แค่เงียบ ไม่ได้แปลว่าตลอดไป


ในชีวิตเรา จะต้องผ่านช่วงเวลาที่เงียบ ด้วยปัญหาที่เกิด เราอาจอยู่คนละทิศ คนละทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลับมารวมตัวกันไม่ได้

เพราะสิ่งที่ชอบจะดึงดูดพวกเราเสมอ อย่างน้อยๆ เราก็คิดถึงมัน ‘เสียงหัวเราะ บทกวี มิตรภาพ’ จะอยู่ในใจพวกเราเสมอ

เธอ เขา และฉัน รวมถึงอีกหลายคนคงจะคิดถึงอยู่ไม่น้อย

บรรยากาศแบบเก่าๆ กระทู้หลากหลาย ผู้คนมาร่วมแจม กระทู้ติดเรท ผู้คนเฮฮา มันหาไม่ได้ที่ไหน มันมีเฉพาะที่นั่น

แต่ละคนมีความเป็นปัจเจก ไม่ซ้ำใคร มีการเขียนที่แตกต่าง การวางที่แตกต่าง บางทีเห็นรูปแบบการวาง เห็นสำนวนก็รู้เลยว่าใคร

ถึงบางคนจะเปลี่ยนล็อกอิน ก็เดาออก

บางทีการอยู่ตรงนั้น ก็ทำให้เราสนุก

ยิ่งเมื่อมีเกม ยิ่งลุ้น แต่ละคนจะทำให้เราทึ่ง เพราะจะใช้สำนวนที่ต่างออกไป ไม่ใช่ตัวเอง ก็จะทำให้เราเขวๆ ทายผิดไปบ้าง

การไม่เหมือนใคร มันดีตรงนี้ มันสนุก ถ้าเหมือนกันหมด ก็คงไม่ค่อยสนุก

ความต่าง สอนให้เราเรียนรู้ ถ้าสนุกกับการเรียนรู้ มันสนุกนะ เพราะมันไม่เบื่อที่จะได้เข้าไป เจอคนใหม่บ้าง เจอคนเก่าบ้าง สนุกดี ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง

ชีวิตคือการเรียนรู้ ในห้องนั้นไม่ได้สอนแค่วิชาการอย่างเดียว แต่มันสอนเรื่องการใช้ชีวิต เราต้องมีสติในทุกๆ จังหวะ

อย่าเคลิ้มในทุกตัวอักษร อย่าโกรธในทุกตัวอักษร อย่าเศร้าในทุกตัวอักษร อ่านแล้วให้ดูจิตเรา จิตเราเป็นยังไง ขึ้นๆ ลงๆ ไหม ถ้าขึ้นๆ ลงๆ เราควรแก้อย่างไร

การอ่านคือการซึมซับ ซึมซับแล้วก็วาง อย่าให้การอ่านมันทำให้อารมณ์เราเปลี่ยน เราอย่าไปยึดกับบุคคลที่เขียน เพราะเขาก็มีชีวิตของเขา เราก็มีชีวิตของเรา

อย่าให้ผูกพันกันมากเกินไป ถ้าผูกพันกันมากเมื่อไหร่ เวลาจากจะยิ่งเสียใจมากขึ้นเท่านั้น จะกลายเป็นว่าเราจะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีเขา หรือเราอาจจะทุกข์ ถ้าเราอยู่ แล้วเห็นเขาไปสนิทสนมกับคนอื่นมากกว่าเรา

เพราะการอยู่ในสังคม เราจะไปบอก จะไปห้าม ไม่ให้เขาสนิทกับคนอื่นมากกว่าเราไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ คือ ทำใจ ปรับใจตัวเอง อย่าให้ทุกข์หลังจากที่อ่าน

เมื่อไม่ทุกข์แล้ว เราจะสนุก สนุกอย่างที่เรียกว่าสนุกจริงๆ ไม่ใช่สนุกแบบใจเจ็บๆ ใจเศร้าๆ ปิดคอมพ์แล้วนั่งซึม อย่าให้เป็นอย่างนั้น

ช่วงนี้มันแค่เงียบ แต่ฉันเชื่อว่ามันไม่ตลอดไป สักวันหนึ่งทุกคนจะกลับมา ความสนุกจะกลับมา รอยยิ้มจะกลับมา และมิตรภาพจะกลับมา

บางทีเราแค่รอ แต่ฉันเชื่อว่ามันคงไม่นานหรอก



Create Date : 10 มกราคม 2561
Last Update : 10 มกราคม 2561 12:39:30 น.
Counter : 300 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
คนรักเก่าไม่จำเป็นต้องลืม


คือ ข้อคิดที่คนรักปัจจุบันได้ให้ไว้ แล้วบอกว่า แค่เพียงรู้ว่าเราควรวางตัวอย่างไรในสถานะ ในความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปแล้ว

แต่... มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ถ้าคนรักเก่าคนนั้น เราผูกพันกันมากและยาวนาน เราเทใจให้หมด เราเชื่อใจเขา จนวันหนึ่งเขาทำให้เราเจ็บใจ และไม่ใช่เพียงครั้งเดียว แต่หลายๆ ครั้ง การลืมจึงเป็นทางออกที่ควรทำ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลืม ลืมแบบที่ให้อภัย ไม่ติดใจอะไรจริงๆ แล้วกลับเป็นเพื่อนได้ดังเก่า ไม่มีใครทำได้ในระยะเวลาอันสั้นๆ บางทีที่ทำ คือ การหลอกตัวเอง หลอกตัวเองว่าไม่เป็นอะไร แต่จริงๆ เป็น

แต่ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ แต่มันต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร ต้องมีเรื่องยุ่งมากๆ มีเรื่องให้ทำมากๆ หรือไม่ ต้องมีรักใหม่ ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะทำไม่ได้เลย

การที่เอาตัวเองอยู่ในนั้น การที่คอยเฝ้าดู การรอคอย มันไม่ช่วยอะไร

เราอาจโชคดีที่เราผูกพันกับคนรักเก่าคนนั้นไม่นานเท่าไหร่ เลยทำให้เราทำใจได้เร็ว แต่จริงๆ ก็ไม่เร็ว 2 ปีไม่ถือว่าเร็ว อาจนานกว่าด้วย เพราะเรื่องมันยาว มีมหากาพย์ต่อเนื่อง เธอเองก็รู้

ความรู้สึกเราในตอนนั้น เจ็บนี้อีกนาน อย่างในเพลงพงษ์พัฒน์

คนเป็นฝ่ายทิ้ง คงไม่รู้สึกอะไร ก็เขาเป็นฝ่ายทิ้ง เขาไม่ได้เป็นคนถูกทิ้ง

คนเป็นฝ่ายทิ้งทำใจได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ไม่เหมือนคนถูกทิ้ง

คนเป็นฝ่ายทิ้งสามารถใช้คำถามง่ายๆ เพื่อจะทิ้งได้ อย่างที่เราเคยเจอ “เราสามารถเป็นเพื่อนกันได้ไหม” จะให้ตอบว่าไง “จ้ะ เราสามารถกลับไปเป็นเพื่อนกันได้ เราแฮปปี้มากๆ เลย” อย่างนั้นเหรอ เราก็ตอบไม่ได้ วันนั้นเราก็ไม่ได้ตอบ ที่ไม่ได้ตอบเพราะเขาบล็อกไปเสียก่อน ถามแล้วก็รอนานไม่ได้ พอรอนานไม่ได้ บล็อกเลยจ้ะ เป็นการเลิกที่ยังงงๆ อยู่จนทุกวันนี้ มันเร็วไปหรือเปล่า ถามอะไรก็ให้คนเขาคิดหน่อย ปัญหาชีวิต ไม่ใช่คณิตคิดเร็ว จะเอาคำตอบอะไรด่วนขนาดนั้น

เป็นคนที่ดูเร่งรีบมาก รักรีบๆ เลิกรีบๆ แล้วก็ไปรีบๆ ชีวิตไม่เคยเจอไฟแดง ไฟเขียวผ่านตลอด เคยหยุด หยุดกับใครบ้างไหม เป็นคำถามที่สมัยก่อนเคยถาม แล้วได้รับการตอบกลับเป็นยิ้มหัวเราะ ดูเป็นคนมีความสุข สุขอยู่คนเดียว คนอื่นเขาทุกข์กันทั้งบาง บางทีก็เหนื่อยๆ นะอยู่กับคนอย่างนี้ คือ เขามีความสุข กับการที่เห็นคนอื่นมีความทุกข์

กว่าจะทำใจได้ ไม่ใช่ง่าย อยู่แล้วปวดหัว ถ้ารักอยู่ก็ปวดใจ มันไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ

แต่ถามว่าตอนนี้ทำใจได้ไหม ทำใจได้ เพราะเราไม่ทุกข์

ไม่ทุกข์เพราะเราห่างจากตรงนั้นมานาน อีกประการเรามีคนรักคนใหม่ การที่เราเอาใจไปเทใจให้คนที่เขาเห็นค่าเราจริงๆ มันมีความสุขกว่า

การลืมคนรักเก่าก็กลายเป็นว่าไม่จำเป็นต้องลืม เพราะเราไม่เจ็บปวดอีกต่อไป แต่อย่างที่บอกเรื่องพวกนี้มันต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าแป๊บๆ จะทำได้

แต่เธอทำได้แน่นอน เพราะถ้าเราทำได้ เธอก็ทำได้ เธอยังเจอน้อยกว่าเรา จริงปะ



Create Date : 08 มกราคม 2561
Last Update : 8 มกราคม 2561 12:58:32 น.
Counter : 185 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
'ปีแห่งการให้อภัย' ฉันทำได้แล้ว


ตั้งแต่ปีที่แล้ว ปี 59 ฉันตั้งใจเอาไว้ว่าจะให้ปี 60 เป็นปีแห่งการให้อภัย เพราะฉันเจอเรื่องหนักๆ ยาวนานมาถึง 2 ปี ตั้งแต่ปี 58 – 59 แต่เรื่องที่ฉันเจอ เป็นเรื่องอีกที่หนึ่ง ไม่ใช่ที่นี่ ฉันจึงมีความคิดอยู่ในหัวของตัวเองว่า ปี 60 จะเป็นปีของการให้อภัย และไม่ยุ่งอะไรกับใครทั้งสิ้น เพราะลำพังแค่ดูแลคนในครอบครัว ฉันก็เหนื่อยพอแล้ว การที่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งในเรื่องของคนอื่น ถ้ามันหนักมากๆ สะท้อนกลับมามากๆ สิ่งที่ได้คือความเจ็บปวด (เรื่องนี้ฉันเคยเขียนถึงใน ‘ฉันจะไม่กลัวอะไรอีกแล้ว’ ในงานตะพาบเมื่อช่วงต้นปี) นั่นทำให้ฉันเข็ด

ฉันคิดว่าปี 60 จะเป็นปีที่ฉันสบายๆ ใช้ชีวิตที่ง่ายๆ ในที่ที่สงบ แต่ฉันก็กลับพบว่าที่แห่งนี้มันวุ่นวาย ทางเดียวที่จะทำให้ฉันสงบได้ คือ ออกมาจากสิ่งที่วุ่นวายนั้นซะ แต่เมื่อออกมาแล้ว ฉันก็ยังคงเป็นห่วงเพื่อนๆ เพื่อนๆ หลายคนดูจะวุ่นวายกับสิ่งนั้นไม่น้อย

ฉันก็พยายามช่วยเท่าที่ช่วยได้ หลายครั้งฉันก็ล่วงเกินใครหลายคน หลายครั้งฉันก็ได้รับความเจ็บปวด มันทำให้ฉันรู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ ฉันคงต้องขออภัยถ้าหากทำให้ใครทุกข์ ในขณะเดียวกันฉันก็ให้อภัยคนที่เคยทำให้ฉันเจ็บปวด

การให้อภัยไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม ฉันว่ามันเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้รู้สึกเบา ไม่ยึดติด และไม่เอาจิตไปผูกกับเรื่องนั้น พอไม่เอาจิตไปผูกกับเรื่องนั้น เราก็สามารถทำอะไรอื่นๆ ได้ เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ได้


สำหรับฉันในปีนี้ เป็นปีแห่งการให้อภัยจริงๆ ฉันรู้สึกดีใจ และภูมิใจที่ฉันทำได้ ฉันได้ให้อภัยผู้อื่น ฉันได้ให้อภัยตนเอง เรียกว่าไม่มีอะไรติดค้าง

ปีหน้าฉันคิดว่า ฉันจะอยู่กับตัวเองมากขึ้น ฉันจะเรียนรู้ในสิ่งที่ฉันอยากเรียน และฉันก็คงจะเข้ามาที่นี่น้อยลง

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ฉันไม่รู้นะว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไร ฉันก็ไม่รู้ว่าความเปลี่ยนแปลงจะมีขึ้นไหม แต่ฉันก็มีเป้าหมายในชีวิตของตัวเองแล้ว


สำหรับใครก็ตามที่ยังมีเรื่องทุกข์ เรื่องที่ปล่อยวางไม่ได้ ฉันก็หวังว่าเขาจะหาทางได้ในเร็ววัน ไม่มีใครที่ปลดล็อกชีวิตตัวเองไม่ได้ ถ้าแค่อยากปลด เราก็มีกุญแจอยู่ในมือแล้ว เราสามารถนำพาตัวเองออกจากจุดดังกล่าวได้

หนทางแห่งความสุข มันมีมากมาย และหนทางการเรียนรู้ ก็มีมากมายเช่นกัน สำหรับที่นี่ฉันก็ได้เรียนรู้อย่างมากมาย ฉันก็คงจะต้องไปเรียนที่อื่นบ้าง แต่ฉันก็ไม่ลืมที่นี่หรอกนะ เหมือนๆ กับที่ฉันก็ไม่ลืมที่ที่ฉันเคยจากมา ในวันหนึ่งฉันอาจจะกลับไปอีกก็ได้

แต่สำหรับปีหน้า ฉันคิดว่าฉันจะอยู่กับตัวเองให้มากขึ้น ดูแลตัวเองให้มากขึ้น ดูแลครอบครัว ดูแลคนรัก บางทีชีวิตคนเราก็มีแค่นี้

ฉันคงต้องพักผ่อนจริงๆ จังๆ เพราะฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว



Create Date : 29 ธันวาคม 2560
Last Update : 29 ธันวาคม 2560 20:07:42 น.
Counter : 196 Pageviews.

35 แล้วนะ


35 แล้วนะ เติบโตขึ้นอีกปี (พูดง่ายๆ ก็แก่ขึ้นอีกปี)

เมื่อวานนี้ก็ไปต่ออายุบัตรประชาชน แล้วก็ไปทานอาหารกับแม่ ต่อด้วยไปทำธุระกับพ่อและแม่ เรียกว่ายาวทั้งวัน กลับมาบ้านก็เพลียเลย แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากขึ้น ในแต่ละวันเราจะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น รู้สึกว่าตัวเองก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่ค่อยอยากโต

ในแต่ละปีจะมีการเปลี่ยนแปลง หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลง ฝึกฝนให้เราโตขึ้น บางเรื่องเราก็รู้สึกดี บางเรื่องเราก็รู้สึกว่าหนัก แต่หนักอย่างไร เราก็ต้องเรียนรู้ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ

บางอย่างเราก็ไม่คิดว่าเราจะทำได้ แต่เมื่อได้เรียนรู้ และอยู่กับมันไปเรื่อยๆ เราก็ทำได้เอง

การดูแลยายก็ให้บทเรียน และสอนอะไรเราหลายอย่าง วันก่อนน้าเราไม่อยู่ เราอยู่กับยายสองคน ตอนประมาณหกโมงกว่าๆ เราก็เข้าไปอาบน้ำ ยายเราก็นั่งดูทีวีอยู่ข้างนอก ซึ่งปกติก็จะไม่มีอะไร แต่เผอิญว่าวันนั้นมีคนมากดกริ่ง ตอนนั้นก็มืดแล้ว หน้าหนาวมืดไว

เราก็ไม่รู้ว่ายายออกไปข้างนอก ที่สำคัญคือไม่ได้ยินเสียงกริ่งด้วย เพราะเราตักน้ำอาบ ในห้องน้ำก็จะมีแต่เสียงโครมๆ น้ำราดตัวเราอย่างเดียว จนกระทั่งเราอาบน้ำเสร็จ เปิดประตูห้องน้ำออกไป เราก็เจอยายนั่งอยู่กับพื้นในห้องครัว สภาพโรยแรง นั่งกางขา ยายบอกยายล้ม

ยายออกไปรับของ แล้วกลับเข้ามาในบ้านก็ล้ม ตอนนั้นเราก็รีบแต่งตัว และมาพยุงยายลุกขึ้น แต่เราก็เอายายลุกขึ้นไม่ไหว ยายตัวใหญ่ คนที่จะเอายายลุกขึ้นได้คือน้า เพราะตัวใหญ่เหมือนกัน อย่างเวลาไปเข้าห้องน้ำโรงพยาบาล ถ้าไม่ได้เข้าห้องน้ำสำหรับคนชรา เราก็จะไม่สามารถเอายายลุกขึ้นได้ เพราะไม่มีที่เกาะ บางทีต้องโทรเรียกน้า (เวลายายเข้าห้องน้ำข้างนอก เราจะต้องเข้ากับยายด้วย เพราะเวลายายนั่งโถข้างนอก ยายจะลุกไม่ขึ้น ต้องมีคนช้อนตัวให้ลุก) แต่บ้านเรา จะมีที่ให้ยายยึด ยายสามารถยึดและดันตัวเองขึ้นมาได้

วันนั้นเมื่อเราไม่สามารถพยุงยายลุกขึ้นได้ เราก็ไปขอความช่วยเหลือจากญาติซึ่งอยู่บ้านอีกหลังข้างหลังบ้านเราให้เขามาช่วย เมื่อช่วยกันก็สามารถพยุงยายลุกขึ้นได้ แล้วญาติเราก็ได้ช่วยทายา ประคบน้ำแข็งให้ยาย วันนั้นก็ได้เรียนรู้หลายอย่าง

อย่างหนึ่งก็คือ เมื่อน้าไม่อยู่ เราก็ต้องอยู่ข้างๆ ยาย อย่าหายตัวไปอาบน้ำ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะมีใครมากดกริ่งกลางค่ำกลางคืนหรือเปล่า

อย่างที่สอง ก็ได้เรียนรู้เรื่องการดูแล หากยายล้มแล้วเกิดรอยช้ำ

เรียกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นบทเรียนของเราและยาย แต่ก็ดูเหมือนว่ายายก็ยังไม่เข็ด เพราะเมื่อน้าถามว่า ถ้ามีคนมากดกริ่งอีก จะออกไปรับของอีกไหม ยายก็บอก “รับ”

น้าเราก็บอกว่า อย่าไปห่วงของกินมาก ให้ห่วงตัวเราเอง นี่ก็ยังถือว่าโชคดีที่ยายยังแข็งแรง ล้มแล้วยังไม่เป็นอะไรมาก เพราะบางคนล้มแล้วอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีก อาจจะเดินไม่ได้ก็ได้ คราวนี้ยิ่งหนักเลย

เรียกว่าอยู่กับยายก็เรียนรู้ได้เรื่อยๆ ที่สำคัญจะอยู่ได้ก็มองให้ขำๆ ยายเขาก็เป็นอย่างนี้แหละ มีอะไรเกิดขึ้นก็ประคับประคองกันไป ไม่เป็นไรยังไงก็ดูแลกันให้ถึงที่สุด



Create Date : 26 ธันวาคม 2560
Last Update : 26 ธันวาคม 2560 13:21:33 น.
Counter : 229 Pageviews.

สงครามแห่งความหวาดกลัว


สำหรับโจทย์นี้ มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มานะจ๊ะ ที่ไม่ได้เขียนเพราะรู้สึกว่าที่ผ่านๆ มาไม่เขียนก็เหมือนเขียน คนก็ชักจะกลัวๆ กันละ (กลัวตรูนี่แหละ)

แต่เอาจริงๆ นะ เรื่องระบบอะไรนี่เราเลิกสนไปนานละ เพราะก็ได้คอมเมนต์บอกไปในงานเขียนของน้องคนหนึ่งแล้วว่า เราได้บอกสิ่งที่เราอยากบอกไปหมดแล้ว ฉะนั้น จากนี้ไปมันจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา มันขึ้นอยู่กับทุกคน

เรื่องระบบอะไรนี่ เราเชื่อเลยว่าปีหน้าก็ยังอยู่ และมันก็จะเป็นแบบเดิม เพราะเราคิดว่าถ้าเขาจะเปลี่ยนแปลง เขาคงเปลี่ยนไปนานแล้ว

ดังนั้น คนที่อยู่กับระบบ คุณต้องทำความเข้าใจ แล้วก็เข้าใจในตัวเพื่อนๆ แต่ละคนด้วย ถึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุข และสงบสุขกันถ้วนทั่วทุกคน

เรื่องระบบระเบียบอะไรนี่ก็ผ่านๆ ไป เขียนเยอะก็เหนื่อย

เขียนเรื่องตัวเองบ้างอะไรบ้าง สำหรับสงครามแห่งความหวาดกลัวในส่วนของเรา ตอนแรกต้องบอกเลยว่าคิดไม่ออก (พอดีก็มัวแต่ไปคิดเรื่องระบบ) เลยคิดว่าจะข้ามไป แต่เมื่อช่วงสายของวันนี้ก็ทำให้เราคิดขึ้นมาได้



ความจริงแล้วยังมีเรื่องหนึ่งที่เรายังไม่เปิดเผย แต่ถ้าถามเรานะ เราอยากเปิดเผยนานแล้ว แต่ก็ติดตรงที่อีกฝ่ายยังไม่อยากให้เปิด เราก็เลยอยู่กับการที่ต้องปิดบังเอาไว้ แต่เราเข้าใจในมุมของเขา เพราะเขาก็คงไม่มั่นใจว่าเราจะสามารถรักเขาไปได้ตลอดชีวิตหรือเปล่า

เพราะส่วนหนึ่งเราโสดมาตลอด เรายังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตน เขาก็คงกลัวว่าเกิดเราอยากกลับไปใช้ชีวิตโสดล่ะ

กับอีกประการ เราชอบผู้ชายมาโดยตลอด มีเพียงแค่ครั้งเดียวที่เราชอบผู้หญิง ดังนั้น เขาก็คงจะไม่มั่นใจ กลัวว่าเราจะเปลี่ยนแปลง

เขาเคยบอกกับเราว่า ความรักของเราสองคน ขึ้นอยู่กับเรา หมายถึง เขาน่ะรักเราแน่ๆ แต่มันอยู่ที่ว่าเราจะทิ้งเขาหรือเปล่า

เพราะเขาเจ็บกับความรักมาเยอะ เราก็เข้าใจอารมณ์ เขาคงจะไม่มั่นใจในตัวของเรา

ในขณะที่เรา เราก็อยากบอกเขาเหมือนกัน ว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราหรอกนะ มันขึ้นอยู่กับเขา เพราะเราเองก็เจ็บมาเยอะไง เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเปลี่ยนใจหรือเปล่า แต่ด้วยกาลเวลา และอะไรหลายๆ อย่างมันก็ทำให้เรารู้ชัด ว่าเขารักเรามาก และรับเราที่เราเป็นเราได้



เราขอเปิดเลยแล้วกัน เราเป็นไบเซ็กชวล เราชอบได้ทั้งผู้ชายผู้หญิง แต่คนรักของเราเขาเป็นเลสเบี้ยน เขาชอบผู้หญิงมาตลอด



เรื่องที่เราเป็นไบ เขารับรู้นะ เขาเป็นคนบอกเราตั้งแต่วันแรกว่าเราน่ะเป็นไบหลังจากที่เราได้บอกเล่าเรื่องราวความรักของเราให้เขารู้ แต่ในตอนนั้นความรู้สึกเรามันยังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ในใจส่วนหนึ่งก็ยังเอนมาทางผู้ชายมากกว่า และเราก็ไม่มั่นใจว่าเราจะรักผู้หญิงได้จริงๆ

เพราะความรักครั้งแรกที่เรามีให้ผู้หญิง มันเป็นความรักในรูปแบบของแฟนคลับ ออกอาการปลื้มชื่นชม เราก็เลยไม่รู้ว่าความรักของเราที่รักผู้หญิงจริงๆ มันเป็นยังไง จนได้มารู้จักและรักกับเขา คนที่เราเขียนถึงในบล็อกตั้งแต่เดือนกุมภานั่นล่ะ แต่เราไม่ได้บอกว่า ‘เขา’ ที่เราเขียน จริงๆ แล้วเป็นผู้หญิง

จริงๆ อยากบอก แต่เขาขอเอาไว้ตั้งแต่แรก เราก็เลยให้เขาเป็นผู้ชายซะ ซึ่งจริงๆ เขาก็อยากเป็นผู้ชายอยู่แล้ว เขาแข็งแกร่งกว่าเรามากๆ

และในวันนี้เขาได้ขึ้นรูปโปรไฟล์เป็นรูปนี้





เราก็รู้สึกว่า เราอยากขึ้นบ้าง เราเลยถามเขาว่าเขาอนุญาตหรือเปล่า ถ้าเราจะก้าวข้ามความกลัว และบอกความเป็นตัวตนของเรา เขาอนุญาต เราจึงนำเรื่องนี้มาเขียนลงไว้ที่นี่ค่ะ



สำหรับใครที่อยากรู้ความหมายของธงสีรุ้ง เราก็ได้นำความหมายจากเว็บ Zcooby.com มาให้ได้อ่านกันค่ะ

“ธงสีรุ้ง” เป็นสีสันที่แสดงถึงความหลากหลายได้ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม LGBT ที่ย่อมาจาก lesbian (เลสเบี้ยน), gay (เกย์), bisexual (ไบเซ็กชวล) และ transgender/transsexual (คนข้ามเพศ) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางเพศและการแสดงออกทางเพศในสังคม

โดยแต่ละสีในธงสีรุ้ง มีความหมายดังนี้

สีส้ม = การเยียวยา
สีเหลือง = พระอาทิตย์
สีเขียว = ธรรมชาติ
สีฟ้า = ศิลปะ
สีคราม = ความผสาน และกลมกลืน
สีม่วง = จิตวิญญาณของคนรักเพศเดียวกัน



แต่จริงๆ เราอยากจะบอกว่า ความรักมันก็คือความรัก แต่คนเราชอบไปกำหนดและตีกรอบให้มัน อย่างในสังคม คนส่วนใหญ่ก็มองว่าผู้ชายก็ต้องคู่กับผู้หญิง ผู้หญิงต้องใส่กระโปรง ผู้ชายต้องใส่กางเกง ความจริงผู้ชายจะใส่กระโปรงก็ได้ เพราะชุดมันก็คือชุด ถ้าชอบก็ใส่ เราว่าไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สังคมของเราก็ยังยอมรับกันไม่ได้

หรือในหมู่  LGBT เองก็มีการตีกรอบ ตีกรอบพวกเดียวกันเองนี่แหละ อย่างเป็นทอมต้องผมสั้น (ทำไมอะ ทอมผมยาวไม่ได้เหรอ) หรืออย่างเลสเบี้ยน จะต้องเป็นผู้หญิงผมยาว แต่งหญิง ดูเผินๆ อาจดูไม่ออกว่าชอบผู้หญิงด้วยกัน คือ มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นไหม

ความจริงเลสเบี้ยน ความหมายกว้างๆ ของมัน คือ ผู้หญิงชอบผู้หญิง แต่ความหมายแคบลงมาหน่อยก็เป็นการตีกรอบในเรื่องของรูปลักษณ์

คือ จริงๆ ถ้าตัดเรื่องพวกนี้ออกไปได้ เราจะเห็นคู่รักที่มีความรักสวยงามกันหลายคู่ อย่างเราที่ชอบทั้งผู้ชายผู้หญิง เราก็ไม่คิดหรอกว่าวันหนึ่ง เราจะมาชอบเลสเบี้ยน ถึงขั้นว่า ‘รัก’ เลยได้ 

เราเองมีคนรักเป็นผู้หญิง แต่ก็ยังชื่นชม ชื่นชอบดาราชายอยู่ เขาก็ไม่ว่าอะไร เราก็ยังชอบนิว ชัยพล, เวียร์ ศุกลวัฒน์, ฌอห์ณ จินดาโชติ แต่คนที่อยู่ในใจของเราจริงๆ ที่เรารักจริงๆ คือ เขา

ถ้าเราลดการตีกรอบ ลดข้อจำกัดอะไรต่างๆ ลงได้ ทุกคนจะมีความรักที่สวยงามและสมบูรณ์ ลองก้าวข้ามความกลัวกันดูนะ ถ้าอยากมีรักที่แท้จริง

ความรักที่แท้จริง มันหาไม่ยากหรอก มันติดตรงที่เรามีกรอบเท่านั้น ถ้าสลัดกรอบ ก้าวข้ามความกลัว กฎเกณฑ์ที่เราตั้งเอาไว้ได้ เราจะเห็นว่าความรักที่แท้จริงมันมีอยู่ 

ที่เรากล้าเขียน เพราะเราได้สัมผัสมาแล้ว เราได้ก้าวข้ามความกลัว ก้าวข้ามอะไรต่างๆ มาแล้ว เราจึงอยากบอกว่า “ความรักที่แท้จริงมันมีอยู่นะ”




Create Date : 29 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2560 23:16:41 น.
Counter : 407 Pageviews.

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]



All Blog