เพลงที่ดังในหัวช่วงนี้ : รักที่อยากลืม


เพลงนี้ความจริงเป็นเพลงเก่าที่เขาเอามารีเมกเพื่อประกอบละครชื่อ "ใบไม้ที่ปลิดปลิว"
อนึง เราไม่ได้ดูละครเรื่องนี้ แต่คุณพ่อซึ่งเป็นคนชอบฟังเพลงเอามาเปิดให้ฟัง มันติดหูเรามาก ๆ เราเป็นคนชอบฟังเพลงสมัยก่อนอยู่แล้ว ยุคที่คนแต่งเพลงเขาพยายามทำให้เพลงคล้องจองกันน่ะ เราชอบมาก ๆ เลยล่ะ เพลงนี้ก็เลยมาดังในหัวเราช่วงนี้ แม้เราจะไม่เคยมีประสบการณ์อกหักเพราะรักเขาข้างเดียวก็ตาม 555 (เคยแต่สารภาพรักแล้วแห้ว แต่ไม่อกหักนะ)

เนื้อเพลง 

ปลิดปลิว..เคว้งคว้าง ชิวิตฉันดั่งใบไม้ที่หลุดลอย
น้ำตาฉันเป็นลำธาร อาบรักที่ผิดหวังในตัวเธอ
ร้องทุกข์กับพื้นทราย ที่เผลอใจไปรักเธอ
จึงต้องมานั่งซึมเหม่อเพราะรักเธอเพียงข้างเดียว

หยาดฝน..ข้ามฟ้า ชีวิตฉันปรารถนาเธอผู้เดียว
รักเอย เหมือนดั่งคมเคียว เกี่ยวแม้ข้าวที่เขียวยังคานา
ฝนเอย จงเป็นพยาน ข้าขอวานจงเมตตา
จงช่วยทำให้ใจข้าได้ร้างราลืมรักลง

(หุ้ว หู้ว)

หยาดฝน..ข้ามฟ้า ชีวิตฉันปรารถนาเธอผู้เดียว
รักเอย เหมือนดั่งคมเคียว เกี่ยวแม้ข้าวที่เขียวยังคานา
ฝนเอย จงเป็นพยาน ข้าขอวานจงเมตตา
จงช่วยทำให้ใจข้าได้ร้างราลืมรักลง

จงช่วยทำให้ใจข้าได้ร้างราลืมรักลง....



Create Date : 15 กรกฎาคม 2564
Last Update : 15 กรกฎาคม 2564 12:44:34 น.
Counter : 351 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการทำงานประจำในบริษัทญี่ปุ่น
ฉันทำงานบริษัทญี่ปุ่นมา 1 ปีกว่า ได้เรียนอะไรมากมาย ฉันจึงจะมาแชร์ประสบการณ์จากการทำงานประจำที่เรียกว่างาน 9-to-5 ให้ทุกคนได้อ่านกัน

บริษัทที่ฉันทำงานเป็นบริษัทญี่ปุ่น ที่พึ่งเข้ามาตั้งในเมืองไทยได้ไม่ถึงสามปี ก็เลยยังมีความญี่ปู๊น ญี่ปุ่นอยู่สูงมาก ๆ
  1. การมาสาย/เข้าประชุมสายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าเข้าสายประมาณ 5-10 วินาทีก็ต้องขอโทษแล้ว และถ้าหากจะสายจริง ๆ หรือมีเหตุฉุกเฉิน ต้องไลน์แจ้งหรือโทรแจ้งหัวหน้างานก่อนเพื่อรักษามารยาทที่ดี พร้อมแจ้งเวลาที่จะเข้าไปถึงที่ทำงานคร่าว ๆ ด้วย
  2. โต๊ะทำงานตอนทำงานจะรกแค่ไหนก็ได้ แต่ตอนจะกลับบ้านจะต้องจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อย่างที่ออฟฟิสเราไม่มีโต๊ะเป็นของใครของมัน จะเป็นลักษณะ Hot desk หมายความว่าเราจะนั่งตรงไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นทุกวันก่อนกลับบ้านจะต้องเคลียร์โต๊ะให้โล่งก่อน ของใช้ในการทำงานให้เก็บเข้าล็อกเกอร์หรือตู้ให้หมด
  3. เครื่องถ่ายเอกสารเป็นของใช้ส่วนรวม ดังนั้นเราจะต้องไม่ลืมเอกสารอะไรทิ้งไว้ที่เครื่องถ่ายเอกสาร เพราะเอกสารบางอย่างเป็นความลับที่แผนกอื่นรู้ไม่ได้ อาจจะทำให้บริษัทเสียหายได้ อย่างเช่นข้อมูลของลูกค้า หรือเงินเดือนพนักงาน ถ้าหากว่าเป็นเอกสารที่เป็นความลับมาก ๆ ควรทำลายทิ้งทุกครั้งที่ใช้เสร็จ
  4. การเสิร์ฟน้ำให้ลูกค้าที่ดีควรเสิร์ฟบนถาด และใช้แก้วใสที่มีที่รองแก้ว
  5. การประชุมออนไลน์ ไม่ควรปิดกล้องหากไม่มีเหตุจำเป็น และไม่ควรทำหน้าง่วงหงาวหาวนอน หรือไม่ควรเอามือขึ้นมาเท้าคาง
  6. การแต่งหน้าพอดี ๆ ถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงพึงกระทำ (แต่ฉันหน้าสดไปทำงานนะ ๕๕๕ โดนพี่ที่ออฟฟิสว่าประจำ เพราะฉันไม่ชอบเวลาลิปสติกมันติด Mask)
  7. มารยาททางธุรกิจเกี่ยวกับอีเมลล์คือการตอบกลับเมื่อมีอีเมลล์มาหาเรา เช่น “ขอบคุณสำหรับอีเมลล์ค่ะ ได้รับแล้วนะคะ จะตรวจสอบและตอบกลับไปอย่างเร็วที่สุด” เพื่อเป็นการแจ้งให้อีกฝ่ายทราบว่าเราได้รับอีเมลล์ของเขาแล้ว และกำลังดำเนินการอยู่
  8. เพื่อป้องกันความผิดพลาด ทุกครั้งหลังส่งอีเมลล์หาใครก็ตามจะต้องโทรหาคนที่เราส่งอีเมลล์ให้ด้วย เพื่อตรวจสอบว่าทางนั้นได้รับอีเมลล์ของเรา หรือไม่ได้มองข้ามมันไปในกรณีที่เขายุ่งมาก ๆ ที่จริงใน email เราสามารถตั้งค่า Return-Receipt ได้ ซึ่งระบบจะส่งอีเมลล์ตอบกลับมาว่าทางผู้รับได้เปิดอีเมลล์อ่านแล้ว
  9. หัวข้ออีเมลล์ควรเขียนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าติดต่อบริษัทที่ให้บริการ B2B เราควรใส่ชื่อบริษัทเราไว้ใน [] ข้างหน้า เช่น [ABC Company] นำส่งใบเสนอราคาที่อนุมัติแล้ว เพราะเวลาที่อีเมลล์นี้ไปอยู่ใน Inbox ของอีกฝั่ง เขาจะได้รู้ทันทีว่ามาจากบริษัทของเรา และทำให้เขาไม่เสียเวลาในการตามหาอีเมลล์ของเรา
  10. รายละเอียดในอีเมลล์ควรใส่ให้ชัดเจน พวกวันที่ ไม่ควรพิมพ์เป็นตัวเลขล้วน เช่น 3/4/2020 เพราะอาจจะทำให้เกิดความกำกวมว่าเป็น วันที่ 3 เดือนเมษายน หรือวันที่ 4 เดือนมีนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณต้องดีลกับบริษัทญี่ปุ๊นญี่ปุ่นที่ใช้ เดือน/วัน/ปี หรือ ปี/เดือน/วัน เป็นเรื่องปกติ ให้เขียนเต็ม ๆ ไปเลยเป็น วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2020
  11. ลำดับการ CC ก็มีความสำคัญ คือคนที่เรา To คือคนที่ต้อง Take action something ส่วนคนที่เรา CC คือคนที่รับรู้ไว้ก็พอ หรือเป็นหัวหน้าของคนที่เราส่งถึง ควร CC ตามลำดับตำแหน่ง โดยให้ของฝั่งโน้นก่อนของฝั่งเรา
เช่น To คุณ ก.
CC. คุณ ข., คุณ ค., คุณ ง., คุณ จ.
โดยที่คุณ ข., คุณ ค. เป็นคนของฝ่ายลูกค้า คุณ ง., คุณ จ. เป็นหัวหน้าสายงานของเรา
  1. การเดินกับหัวหน้า ควรเป็นฝ่ายเดินนำ เผื่อมีประตู หรือลิฟท์ เราจะได้เป็นคนเปิดให้ เป็นคนกดลิฟท์ให้
 
อะไรประมาณนี้ จริง ๆ มีอีกอยู่นะ ๕๕๕ เผื่อใครอยากรู้ว่าทำงานในบริษัทญี่ปุ่นมันเป็นยังไง เอามาแชร์ให้อ่านกัน
 



Create Date : 25 พฤษภาคม 2564
Last Update : 25 พฤษภาคม 2564 11:05:56 น.
Counter : 206 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
บล้อกบนโดเมน
บล้อกบนโดเมน
พึ่งอ่านหนังสือ Output ของคุณคาบาซาวะ จบเมื่อวันก่อน สิ่งหนึ่งที่อยู่บน todo list ของฉันก็คือการลองเปิด Blog บนโดเมนชื่อของตัวเองดู ฉันเลยลองทำบน wordpress วันนี้
แม่เจ้ามันยากกว่าที่คิดมากกกก ตอนแรกนึกว่ามันคงไม่ได้ยากกว่าการเขียนบล้อกบน Bloggang เท่าไหร่ คุณคาบาซาวะเรียก Blog แบบ Bloggang ที่เราต้องใช้บริการเว็บไซต์อื่นเพื่อเขียนบล้อกของตัวเองว่า Ameba Blog (ฉันพึ่งเคยได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรกจากหนังสือเล่มนี้แหล่ะ) ท่านบอกว่ามันทำให้เราไม่ได้ Show Case สิ่งที่เราต้องการจะทำจริง ๆ และเอาไปทำประโยชน์ต่อไม่ได้ ฉันจึงคิดจะทำ Blog บน Domain ของตัวเอง และในหนังสือก็แนะนำให้ใช้บริการ Wordpress แต่ยังไง ๆ ก็คงยังไม่ทิ้ง Bloggang ไปหรอก ถึงแม้ฉันจะมา ๆ หาย ๆ แต่การเขียน Blog ในนี้ทำให้ฉันสบายใจด้วยเหตุผลบางประการ
พอสมัครสมาชิกเสร็จ จ่ายตังค์ค่าโดเมนอะไรเรียบร้อย งงมากกกก ว่าต้องทำอะไร ดีนะที่ทาง WordPress มี Guide Step-by-Step คือฉันจะเหมือนมี Website เป็นของตัวเองขึ้นมา แล้วมันสามารถที่จะใส่อะไร ๆ ลงไปได้มากมาย และสามารถ Search จาก Google เจอได้ด้วย
และข้อดีเหล่านั้นก็พ่วงมาด้วยการ Setting มากมาย เขาให้เริ่มจากหน้า Home ก่อน ฉันคิดถึงตอนตกแต่งหน้าตาของ Dek-D Homepage สมัยเด็ก ๆ เลยอ่ะ ๕๕๕ จำได้ว่าหมดเวลาเป็นวัน ๆ กับการหารูปการ์ตูนที่ชอบมาใส่ แล้วก็เขียนนิยายลงอะไรมากมาย โอ้ย คิด ๆ ไปก็อยากกลับมาแต่งนิยายอีกเหมือนกันนะ
สำหรับตัว WordPress นี้ จะไม่สามารถมองเห็นได้โดยคนอื่นจนกว่าเราจะกด Launch สำหรับเวลานี้ฉันคงจะไปนั่งจินตนาการก่อนว่าต้องใส่เมนูอะไรเข้าไปในนั้นบ้างที่จะไม่ทำให้มันดูกากเกินไป ^^:
ใครมีประสบการณ์การสร้าง WordPress หรือตัวอย่างอะไรยินดีรับฟังมากเลยนะคะ
 
 



Create Date : 23 พฤษภาคม 2564
Last Update : 23 พฤษภาคม 2564 21:53:35 น.
Counter : 140 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
ประสบการณ์การใส่ถ้วยอนามัย
ฉันใส่ถ้วยอนามัยแทนผ้าอนามัยมาประมาณ 6 เดือนแล้ว นับตั้งแต่ได้ยินว่า ผ้าอนามัยทั้งแบบแผ่นและแบบสอดทำให้เกิดขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ปีละประมาณ 150 กิโลกรัม ฉันก็ไม่อยากจะซื้อผ้าอนามัยแบบแผ่นอีกเลย ตอนนั้นฉันหารีวิวมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นของฝรั่ง ในปีหลัง ๆ มานี้ฝรั่งเขามีเทรนด์รักโลก ทำให้ถ้วยอนามัยเป็นเทรนด์ใหม่ที่มีรีวิวมากมาย แต่ตอนนั้นยังไม่มีภาษาไทยให้อ่านเลย โชคดีที่มีบางร้านใน Shopee กับ Lazada เอาเข้ามาขายบ้างแล้ว แต่ก็เทียบไม่ได้กับสมัยนี้ที่มีร้านให้เลือกเยอะมาก แล้วยังมีถ้วยอนามัยแบบแปลก ๆ เพิ่มมาให้เราตื่นตาตื่นใจอีกเยอะแยะ
ฉันซื้อถ้วยอนามัยถ้วยแรกของฉันมาจากร้านใน Shopee

ความพยายามที่ไม่เป็นผล
กว่าฉันจะใส่ถ้วยอนามัยได้ ต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่คิดมาก ๆ ด้วยความที่ ณ เวลานั้นฉันยังเวอร์จิ้นอยู่ด้วย และไม่เคยสอดอะไรเข้าไปนอกจากผ้าอนามัยแบบสอดชิ้นเล็ก ๆ ฉันไม่สามารถจะยัดถ้วยอนามัยเข้าไปได้เลย ครั้งแรกฉันอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อพยายามจะใส่ถ้วยอนามัย แต่ไม่เป็นผล ฉันก็เลยต้องกลับไปใส่แบบแผ่นเหมือนเดิม
ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นที่ขนาดของถ้วยอนามัยหรือเปล่านะ ฉันก็เลยหาซื้อรุ่นใหม่ที่เล็กลง และมีซิลิโคนที่นุ่มขึ้น แต่ก็ไม่ช่วยอะไร เดือนที่ 2 กับเดือนที่ 3 ผ่านไป ฉันก็ยังใส่ถ้วยอนามัยไม่ได้เหมือนเดิม
ในใจฉันคิดว่า การใส่ถ้วยอนามัยก็คงเหมือนกับการใส่คอนแท็กเลนส์แหล่ะ แต่มันไม่ใช่เลย เพราะคอนแท็กเลนส์เรายังเห็นว่าดวงตาของเราอยู่ที่ไหน แต่การใส่ถ้วย เราไม่เห็นเลยว่าปลายทางที่เราต้องยัดเข้าไปมันอยู่ที่ไหน ยากจังเลย

ประสบการณ์การใส่ถ้วยอนามัยครั้งแรก
ในที่สุดฉันก็ใส่ถ้วยอนามัยสำเร็จหลังจากการแต่งงาน T-T น่าจะเป็นเพราะฉันกลัวการเอาอะไรมาใส่ในช่องคลอดน้อยลง ฉันก็เลยยัดเข้าจนได้ แต่เจ้ากรรม พอใส่เข้าไปสำเร็จ มันไม่เห็นมีอะไรเหมือนกับที่รีวิวอื่นเขียนเอาไว้เลย ไหนบอกว่ามันจะไม่รู้สึกอะไรเลยไง ฉันรู้สึกถึงปลายถ้วยอนามัยตลอดเวลา แล้วก็รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ขยับตัวเดิน มันอธิบายไม่ถูก บอกสามีเขาก็บอกให้รีบไปถอดออก ทำไมกันนะ
ตอนถอดถึงได้รู้ คือถ้วยอนามัยที่ใส่มันไม่กางออก พอใส่เข้าไปมันก็เลยไปดันข้างในช่องคลอด แล้วมันก็เจ็บเวลาเดิน เวลานั่งกับยืนไม่เป็นอะไร แต่พอเดินมันจะเสียดสีกับมุมที่เกิดจากการพับ ฉันเลยหาข้อมูลเพิ่มเติม เขาบอกว่าการที่ถ้วยอนามัยไม่กางอาจจะเป็นเพราะว่าเรายังยัดมันลึกไม่พอ ส่วนเรื่องปลายถ้วย แก้ไขได้โดยการตัดปลายออก
ครั้งต่อมาฉันก็เลยจัดการยัดให้มันลึกขึ้น แล้วก็ตัดปลายถ้วยที่ยาวเกินไปออก สบายเลยคราวนี้ เหมือนที่เขาบอก ไม่รู้สึกอะไรเหมือนไม่ได้ใส่อะไรอยู่เลย สบายตัวมาก ไม่ต้องใส่ผ้าอนามัยแล้วด้วย อยู่จนจรดเย็นถึงเจอปัญหาอีกครั้ง
ปัญหาที่ว่าคือ มันดึงออกยากมาก ฉันคิดแว๊บในใจว่า ฮืออ ถ้าเอามันไม่ออก ฉันต้องไปให้หมอช่วยที่โรงพยาบาลไหมเนี่ย ช่วงนี้ยิ่งไม่น่าไปโรงพยาบาลอยู่ด้วย หมอพยาบาลไม่น่าจะว่างมาทำเคสอะไรแบบฉันนี่ เพราะตอนนี้ Covid-19 กำลังระบาดหนัก
แต่สุดท้าย ก็ดึงออกจนได้ ต้องใช้แรงมากพอสมควร เหมือนตอนแกะขวดน้ำที่มันแน่นมาก ๆ ถ้าใช้แรงพอ มันก็ออกมาได้


ประสบการณ์ถอดถ้วยอนามัย
ประสบการณ์ถอดถ้วย มันสยองขวัญเหมือนที่ทุกคนเขียนบรรยายไว้นั่นแหล่ะค่ะ เพราะมันก็คือเลือด ถ้าคนกลัวเลือดมาก ๆ ไม่เหมาะที่จะลองใช้ถ้วยอนามัยนะ
การดึงออกเราก็ต้องสอดมือเข้าไป ปกติฉันจะสอดสองนิ้วคือนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ที่สำคัญคือ ต้องตัดเล็บให้สั้น แล้วก็ล้างมือก่อนล้วงทุกครั้ง ย้ำว่า ทุกครั้ง! อันนี้เว็บบล้อกของทางฝรั่งเขาย้ำมา น่าจะเคยมีประสบการณ์ไม่ดี ^^;
พอสอดนิ้วเข้าไปได้จะเจอปลายถ้วยอนามัย ให้ดึงออกมา แล้วใช้มือบีบฐานถ้วยเอาไว้ นึกในใจว่า ฮึ้บ! แล้วดึงออกพรวดเดียว
ครั้งแรก ๆ สยองมาก T-T ครั้งแรก ๆ ฉันไม่สามารถจะฮึ้บ แล้วดึงพรวดเดียวได้ ผลคือ เจ็บมากกกก ตอนจะเอาออก แล้วรู้สึกว่าน้องช้ำไปหมด ก็เลยไม่เอาละ ครั้งต่อไปเราต้องทำตามที่เขาแนะนำ และมันก็ดีกว่ากันมาก ๆ ถ้าเราไปเก้ ๆ กัง ๆ ตอนดึงออก มันจะทำร้ายน้องสาวเรามากกว่ากลั้นใจแล้วดึงออกทีเดียว

การทำความสะอาดถ้วย
ถ้วยอนามัยสามารถทำความสะอาดได้ด้วยการต้ม แต่ปกติแล้วคนทั่ว ๆ ไปเขาจะต้มแค่ตอนเริ่มมีรอบเดือน คือต้มเดือนละครั้ง หลังจากนั้นตอนจะใช้เขาก็จะถอดออกมา ล้างน้ำ แล้วใส่เข้าไปใหม่เลย จนกว่ารอบเดือนจะหมด
แต่สำหรับฉัน ฉันรู้สึกไม่ไว้ใจน้ำประปาเมืองไทยมากพอที่จะล้างแค่อย่างเดียวแล้วเอาใส่กลับเข้าไปใหม่ ฉันก็เลยซื้อเครื่องฉายรังสี UV ฆ่าเชื้อสำหรับถ้วยอนามัยมาด้วย ทุกครั้งที่ถอด หลังล้างน้ำเสร็จแล้ว ฉันจะเอาเข้าเครื่องอบฉายหรังสี UV 1 รอบก่อน แล้วค่อยใส่เข้าไปใหม่
พอหมดรอบเดือน ฉันก็จะล้าง อบ UV 1 รอบ แล้วเก็บ เดือนต่อไปก็ต้มถ้วยก่อนใช้ใหม่อีกครั้งค่ะ
การต้มถ้วยอนามัย ฉันใช้หม้อเล็กใบเก่าที่ใช้ทำอาหารนี่แหล่ะ แต่ฉันเก็บไว้ในห้องนอนเพราะกลัวคนที่บ้านจะหยิบไปทำอาหาร ^^; ไม่เหมาะสม ๆ ถ้วยอนามัยไม่ควรต้มเกิน 10 นาทีนะ อาจจะทำให้ถ้วยอนามัยไหม้ได้ ทางที่ดี เราควรใส่ถ้วยอนามัยไว้ในที่ตีแป้งแบบในรูปข้างล่างนี้ เพื่อป้องกันการไหม้เวลาที่น้องถ้วยลงไปติดก้นหม้อนะคะ แต่ถ้าไม่อยากสละที่ตีแป้งทำขนมก็ไม่ต้องก็ได้ค่ะ ฉันก็ใช้ตะเกียบคีบเอา ต้มประมาณ 5 นาทีค่ะ (รอน้ำเดือดก่อนค่อยใส่ถ้วยลงไปต้ม)


คำแนะนำสำหรับคนที่จะเริ่มใส่
ขอให้เรานึกไว้ว่าการที่เปลี่ยนมาใช้ถ้วยอนามัย ไม่แค่ได้ประหยัดเงินค่าผ้าอนามัยเท่านั้น แต่มันยังช่วยให้โลกของเรามีขยะลดลงอีกด้วย ทุกวันนี้โลกของเราป่วยมาก ขยะจะล้นโลกอยู่แล้ว ทำให้สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่มีพิษ การที่เราเปลี่ยนมาใช้ถ้วยอนามัยก็เหมือนกับเรากำลังช่วยกอบกู้โลก
บางครั้งเวลาฉันใส่ถ้วยไม่เข้า ฉันก็ยังพยายามต่อได้ เพราะคิดว่ากำลังทำอะไรสักอย่างที่ดีต่อโลกใบนี้ ดีต่อสิ่งแวดล้อม เป็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนธรรมดา ๆ อย่างฉันจะเปลี่ยนได้ เพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง
หลังจากที่เจอความทุลักทุเลในครั้งแรก ๆ ที่ใส่บ้าง หลัง ๆ ก็เริ่มชิวแล้ว มันเหมือนกับการใส่คอนแท็กเลนส์จริง ๆ ยากในครั้งแรก ๆ แต่ทำเรื่อย ๆ มันจะเร็วและสบายเพราะความเคยชิน
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวค่ะ ลองซื้อมาลองใส่ดู เลือกไซส์เล็ก ๆ ก่อน หาหม้อเล็ก ๆ สักใบเอาไว้ต้มถ้วยด้วย
แนะนำว่าถ้าใส่ถ้วยอนามัยเป็นครั้งแรก ๆ อาจจะไม่ชิน อาจจะมีโอกาสที่ถ้วยไม่กางบ้าง ต้องพกผ้าอนามัยแบบแผ่นเผื่อต้องถอดระหว่างวันด้วยนะคะ การที่ถ้วยไม่กลางทำให้เลือดยังไหลออกมาได้อยู่ ลองสังเกตดูก่อนว่าเราต้องพับแบบไหน ยัดแบบไหน แล้วต้องจัดการยังไงให้ถ้วยกาง แต่ละคนมีเคล็ดลับไม่เหมือนกันค่ะ ส่วนตัวฉันจะลองแตะ ๆ ตรงฐานถ้วยหลังจากที่ใส่ดูว่ามันกลมเสมอกันหมดหรือเปล่า ถ้าเจอว่ามีจุดที่มันไม่กลมก็จะลองลุกนั่ง ลุกนั่ง สองสามครั้ง ถ้วยก็จะกางออกเองค่ะ หรือใช้มือกด ๆ บิด ๆ เอาก็ได้
 
ช่วงนี้เข้าไปดูในตลาดถ้วยอนามัย ก็มีสินค้าใหม่ ๆ และนวัตกรรมน่าสนใจมากมาย ถ้าว่าง ๆ และมีโอกาสฉันอาจจะเอามาเขียนรีวิวให้อ่านกันในครั้งหน้านะคะ
 



Create Date : 30 เมษายน 2564
Last Update : 30 เมษายน 2564 12:59:04 น.
Counter : 408 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Love and Monsters Review : เมื่อหนังสัตว์ประหลาดวันสิ้นโลกทำเป็นหนังเด็ก
วันก่อนนั่งเปิด Netflix ดูไปเรื่อย ๆ ก็เห็นตัวอย่างของเรื่องนี้เล่นขึ้นมา Love and Monsters ดู Trailer แล้วก็เห็นว่าเป็นหนังเกี่ยวกับวันสิ้นโลกที่ดูไม่เครียดดี ฉันก็เลยนั่งดูสักหน่อย เพราะไม่ได้ดูหนังแนวนี้มาสักพักแล้ว



ความรู้สึกหลังดู (ไม่สปอย)
ฉันคิดว่าตัวหนังทำ World Setting ออกมาได้น่าสนใจมาก และเล่าผ่านมุมมองของเด็กวัยรุ่นมันก็เลยไม่ได้ดูเครียดซีเรียสอะไร ด้วยความที่เรทของหนังอยู่ที่ PG-13 เราก็จะไม่ได้เห็นอะไรแบบในหนังซอมบี้อื่น ๆ เช่น ต้องฆ่าคนเพื่อให้มีอาหารเพิ่มขึ้น ตัวละครที่เป็นมนุษย์ในเรื่องส่วนใหญ่จะเป็นคนดีมีจิตใจช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน
ในหนังมีการใส่มุขเข้ามาเป็นระยะ ๆ แต่ฉันไม่ขำกับมุขที่เขาใส่มาเลยสักมุข ไม่รู้ทำไม อาจจะเพราะมันเป็นมุขฝรั่งก็ได้ ฝรั่งอาจจะขำก็ได้นะ
สัตว์ประหลาดในเรื่องดูเหมือนจะน่ากลัว แต่เอาเข้าจริงค่อนข้างกากด๋อยนะ แรก ๆ คือทำไมมันโหดจังวะ คือเหมือนพยายามจะทำให้คนดูกลัว แต่พอเจอพระเอกเท่านั้นแหล่ะ ... คิดว่าหนังอยากจะให้คนดูได้เห็นการพัฒนาของตัวละครพระเอก ซึ่งก็ทำได้ดีพอสมควรนะตามความเห็นของฉัน (ในแง่อื่นที่นอกเหนือไปจากสกิลสู้สัตว์ประหลาดนะ)
ตัวหนังน่าจะทำออกมาเพื่อหยั่งกระแส ถ้าประสบความสำเร็จสามารถปูทางไปภาคต่อได้ หรือจะจบตรงนี้เลยก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดเหมือนกัน
สำหรับฉัน พล็อตของหนังค่อนข้างดี ขอให้คะแนนตามความรู้สึกไว้ที่ 7/10 คะแนน
ดูได้เรื่อย ๆ ในวันหยุดพักผ่อนน่ะ ดูได้ทั้งครอบครัวเด็ก ๆ ก็ดูได้ ถ้าไม่กลัวอะไรหยีแหวะ (สัตว์ประหลาดค่อนข้างน่ากลัวพอสมควร แต่มันไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น บางตัวออกจะน่ารักด้วย แล้วก็ไม่ได้ออกมาบ่อยขนาดนั้น ที่จริงถ้านับจำนวนสัตว์เลือดเย็นทั้งโลกแล้วทำให้มันเป็นตัวใหญ่ ฉันคิดว่ามันน่าจะมีเยอะและถี่กว่านี้นะ อันนี้มีฉากที่พระเอกกับหมาและผองเพื่อนเดินกันชิว ๆ ไม่มีสัตว์ประหลาดค่อนข้างเยอะเลย)
 


วิเคราะห์องค์ประกอบ (สปอยนะคะ)
องก์ที่ 1 : World Setting Introduction & Protagonist introduction
องก์นี้ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงที่หนังแนะนำให้ฟังว่าโลกนี้มันเกิดอะไรขึ้น จนถึงตอนที่พระเอกออกเดินทาง
พระเอกมีหน้าที่ทำอาหารกับซ่อมวิทยุ ความฝันคือตามหาแฟนที่แยกกันไปตั้งแต่เด็ก ซึ่งทุกคนดูสบายดีมากถ้ามองว่าโลกล่มสลายมา 7 ปีแล้ว มีอาหารอยู่ครบด้วย ดูเหมือนว่าพระเอกเราจะเป็นน้องเล็กที่สุดในบังเกอร์ที่พระเอกอยู่
เห็นบังเกอร์แล้วฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเรื่องมันเกิดในประเทศแถว ๆ นี้ คงตายกันหมดเพราะไม่มีใครสร้างบังเกอร์ไว้แบบหนังฝรั่ง ๕๕๕
ฉันว่าจริง ๆ หนังสามารถเล่นเรื่องปมที่ทำให้พระเอกอยากออกเดินทางได้มากกว่านี้ เพราะยังรู้สึกว่าพระเอกไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องออกเดินทางไปเสี่ยงอันตรายขนาดนั้นเพื่อนางเอก มันดู Puppy Love  ไปหน่อย ทำให้พระเอกดู Innocence มาก ๆ
ส่วนสัตว์ประหลาดก็แนะนำตัวได้น่ากลัวมาก คือจู่ ๆ ก็มาเจาะรัง(?)ของพวกพระเอก แล้วพระเอกก็จะขยับตัวไม่ได้ถ้ากลัวมาก ๆ สัตว์ประหลาดที่มาเจาะรังก็ทำให้เพื่อน ๆ พระเอกตายไปสองสามคน โหดจัด ๆ มาก ๆ
ทุกคนที่ดูคงคิดว่ามันออกไปคนเดียวตายแน่ และใช่ พระเอกก็เลือกที่จะออกเดินทาง
 
องก์ที่ 2: The Journey
พระเอกออกเดินทางจากบังก์เกอร์ของตัวเอง แล้วไปเจอกับเพื่อนร่วมทางเป็นหมาหนึ่งตัว ที่เจ้าของฝึกไว้ดีมาก ๆ น้องมาช่วยชีวิตพระเอกตอนเจอกันครั้งแรกด้วย แล้วพระเอกก็ได้น้องมาเป็นเพื่อนร่วมทาง



จากนั้นพระเอกก็ไปเจอเพื่อนร่วมทางอีกสองคน ที่ช่วยให้พระเอกได้เรียนสกิลเอาตัวรอดต่าง ๆ ที่พระเอกไม่รู้ เดินทางกับเพื่อนสองคนนั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง พระเอกก็ได้รับสกิลมากมายมา พร้อมกับทิปส์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้พระเอกตัวรอดได้ในภายหลัง
เช่น การสำรวจพื้นที่จากที่สูงก่อน, การกินอาหารและการนอนต้องทำแยกกัน, การฝึกซ้อมวิชาต่อสู้กับสัตว์ประหลาด เช่นยิงธนู อะไรแบบนั้น





หลังจากแยกกัน เขาก็มีฉากแอคชั่นให้พระเอกแสดงสกิลพระเอกสักหน่อย ก่อนจะเดินทางไปถึงโคโลนีของนางเอก แล้วตอนเจอกันคือพระเอกโดนพิษปลิง ก็เลยเบลอ ๆ เมา ๆ เกือบตาย แต่กินหญ้าถอนพิษได้ทัน แล้วนางเอกก็เดินมาเจอพอดี
ฉันว่าตรงนี้เนื้อเรื่องมันเร่งไปหน่อย แต่อย่าไปคิดอะไรมากเลยหนังเด็ก เอาเป็นว่าพระเอกปลอดภัยได้เข้าไปในโคโลนีของนางเอก ซึ่งนางเอกเป็นเหมือนผู้นำของโคโลนี เพราะเด็กที่สุด บรรยากาศเหมือนบ้านพักคนชราที่มีนางเอกเป็นพยาบาลอยู่คนเดียวเลยแหล่ะ
องก์ 3 : The Climax and The end
สิ่งแรกที่พระเอกค้นพบเมื่อมาถึงก็คือ นางเอกที่เขาอุตส่าห์ดั้นด้นมาหานั้นไม่ได้มีใจให้เขาอีกต่อไปแล้ว เพราะเวลามันผ่านมาตั้งแต่วันสิ้นโลกแล้วตั้ง 7 ปี นางก็ไปมีแฟนใหม่แล้วแฟนใหม่ก็ตายไปแล้วด้วย
ตอนนี้พระเอกก็เลยคิดถึงเพื่อน ๆ ที่โคโลนีของตัวเอง เลยติดต่อกลับไปบอกว่าตัวเองปลอดภัยดี ส่วนคนที่โคโลนีของพระเอกก็ส่งข่าวมาบอกว่า ตอนนี้บังเกอร์กำลังจะพังแล้ว มีสัตว์ประหลาดบุกเข้ามาทุกวันและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้พระเอกเป็นห่วงมาก
ต่อมาโคโลนีของนางเอกเจอกลุ่มโจรที่ปลอมตัวมาเป็นคนดีน่าไว้ใจ แต่ความจริงมันจะมาปล้นเอาอาหารและยาของพวกนางเอกไปใช้กันเอง ที่จริงเดาไม่ค่อยยาก เพราะมันดูขี้โม้เกินไปหน่อย ๕๕๕
พระเอกกับนางเอกก็ได้มีซีนบู๊ สู้กับโจร และแน่นอนว่าต้องชนะ แล้วสุดท้ายพระเอกก็ค้นพบว่าตัวเองอยากจะเดินทางกลับไปโคโลนีของตัวเองเพื่อช่วยเพื่อนๆ ออกมาจากบังเกอร์
พระเอกให้ไดอารี่ที่ตัวเองจดความรู้เกี่ยวกับสัตว์ประหลาดและพวกวิธีการเอาตัวรอดไว้กับนางเอก เผื่อว่าวันไหนนางเอกจะต้องออกเดินทางไปที่ ๆ ปลอดภัยมากขึ้น แล้วกลับไปที่โคโลนีตัวเอง พร้อมกับเชิญชวนให้ทุกคนออกมาสู้สัตว์ประหลาด พร้อมกับบอกว่า อ่อนด๋อยอย่างเขายังสู้ได้เลย ทุกคนก็ต้องสู้ได้ ออกมาสู้กันเถอะ! จบ
 
ปล.หมาในเรื่องก็น่ารักและรู้เรื่องมากกก อยากเทรนหมาที่บ้านให้รู้เรื่องได้เท่านี้บ้าง บางทีฉันก็สงสัยนะว่าหมาบ้านฉันมันปัญญาอ่อนหรือเปล่า ๕๕๕ ทำไมมันติงต๊องจัง

 



Create Date : 29 เมษายน 2564
Last Update : 29 เมษายน 2564 12:40:03 น.
Counter : 529 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  

BlogGang Popular Award#17



Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราจะได้ทำดีต่อกัน

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำซ้ำ คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดใน Blog นี้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Motivation and Habits are keys to success.
  •  Bloggang.com