฉันก็บอกใช่ เค้าก็ปล่อยเข้าประเทศ

คนประเทศนี้ไม่ยิ้มเลย หน้าตายมากกกกก แต่เวลาถามอะไรก็ให้ความร่วมมือดีนะ (หรือเพราะเป็นหน้าที่เขาก็ไม่รู้)

พอออกมาจาก immigration ได้ ก็ไปรอรับกระเป๋ากัน มีห้าใบ ใหญ่สี่ เล็กหนึ่ง

ระหว่างรอกระเป๋าก็หาไวไฟใช้จนได้ ไวไฟที่นี่ใช้ดีมาก ปลาบปลื้ม แล้วก็หยิบใบปลิวแถวนั้นมาหาข้อมูลเกี่ยวกับ taxi เข้าเมืองมาดู แต่ฉันเห็น uber ถูกกว่าก็เลยกดเรียก uber ทีนี้นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เปิด roaming แล้วก็ไม่รู้อีกต่างหากว่าเรียกมาแล้วต้องไปขึ้นที่ไหน กระเป๋าก็เยอะคงต้องเรียกสองคัน ก็เลยจำต้องกด cancel ไป เสียตังค์ฟรีเลย 20 HKD ค่าปรับที่ cancel 

สิ่งต่อมาที่ฉันทำคือหาซิมเน็ตมาใส่มือถือ ฉันได้ซิมแบบ prepaid ของ csl ที่ได้ 8 วัน 5 GB เสียไป 188HKD (อะป๊าให้เงินทุกคนติดตัวคนละ 2200 HKD) ส่วนคนอื่นไม่มีใครซื้อซิมเลย บอกว่าค่อยแชร์เน็ตฟ้าเอา เอ้าก็ได้ (นี่คือเหตุผลที่เลือกห้ากิ๊ก เพราะทุกคนจะมาใช้ด้วย)

คือฉันจะใจไม่สุขถ้ามือถือไม่มีเน็ตไว้หาข้อมูล หรือดูแผนที่เวลาท่องเที่ยวเอง สำหรับฉันมันสำคัญไม่น้อยไปกว่าอาหารเลยแหล่ะ 

พอจะเดินไปขึ้น taxi ระหว่างทางเจอตู้ขายบัตร easy pass ที่ใช้ขึ้นรถได้สารพันอย่าง ฉันก็เลยดึงทุกคนไว้บอกให้ซื้อเอาไว้คนละใบ แต่อะป๊าบอกว่าถ้ายังไม่ได้ใช้ตอนนี้ก็อย่าซื้อดีกว่า (ฉันไม่อยากเถียงว่ายังไง ๆ ก็ได้ใช้แน่ ๆ มันดีกว่าต้องไปต่อแถวซื้อตั๋วทุกรอบ ๆ อยู่แล้ว แถมตู้ขายตั๋วนั้นไม่มีคนต่อคิวเลยยยย เป็นโอกาสดีสุด ๆ)

เรานั่งแท็กซี่เข้าเมือง ระหว่างทางก็ผ่านสะพานข้ามทะเล ผ่านตึกคอนโดที่โคตรจะสูงและเรียงเป็นตับ ๆ พวกเราก็คุยกันว่านี่มันกี่พันยูนิตกันนะคอนโดตรงนี้ แต่ตึกรามบ้านช่องที่นี่ดูหม่นหมองไร้สีสันยังไงไม่รู้ เวลาเจออะไรแปลก ๆ ภีมก็จะถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอเก็บไว้เต็มเลย ภีมเคยมาต่างประเทศเป็นครั้งแรก

มาถึงโรงแรม Nathan Hotel ที่จองเอาไว้ทาง Booking.com ที่นี่เป็นโรงแรมสี่ดาวที่รีวิวดีที่สุดละ ฉันก็เลยเลือกที่นี่ คือถ้าปกติฉันไปเองคนเดียวฉันจะไปพักตาม hostel ไม่ก็หอพัก หรืออะไรก็ได้ไม่เรื่องมาก แต่นี่มากับครอบครัว พาแม่พาพ่อมา ก็เลยต้องเลือกห้องพักที่ดี ๆ หน่อย 

โรงแรมนี้ดีมากเลย ใกล้ MTR มีบัสรับส่งถึงสนามบิน (แต่ตอนขามาเลือกนั่ง taxi เพราะบัสคนเยอะมากกกกก และของก็เยอะ)

ไปถึงก็มีคนมายกกระเป๋าไปวางไว้ให้ พวกเราก็เลย check in กัน เอาพาสปอร์ตฉัน คอนเฟิร์ม room type แล้วก็มัดจำด้วยเลขบัตรเครดิตอะป๊า เค้าแค่เก็บเลขบัตรไว้ ไม่ได้ตัดบัตร วิธีเก็บเลขเค้าฉลาดดี เอากระดาษมาแผ่นนึงวางแปะทับบัตร แล้วเอาดินสอฝน ๆ จนมันติดเป็นเลขบัตร เออออ พึ่งเคยเห็นคนทำแบบนี้

แล้วเราก็ขึ้นมาที่ห้อง หรูดีนะ ทั้งลิฟท์ทั้งห้อง ฉันเลือกห้อง family type ไว้ นอนได้ห้าคน ในห้องมีทีวีสองเครื่อง แล้วก็มี smart phone ให้ด้วย เค้าบอกว่านี่เป็นมือถือสำหรับนักท่องเที่ยวที่โรงแรมเขาบริการไว้ให้ มีอินเตอร์เน็ตฟรีไม่จำกัด ใช้จองตั๋ว จองทัวร์ไกด์ได้ส่วนลดด้วย (อันนี้แถมมากับห้อง) พวกเราก็เลยมีโทรศัพท์สองเครื่องที่ใช้งานเน็ตและโทรออกรับสายได้

พวกเรานั่งพักกันสักพักหนึ่ง แล้วก็ออกไปหาอะไรกัน เพราะมันเลยเที่ยงมาสักพักแล้ว

เราตกลงกันว่าจะให้อะป๊ากับเฟิร์นถือคีย์การ์ดคนละใบ(เค้าให้มาสองใบ) ภีมถือมือถือโรงแรม ส่วนฉันมีมือถือตัวเอง และแม่ไม่มีอะไรเลย ต้องเกาะคนอื่นไป

ฉันหยิบนามบัตรโรงแรมมาใบนึงแล้วถ่ายรุปส่งเข้าไลน์ให้ทุกคน มาถึงห้องฉันก็ต่อไวไฟให้แม่กับอะป๊า แล้วก็โหลดรูปนามบัตรมาให้ บอกว่าใครหลงทางให้โชว์รูปนามบัตรนี่ให้แท็กซี่ดูเค้าก็จะพามาส่งถูกที่เองแหล่ะ เพราะพ่อแม่ฉันพูดไม่ได้ทั้งอังกฤษและจีน

ข้าวเที่ยงเรากินที่ Hong kong cafe คิดว่าเป็นชื่อร้านนะ มันออกแนว fast food ของฮ่องกง ขายพวกบะหมี่ มาม่าฮ่องกง สปาเกตตี้ ข้าวอบชีส อะไรงี้ ตอนสั่งนี่มั่วกันมาก งง อ่านไม่ออก ก็เลยชี้ ๆ รูปแล้วก็คุยไม่รู้เรื่อง สรุปเค้าบอกว่าถ้าสั่งอาหารแบบนี้ ๆ ๆ ได้น้ำฟรีหนึ่งแก้วไรงี้มั้ง ๕๕๕ พอสั่งเสร็จของมาก็ไม่รู้อีกว่านี่ของใครสั่งไป (เออ่อ เราสั่งอะไรไปหว่า จำไม่ได้) สุดท้ายเลยออกแนววางกลางโต๊ะแล้วจ้วงรวมกัน ใครอยากกินอะไรก็ตักเอา 

ต่อจากนั้นเราก็นั่งรถไฟไปจิมจาซุ่ย มันเป็นย่านช้อปปิ้งแบรนด์เนมหรูที่ใหญ่มากกกกกกก ดูหนังสือท่องเที่ยวมา หวังว่ามันจะมีร้านหนังสือให้ฉันเข้าไปเดินเล่นได้ด้วย

ขึ้นจาก MTR เราก็เจอห้าง iSquare เลยเดินห้างนี้ก่อน ขึ้นไปข้างบนมีร้านคล้าย ๆ Loft อยู่ด้วย ฉันก็เลยได้ฝาปิดเทปตกแต่งที่อยากได้มาน้านนานสักที (อันละสิบห้าบาท)

แล้วเราก็ไปห้าง harbour city กันต่อ ที่นี่กว้างใหญ่มาก ๆ ๆ  เดินไป เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ แต่ก็ไม่ซื้ออะไร เพราะเห็นราคาแล้วแทบกระอักเลือด จนไปเจอศูนย์อาหารก็เลยนั่งพัก เพราะแม่เหนื่อย แล้วเราก็เอาของที่ซื้อจากซูเปอร์ข้างล่างมาแบ่งกินกัน พวกขนม ผลไม้อะไรงี้ แล้วอะป๊าก็ซื้อทาโกยากิมาอีกหกชิ้นมาสังเวยท้องลูก ๆ 

ตอนนั่งรอทาโกยากิเย็นฉันก็เล่น Charade กับน้อง ๆ 

จากนั้นเราก็ไปเดินห้างกันต่อ ที่นี่มี shibuya 109 มาเปิดด้วย โอ้ยตายยยย ฉันโคตรอยากได้มากมายก่ายกอง แต่ว่าถ้าให้เลือกคงจะนานมาก ๕๕๕ เพราะฉันค่อนข้างจะเรื่องมากกับการซื้อของพวกนี้ ฉันก็เลยไม่ซื้ออะไรเลย เฟิร์นลองกระโปรงตัวนึงด้วย แต่ใส่ไม่ได้ 

แล้วก็ตกลงกันว่าจะกลับโรงแรมไปส่งแม่ เพราะแม่เหนื่อยแล้ว อยากกลับโรงแรมนั่งดูละคร ก็เลยจะเรียกแท็กซี่ แต่ปรากฏว่าเค้าให้นั่งได้แค่สี่คน ก็เลยว่าจะไปนั่งรถบัส เดินไปถึงป้ายรสบัส เค้าบอกว่าต้องจ่ายค่าบัสเป็นเหรียญ ซึ่งพวกเราก็ไม่มีอีก 

นี่แหล่ะ ๆ ไม่ยอมซื้อบัตร easy pass ไว้ ลำบากเลยยย

พวกเราก็เลยพากันไปซื้อแปรงสีฟันในร้านขายยาแถวนั้น เพื่อเอาเงินทอนมาขึ้นรถ ก็ได้ค่ารถมาแค่สองคน ฉันกับอะป๊าก็เลยกลับมาด้วยรถบัส ส่วนที่เหลือนั่งแท็กซี่กลับโรงแรม

รถบัสที่นี่จะมีสองชั้นนะ สมกับเป็นเมืองขึ้นอังกฤษแฮะ ฉันเห็นว่าคนส่วนใหญ่เวลาขึ้นรถมาเค้าจะขึ้นไปชั้นสองกันนะ ไม่ค่อยนั่งชั้นแรก (ฉันนั่งหน้าบันไดชั้นแรกเลย)

พอถึงโรงแรมปรากฏว่าฉันมาถึงก่อนแม่และน้อง ๆ (แท็กซี่มันไม่เร็วกว่าเหรอไง) ก็เลยโทรหาน้องชายว่าอยู่ไหนแล้ว น้องบอกว่าไม่มีคีย์การ์ดห้อง เพราะคีย์การ์ดอยู่ในกระเป๋าถือเฟิร์นที่ฉํนถือให้ (พอดีเฟิร์นซื้อกระเป๋าใหม่) ก็เลยไปเที่ยวเซเว่นข้าง ๆ โรงแรมรอ 

นั่งชิว ๆ ในโรงแรม คุยเล่นกันพักนึง ก็พบว่าที่นี่มีแปรงสีฟันให้ (แน่อยู่แล้วป่าววว โรงแรมสี่ดาวที่ไหนจะไม่มีแปรงสีฟันแถมคะ) แล้วก็มีน้ำดื่มให้ห้าขวด แม่ดันไปเปิดขวดในตู้เย็นเพราะอยากกินน้ำเย็น ก็เลยเสียไป 20HKD

แล้วทุกคนยกเว้นแม่ก็ออกไปเดินตลาดแถว ๆ โรงแรมอีก เป็นถนนคนเดินไรงี้ แต่เดินมั่วไปเจอห้างแทน เค้ากำลังลดราคารองเท้ากีฬา อะป๊าเห็นรองเท้าฉันเก่ามากกกกก ก็เลยซื้อให้ใหม่สองคู่ ส่วนอะป๊าได้คู่นึง

ขากลับมาเจอปลาหมึกย่างเค้าย่างกินน่ากินมาก อะป๊าก็เลยซื้อมาสี่แผ่นกลับไปกินด้วยกัน เพราะฉันบ่นหิว ๆ 

กินเสร็จเก็บรองเท้า เราก็มาเดินต่อ คราวนี้ดูพวกของเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนตัวฉันว่าของที่ตลาดไต้หวันน่าซื้อกว่าเยอะะะะ น่ารักกว่าและถูกกว่า ถือว่ามาเดินเก็บบรรยากาศ

เดินไปเจอร้านน้ำผลไม้ ก็เลยซื้อมากิน เค้าเอาแอปเปิ้ลมาคั้นสดใส่เครื่องบดอ่ะ แล้วไม่ใส่น้ำแข็งเลย แต่เย็นชื่นใจมาก ซึ่งแบบบบบบ อร่อยมากกกก และฉันเกลียดน้ำแข็ง ก็เลยปลื้มจิต อะป๊าก็ชอบ เราซื้อน้ำลูกแพร์ กับน้ำแอปเปิ้ล เค้าใส่แอปเปิ้ลให้สี่ลูกเลย

กลับโรงแรมประมาณห้าทุ่ม ฉันก็มาเขียนไดอารี่แล้วนอน


จากวันที่สองนี้เขียนเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ดังนั้นข้อมูลอาจจะมีคลาดเคลื่อนไปบ้าง พึ่งเห็นว่าเขียนไม่เสร็จเลยมาเติมให้เสร็จ แต่ก็ลืม ๆ ไปละ ทริปนี้เที่ยวหนักไม่ค่อยได้เขียนไดอารี่เท่าไหร่

วันที่ ๒ เที่ยววัด

วันนี้ฉันเปิดหนังสือดูตอนเช้า เห็นวัดสวยดี ก็เลยเดินทางไปวัด ตรงาข้ามวัดจะมีสวนสวย ๆ อยู่ ชื่ออะไรจำไม่ได้ วันนี้ถ่ายรูปกลับมาเยอะมาก ๆ 

อะป๊าคุณแม่ดูจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ไม่ชอบเดินร้อน ๆ น่ะ พอดีนี่ก็หน้าร้อนของฮ่องกงด้วย เดินไปก็ส่องพัดลมใส่หน้าไป แต่พอได้ถ่ายรูปนี่หน้าระรื่นเชียว อะป๊าชอบหามุมสวย ๆ ถ่าย จริง ๆ ไม่สวยก็ถ่าย ก้อนหินใหญ่ ๆ ธรรมดา ป้ายบอกทาง หรือต้นไม้ธรรมดา ๆ งี้ อะป๊าก็เรียกมาถ่าย

"เอ้า ก็จะถ่ายคน ไม่ได้จะถ่ายวิว" อะป๊าว่า

โอเค ว่าไงว่าตามนั้น

พอตอนเที่ยงร้อน ๆ ก็เลยไปกินข้าวที่ห้างใกล้ ๆ กันนั้น เป็นร้านอาหารเลิศหรู ฉันลองอ่านรีวิวดูเค้าก็ว่าอาหารอร่อย แล้วก็หิวมาก ก็เลยเข้าไปกิน

สั่งอาหารมาห้าอย่าง จริง ๆ ฉันอยากกินเป็ดปักกิ่ง อุตส่าห์มาถึงแถวนี้แล้วก็ต้องลองกินอะไรแบบนี้สิ แต่อะป๊าคุณแม่บอกว่ามันเยอะเกินไป เพราะปกติบ้านฉันสั่งเป็ดปักกิ่งมากินไม่เคยหมด ต้องให้ห่อกลับบ้านไปกินต่ออีกมื้อ แต่ตอนนี้อยู่ต่างเมืองก็คงไม่สะดวก ฉันเลยอดกิน

หลังจากนั้นก็ไปเดินห้างกัน ฉันไปร้านหนังสือ ส่วนทุกคนไปร้านเสื้อผ้า ฉันชอบเข้าร้านหนังสือไม่ว่าจะเป็นหนังสือชาติไหน 

ตอนบ่ายเราก็ไปเดินย่านวัยรุ่นเดิน แต่หาห้างไม่เจอเลยเจอแต่ sport street ภีมอยากได้รองเท้ายี่ห้ออะไรนี่แหล่ะแพง ๆ ที่เห็นตอนไปเดินห้างวันแรก แต่หายังไงก็หาไม่เจอ ภีมก็เลยขอกลับไปที่ห้างวันแรก (ซึ่งอยู่ห่างโรงแรมประมาณสองสถานี)เพื่อไปซื้อรองเท้า แม่เป็นห่วงเลยไปด้วย

ส่วนฉัน เฟิร์น อะป๊าก็ไปหาห้างเดิน ฉันเปิดกูเกิลดู Langham Place เลยอยากไป ไปถึงก็ขึ้นบันไดเลื่อนสูงมากไปชั้น ๑๔ แล้วค่อย ๆ เดินดูของลงมาเรื่อย ๆ 

เจอกระเป๋า annello สีชมพูสวยมาก ฉันก็เลยซื้อมาหนึ่งใบ

ฉันกับน้องเดินลั้ลลาช้อปปิ้งด้วยกัน ส่วนอะป๊าบอกว่าเหนื่อยแล้ว จะเดินลงล่วงหน้าไปหาที่นั่ง ฉันกับน้องก็เลยบอกว่าจะตามไป

พอเดินไปสักพักฉันเริ่มเบื่อ เพราะนอกจากกระเป๋ากับต่างหูหนึ่งข้างฉันก็ไม่ได้อะไรอีก ฉันก็เลยบอกเฟิร์นว่าจะลงไปหาอะป๊านะ ให้เฟิร์นเลือกของต่อ 

ฉันก็เดินลงมาอีกประมาณสองสามชั้นก็เจออะป๊านั่งพักอยู่ตรงที่นั่งพัก กำลังอ่านหนังสือ (พกหนังสือมาด้วยเหรอคะเนี่ย)

พอเฟิร์นเดินลงมาเจอเราก็ไปนั่งรถเมล์กลับโรงแรมกัน

แล้วฉันก็พาทุกคนขึ้นรถผิดฝั่ง!! แย่มาก แง ๆ ๆ ๆ 

วันที่ ๓ ดิสนีย์แลนด์

ออกจากโรงแรมประมาณ ๙ โมง นั่งแท็กซี่ไปดิสนีย์แลนด์ 

พวกเราไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าไว้ก่อน (จริง ๆ ถ้าซื้ออยู่สนามบินจะถูกกว่า แต่ฉันไม่ได้ซื้อ เที่ยวแบบไม่วางแผนก็งี้แหล่ะ)

พอไปต่อคิวได้ตั๋วเข้าเราก็เข้าไปเล่นข้างใน

ดิสนีย์ที่นี่ค่อนข้างจะเด็กน้อย ไม่ค่อยมีเครื่องเล่นหวาดเสียว มีรถไฟเหาะอยู่ที่เดียวเป็นหมีกริซส์ลี่อะไรนี่แหล่ะ ภีมชอบมากอยากเล่นอีกรอบ แต่ต่อแถวนานมากกกกกก 

ตอนเที่ยงไปกินข้าวที่ร้านอาหารจีนในสวนสนุก โคตรแพงมาก แล้วบริการก็ไม่ดีเท่าไหร่ ไม่ชอบเลยไม่คุ้มราคา แต่ศูนย์อาหารก็คนเยอะเกินไป

นอกจากนั้นเราก็ไปดูโชว์ (ภาษาอังกฤษผสมภาษาจีน) แล้วก็ดูพาเรดตอนบ่ายสอง นั่งไรด์สองสามไรด์  สวย ๆ ดี ดูหนัง 3D สนุกมาก (เป็นมิกกี้เม้าส์อ่ะ..)


อะป๊าบอกว่าถ้าพาลูกเล็ก ๆ มาคงจะเสริมสร้างจินตนาการดีนะ ตอนเด็ก ๆ ฉันก็ได้เล่นแบบดรีมเวิร์ด หรือแดนเนรมิตแค่นั้นเอง ซึ่งก็นานมากจนจำอะไรแทบจะไม่ได้แล้ว  แต่ฉันคิดว่าอะป๊าไม่ได้พาฉันไปดิสนีย์แลนด์ตอนเด็ก ๆ ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะอะป๊าก็เลี้ยงดูฉันด้วยความรักมาก ๆ อย่างเห็นได้ชัดเจนแม้ไม่ใช่ในรูปแบบใช้เงินมาก ๆ พาเที่ยวต่างประเทศบ่อย ๆ 

หลังจากดูพาเรดเราก็ไปดูร้านขายของฝากกัน (เพราะอะป๊าต้องการที่เย็น ๆ) ภีมซื้อของเยอะมาก จะซื้อไปฝากแฟน ส่วนฉันไม่ได้อะไรเลย  ของฝากค่อยไปซื้อที่สนามบิน หนัก

หลังจากร้านขายของฝากเราก็เก็บรายละเอียดสวนสนุก เดินถ่ายรูป นั่งรถไฟไปมา ไปหาเครื่องเล่นที่คิวไม่ยาวมากเล่นบ้าง

ออกจากสวนสนุกตอนสองทุ่ม เข้าโรงแรมนอน

วันที่ ๔ ย่านช้อปปิ้งอะไรไม่รู้

วันนี้มาช้อปปิ้ง พาทุกคนนั่งรถเมล์ผิดฝั่งอีกแล้ว พอจะเดินข้ามถนนมาหารถเมลล์ก็หาป้ายไม่เจออีก แล้วรถก็วิ่งไปเรื่อย ๆ เลยป้ายย่านช้อปปิ้งอีก (มันไม่เห็นมีที่ไหนที่ดูเหมือนห้างเลยวะ)

พอลงจากรถเมลล์ก็รู้ตัวว่าหลงทาง ฉันรู้สึกผิดมากที่พาพ่อแม่มาเดินร้อน ๆ เนี่ย ก็เลยเรียกอูเบอร์ให้ไปส่งหน่อย

กว่าจะไปถึงก็ปาไปสิบเอ็ดโมงแล้ว เราก็เลยมีเวลาเดินไม่เยอะ ตอนแรกไปถึงเจอห้างญี่ปุ่นก่อน ทุกคนต้องการแอร์ก็เลยเข้าไปเดินตากแอร์ให้หายร้อน แต่ของราคาแตะต้องไม่ได้เลย แพงมาก เป็นหมื่น ฉันกับแม่เลยไปนั่งกินเค้ก ส่วนคนอื่นก็เดินดูของไป

พึ่งจะเจอห้างที่ของไม่แพงและน่ารักตอนบ่ายสอง มีเวลาเดินนิ๊ดเดียว ข้าวเที่ยงก็ยังไม่ได้กิน ก็เลยจะไปหาข้าวกินก่อน เดินไปเดินมาหลงทาง หาศูนย์อาหารไม่เจอ ก็เลยขึ้นลิฟท์ไปกินร้านข้างบนตึก แพงอีกแล้ว

อะป๊าก็ไม่ได้บ่นอะไรนะ บอกว่าวิวสวยดี แม่ก็บอกว่าอาหารอร่อย 

พอลงมาก็มีเวลาไม่มากที่จะช้อปปิ้งก่อนจะกลับโรงแรมไปเอากระเป๋าไปสนามบิน อะป๊าเอาเหรียญไปกดกาชาปองจนหมด (อะป๊าถามด้วยว่า Yowamushi Pedal นี่ชื่อเรื่องอะไร เพราะเห็นเป็นการ์ตูนจักรยาน อะป๊าคงชอบ)

ฉันเจอร้านกิ๊ฟชอปน่ารัก ๆ ก็เลยได้สติกเกอร์กลับมาอีกสองสามเซ็ท (สะสมของพวกนี้น่ะ)

แล้วเราก็นั่งรถไฟกลับโรงแรม ฉันเอาบัตรอีซี่การ์ดของทุกคนไปคืนให้ แล้วเราก็เอากระเป๋าไปสนามบินกัน กลับไทยโดยสวัสดิภาพ








Create Date : 09 กรกฎาคม 2559
Last Update : 9 กรกฎาคม 2559 12:04:14 น.
Counter : 303 Pageviews.

0 comment
กลับอุบล ๒


  อังคาร ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙

วันนี้ก็กลับเดชเหมือนเคย ภีมก็กลับด้วย

ฉันไม่ได้ดูหนังวันนี้ แต่นั่งอ่านภาษาญี่ปุ่น แล้วก็สลับกับเดินเทรดมิลล์

ได้ช่วยแม่ดูร้านด้วย แม่ยุ่งมากลูกค้าเยอะ แม่ก็เรียกให้ฉันมาช่วยดู แต่ฉันทำอะไรไม่เป็นเลย ลืมวิธีทำหมดละ คือแม่จะมีโค้ดเลขเขียนบอกราคาทุนไว้ เป็นโค้ดที่อะม๊าคิดสมัยที่อะม๊าขายน่ะ พอไม่ได้ใช้นาน ๆ ฉันก็ลืมไปหมด แทนที่จะมาช่วยแม่กลับมาขัดแข้งขัดขาซะงั้น 

ฉันก็เลยไปออฟฟิศไปช่วยอะป๊าทำเอกสารดีกว่า อะป๊าบอกให้ฉันช่วยทำ excel ให้หน่อย อะป๊าไม่ค่อยชินกับ excel รุ่นใหม่ที่อัพเดทตอนเปลี่ยนคอม พอดีเลยฉันพึ่งเรียนมา ก็เลยเอาความรู้มาใช้สักหน่อย

ภูมิใจมากที่ได้ช่วยพ่อทำงาน ๕๕๕

พอแม่ปิดร้าน แม่ก็มาสระผมให้ฉัน ที่บ้านหลังนี้มีเตียงสระผมน่ะ เพราะสมัยเด็กแม่ซื้อเตียงสระผมมาสระให้ฉันกับน้องสาวบ่อย ๆ พอโตขึ้นก็ให้สระผมเอง แต่เดี๋ยวนี้แม่ก็ยังใช้เตียงนี้อยู่ แม่จะให้ลูกน้องสระผมให้ประจำ เพราะแม่ไม่ชอบสระผมเองแล้วเส้นผมมันจะหลุดไปตันท่อ แต่วันนี้ลูกน้องไม่ว่างแม่ก็เลยมาสระให้ฉัน คิดถึงสมัยเด็กจังที่แม่สระผมให้

ตอนเย็นก็กลับเข้าเมืองอุบลไปกินส้มตำ ฉันกินเผ็ดมาก ๆ ไม่ได้แล้วล่ะเพราะไม่ได้กินนานเกินไป กินไปก็ซดน้ำไปจนแม่ถาม แต่ก่อนฉันคงกินได้เยอะกว่านี้ แต่พอกลับจากญี่ปุ่นก็ไม่ค่อยได้กินเลยน่ะ

กลับมาบ้านฉันก็ขึ้นไปดูหนูแฮมสเตอร์ของน้อง น้องชายฉันเลี้ยงหนูแฮมสเตอร์ไว้น่ะ ครั้งที่แล้วฉันกลับมามีสี่ตัว ตอนนี้เหลือสองตัว (ที่เหลือป่วยตาย)

นั่งเล่นกับหนูอยู่สักพักก็ลองค้นเอาเครื่องเกม playstation 1 ที่เคยเล่นตอนเด็ก ๆ ออกมาเล่นดู เพราะอยากเอาไปเล่นที่กรุงเทพถ้ามันยังเล่นได้ มีสองเครื่อง ลองเปิดดูก็ติดทั้งคู่นะ แต่มีเครื่องนึงหัวอ่านไปแล้ว อ่านแผ่นไม่ออกเลย ขึ้นเป็นจอสีฟ้า อีกเครื่องเปิดติด เล่นเกมได้ด้วย แต่ลองใส่ดูหลายๆ เกมมีบางเกมเล่นได้ บางเกมเล่นไม่ได้ เป็นเพราะหัวอ่านหรือแผ่นเกมไม่รู้เหมือนกัน

ก็เลยคิดว่าไม่เอาไปดีกว่า 

แล้วฉันก็ไปนั่งเล่นมือถือจนแบตเหลือน้อยแล้ว ฉันก็ไปอ่านหนังสือ พอง่วงก็เข้านอน

วันนี้เดินไม่ถึงหมื่นก้าวอ่าาา



Create Date : 09 กรกฎาคม 2559
Last Update : 9 กรกฎาคม 2559 11:32:24 น.
Counter : 160 Pageviews.

0 comment
กลับอุบล ๑


  จันทร์ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙

วันนี้กลับอุบล

ไม่ได้กลับมาบ้านนานมากแล้ว ครั้งที่แล้วกลับแค่สามวันเอง ไปหาเพื่อน ดูหนังกับเพื่อนนิดหน่อย แล้วก็เอาไดอารี่มาเก็บ

ครั้งนี้ฉันมาเอาไดอารี่กลับไปกรุงเทพ เพราะฉันจะเอาไปพิมพ์ใส่คอมพิวเตอร์ ให้มันเป็นไฟล์คอมทั้งหมด จะได้ไม่หายไปตามกาลเวลา

ขึ้นเครื่องบินตอนสิบเอ็ดโมง ถึงอุบลประมาณเที่ยง อะป๊ามารับที่สนามบิน ฝนตกด้วย แล้วอะป๊าก็พาขับรถกลับเดช

คือฉันมีบ้านที่อ.เดชอุดมน่ะ ที่นี่เป็นบ้านสมัยเด็กของฉัน แล้วก็เป็นที่ ๆ อะป๊าคุณแม่ประกอบธุรกิจด้วย แต่ทั้งพ่อแม่ยังอาศัยอยู่ในตัวจังหวัด (คือเข้าจังหวัดเพื่อให้ลูกเรียนหนังสือ แต่พอทั้งฉันและน้อง ๆ ย้ายออกไปเรียนที่อื่นหมดแล้ว พ่อแม่ก็ยังอยู่ที่เดิม เพราะบ้านในเมืองฉันสวยมาก เหมือนบ้านพักตากอากาศ ติดริมน้ำ บรรยากาศดีสุด ๆ จะขายก็เสียดาย)

อันที่จริงนี่เป็นครั้งที่สองที่ฉันได้นั่งรถใหม่ของอะป๊า อะป๊าพึ่งซื้อรถใหม่หลังจากที่ฉันกลับจากแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นไม่นาน เป็น BMW คันแรกของบ้านฉัน ซึ่งอะป๊าชอบมาก ๆ เพราะแต่ก่อนขับแต่โตโยต้า ฮอนด้า อะไรแบบนี้ ไม่ค่อยได้นั่งรถราคาเป็นล้าน 

จริง ๆ แม่ก็ถามว่านี่เริ่มทำงานแล้วอยากได้รถไปขับหรือเปล่า (อยากได้เบนซ์ขับมั้ยลูก) ความจริงฉันก็มีใบขับขี่แบบห้าปีนะ แต่ฉันไม่ชอบขับรถเลย ยิ่งเห็นรถติดหนัก ๆ ในกรุงเทพแล้วฉันยิ่งไม่อยากไปเป็นหนึ่งในนั้น เพราะเวลานั่งรถนี่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากฟังเพลง หรือไม่ก็ฟังวิทยุ แล้วถ้าต้องไปนั่งเฉย ๆ เป็นชั่วโมงห้องน้ำก็เข้าไม่ได้นี่ฉันไม่โอเคอย่างแรง ก็เลยตกลงกับแม่ว่าจะไม่เอารถ แล้วก็นั่งรถไฟไปทำงานต่อไป ฉันขับรถไม่เก่งด้วยแหล่ะ ขนาดขับในอุบลยังไม่คล่องเลย ให้ไปขับในกรุงเทพคงไม่ไหว

แม่ก็เลยไปคุยกับน้องภีม(น้องชาย)แทนว่าจะเอารถไปเรียนมหาลัยหรือเปล่า สรุปน้องเลือกมหาลัยแล้วล่ะ จะไปเรียนม.บูรพาที่ชลบุรี ซื้อคอนโดที่นั่นแล้วเรียบร้อย แต่น้องบอกว่าซื้อแล้วน้องไม่อยู่หรอก จะเอาไปให้คนอื่นเช่าลงทุน ส่วนตัวน้องจะไปอยู่หอ

แม่บอกว่าเป็นห่วงภีมมาก เพราะว่าภีมคิดเรื่องธุรกิจมากเกินไป แล้วกลัวน้องจะเครียดเกินไป (แต่ฉันว่าน้องไม่ได้จิตใจอ่อนแอแบบนั้นหรอก)

กิจวัตรประจำวันของพ่อแม่ฉันก็คือตอนเช้าตื่นมาประมาณหกโมงเช้า พ่อก็จะออกไปปั่นจักรยานกับชมรมจักรยานในจังหวัด แม่ก็จะอาบน้ำแต่งตัว แล้วพอพ่อกลับมาอาบน้ำก็จะออกไปทำงานด้วยกัน ก่อนหน้านั้นก็จะไปส่งคุณย่าให้คุณน้าก่อน พอส่งคุณย่าเสร็จก็จะกลับเดช

พอถึงเดชแม่ก็จะไปเปิดร้าน ส่วนพ่อก็จะไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศ แม่จะเปิดร้านประมาณเก้าโมงเช้า แล้วนั่งดูละคร รอคนมาซื้อของ แลกของ หรืออะไรก็ตามแต่ 

แม่ขายเครื่องประดับ ต้องแต่งตัวสวย ๆ นั่งในห้องแอร์ แล้วก็ดูละครทั้งวัน ต้องพูดเก่ง ๆ เอาใจลูกค้า

ส่วนอะป๊าก็นั่งคุมงานในออฟฟิศ ไม่ได้ทำเองเท่าไหร่หรอก ส่วนใหญ่จะเช็คคอมพิวเตอร์ว่าลูกน้องทำอะไรบ้าง แล้วก็โทรติดต่อคนโน้นคนนี้ สั่งงานลูกน้อง เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือก็นั่งอ่านนิยายกำลังภายใน

ฉันก็ไปนั่งอยู่ด้านหลังร้านแม่ แล้วก็นั่งดูหนัง  อะป๊าชอบดูหนังน่ะ พอสร้างร้านให้แม่เลยทำโฮมเทียเตอร์จำลองไว้ในห้องข้างหลัง บางทีอะป๊าก็จะมานั่งดูหนัง

พ่อแม่ฉันอาจจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำคอมไม่เป็นก็จริง แต่ก็หาเงินได้เยอะมาก ส่งลูกเรียนเทอมละเป็นแสนได้สบาย ๆ มีเงินออกรถ มีเวลาไปเที่ยวต่างประเทศปีละสองสามครั้ง (แต่ไม่ไป เพราะแม่ไม่ชอบเที่ยว) ฉันถือว่าอะป๊าคุณแม่นี่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาก ๆ เลย 

วันนี้ดูหนังเรื่อง  Cast Away กับน้องชาย เรื่องคนติดเกาะอ่ะ ได้ยินว่าสร้างมาจากเรื่องจริงหรือมีเค้าโครงเรื่องจริงอะไรนี่แหล่ะ ตอนหยิบมาดูน้องภีมก็มานั่งดูด้วย น้องนึกว่าหนังธุรกิจ ๕๕๕ เพราะช่วงแรกของหนังนี่จะบรรยายชีวิตพระเอกที่เป็นคนเป๊ะกับเวลามาก ๆ พอต้องไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์บนเกาะก็ปลงกับชีวิต

บทพูดก็มีอยู่แค่ตอนแรกกับตอนท้ายนี่แหล่ะ ช่วงกลาง ๆ เรื่องนี่แทบจะเป็นหนังเงียบ เพราะพระเอกไม่มีใครให้คุยด้วยไง ไปติดเกาะอยู่คนเดียว ตอนดูอยู่แม่ก็เดินเข้ามาถามว่าหนังจบแล้วเหรอลูก ๕๕๕ เปล่า พอดีมันไม่มีบทพูดค่ะแม่ หนังใบ้ ๕๕๕

ระหว่างดูหนังฉันก็เดินเครื่องวิ่งไปด้วย (มีเทรดมิลล์เครื่องนึงไว้ให้แม่ออกกำลังเวลาเฝ้าร้านน่ะ)

ตอนเย็นก็กลับอุบลมากินข้าวที่ร้านอาหารอิตาเลียนชื่อริซอตโต ร้านนี้เปิดตั้งแต่ฉันอยู่ป.๔ ครอบครัวฉันชอบไปกินในโอกาสพิเศษ (เช่น ลูกกลับบ้าน ๕๕๕) อาหารยังอร่อยเหมือนเดิม มาอุบลนี่การันตีได้เรื่องนึง น้ำหนักขึ้นแน่ ๆ เพราะอาหารอร่อยเกินไป

พอกินเสร็จก็ไปรับอะม๊าจากบ้านอาโก (คุณน้า) แล้วกลับบ้านมา

ฉันกลับมาก็มานั่งเล่นชิโรเนโกะต่อ เพราะพรุ่งนี้อีเว้นต์โรงเรียนหมีจะออกไปแล้ว แต่ฉันยังเคลียร์ไม่ครบเลย วันนี้เลยไปลุยให้ผ่านให้จบ แล้วก็ผล็อยหลับคามือถือ

ห้องแม่มีห้องน้ำในตัว แล้วก็มีห้องแต่งตัวที่ตอนแรกจะทำเป็นห้องนอนให้น้องชายก็เลยมีเตียงด้วย ฉันก็นอนเล่นบนเตียงนั่นแหล่ะ หลับไปเลย พอตื่นขึ้นมาตีหนึ่งก็เลยเซเข้าไปนอนในห้องนอนใหญ่บนฟูกที่อะป๊ามาปูไว้ให้ (ปกติฉันนอนโซฟา แต่พ่อเอาฟูกมาปูให้เพราะกลัวฉันนอนไม่สบาย)









Create Date : 09 กรกฎาคม 2559
Last Update : 9 กรกฎาคม 2559 11:31:27 น.
Counter : 66 Pageviews.

0 comment
เรียนทั้งวัน (ปิดเทอมแล้วแท้ ๆ)


อาทิตย์ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๙

วันนี้มีเรียนอาจารย์แบงค์ทั้งวัน คอร์สติว N2 น่ะ

ฉันกะจะไปให้ถึงตั้งแต่เก้าโมงเช้า แต่ก็ไปถึงเก้าโมงสี่สิบห้าแน่ะ เพราะไปแวะกินข้าวที่ร้านอาหารแถวบ้านก่อน

วันนี้มีนัดสอบจำลองสอบจริงตั้งแต่สิบโมงเช้า (ฉันก็เลยบอกว่าเรียนทั้งวันน่ะ) แล้วพอสอบเสร็จก็เรียนต่อจนถึงหนึ่งทุ่มครึ่ง

ฉันอ่านมาบ้างแล้วนะ คือเปิดหนังสือแกรมม่าแล้วก็เปิดศัพท์มาท่อง แต่ไม่ได้เข้าไปเล่น wanikani เลย พวก habit ที่เซ็ตมานี่ต้องรีเซ็ตใหม่หมดเลย เพราะช่วงสอบไม่สนใจจะทำตามสักอย่าง 

ปกติฉันจะ track habit ในแอป rewire เพราะฉันโอเคกับระบบของแอปนี้สุดแล้วก็ widget ในมือถือมันสวยดี

ส่วนพวก todo list ฉันทำใน wunder list มันจะซิงค์ขึ้นให้ที่คอมพิวเตอร์เลย  สะดวกมาก

ปฏิทินฉันก็ซิงค์อุปกรณ์ทุกอย่าง กับบัญชีกูเกิล เพราะฉะนั้นไม่ว่าฉันจะบันทึกในเครื่องไหนมันก็จะขึ้นที่เดียวกันหมด มีแจ้งเตือนในคอมพิวเตอร์ด้วย

ชีวิตออนไลน์พึ่งพาเทคโนโลยีมาก ๆ พวกนี้นี่แต่ก่อนจะทำในกระดาษทั้งหมดเลยนะ ในไดอารี่ซะเป็นส่วนใหญ่ ตอนเด็ก ๆ นี่ฉันจะตีตารางเลยว่าวันนี้ต้องอ่านหนังสืออะไรบ้างแล้ววันนี้ทำไปหรือยัง อืมจะว่าไปก็คิดถึงเหมือนกันแฮะ

เรียนจนสมองพัง ตอนประมาณ ๖ โมงเย็นฉันก็เริ่มงอแงอยากกลับบ้านแล้ว

ตอนนี้กำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้านอารมณ์และจิตวิทยาอยู่ เค้าบอกว่าคนเราเวลาเครียดจะควบคุมตัวเองได้น้อยลงด้วยนะ



Create Date : 09 กรกฎาคม 2559
Last Update : 9 กรกฎาคม 2559 11:26:59 น.
Counter : 78 Pageviews.

0 comment
ไปหาหมอเสียเที่ยว


  เสาร์ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙

มีแผนว่าจะไปหาหมอ แต่ไม่ได้นัดไว้ก่อน คือแม่บอกว่าให้ไปหาหมอได้แล้ว เพราะจริงๆ ฉันต้องไปปรึกษากับหมอทุกสองเดือนเกี่ยวกับโรคที่ฉันเป็น (ฉันเป็นโรคจิตเรียกว่า BPD อารมณ์แบบวิตกจริตกลัวคนมาทำร้าย กลัวตาย กลัวอุบัติเหตุ ทำนองนั้น) รักษามาสองปีแล้วน่าจะหายหยุดยาได้แล้วล่ะ ปัจจุบันยาที่กินอยู่ก็แค่ยาลดความเครียดวันละครึ่งเม็ดก่อนนอน (ซึ่งบางวันฉันลืมกินก็ไม่ได้ทำให้ฉันเครียดมากนะ)

พอนั่งรถไปถึงคลินิก ปรากฏว่าคลินิกเปิด แต่หมอไม่เข้า (คือที่นั่นมีหมอสองคนไง อีกคนเข้า แต่คนที่ฉันจะไปหาดันไม่เข้า ก็เลยนั่งรถมาเสียเที่ยว)

กลับมาถึงคอนโดก็เจออาอี้ เพื่อนเฟิร์นที่มานอนด้วยเมื่อคืน น้องยังอยู่ในชุดนอนอยู่เลย ๕๕๕ ฉันก็จัดห้องแป๊บนึงแล้วค่อยออกจากบ้านไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่วาเซดะ

วันนี้ก็เรียนปกติ พอเรียนเสร็จฉันก็ไม่ยอมกลับบ้าน นั่งอ่านหนังสือที่วาเซดะต่อ ฉันชอบที่นี่ เงียบดี มีตู้น้ำดื่มให้เติม มีเน็ตฟรีใช้ ห้องน้ำก็สะอาด แถมมีครูสอนภาษาญี่ปุ่นอยู่ใกล้ ๆ อีก ฉันสงสัยอะไรก็ไปถามได้

ฉันก็เลยนั่งอ่านอยู่สองสามชม.ถึงค่อยกลับบ้าน แต่ก่อนกลับฉันแวะพารากอนซื้อมาการองไปฝากอะป๊าคุณแม่ ร้านแพงอ่ะ เพื่อนบอกว่ามีชื่อเสียง ก็เลยลองดู (จริง ๆ ก็อยากกินน่ะแหล่ะ เอาข้ออ้างของฝากมาบังหน้าเฉย ๆ เหอะๆ)



Create Date : 09 กรกฎาคม 2559
Last Update : 9 กรกฎาคม 2559 11:25:45 น.
Counter : 65 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

BlogGang Popular Award#17



Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราจะได้ทำดีต่อกัน

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำซ้ำ คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดใน Blog นี้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Motivation and Habits are keys to success.
  •  Bloggang.com