หกพันไมล์
Location :
จันทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
สิงหาคม 2556
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
17 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add หกพันไมล์'s blog to your web]
Links
 

 
ไ ป พั ก ร้ อ น ที่ แ ค ว้ น เ ว ล ส์ ....ปี ที่ ส า ม


เ ดิ น ท า ง อี ก ค รั้ ง...จ า ก บ า ง ก อ ก สู่ แ ค ว้ น เ ว ล ส์..

- ปี ที่ ส า ม -

*  * * * * * * * * * * * * *

ฉันเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดวันจันทร์ 23 เมษายน 2556

พี่สาวและน้องชาย ขับรถมาส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ

 ในหนึ่งปี เราจะมาสนามบินช่วงเดือนเมษายน และเดือนตุลาคม รวมแล้วประมาณสี่ครั้ง

เดือนเมษายนคือการเดินทางของฉัน

ส่วนช่วงเดือนตุลาคม เป็นการเดินทางของมิสเตอร์พอลที่บินมาเยี่ยมฉันและครอบครัว

ครั้งนี้หลังจากที่พี่และน้อง หย่อนฉันลงที่สนามบินเรียบร้อยก็เดินทางกลับ

คนหน้าตาดี (อั๊ยย่ะ!) อย่างฉัน ก็เลยถึงคราวบินเดี่ยวอีกครั้ง

เพราะว่าเช็คอินออนไลน์ เลือกที่นั่งมาล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ตอนอยู่บ้าน

  จึงทำให้ได้รับ Bording pass มาถือไว้ในมือในเวลาอันรวดเร็ว

 พนักงานที่เคาน์เตอร์บอกว่า วันนี้มีที่นั่งว่างเป็นร้อยเลย

ฉันจึงแอบภาวนาขอให้ได้ที่นั่งว่างติดกันด้วยเถิดดดดด....







หลังจากขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นบน เพื่อ scan ร่างกาย และตรวจกระเป๋าถือ

ก็กลับลงมาข้างล่าง แล้วค่อยไปผ่านด่าน passport control

จากนั้นก็หลุดออกมาเดินเอ้อระเหยในเขตดิวตี้ ฟรี ได้

แวะถ่ายรูปห้องน้ำที่เพิ่งปรับปรุงใหม่  ได้ยินว่าใช้งบประมาณไปตั้ง 500 ล้าน

แต่ของเค้าก็สวยจริงๆ  เป็นห้องน้ำที่สวยดูดี มีชาติตระกูลมากเลย  55555






ด้านนอก ตรงทางเข้าห้องน้ำอันงามเลิศ

มีชื่อ Theme เก๋ไก๋ ว่า "River Of Life"

ฉันถึงกับเดินจากมาแบบอาลัย อาวรณ์ นิดๆ  อิ..อิ..





หลังจากชำเลืองดู Bording pass เห็นบอกเวลา Bording ที่ 12:10 น.

ฉันก็เลยใจเย็น  เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ  ชิลๆ  มุ่งสู่ Gate C3 อย่างเดียวเลย

การเดินทางคนเดียวนี่มันก็ดีเหมือนกัน

อย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองแกร่งขึ้น

และได้ซาบซึ้งกับสัจธรรมที่ว่า "ตน..เป็นที่พึ่งแห่งตน"

เพราะไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร 5555

ฉันกลายเป็นคนพูดน้อย  แต่เดินมาก

และระมัดระวังตัว มากขึ้นโดยอัตโนมัติด้วยเช่นกัน






บริเวณที่นั่งรอ Gate C3

โล่ง...แล้วก็กว้างดีจัง  

นั่งทำมิวสิค สลับกับอ่านหนังสือไปหลายง่วง กว่า Gate จะเปิด...เฮ้อ...






ลำนี้แหละค่ะ...ที่จะพาฉันเหินฟ้าไปสู่มหานครลอนดอน

ภายในเวลาสิบเอ็ดชั่วโมงครึ่่ง  

ก็ยังแอบน้อยใจนิดๆ ทุกครั้งที่่บินกับการบินไทย

ที่ว่าเราเป็นคนไทยแท้ๆ แต่กลับต้องจ่ายค่าตั๋วในราคาแพงกว่าคนชาติอื่น

 ค่าตั๋วไป-กลับ  กรุงเทพฯ - ลอนดอน  ราคามาตรฐานก็ประมาณ 45,000 บาาท

(หรือราวๆ 900 ปอนด์)

แต่เวลาคุณมิสเตอร์พอลบินมาเมืองไทย  ด้วยสายการบินไทยเหมือนกัน

เขาสามารถซื้อตั๋วได้ในราคาไม่เกิน 650 ปอนด์  คิดเป็นเงินไทยก็สามหมื่นต้นๆ

เป็นแบบนี้ทุกครั้ง

สรุปแล้วก็คือ  ตั๋วที่ออกจากเมืองไทย แพงกว่าซื้อที่อังกฤษประมาณหนึ่งหมื่นบาท

โอ้....ทำไมมันต่างกันมากนักล่ะเนี่ย

ทั้งที่เราเป็นคนไทย  สายการบินก็ของไทย 

กลายเป็นว่ารายได้น้อยกว่า  ต้องจ่ายแพงกว่า...เฮ้อ







ในที่สุด ก็ได้ขึ้นไปนั่งชูคออยู่บนเครื่องซะที

ฉันเลือกที่นั่งตอนท้ายเครื่อง เลขที่ 68A  ติดริมหน้าต่างซ้ายมือ

หลังจากเวลาผ่านไป  ก็พบว่า ฉันได้ที่นั่งว่างติดกันทั้งสองที่ ไชโย !!!!








เอิ่มม...แต่พอหันไปมองฝั่งขวามือ

นายคนนี้ ได้ที่ว่างแถวกลางตั้งสี่ที่  อั๊ยย่ะ !!!!!!!

ผู้โดยสารหาที่นอนกันสบายอุราเลยค่ะ เที่ยวบินนี้

โดยเฉพาะตอนท้ายเครื่อง 5555






เครื่อง Take off เกือบบ่ายโมง 

ชอบความรู้สึกตอนที่ Take off นี่แหละ  ตื่นเต้นดี

หวาดเสียวนิดๆ     กลั้นหายใจหน่อยๆ..




มองลงมาเบื้องล่าง....bye bye บางกอก....bye bye ประเทศไทย...

ขอเวลาหลบร้อน ไปหาอากาศหนาวเย็น สักสามอาทิตย์

แล้วจะกลับมา





ชอบท้องฟ้าประมาณนี้..

ก้อนเมฆท่าทางจะนุ่มดี..






อาหารมื้อแรก...มาแล้วค่ะ

 มีขนมปังหนึ่งก้อน ...สันคอหมู ซอสครีมเห็ดแชมปิญอง

  พาสต้าลิงกินี เสริฟพร้อมกับผักอบเนย

ของหวานเป็นเค้กฟักทอง






ถ้วยนี้ เรียกน้ำย่อย ...กุ้งและแอปเปิลปรุงรส น้ำสลัดมัสตาร์ด

ก็อร่อยดี ได้รสเปรี้ยวนิดๆ จากแอปเปิล  ผสมกับความหวานจากเนื้อกุ้ง

รสชาดกำลังดี

จัดการกับอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย

เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราว..

ตบท้ายด้วยกาแฟถ้วยเล็ก  แล้วก็เตรียมตัวพักผ่อน

เปิดหน้าจอ PTV ไว้ดูเส้นทางการบิน  ว่าบินถึงไหนแล้ว

ที่จริงอยากดูหนังสักเรื่อง  แต่ว่าปวดหัวเกิน อันเนื่องมาจากไม่ได้กินกาแฟตอนเช้า

แอร์โฮสเตสคนสวย เอายาพารามาให้ 2 เม็ด กับน้ำแก้วนึง

แล้วก็ตีตํั๋วนอนเลย....

อยากจะบอกว่า นอนแบบอุ่นใจมาก  เพราะไม่มีใครนั่งอยู่ข้างๆ

อีกอย่างคือ ทั้งแอร์และสจ๊วตหน้าตาดีทั้งหลาย เค้าคอยดูแลผู้โดยสารดีมาก

ไม่ใช่เฉพาะกับฝรั่งมังค่าอย่างเดียว

แม้กระทั่งกับคนไทยหน้าตาบ้านๆ อย่างเรา  เธอก็บริการอย่างสุภาพเรียบร้อย

พูดจาไพเราะ ยิ้มหวาน  คอยเดินมาดูตลอด ว่าต้องการอะไรอีกไหม

ก็เพราะอย่างนี้  ถึงตัดใจจากการบินไทยไม่ได้ซะที  5555







เกือบสิบสองชั่วโมงบนเครื่อง...

เป็นเวลาที่ยาวนานพอดู  ฉันหลับแล้วตื่น  หลับแล้วตื่น

ดูนาฬิกา สลับกับดูที่หน้าจอ ว่าบินถึงไหนแล้ว

ทุกคนคงกำลังนึกถึงฉัน  เหมือนกับที่ฉันก็เริ่มคิดถึง

ฉันจะถึงลอนดอน  ก็ตอนที่ทุกคนทางบ้านเข้านอนกันแล้วนั่นแหละ

แต่ตอนนี้มิสเตอร์พอลยังอยู่ที่สก็อตแลนด์....ใกล้เวลาเลิกงาน

ส่วนแด็ดคงกำลังขับรถมุ่งสู่ลอนดอนมากับมัม  เพื่อมารับฉันที่สนามบิน






อาหารมื้อที่สอง  เสริฟตอนสี่ทุ่ม ตามเวลาที่เมืองไทย

แต่เป็นเวลาสี่โมงเย็นของ UK

มีขนมปัง กับแยมและเนยก้อนเล็กๆ   เหมือนเดิม

ผลไม้สด  หวานกรอบ





ก๋วยเตี๋ยวหลอดหน้าตาดี ราดครีมนุ่มๆ เสริฟพร้อมผักอบเนย

แต่อันนี้กินไม่หมด เพราะค่อนข้างเลี่ยน

ตบท้ายด้วยของหวาน อร่อยดี

เที่ยวนี้ดื่มแต่น้ำแอปเปิลตลอดทาง  ยังไม่กล้าดื่มไวน์ อิ อิ..






เครื่องแลนดิ้งตอนหกโมง สี่สิบแปดนาที 

เป็นเวลาเย็นย่ำที่ลอนดอน  

มองออกมาจากหน้าต่างบนเครื่อง ก็พอจะรู้ว่าข้างนอกต้องหนาวพอดูเลยแหละ

อากาศครึ้มฟ้า ครึ้มฝน  หม่นๆ เทาๆ

เสียงกัปตันประกาศว่าอุณหภูมิข้างนอก ประมาณ 12 องศาเซลเซียส

โหะ..โหะ...ดีแล้ว ที่เอาเสื้อกันหนาวใส่กระเป๋าใบเล็กขึ้นเครื่องมาด้วย






พอพ้นจากประตูเครื่องบิน  ฉันก็เดินลิ่วๆ ตามผู้โดยสารคนอื่นๆ มายัง UK Border

 เดินพอเหนื่อย ไม่ถึงกับขาลาก เหมือนที่สุวรรณภูมิ ก็มาถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง

คราวนี้ได้ต่อคิวลำดับต้นๆ  ไม่ต้องรอนาน

เจ้าหน้าที่ช่องที่สัมภาษณ์ฉัน เป็นผู้หญิงผิวดำ หน้าตาขึงขัง

เธอยิงคำถามเป็นชุด  ประมาณว่า..

"คุณเดินทางมาจากประเทศไทย ใช่ไหม? "

"เดินทางคนเดียว หรือมากับใคร?"

"คุณเดินทางมาที่นี่ครั้งแรกหรือเปล่า? "

"คุณมีอาชีพอะไร  แฟนคุณเป็น British หรือเปล่า? "

บลา....บลา...บลา...

ตอบกันมันส์ไปเลยคะพี่น้อง

แล้วคุณเธอก็ stamp วีซ่าให้  ...

ฉันรีบเดินจ้ำอ้าวมารับกระเป๋าเดินทาง  ป่านนี้แด็ดกับมัมคงชะเง้อหาแย่แล้ว

 ในที่สุดก็เดินลากกระเป๋าเดินทางออกมาอย่างสง่างาม

อันที่จริงมีของที่ต้องสำแดง คือมังคุดที่ใส่กระเป๋าเดินทางมาด้วย 2 กิโลกรัม

แต่ว่าที่ช่องสีแดง  ไม่มีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่เลย

ฉันก็เลยเดินจากมาแบบเนียนๆ

อยากไม่อยู่ดีนัก   งั้นตรูไปหละ  5555

- - - - - - - - - - -  - - - - -

เดินมาตามช่องผู้โดยสารขาเข้า  ลากกระเป๋าแบบมั่นใจสุดๆ

แต่สายตานี่กวาดไปซ้าย ขวา แบบเนียนๆ ...เพราะคนเยอะมาก

ชูป้ายกันให้สลอนไปหมด

แป๊บเดียวก็เห็นแด็ดกับมัมโบกมืออยู่ไหวๆ ด้านขวามือ

โอ๊ย...รอดตายแล้วฉัน  5555

แด็ดกับมัมรีบยกมือไหว้สวัสดี  เมื่อเห็นฉันไหว้  แล้วก็เข้ามากอด

หลังจากทักทายกันทั้งแบบไทย แบบฝรั่ง  พอหอมปากหอมคอแล้ว

แด็ดก็กดโทรศัพท์หาพอล

ฉันรายงานการเดินทางไปว่า  ทุกอย่างเรียบร้อยดี 

และพบกับแด็ดและมัมแล้ว

นี่เป็นครั้งแรก  ที่เขาไม่ได้มารับที่สนามบินพร้อมกับแด็ดและมัม

เพราะยังต้องทำงานอยู่ที่สก็อตแลนด์อีกสี่วัน จนกว่าจะถึงวันศุกร์ จึงจะเสร็จงาน

และขับรถกลับบ้านที่ Bryn mawr 







เราเดินทางออกจากสนามบินฮีทโธรว์ราวๆ 2 ทุ่ม

ข้างนอกยังสว่างอยู่เลย

ป่านนี้ที่บ้านก็เกือบตี 2 เข้าไปแล้ว

แด็ดต้องขับรถอีก 3 ชั่วโมงเต็มๆ จึงจะถึงบ้านที่ Bryn mawr

แต่แด็ดบอกว่า สบายมาก..จิ๊บๆ 55555






ถึงจะมาที่นี่เป็นครั้งที่สามแล้ว  แต่ก็ยังอดแปลกที่ไม่ได้อยู่ดี

ก็บรรยากาศมันไม่ได้เหมือนกับไปต่างจังหวัดนี่นา

ถนนหนทางเป็นระเบียบเรียบร้อย  สวยงาม

มีแต่วงเวียน  ไม่ค่อยมีสี่แยก

และรถราที่บั้นท้ายติดป้ายทะเบียน ก็ไม่เหมือนไทยแลนด์

ที่สำคัญคืออากาศที่หนาวได้ใจ  แบบนี้จะไม่ให้รู้สึกแปลกได้ยังไง 555

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ต้นไม้ใบไม้ยังเป็นสีน้ำตาล ดูเหงาๆ ราวกับยังไม่ถึงฤดูใบไม้ผลิ

มัมบอกว่า ปีนี้ฤดูใบไม้ผลิมาช้ากว่าปีก่อน

ถ้าเป็นปีที่แล้ว  ป่าก็จะเริ่มมีสีเขียวแล้ว

แต่ตอนนี้ยังมีน้อยมาก

แด็ดแวะหยุดพักดื่มกาแฟ  ฉันและมัมดื่มน้ำผลไม้คนละกล่องแก้ง่วง

แด็ดกดโทรศัพท์ ให้ฉันคุยกับพอล

เขาบอกว่า  จะรอโทรศัทพ์อีกครั้งตอนที่เราทุกคนถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว

จึงจะเข้านอน

พอขึ้นรถได้ ฉันก็ง่วงอีกตามเคย 

แล้วก็นั่งหลับๆ ตื่นๆ มาจนถึงบ้านบนเนินเขาที่ Bryn mawr ตอนห้าทุ่ม

โอ้ ....ตอนนี้เมืองไทยก็ ตี 5 เข้าไปแล้ว

จะไม่ง่วงยังไงไหว

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

แด็ดช่วยยกกระเป๋าเดินทางมาไว้ในห้องชั้นล่าง

มัมเตรียมห้องนอนไว้ให้ฉันอย่างเรียบร้อยที่ชั้นบน

มีผ้าเช็ดตัวสีเขียวพับไว้เรียบร้อยวางที่ปลายเตียง

เดรสซิ่ง กาวน์ สีขาวเทา  รองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้าน เธอก็เอามาเตรียมไว้ให้

หลังจากโทร.หาพอลแล้ว  ฉันก็อาบน้ำ  เตรียมตัวเข้านอน

เอามังคุดและผลไม้กระป๋องมาให้มัมที่ในครัว

เธอขอบคุณแล้ว ขอบคุณอีก

แถมยังดึงตัวฉันเข้ามากอดก่อนเข้านอนด้วยนะ  5555


 ขอบคุณค่ะแด็ด..ขอบคุณค่ะมัม












Create Date : 17 สิงหาคม 2556
Last Update : 18 สิงหาคม 2556 12:05:16 น. 4 comments
Counter : 1665 Pageviews.

 
มาอ่าน การเดินทางที่ยาวนาน แต่ก็เจ็บใจแทนที่
คนไทยต้องจ่ายค่า ตั๋วแพงกว่า คนต่างชาติ

ไม่รู้เขาเล่นตัวไปถึงไหนนะครับ มิน่าถึงขาดทุน
คงมาจาก ค่าใช้จ่ายประจำเยอะ...เกินไป เฮ้อ..


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 23 สิงหาคม 2556 เวลา:16:20:01 น.  

 
ยินดีต้อนรับค่ะพี่ อิอิ


โดย: JenNy & Tristan @ The UK วันที่: 30 สิงหาคม 2556 เวลา:18:58:06 น.  

 
แวะมาอ่านเรื่องราวของเจ้าหญิงคนสวยค่ะ
อ่านแล้วเพลินมากเลย
คิดถึงนะ
พี่ก็ไม่ค่อยมีเวลาเข้ามาบล็อกเลย
วันนี้ถือโอกาสอัพบล็อกกิจการของร้าน
เพราะครบรอบ 2 ปีเดือนกันยานี้อ่ะจ้ะ


โดย: เกลือหนึ่งกำน้อย วันที่: 16 กันยายน 2556 เวลา:1:55:21 น.  

 
เป็นยังไงบ้างคะพี่ เที่ยวไหนมาบ้าง อัพเดทด้วยนะคะ


โดย: JenNy & Tristan @ The UK วันที่: 10 ธันวาคม 2556 เวลา:3:15:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.