ย่อยหนังสือ
เวลาอ่านหนังสือจบ จะมีภาวะของจิตใจแบบหนึ่งเกิดขึ้น เป็นสภาวะย่อยหนังสือ

หนังสือแต่ละเล่ม(โดยเฉพาะนิยาย)มีกลิ่นอายที่เฉพาะตัว นักเขียนแต่ละคนก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกันเวลาอ่านหนังสือของพวกเขา หนังสือสองเล่มของนักเขียนคนเดียวกันอาจจะมีเนื้อหาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สำนวนของหนังสือจะบ่งบอกว่าหนังสือเล่มนี้มาจากความคิดความอ่านของเขา

จขบ.ก็มีช่วงย่อยหนังสือ เวลาที่จขบ.ย่อยหนังสือจะทำให้ไม่อยากคุยกับใคร ไม่อยากฟังเพลง ไม่อยากดูทีวี แค่อยากอยู่กับตัวเองเฉย ๆ หรือไม่อย่างนั้นก็เขียนบันทึก ยังไม่พร้อมที่จะอ่านหนังสือเล่มใหม่เช่นกัน โดยเฉพาะหนังสือที่หนักมาก ๆ เครียดมาก ๆ หรือสนุกมาก ๆ ต้องใช้เวลาย่อยนาน

ความรู้สึกหลังอ่านหนังสือจะยังติดมาจากในตัวหนังสือ อธิบายให้คนที่ไม่เคยผ่านความรู้สึกนี้คงเข้าใจได้ยาก นิยายบางเรื่องติดตามมานานมาก ๆ แล้วจบลง เราก็จะเศร้าเหมือนต้องจากลาเพื่อนที่คบกันมานาน แน่ล่ะว่าเราอาจจะวางหนังสือที่อ่านจบนั้นไว้บนชั้น แล้วลืมเลือนเรื่องราวของมันไปหมดเมื่อเวลาผ่านไป แต่หนังสือเล่มนั้นก็ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในจิตใจ ในจิตใต้สำนึก


เราเป็นคนชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชน และใฝ่ฝันว่าสักวันจะได้เขียนวรรณกรรมเยาวชนที่ดี ๆ สักเล่ม ที่ชอบอ่านหนังสือเด็กก็เพราะเนื้อหามันไม่แรง ถึงเรื่องจะเครียด จะเศร้า แต่ก็ไม่แรง ยังคงมีความอ่อนโยนสำหรับเด็กแฝงเอาไว้เสมอ วรรณกรรมเยาวชนไม่ต้องย่อยมาก อ่านจบอาจจะเศร้านิดหน่อย จบแล้วเหรอเนี่ย เฮ้อ อยากอ่านต่อจัง แต่ก็มีความสุข

ที่มาเพ้อเช่นนี้เพราะจขบ.ไปเจอนิยายหนัก ๆ เข้า แล้วกำลังอยู่ในภาวะย่อย ก็เลยเกิดอาการอึ้ง อยากเขียนอะไรสักอย่างในขณะที่อยู่ในภาวะนี้ (หาไดอารี่ประจำตัวไม่เจอ) บางทีจขบ.ก็คิดว่าตัวเองยังเด็กเกินไป อ่านเจอเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดกับตัวละครแล้วความรู้สึกมันติดหัว แต่โดนบ่อย ๆ คงทำให้โตไปเอง...



Create Date : 25 เมษายน 2554
Last Update : 25 เมษายน 2554 8:59:15 น.
Counter : 318 Pageviews.

2 comment
[Review] จอมโจรยูเจนิดิส
หลายปีก่อน จำไม่ได้ว่าสามหรือสี่ปี ฉันเดินเข้าไปในร้านหนังสืออย่างที่ทำเป็นประจำ แล้วสะดุดตาหนังสือเล่มนึงมาก หน้าปกเป็นรูปมือ ประคองสร้อยคอที่ดูมีค่าในขณะเดียวกันก็ลึกลับไว้ ฉันตกหลุมรักหนังสือเล่มนั้นทันที และนั่นคือเล่มหนึ่งของหนังสือชุดนี้ ชื่อว่าจอมโจรยูเจนิดิส





แต่ช่วงนั้นฉันพึ่งสัญญากับตัวเองใหม่ ๆ ว่า ฉันจะไม่ซื้อหนังสือพร่ำเพรื่ออีกแล้ว เพราะฉันชอบซื้อหนังสือมาก ห้องนอนฉันมีที่เก็บหนังสือเหลือเฟือก็จริง แต่ฉันก็ยังเด็กเกินกว่าจะใช้จ่ายมากมายเกินไปในขณะที่ยังหาเงินใช้เองไม่ได้

ตอนนี้ฉันมีโอกาสได้อ่านจอมโจรยูเจนิดิสแล้ว และตระหนักว่าการไม่ซื้อหนังสือเล่มนี้ในตอนนั้นเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เพราะฉันถูกหน้าปกและคำโปรยเล่มหลัง ๆ สปอยล์เนื้อเรื่องในเล่มก่อนหน้าอย่างโหดร้าย T^T

หลังจากที่อ่านเล่มหนึ่งซึ่งยืมมาจากห้องสมุดจบสองรอบ ฉันก็ไปกวาดหนังสือชุดนี้มาจากร้านหนังสือจนเรียบ (ได้สแตมป์ร้านนายอินทร์มาทีเดียว 17 ดวง =w=' หนูจะเก็บไว้ใช้ในโอกาสถัดไปค่ะ)

ฉันชอบมาก ๆ ชอบจริง ๆ จนอยากเล่าให้ใครสักคนฟัง เล่าไม่ได้ก็ระบายในบล้อกนี่แหล่ะค่า

ชอบสไตล์การเล่าเรื่องของ เมแกน วาเลน เทอร์เนอร์ ชอบวิธีทีเธอ(หรือเขากันนะ..)สร้างสรรค์ตัวละครขึ้นมา แล้วให้ตัวละครนั้นเผชิญกับเรื่องราวต่าง ๆ ถึงจุด ๆ นึง ตัวละครนั้นก็เติบโต เปลี่ยนไป มีพัฒนาการ

ณ จุด ๆ นี้ ฉันยังอ่านเล่มสองไม่จบด้วยซ้ำ แต่โดนสปอยล์ไปแล้วว่าสุดท้ายเจ็นจะได้เป็นคิง ฮือ ๆ TwT

ช่วงหลังมานี้ฉันไม่ได้อ่านนิยายมากนัก เพราะติดภารกิจต้องเรียนหนักมากเพื่ออนาคต ตอนนี้ว่างจากหน้าที่นั้นแล้ว และมีเวลาว่างอีกราว ๆ สามเดือนจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ก่อนจะต้องเข้าไปทุ่มเทให้กับการศึกษาในรั้วมหาลัย นั่นยิ่งทำให้ฉันซาบซึ้งกว่าเดิมกับความฉลาดแยบคายของนิยายเรื่องนี้ เหมือนได้กินอาหารอะไรที่เคยชอบมากตอนเด็ก ๆ แล้วไม่ได้กินมานาน พอได้กินอีกครั้ง มันก็ยังอร่อยเหมือนเดิม

ต่อไปนี้สปอยเล่มหนึ่งนะเออ

จอมโจรยูเจนิดิส เป็นเรื่องของเจ็น (ย่อมาจากยูเจนิดิสนั่นแล) ที่ถูกจับขังอยู่ในคุก เพราะไปอวดอ้างสรรพคุณในการลักขโมยของตัวเองในร้านเหล้าทุกร้านในเมืองซูนิส จากนั้นไม่นานก็โดนพระราชากับราชครูของเขาบังคับให้ออกเดินทางไปกับราชครู เพื่อไปขโมยหินในเทพนิยาย ที่แทบจะไม่มีใครเชื่อว่ามันมีอยู่จริง หินนั้นมีค่ามากพอจะทำให้ซูนิสสามารถยึดแอตดิส ประเทศข้าง ๆ ได้

แอตดิสเป็นประเทศเดียวในสามประเทศที่ไม่เคยถูกผู้รุกรานยึดประเทศ ทำให้ประเพณีความเชื่อศาสนาอะไร ๆ ของผู้คนยังคงเดิมจากเมื่อครั้งบรรพบุรุษ เช่นเรื่องเทพเจ้าเป็นต้น หินที่ราชครูจะให้เจ็นไปขโมยนั้นเชื่อว่าเป็นหินที่ถูกควีนแห่งเทพเอาไปจุ่มลงในบ่ออมตะ แล้วมอบให้พระราชาแห่งแอตดิส ที่ชื่อว่าฮามิอาทิส คนที่ครอบครองหินนี้จะเป็นอมตะ แต่ฮามิอาทิสไม่อยากเป็นอมตะ เขาก็เลยส่งหินนี้ให้กับลูกชายของเขาเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องตาย กลายเป็นประเพณีกลาย ๆ ว่าหินนี้คือสิ่งที่แสดงตำแหน่งราชาแห่งแอตดิสไปด้วย ผู้คนเรียกมันว่า ของขวัญแห่งฮามิอาทิส

แล้ววันหนึ่งหินนี้ก็ถูกพระราชารุ่นใดรุ่นหนึ่งเอาไปซ่อน แล้วเขาก็ม่องไปเสียก่อนจะบอกว่าหินนั้นอยู่ที่ไหน ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าตามหามัน แต่ก็ไม่มีใครพบ บังเอิญเอกสารซึ่งเป็นหลักฐานอันน่าเชื่อถือไปตกอยู่ในมือของราชครูแห่งซูนิส ซึ่งในเวลานั้นต้องการดินแดนแอตดิส เพื่อเป็นสะพานทอดไปสู่แอตโทเลีย (แอตโทเลียเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ แต่ประชากรน้อย ซูนิสประชากรล้น อยากได้ที่ดินของแอตโทเลีย)

ทว่าของขวัญแห่งฮามิอาทิสไม่เหมือนของธรรมดาทั่วไป ของขวัญแห่งฮามิอาทิสจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของเดิมโดยสมบูรณ์ว่าจะส่งต่อให้ใคร พลังอำนาจในหินจึงจะย้ายไปสู่ผู้รับช่วงถือหินนั้นด้วย หรือมิฉะนั้นก็จะต้องถูกขโมย แล้วขโมยนั้นก็ต้องส่งต่อให้กับผู้รับหินคนใหม่ ที่เขายอมรับให้เป็นราชาคนต่อไปแห่งแอตดิส

นั่นแหล่ะ เจ็นถึงได้ถูกลากไปร่วมทริปกับราชครู เพราะราชครูไม่ใช่ขโมยนี่นา

ตลอดการเดินทางจากซูนิสไปแอตโทเลีย(ซึ่งเป็นที่ซ่อนหิน) เจ็นถูกดูถูกเหยียดหยามสารพัด ถูกปฏิบัติด้วยราวกับเป็นเครื่องมือไม่ใช่มนุษย์ (ถึงจะเป็นเครื่องมือที่มีค่ามากพอแก่การถนุถนอมก็เถอะ) แต่กระนั้น การเดินทางแสนนานก็ทำให้ความผูกพันเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งห้า (คณะมีห้าคน ราชครู เจ็น ทหารหนึ่ง นักเรียนของราชครูสองคน)

ตอนสุดท้ายเจ็นไปขโมยของขวัญแห่งฮามิอาทิสมาได้ แล้วระหว่างขากลับคณะพวกเขาถูกจู่โจมโดยทหารจากแอตโทเลีย ของขวัญแห่งฮามิอาทิสหายไป พวกเขาถูกจับไปหาราชินีแห่งแอตโทเลีย เด็กฝึกคนหนึ่งกับทหารตาย เหลือราชครู เจ็น กับเด็กฝึกคนอ่อนกว่าที่ชื่อโซฟอส เจ็นบาดเจ็บหนัก แต่ไม่ตาย

ราชินีแห่งแอตโทเลียอยากได้เจ็นมาเป็นขโมยราชวงศ์ (แปลกดีนะ ขโมยราชวงศ์) จึงให้การรักษาเขา แต่เจ็นเข้ารับการรักษาได้คืนเดียวก็ตอบแทนบุญคุณด้วยการงัดคุกพาราชครูกับโซฟอสหนีออกไป พวกเขาเดินเท้าไปสักพักจนเข้าเขตแอตดิส ก็มีทหารมารับทั้งสามไปหาราชินีแห่งแอตดิส

ราชินีแอตดิสรู้จักเจ็น แล้วเรื่องก็เปิดเผยออกมาว่าเจ็นไปขโมยของควีนแอตดิส ที่แฝงตัวเข้าไปในซูนิสแล้วจงใจโอ้อวดความสามารถในการขโมย หวังจะให้ราชครูซึ่งกำลังตามหาขโมยไปร่วมคณะอยู่เอาเขาไปด้วย แล้วราชครูก็ตกหลุมเสียด้วยซิ

ของขวัญแห่งฮามิอาทิสที่ทุกคนเข้าใจว่าหายไป ความจริงแล้วอยู่กับเจ็นมาตลอด และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ตายเมื่อถูกดาบเสียบแทงทะลุตัวแล้วดึงออก แถมยังถูกกระเตงขึ้นเกวียนไปจนถึงวังในแอตโทเลีย เจ็บหนัก แต่ไม่ตาย เพราะเจ็นถือความเป็นอมตะติดตัวไว้ตลอด

แล้วเจ็นก็สำเร็จภารกิจของตัวเองโดยการขโมยหินวิเศษมาให้ราชินี พร้อมกับราชครูและรัชทายาทแห่งซูนิส (เจ็นมารู้ทีหลังว่าโซฟอสเป็นหลานพระราชา)

แฮปปี้เอนดิ้ง เนื้อเรื่องฉลาดโคตร คนเขียนฉลาดมาก

ฉันชอบบุคลิกของเจ็นมากเลย เจ็นทำให้เรื่องสดใสขึ้น เพราะลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างจะมองโลกในแง่ดีของเขา หรืออย่างน้อยก็ความสามารถในการปล่อยมุขให้คนอ่านได้ขำตลอด กวนได้ชวนอมยิ้มมาก ๆ เลยพระเอกเรื่องนี้

โดยส่วนตัวฉันขอแนะนำให้ผู้ชื่นชอบนิยายแนวแฟนตาซีผจญภัยทุกคนได้ลองอ่านดู ให้ 10/10 เลยค่ะ คนแปลก็แปลดีมากเลย สำบัดสำนวนไม่ขัดหูขัดตา อ่านแล้วเพลิน

แล้ววันหลังจะมาเล่าเรื่องราชินีแห่งแอตโทเลียค่ะ



Create Date : 23 เมษายน 2554
Last Update : 17 พฤษภาคม 2554 7:38:11 น.
Counter : 2665 Pageviews.

3 comment
อาหารสมอง
ช่วงนี้ฉันอ่านหนังสือเยอะ ทำให้ตระหนักขึ้นมาได้ว่า หนังสือเนี่ยเทียบกับอาหารก็ได้นะ

หนังสือก็มีรสชาติของหนังสือ แต่พิเศษกว่าอาหารก็คือ หนังสือมีรสชาติมากกว่าแค่ เปรี้ยว เค็ม หวาน ขม ที่ลิ้นของมนุษย์รับได้ เพราะสมองของมนุษย์สามารถรับรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด

ส่วนเนื้อหาของหนังสือ ก็เปรียบเป็นเหมือนคุณค่าทางอาหารที่มีในอาหาร อาหารรสชาติแย่มักจะมีคุณค่าทางอาหารที่ดี หนังสือเรียนก็ไม่ใช่หนังสือที่น่าสนุกน่าอ่าน แต่ก็เป็นหนังสือที่มีสารอาหารที่ดีต่อสมอง

หนังสือนิยายเปรียบเป็นเหมือนขนมหวาน คนที่อ่านแล้วรับรู้ความหวานของหนังสือก็จะติดและตามไปเรื่อย ๆ เหมือนคนที่ติดขนมหวาน ชอบกินของหวาน แต่คนที่ยังไม่เคยลองก็จะไม่เคยรู้ว่าหนังสือนิยายสนุกอย่างไร

หนังสือสาระที่สาระดี ๆ ให้ความเพลิดเพลินไม่มากนัก เหมือนยาขม อาหารสุขภาพที่ดีต่อร่างกาย ดีต่อสมอง แต่คนไม่ชอบทาน ไม่ชอบอ่าน

คนบางคนอ่านหนังสือ บางคนไม่อ่าน

หนังสือเปรียบเทียบกับอาหารได้ก็จริง แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยสี่นะเออ...



Create Date : 14 เมษายน 2554
Last Update : 24 เมษายน 2554 0:00:44 น.
Counter : 322 Pageviews.

3 comment
ช่วงเวลาหนึ่งปีแห่งการสอบเข้ามหาลัย
ฉันพึ่งจะผ่านการสอบเข้ามหาลัยมาได้

ความรู้สึกของฉันเหรอ เหมือนผ่านสมรภูมิรบอะไรสักอย่างมา

คือ...ความรู้สึกเหมือนจู่ ๆ ฉันก็โผล่เข้าไปในสนามรบ คนยิงกันเปรี้ยง ๆ ๆ วิ่งหนีเอาชีวิตรอด มีคนมากมายอยู่รอบ ๆ เรา เพื่อนร่วมรบหน่วยเดียวกัน บางคนวิ่งไปทางโน้น บางคนวิ่งไปทางนี้ ดิ้นรน ต่อสู้ บางทีก็ล้ม แต่ไม่มีคนตาย เมื่อสงครามสิ้นสุดเราถึงจะรู้ว่าใครตาย ใครรอด

คนกลุ่มใหญ่วิ่งไปทางหนึ่ง ทางนั้นมีแสงสว่างที่ดึงดูดคน เป็นจุดที่คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นรอดแน่ ๆ แต่ก็ต้องแย่งกัน บางคนเหยียบหัวเพื่อนเพื่อจะไปตรงนั้น บางคนช่วยเหลือกัน บางคนไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอม ยังดื้อดึงจะเอาแต่ตรงนั้น ไม่ได้มองเลยว่ามีที่อื่นที่ยังมีช่องว่างให้สำหรับเขา

เด็กสมัยนี้เรียนหนัก ฉันเห็น ฉันก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กเหล่านี้ ฉันก็ทำเหมือนที่คนอื่นทำ ขึ้นม.๔ ก็เรียนพิเศษ เรียนตาม ๆ เพื่อนไป เพื่อปกป้องตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะตามคนอื่นไม่ทัน ไม่อย่างนั้นเราอาจถูกตราหน้าว่าโง่

แล้ววันหนึ่งฉันก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า ทำไมเราต้องทำเหมือนคนอื่น ฉันไม่อยากเหมือนคนอื่น ฉันอยากมีทางของฉัน เลือกทางของฉัน ไม่ใช่ทางของเพื่อน ฉันจึงแยกออกมา มองตัวเองให้ดี แล้วฉันก็เลือกทางเดินของฉัน ฉันเลิกเรียนพิเศษตามเพื่อน คะแนนในห้องแย่ลง ฉันไม่มีความสุขนักหรอก แต่อย่างน้อยฉันก็เป็นตัวของตัวเอง และติดคณะที่อยากได้

ความที่ฉันแตกต่างจากเพื่อน ทำให้หนทางของฉันยากลำบากขึ้นมาก ไม่รู้จะเตรียมตัวอย่างไร รุ่นพี่ก็ไม่มี เพื่อนอ่านหนังสือก็ไม่มี เข้ากลางเทอมสอง เพื่อนทุกคนสอบติดกันหมด เหลืออีกเพียงหยิบมือที่ยังรอความหวัง ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น ความรู้สึกตอนนั้นแย่มาก แล้วความคิดของเราก็แย่ลงด้วย ความเครียด ความกดดันถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ยิ่งได้ยินว่าเพื่อนคนนั้นสอบติดแล้ว เพื่อนคนนี้สอบติดแล้ว แทนที่ฉันจะดีใจอย่างแรก ๆ ความรู้สึกก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็น "โดนทิ้งอีกแล้ว" แล้วความรู้สึกก็แย่ลง

ความเครียดทำให้ฉันอยากทำลายข้าวของ (ฉันซึ่งไม่เคยเข้าใจคนที่จู่ ๆ ก็ขว้างมือถือใส่กำแพงเมื่อไม่ได้ดั่งใจ) แต่กระนั้นฉันก็ไม่ได้ลองหรอก ฉันพยายามทำให้ดีที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่

ช่วงเวลาที่ยังสอบไม่ติด ทำให้ฉันเสียใจ ฉันถึงได้รู้ว่าฉันไม่เคยเสียใจจริง ๆ จัง ๆ มาก่อน แต่คราวนี้เป็นการเสียใจจริง ๆ เสียใจแบบ regret เกิดความคิดว่า ฉันควรจะทำอย่างนั้นในตอนนั้น ไม่อย่างนั้นป่านนี้ฉันคง... ตลอดเวลาในใจฉัน และมันสมควรที่จะเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่โตสักที

บัดนี้ฉันรอดชีวิตจากสมรภูมินรกนั่นแล้ว และฉันไม่อยากให้ใครก็ตามที่ยังไม่ผ่านมัน เข้าไปสู่ส่วนที่ต้อง regret ต่อการกระทำของตนในอดีต ฉันยังดีที่เสียใจก่อนที่สงครามจะสิ้นสุด แต่ถ้าใครก็ตามพลาดสนามรอบสุดท้าย คือแอดกลาง ความเสียใจนี้ก็จะมีต่อไปไม่สิ้นสุด

อย่าให้มีวันอย่างนั้นเลยนะคะ




Create Date : 04 เมษายน 2554
Last Update : 25 เมษายน 2554 9:09:29 น.
Counter : 390 Pageviews.

8 comment
ย้ายเข้ากรุงเทพ
แน่นอนว่าคนเราจะต้องพบเจอกับจุดเปลี่ยนในชีวิต

ฉันก็เช่นกัน นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเท่าที่ผ่านมาของฉันเลยก็ว่าได้

มันเริ่มด้วยการสอบติดมหาลัย ฉันสอบได้มหาลัยที่หลายคนหมายปอง และต้องย้ายออกจากบ้านไปอยู่เมืองหลวงที่มีความเจริญทางด้านวัตถุสูง

กรุงเทพมหานคร

ฉันค่อนข้างจะกลัวเพราะการย้ายออกจากบ้านครั้งนี้เป็นการย้ายออกถาวร คณะที่ฉันไปเรียนนั้นไม่ใช่คณะที่จะเลือกได้ว่าจบมาจะได้งานอยู่ข้างบ้าน ถ้าอยากก้าวหน้าก็ต้องเริ่มด้วยการก้าวออกจากบ้าน และนี่จะเป็นครั้งแรกที่ฉันจะต้องออกไปอยู่นอกบ้านคนเดียว ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนที่ไว้ใจได้ ในเมืองใหญ่ อย่างน้อยก็ในช่วงแรก ๆ ที่ฉันย้ายไปอยู่

แต่การไปอยู่คนเดียวก็ไม่แย่อย่างที่คิด ช่วงนี้ฉันต้องอยู่ในหอแคบ ๆ ของลูกพี่ลูกน้องที่เข้ามาเรียนโรงเรียนม.ปลายในกรุงเทพ (แต่ปิดเทอมกลับไปเรียนพิเศษที่บ้าน) แต่ความที่ห้องแคบนี่แหล่ะ ฉันซึ่งทั้งขี้ลืมและทำของหายบ่อยก็หาของเจอได้เร็วขึ้น และไม่ลืมของบ่อย ๆ ด้วย เพราะไม่ว่าวางไว้ในเราก็มองเห็นมัน

การอยู่คนเดียวในห้องที่ไม่ใช่ของตัวเองทำให้ความระมัดระวังตัวของฉันพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ฉันเช็คความเรียบร้อยของห้องสามสี่รอบกว่าจะออกจากห้องได้ เกือบ ๆ จะกลายเป็นความวิตกจริตเกินเหตุ แต่ฉันต้องระวังตัว เพราะถ้าหากเกิดเรื่องอะไรก็ตามขึ้นมา ฉันไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลือจากใคร

ห้องที่ฉันอยู่ไม่มีอินเตอร์เน็ตด้วยซ้ำ นั่นก็ทำให้ฉันได้อ่านหนังสือมากขึ้น ฉันควรจะอ่านมากขึ้น เพราะคณะที่ฉันสอบติดคงไม่ได้เรียนกันง่าย ๆ ฉันมั่นใจว่าเพื่อนทุกคนคงจะเป็นยอดฝีมือในห้องมาก่อน ถึงสอบติดที่เดียวกับฉัน ยิ่งอย่างฉันที่สอบติดด้วยคะแนนปลายแถว ถ้าหากฉันไม่เตรียมตัวให้ดี ปีนี้อาจจะเป็นปีที่แย่ที่สุดในชีวิตของฉัน ซึ่งฉันจะไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้น

เมืองใหญ่มีสิ่งล่อตาล่อใจมากมาย และทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูคล้ายจะเป็นมายา

ไม่เหมือนบ้านเลย

ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน



Create Date : 01 เมษายน 2554
Last Update : 1 เมษายน 2554 18:51:36 น.
Counter : 344 Pageviews.

0 comment
1  2  

BlogGang Popular Award#17



Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราจะได้ทำดีต่อกัน

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำซ้ำ คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดใน Blog นี้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Motivation and Habits are keys to success.
  •  Bloggang.com