All Blog
รอบบ้านเคียงเรือน
               รอบบ้านเคียงเรือน
ความทรงจำจากประสบการณ์คงเริ่มต้นที่นี่ หน้าวัดใหญ่ ที่ที่หล่อหลอมจนกลายมาเป็นตัวตนในวัยต่อมา สภาพแวดล้อมแถวบ้านสมัยเป็นเด็ก ห้องแถวที่อยู่ตรงข้ามหน้าวัดใหญ่ เป็นไม้กระดานเก่า ๆ เรียงต่อกัน
ซ้ายขวาหน้าหลังล้วนเป็นเพื่อนบ้าน ไม่ว่าใครล้วนเป็นเพื่อนกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เรียกพี่ป้าน้าอา
               ไม่มีใครคิดว่าคำเรียกเช่นนี้มันวิปริตผิดแปลก ทุกคนเหมือนเป็นญาติ ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทางสายเลือด อีกหกสิบปีต่อมา มีนักการเมืองคนหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมต้องเรียกพี่ป้าน้าอา น่าจะเรียกคุณ
               นั่นสินะ ความรู้สึกเหมือนทุกคนเป็นญาติ มันสำคัญกว่า การยกย่องด้วยคำว่า “คุณ” แต่ห่างเหินกัน
               ลักษณะของห้องแถวนี้มีฝาบ้านด้านข้างใช้ร่วมกัน ไม่ว่าใครทำอะไร เสียงดังผ่านฝากระดานแผ่นเดียวคงรู้กันไปทั่ว ทุกคนคงรับรู้ความจริงนี้จึงไม่กล้าทำเสียงที่ให้เป็นที่โจษขาน
ห้องแถวหลายสิบห้องเรียงต่อกันเป็นรูปวงกลม ด้านหลังบางบ้านเปิดไปยังที่โล่งได้ ที่ว่างตรงกลาง มีต้นชมพู่ ต้นมะยม ต้นจันทน์ มีขอบบ่อ กองทราย อิฐ หิน ดิน ปูน ให้เด็ก ๆ ปีนป่ายได้ พี่ชายเคยตกขอบบ่อที่วางซ้อนกันสูง จนวุ่นวายกันไปทั่ว เพื่อช่วยกันเอาเด็กชายขึ้นมา
 
ส่วนใหญ่แต่ละห้องจะค้าขายต่างกัน แต่มีร้านเลิศฟ้าของแม่กับร้านศิริพรที่เป็นร้านเสริมสวยเหมือนกันและอยู่ติดกัน แต่ไม่เคยทะเลาะแย่งลูกค้ากัน
               ขวามือของบ้าน เป็นร้านขายข้าวสาร ร้านขายถั่วงอก ห้องขายผลไม้ของยายกิมชุนเจ้าของห้องแถว ร้านขายยาไทยที่ลูกชายชื่ออุ๊อู เหมือนจะเอ๋อ ๆ ร้านขายวิทยุโทรทัศน์ ธนพร กับเพิ่มพูน ร้านไต้จิ้นขายของชำ ร้านขายยาไทยชื่อทิพย์โอสถร้านนี้ไปซื้อชะเอมมาอมเล่นบ่อย ๆ
คงมีอีกหลายร้านที่จำไม่ได้ เพราะเลยไปไกลแล้ว เด็กเล็ก ๆ ห้ามไปไกลขนาดนั้น พอเรามีลูกคนโต ยังอยู่แถวนั้น เลยรู้จักร้านอื่นมากขึ้น เช่น ร้านขายยาจีนไท้ฮั๊วโอสถ เพราะหลังบ้านตรงกับตึกใหม่ของพวกเรา กับร้านขายของเล่น ที่ลูกชอบวิ่งเข้าไปดูและแม่ต้องซื้อ
               ซ้ายมือของบ้าน เป็นร้านเสริมสวยชื่อร้านศิริพร ร้านอึ้งย่งล้งขายวัสดุก่อสร้าง โรงกลึง ร้านกาแฟเจ๊กเต็ก ร้านขายนาฬิกา ร้านขายขนมแห้งกรอบ ร้านขายขนมโก๋ มีอีกเยอะแต่จำไม่ได้แล้ว เลยไปอีกเป็นร้านสินไทยขายแบตเตอรี่รถ ร้านกาแฟเจ๊กเกี๊ยก
                ฝั่งตรงข้ามด้านขวามือ คนละเวิ้งเป็นร้านข้าวเป็ดท่าเกวียน ดังมาก ๆ หลายร้านขายข้าวเป็ด ทุกร้านล้วนเป็นพี่น้องกัน อร่อยไม่เหมือนกัน แต่ละคนเลือกร้านที่ชอบเลยทำให้ทุกร้านขายได้
               ฝั่งตรงข้ามด้านซ้ายมือ เป็นร้านขายหนังสือ ร้านขายอุปกรณ์เกษตร สองร้านนี้รู้จักกันดีเพราะเรียนแมรี่เหมือนกัน
            ฝั่งตรงข้ามบ้านคือฝั่งของวัดใหญ่ มีร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ชื่อคัมภีรญาณนนท์  ร้านตาของน้าคิ้ม ร้านขายโลงศพ
               แม่จะสนิทกับน้าคิ้ม ป้าไน๊มาก ทำให้เราคุ้นกับสองบ้านนี้มากกว่าใคร
            วันนั้นกับวันนี้อาจต่างกัน ความทรงจำที่มีคงจางหายไปบ้าง ช่างมันเถอะ ชีวิตนี้ จำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง เป็นเรื่องปกติ
 



Create Date : 06 มิถุนายน 2562
Last Update : 6 มิถุนายน 2562 15:52:18 น.
Counter : 882 Pageviews.

1 comment
ชื่อจริงชื่อเล่น ใช้ได้เหมือนกัน
ชื่อจริงชื่อเล่น ใช้ได้เหมือนกัน
               วัดใหญ่อินทารามคือชื่อเต็ม มักเรียกแค่วัดใหญ่ซึ่งไม่ใช่ชื่อเล่น แต่เรียกกันแค่นี้ มันง่ายและสั้นดี
               เช่นเดียวกัน มักเรียกชื่อเพื่อน ๆ ด้วยชื่อเล่นมากกว่าชื่อจริง
               คนรุ่นเราเรียกชื่อเพื่อนด้วยชื่อเล่น และตามด้วยชื่อจริงเสมอ ซึ่งรุ่นลูกงงงวยสงสัย เช่น จิ๊บรัตนา เขาสงสัยว่า ทำไมไม่เรียกแค่จิ๊บ หรือรัตนา นั่นซินะ เรียกกันจนชินแล้วมั๊ง
               ชื่อเล่นจะซ้ำกันหลายคน พอเรียกรวมกับชื่อจริง จะได้แน่ชัดว่าไผเป็นไผ
               บางคนยิ่งกว่านั้น เรียกชื่อเพื่อนด้วยด้วยชื่อพ่อ แปลกนะ เป็นเฉพาะผู้ชาย
               แย่กว่านั้นตอนที่ไปบ้านเพื่อน แล้วเรียกชื่อพ่อเพราะติดปากไปแล้ว
               “ผมมาหาไอ้ธงครับ คุณพ่อ” เพื่อนกลุ่มใหญ่ยกมือไหว้พ่อของเพื่อน
               “กูนี่แหละชื่อไอ้ธง มีอะไรมั้ย กูอยากรู้” พ่อเพื่อนรู้ดีว่า เพื่อน ๆ จะเรียกชื่อลูกชายด้วยชื่อของตัวเอง จึงทำเสียงดังขู่ให้เพื่อนลูกกลัวจนหงอ แต่สีหน้ายิ้มแย้มตามด้วยเสียงหัวเราะ ทำให้ทุกคนหายตกใจกลัว
               “ขอโทษครับ” หลายเสียงรีบขอโทษพร้อมกัน รู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว
 
               เพื่อนทุกคนมีชื่อเล่น แม้แต่พี่น้องมีชื่อเล่นด้วย ยกเว้นเราคนเดียวนี่แหละ
               จำได้ว่าครั้งหนึ่ง เคยถามพ่อว่า “ทำไมหนูไม่มีชื่อเล่นเหมือนใคร ๆ”
               “พ่อไม่อยากให้มีผู้ชายมาเรียกชื่อเล่นของลูกพ่อ” พ่อตอบเช่นนั้น หวงลูกสาวตั้งแต่แรกเกิดเลยนะ
               พ่อคงไม่รู้ว่า การไม่ตั้งชื่อเล่น แล้วเพื่อนคงจะเรียกชื่อเต็มว่า “พรรณี” ตามความคิดของพ่อ และไม่มีใครเรียก “พรร” หรือ “ณี” สักคนเดียว
               ด้วยเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย เหมือนกุ้งแห้ง เพื่อนที่แมรี่เลยใช้สมญานามเรียกแทนชื่อเล่นว่า “แห้ง”
               สมัยนั้นชื่อเล่นมีคำเดียวโดด ๆ ง่าย ๆ เลยไม่มีใครเรียกกุ้งแห้ง
               “แห้ง” ในความหมายนี้คือกุ้งแห้งตัวเล็กกระจ๋อยหรอย ไม่ใช่กุ้งแห้งตัวใหญ่ราคาแพง
               ชื่อแห้งติดตัวมาจนบัดนี้
               พอจบมอต้นมาเรียนต่อมอปลายที่ชลชาย มีเพื่อนจากแมรี่มาเรียนด้วย
               เพื่อนที่ชลชายเลยเรียกแห้ง
               พอจบจากชลชายมาต่อปริญญาตรีที่บางแสน มีเพื่อนจากชลชายมาเรียนด้วย เลยชื่อแห้งต่อมาอีก
               ส่วนปริญญาโทและเอก ไม่มีเพื่อนจากที่เดิมมาเรียนด้วย ชื่อแห้งเลยยุติแต่บัดนั้น
               ครั้นเนตก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมีเฟสบุ๊คและไลน์ ชื่อแห้งเลยวนเวียนมาเตะตาอีก
 
               ตอนเรียนแมรี่ จำว่าซิสเตอร์ฟรานซิสเคยบอกเพื่อนในห้องว่า ห้ามเรียกว่าแห้ง เพราะยิ่งเรียกจะยิ่งผอมกระหร่อง ตอนนี้แก่ตัว อ้วนมาก น้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 20 กิโลกรัม ถ้าเพื่อนจะเรียกแห้ง คงไม่เป็นกระไร จะได้ผอม ๆ
               พอได้เป็นดอกเตอร์ เพราะจบปริญญาเอกแล้ว ส่วนใหญ่คนรอบตัวจะเรียกเต็มยศว่า ดร.พรรณี เป็นการให้เกียรติ แต่ยังมีบางคนเรียก “อีด๊อก” พร้อมเสียงหัวเราะ
               รายการนี้คิดเองแล้วกันว่า ผู้พูดคิดเช่นไร อาจสนุกที่ได้พูด หรือเหยียดหยามเล็กน้อย
               ปกติไม่คิดมากเรื่องชื่อ ใครจะเรียกชื่อเช่นไร ตามใจพี่ท่านเลย เพราะจะได้รู้ว่า ผู้ที่กำลังจะพูดด้วย ตีค่าเราไว้ในสถานะใด ให้เกียรติหรือเหยียดหยาม
 
               คำว่า อี หรือ ไอ้ นี้ จะมองว่าสนิทสนมกันมากก็ได้ หรือจะดูถูกเหยียดหยามเลยตีค่าคนนั้นให้ต่ำกว่าตัวเอง
               ครั้งหนึ่งตอนเป็นเด็ก คนที่บ้านชื่อนิภา จิกหัวเรียกน้องชายว่า “อีป้อม” ดังเต็มสองรูหู
               เราหันขวับไปมอง พร้อมเสียงดังหาเรื่องว่า “ทำไมเรียกเช่นนี้”
               นิภารีบแก้ตัวพัลวันว่า “ไม่ได้จิกหัวว่าแต่อย่างใด แต่เรียกไอ้อีตามความเคยชิน ถ้าเรียกไอ้ป้อมสิ จึงไม่ดี” งงไหมล่ะ งงแน่กับคำอธิบายในตอนนั้น “ถ้าเรียกผู้ชายว่าอีไม่เป็นไร แต่เรียกไอ้กับผู้ชายไม่ได้”
               สำหรับเราไม่เคยใช้คำว่า ไอ้หรืออีกับผู้ใดแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะโกรธใครมากน้อยเพียงใด
               ครั้นอายุ 66 ได้ยินผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติใช้คำว่า “อีช่อ” กับผู้แทนอีกคน ให้รู้สึกไม่พอใจ กับคำตอบที่ไร้เหตุผลเช่นเดียวกับนิภา ยังไม่เข้าใจอยู่ดี จนมีคนแบบเราอีกหลายคนใช้คำ “แถ” กับเหตุผล
 



Create Date : 03 มิถุนายน 2562
Last Update : 3 มิถุนายน 2562 11:20:28 น.
Counter : 808 Pageviews.

2 comment
เริ่มจะเข้าเรื่องแล้วนะ
เริ่มจะเข้าเรื่องแล้วนะ
พายุฤดูร้อนย่อมผ่อนคลายความร้อนรุ่มกลุ้มอุราลงไปได้บ้างหรอกน่า
คนไทยรู้ดีว่า เมษานี่มันร้อนจริง ๆ แต่ถ้ารู้ว่าผ่านไปอีกหกสิบกว่าปี ไอ้ที่บ่นกันว่าร้อน ๆ นัก เทียบกันไม่ได้เลย จากยี่สิบกว่าองศา พรวดพราดกลายเป็นสี่สิบกว่าองศา ด้วยสาเหตุที่โทษกันไปมาระหว่างผู้คนที่เห็นแก่ตัวกับธรรมชาติที่โหดร้าย
ใครผิดใครถูกไม่รู้ล่ะ คนรับกรรมคือชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ไม่มีเงินซื้อเครื่องปรับอากาศและจ่ายค่าไฟ
มีคำเตือนว่า ที่บ่นว่าร้อนกันนัก พอเห็นบิลค่าไฟจะหนาวกันขึ้นมาทันที คงแจ้งแก่ใจใครต่อใครหลายคน
 
อันที่จริง เราก็ทน ๆ กันมาได้ ยิ่งเป็นคนจน ความอดทนเป็นของคู่กายเสมอมา เพราะร้อนจัดมากทีไร เมื่อนั้น ฝนตกลงมาห่าใหญ่ทุกที
เขาถึงว่า พอร้อนมาก ๆ ฝนจะกระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เรียกกันว่าพายุฤดูร้อน
ธรรมดาชาวบ้านร้อนจนตับแตก แต่ถ้าถามหญิงท้องแก่ทั้งหลาย คงแทบอยากจะครางออกมาทีเดียว ทั้งร้อนทั้งอึดอัดทั้งปวดหลังจนแทบอยากจะกระแทกหลังลงกับพื้นไม้แรง ๆ ให้มันหายปวดทีเดียว
บางคนคิดว่า คงอายหมอมากทีเดียว ถ้าหมอหนุ่ม ๆ มาเห็นของเรา คงหมดสิ้นไปในบัดดล เมื่อเจ็บท้องคลอดลูก ทำอะไรก็ทำไปเถอะ ขอให้หายปวดได้เป็นพอ
ท้องแรกคงเจ็บสุดจะบรรยาย พอท้องสองชักเข้าที่รู้ว่าอะไรจะเป็นอะไร ความเจ็บลดลง พอท้องสามชัดเจนกอปรกับร่างกายรู้หน้าที่บวกกับความหย่อนยานทำให้พอเจ็บทนได้ ไม่ถึงกับร้องลั่นทุ่งให้ได้ยินไปทั้งโรงพยาบาล
มีเรื่องเล่าก่อนเข้าห้องคลอด ผู้หญิงคนหนึ่งด่าผัวเสียงหลงทันทีที่เจ็บท้อง ด่าชนิดไม่เว้นวรรคทีเดียว ต่อท้ายด้วยว่า “กูไม่เอาอีกแล้ว กูจะไม่ยอมให้มึงทำอีกแล้ว”
พอปีถัดมา ผู้หญิงคนนี้ก็มาอีก และมาอีกหลายปีต่อกัน จนคนในโรงพยาบาลนำมาเล่าเตือนสติสาว ๆ ที่กำลังจะขึ้นเขียง ให้รู้บันยะบันยังเสียงร้องบ้าง
 
ลูกสาวคนแรกลืมตาดูโลก ตามหลังพี่ชายสองคน ย่อมทำให้ทั้งบ้านได้ยิ้มกันบ้าง
อันที่จริงเราไม่เคยเรียกว่าบ้าน แต่ใช้คำว่าร้านแทนมากกว่า ห้องแถวไม้ปลูกเรียงติดกันให้คนเช่าของยาย
กิมชุน หน้าวัดใหญ่เป็นที่ ๆ ของพวกเราแต่จำความได้ และอยู่มาจนเรียนมัธยมปลาย
               เจ้าของที่ซึ่งเป็นรุ่นลูกมองเห็นว่า แต่เดิมที่ดินเป็นรูปวงกลม ปลูกห้องแถวให้เช่านั้น ถ้าตัดตรงกลางหรือเส้นผ่าศูนย์กลางออก จะเพิ่มห้องเช่าได้อีกหลายสิบห้อง จึงกลายเป็นถนนส่วนตัวที่มีตึกแถวสองข้างทาง
               จากห้องเช่าไม้จึงได้มาอยู่ตึกแถวด้วยประการฉะนี้
 
คนจีนเชื่อว่า มีลูกชายไว้สืบสกุล ส่วนลูกสาวพอแต่งงานก็ไปเป็นคนของบ้านนั้น
คนไทยชอบลูกสาวเพราะรู้ดีว่า จะฝากผีฝากไข้ได้ ด้วยแต่งลูกเขยเข้าเรือน และมักยกสมบัติให้ลูกชายคนเล็กเพราะคิดว่าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สมบัติได้ดี
อันที่จริงทั้งลูกสาวลูกชาย ไม่ว่าคนโตคนเล็กหรือคนไหน ๆ ล้วนพึ่งพาดูแลได้ทั้งหมดทั้งสิ้น
ถ้าพ่อแม่ดูแลด้วยความรัก ย่อมได้รักนั้นตอบแทน
แม่มีลูกชายอีกหนึ่งและลูกสาวคนสุดท้องอีกหนึ่ง
ทั้งลูกชายคนเล็กที่ได้อยู่กับพ่อแม่จนแก่เฒ่าและลูกสาวคนเล็กได้เป็นผู้ดูแลพ่อแม่จริง ๆ สมดังใจนึก
 
               สมัยนั้นยังไม่รู้จักวิธีคุมกำเนิดนอกจากการทำหมัน ซึ่งผู้ทำอาจเป็นได้ทั้งหญิงและชาย แปลว่า หมดสิทธิ์มีลูกกันอีกต่อไป แต่คำบอกต่อกันมานี่สิ น่าสยอง
               จริงเท็จไม่รู้ เขาบอกผู้ชายทำหมันอาจเลอะเลือนถึงขั้นบ้าได้ คงเป็นเหตุผลของฝ่ายชายที่กลัวเจ็บ
ฝ่ายหญิงบอก “ถ้าฉันทำ เธอก็ไปมีลูกกับหญิงอื่นได้น่ะสิ” คงเถียงกันอีกหลายยก ลูกตามมาอีกเป็นโขยง จนเลี้ยงไม่ไหว และฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ขอทำหมันเอง
               ด้วยเหตุนี้ ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเรียกยุคเบบี้บลูม เด็กเล็กเด็กแดงเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
               เสียงร้องไห้ของเด็ก ๆ ดังจนชินหูไปแล้ว
               โตขึ้นมาหน่อย พอให้วิ่งเล่นได้ เด็ก ๆ ใกล้บ้านกลายเป็นเพื่อนวิ่งเล่น
               ข้อห้ามของการเล่นมีอยู่อย่างเดียว คือ ห้ามลงถนน จะโดนตีขาจนจำได้ว่า บนฟุตบาทเท่านั้นคือที่วิ่งเล่น กับกองทรายหลังบ้านและลานกว้างที่มีขอบบ่อเอาไว้ขาย ของร้านอึ้งย่งล้งที่ขายสิ่งก่อสร้าง
ลานใหญ่ตรงนี้แต่เดิมเป็นที่วิ่งเล่นของพวกเราตอนกลางวัน ต่อมากลายเป็นถนนและตึกแถว
 
บ้านเกือบทุกหลังมีประตูหลังทะลุออกไปยังลานนี้ ยกเว้นบ้านเราบ้านเดียว ไม่เข้าใจว่าเหตุใด
ที่ร้านเป็นร้านเสริมสวย มีสาว ๆ มาเป็นลูกศิษย์เรียนกันเยอะ พ่อคงไม่ชอบใจที่คนงานทำขอบบ่อจะมาป้วนเปี้ยนโผล่หน้ามาทักทายสาว ๆ กระมัง หรือไม่เพราะหลังบ้านของเรากับร้านขายข้าวแกงของป้าไน๊ติดกับโรงงานเก็บของก่อสร้าง เขาเลยไม่ทำประตูทะลุออกให้
เราต้องขอเข้าบ้านคนอื่นเพื่อไปเล่นหลังบ้าน ปกติจะเรียกลานนี้ว่าหลังบ้าน
ทางเข้าออกส่วนใหญ่เป็นบ้านของอาซิ้มเพาะถั่วงอกขาย นาน ๆ จะเข้าไปยังร้านศิริพร ร้านเสริมสวยคู่แข่งของแม่ ขอบอกแม่เราดังกว่าเยอะ ลูกศิษย์มากกว่า ลูกค้าเยอะกว่า ไม่ได้โม้นะ เรื่องจริง
อีกบ้านที่เข้าได้คือร้านอึ้งย่งล้งนี่แหละ แต่เขาขายดีลูกค้ามากมายทั้งวัน อาซิ้มนี่แหละที่พึ่งสุดท้าย
 



Create Date : 03 มิถุนายน 2562
Last Update : 3 มิถุนายน 2562 9:35:20 น.
Counter : 574 Pageviews.

2 comment
บทนำ
บทนำ
               เด็กหน้าวัดใหญ่ คงเป็นเรื่องอ่านเล่น อ่านง่าย เพื่อเล่าเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตมาที่หน้าวัดใหญ่อินทาราม อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
ด้วยความต้องการอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่ตนเองเก็บไว้บอกต่อแก่ลูกหลาน หรือเผื่อไว้อ่านชาติหน้า ถ้าพอจำความในอดีตชาติได้
บางเรื่องควรค่าแก่การจดจำ บางเรื่องน่าอายเกินกว่าจะบอกต่อ
บางเรื่องเป็นบทเรียนสอนใจให้ทำเพื่อความรุ่งโรจน์แก่อนาคต บางเรื่องไม่ควรจะทำซ้ำอีกเพราะไม่เกิดผลดีต่อชีวิตของใคร ๆ เลย แม้แต่ตนเอง
สิ่งที่เขียนเกิดจากหญิงที่อายุ 66 ปี แล้ว จึงอาจผนวกรวมความคิดประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาสอดแทรกไปด้วย ให้รู้ว่าเด็กที่เกิดมาในยุคเบบี้บลูมเป็นเช่นไรเมื่อเทียบกับยุคเนตไร้สาย
มันต่างกันมากจริง ๆ ชีวิตที่ต้องปรับตัวระหว่างช่วงเกิดกับช่วงบั้นปลาย ทำให้อดนึกถึงนิยายสมัยผู้คนไปบุกเบิกตั้งถิ่นฐานที่อเมริกาไม่ได้ ที่พบเจอะเจอหลายสิ่งที่ต่างจากอเมริกาในทุกวันนี้
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มาและไปอย่างรวดเร็วเหมือนกันจริง ๆ เพียงแต่ต่างยุคต่างสถานที่ ซึ่งน่าจะทำให้เด็กยุคหลังกระหายใคร่อยากเรียนรู้อดีตของเราบ้าง ก็เป็นได้นะ
 



Create Date : 02 มิถุนายน 2562
Last Update : 2 มิถุนายน 2562 7:02:38 น.
Counter : 572 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
New Comments