สงครามเชื้อมรณะ บทที่ 7 หน้า 2
แมงมุมบอกอีกฝ่ายไปแบบนั้น แต่ตัวเองก็เอาแต่จ้องหน้าหวานแทบไม่วางตา


หลังจากทานข้าวเสร็จ ทั้งสองมานั่งหน้าจอทีวี อิงดาวต่อคอมพิวเตอร์เข้าสมาร์ททีวี

ตรวจสอบไลน์ของเหล่าลูกน้องที่เด้งมารายงานตัว หลังจากนั้นจะเปิดงานคุยต่อกับแมงมุม


“ลุงดูโซนการติดเชื้อสิคะ ตั้งแต่ประเทศจีนปิดประเทศไปเมื่อปลายเดือนมกราคม

ยอดการติดเชื้อเพิ่มวันละ 100-300 คน แต่ประเทศที่น่าเป็นห่วง

อิหร่าน อิตาลีกับสเปน ตามมา หลักพันหลักหมื่น ต่อวัน สาธารณะสุขเขารับมือไหวยังไงคะ”


เธอชี้ที่หน้าจอสมาร์ททีวี เพื่อให้เขาดูข้อมูล


“ประเทศเราตอนนี้ ตั้งแต่คุณแมธกับคุณเดียออกมาแจ้งว่าติดเชื้อ ยอดก็เพิ่มต่อวันเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่ตามมาคือประชาชนเริ่มตื่นตะหนก ตอนนี้ทั้งแมสและแอลกอฮอล์ราคาแพง

ยังดีที่กรมของเรามีแอลกอฮอล์สำหรับแจกให้ประชาชน แต่มันก็แค่ 2-3 พันขวด มันไม่เพียงพอต่อการใช้”


“ถ้าให้คิดกลับกันไหม?”


“ค่ะ”


“ถ้าหากว่าเราหยุดทุกอย่าง อยู่ที่บ้าน ของพวกนี้เราไม่จำแป็นต้องใช้เลย

ตอนนี้ทุกคนใช้หน้ากากอนามัยทุกวัน โดยที่ไม่รู้ว่าทิ้งขยะทุกวัน วันล่ะเท่าไหร่”

แมงมุมชี้แจงความคิด


“ตอนนี้ประเทศเรา ยังรวบรวมความคิดแบบนั้นไม่ได้ ทุกคนต่างต้องหาเงิน

ประชาชนยังต้องการค่าครองชีพ ส่วนเรื่องขยะ มันคงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนคาดไม่ถึงจริงๆ  แล้ว

ประชาชนใช้หน้ากากผ้าที่สามารถซักได้ จะดีกว่า หากชีวิตประจำวันเขาไม่มีความเสี่ยง เท่าเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลและห้องแล็บ”


“ดูประเทศใต้หวันเขาปิดประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม หยุดส่งออกแมส

เพื่อเก็บให้ประชาชนใช้อย่างเพียงพอ เขาดูแลประชาชนอย่างดี ด้วยวิสัยทัศน์ เขาปิดประเทศ

เอาเงินคงคลังมาเลี้ยงประชาชน เอาเงินมาพยุงเศรษฐกิจ ไม่ได้เอาเงินจ้างต่างชาติเข้ามาเที่ยว”


อิงดาวหันไปมองหน้าชายหนุ่มแว็บนึง


พอบทจะวิจารย์การเมืองอารมณ์เขามาจากไหนกัน เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัว


“ผมหมายถึง ผู้นำเขามีวิสัยทัศน์ที่ดี วิสัยทัศน์ที่มองการไกลได้ดี”

เขาพูดเสียงเบาลง


“ค่ะ”


“ถ้าเราจะเอากฏแบบพ่อหลวง ร  5 เคยใช้สมัยโรคห่าระบาด คือประชาชนอยู่บ้าน เพื่อลดการระบาดของโรค มันก็ยากในยุคนี้อยู่เหมือนกันนะคะ”


“ใช่ ทุกคนต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง  หากเรายอมกัดฟัน หยุด 1 หรือ 2 เดือน เราอาจจะลดการระบาดได้”


“ผู้ป่วยทั่วประเทศตอนนี้มีอยู่หลักพัน ที่หายป่วยแค่หลัก 10 การที่เราจะขอพลาสม่า เพื่อนำมาทำทดลองยาก็ยังถือว่าน้อย”
“แล้วคนที่สามารถให้พลาสม่าก็แค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นด้วย หลังจากนั้นแอนติบอดี้เขาก็จะหายไป”

แมงมุมเสริม


“แต่น่ากลัวคือ คนที่เคยป่วยสามารถกับมาติดเชื้อได้อีกนะคะ”


“มันโรคห่าอะไรกันเนี่ย”

แมงมุมอดสถบออกมาไม่ได้


อิงดาวมองเขาตาโต


“คุณก็ต้องยอมรับว่าผมพูดหยาบ ผมเป็นคนแบบนี้ ผมพูดตรง ผมพูดแรง”

เขาร้อนตัว


“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนิคะ ก็แค่ พยายามให้ชิน”

เธอตอบเขา


“คุณต้องปรับตัวให้ชินกับผมอีกเยอะ”

เขาหันมาหาเธอ


“ไม่ใช่ปัญหาค่ะลุง”

หญิงสาวตอบอย่างไม่ได้กลัว


แมงมุมแอบคิดว่าเธอคิดอะไรกับเขาอย่างแน่นอน แต่จะให้เด็กมาจีบเขาก่อนแบบนี้ มันไม่ได้การณ์เสียแล้ว เขาต้องรุกอิงดาวบ้าง


เขาหันมามองเสี้ยวหน้าหวานที่เอาจริงเอาจังกับข้อมูลบนจอสมาร์ททีวี


“แอบคิดอะไรกับผมหรือเปล่า?”

เขาถามเธอตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม


หญิงสาวหันมามองอีกฝ่าย จ้องดาวตาอันแข็งกร้าว

เธอไม่ได้เห็นดวงตาแบบนี้มาเนินนานแล้ว

มันทั้งแข็งแรงและมุ่งมั่นจนเธอเองรับรู้และสัมผัสถึงความมั่นคงและการมีเป้าหมายอย่างชัดเจน


ครั้งแรกที่เธอเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจแบบนี้

คนที่เธอเคยเจอ คนที่ทำให้เธอมีความฝันและมุ่งมั่นที่จะเป็นแบบเขา

เธอเริ่มเหมือนจะจำได้ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ถ้านับเวลาแล้ว10 กว่าปีแล้วสินะ ความทรงใจในวัยเด็กค่อยๆ ไหลเข้ามา


ปากเรียวน้อยๆ เผยอยิ้ม ทำเอาแมงมุมหัวใจเต้นแรง


“ค่ะ”

เสียงเธอตอบเบาๆ


“ยังไง!”

เขาถามเสียงสั่น


“ถ้าเป็นลุง ฉันเชื่อใจ ฉันมั่นใจ ฉันศรัทธา ลุงสามารถพาพวกเราผ่านวิกฤตโรคระบาดไปด้วยกันได้”


แมงมุมขมวดคิ้ว หรือเขาจะคิดไปเอง


“ลุงคิดว่าเราจะจะเริ่มต้นที่พลาสม่าของผู้ป่วยที่หายแล้ว หรือจะเทียบแล็บกับต่างประเทศ”


แมงมุมดึงภวังค์ตัวเองกลับมา เนื่องจากเขาคิดไปไกลพอสมควรแต่ก็โดนอีกฝ่ายเหมือนจะตัดสัมพันธ์แบบไม่ตั้งตัวแบบนี้


“เลือดของแต่ละคนแต่ละประเทศมีสารที่มีความแตกต่างกันพอสมควร ผมคิดว่ามีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ

เชื้ออีกที่อาจจะมีความแตกต่างทางเซลล์และความรุนแรง จะสังเกตได้ว่าคนแต่ละวัยเมื่อได้รับเชื้อแล้วเขาต่อสู้ได้ไม่เหมือนกัน

เหมือนคนแก่กับวัยรุ่นและเด็ก จะเห็นว่าคนแก่ที่มีโรคประจำตัว เขาจะอ่อนแอและตายง่ายกว่าเพราะร่างกายถูกใช้มาเยอะกว่าวัยรุ่นและเด็ก ที่การฟื้นฟูและสร้างเซลล์จะเป็นไปได้เร็วกว่า”

เขาตั้งสติวิเคราะห์งานอีกฝ่ายพยายามสลัดความคิดเมื่อครู่ หันมามองดวงหน้าหวานที่จ้องเขาอยู่


“มีอะไร มองทำไม แอบคิดอะไรกับผมอีกเนี่ย”

เขายังมิวายถามอย่างขุ่นใจ ที่เมื่อครู่โดนทำลายความมั่นใจไปแล้ว


“ตลอดเวลา 1 ปี ฉันได้แต่มองรูปลุงในหนังสือรุ่น แล้วฉันก็เอาแต่คิดอยู่ฝ่ายเดียวว่า

ฉันอยากจะมีโอกาสได้พบลุง ได้คุยกับลุง และได้ทำงานร่วมกันกับลุง ไม่คิดมาก่อนเลยว่า ฝันนี้จะเป็นจริง”


เสียงหวานๆ เอ่ย แม้มันจะกระชากใจเขาไปวูบนึง แมงมุมก็รีบตั้งสติ เขาไม่อยากพลาดเป็นครั้งที่สอง อิงดาวคงหมายถึงเรื่องงานมากกว่า


“นี่คุณคลั่งไคล้ผมอยู่หรือไง?”


“ก็ใช่นะสิคะ”


คำตอบทำเอาเขาวูบวาบเกินจะทนได้ หันมามองอีกฝ่ายที่ยิ้มละมุน


“เป็นผู้หญิงที่ไม่อายจะพูดแบบนี้กับผู้ชายสักนิดเลยนะ”

ทำไมเขาคิดว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายรุก เหตุใดกลับเขินอายกับคำตอบของอิงดาวไปอย่างง่ายดาย


“ก็โอกาสของฉันคงมีแค่ครั้งเดียวนี่ล่ะมั้งคะ”


แมงมุมร้อนวูบวาบจนทำอะไรไม่ถูก

หรือเขาจะต้องทำให้อีกฝ่ายเขินอายเทนเขาดี ตัวเขาจะได้ไม่ต้องเก้ๆ กังๆ แบบนี้ แมงมุมหันมามองอีกฝ่ายที่เอาแต่ยิ้มหวานอยู่ตรงนั้น เขาลุกขึ้น


“เอ้ย...นี่คุณ เรากำลังพูดอะไรกันอยู่”


อิงดาวทำตาโต


“อ้าว ก็ลุงถามฉันนิ ฉันก็ตอบลุง”


“คุณพูดแบบนี้มาตั้งแต่บ่ายแล้วนะ นี่คุณจะมาล้อผมเล่นเหรอ เดี๋ยวก็พูดเอาการเอางาน เดี๋ยวก็จริงจัง เดี๋ยวก็พูดเล่น เดี๋ยวก็พูดยอกย้อน สรุปคุณจะปั่นหัวผมใช่ไหม”

แมงมุมพูดอย่างสับสน นี่เขากำลังคิดอะไรกันแน่ มันวุ่นวาย ร้อนหัวไปหมด แล้วทำไมเขาต้องมาหวั่นไหวกับเด็กเมื่อวานซืนอย่างอิงดาว


อิงดาวมองอีกฝ่ายดาวตาฉายแววตกใจแต่ก็คุมสติได้ เธอลุกขึ้นยืน


“นี่ลุง....กำลังคิดอะไรอยู่คะ”


“ผมถามคุณนะ ไม่ใช่ให้คุณมาถามผม”


ดูท่าทางขึงขังของแมงมุมแล้ว อิงดาวขยับตัวมาใกล้ กลับเป็นชายร่างสูงใหญ่ที่ถอยหลังหนี

อิงดาวยิ้มก่อนจะคว้าแขนเขาแล้วดึงเข้ามาหา ทำเอาแมงมุมตัวชาเหมือนโดนช็อต


“นั่งค่ะ แล้วลุงก็อย่าหงุดหงิดได้ไหมคะ เรามั่งคุยกันดีดี ฉันอยู่ตรงนี้แล้วลุงก็อยู่ข้างๆ ฉัน ฉันรู้สึกอุ่นใจดี”


แมงมุมแม้จะไม่เข้าใจ แต่สุดท้าย เขาก็นั่งลงแต่โดยดี เหมือนจะโดนลากไปไหนยอมแค่โดนนิ้วเรียวๆ แตะต้อง

ตอนนี้ยังสับสน หรือว่าอิงดาวจะเป็นผู้หญิงมีบุคลิคชอบอ่อยผู้ชาย หรือเธอจะเป็นผู้หญิงที่ชอบพูดกำกลวม

มันไม่ใช่สไตส์เขาเลยสักนิด ชอบก็คือชอบ มันต้องพูดตรงๆ


แมงมุมสลัดความคิดยุ่งๆ เรื่องนั้นไป บอกตัวเองว่าต้องโพกัสเรื่องงาน จะว่าไปนี่ เกือบ7 ปี แล้วสินะ

ที่เขาไม่เคยสับสนหัวใจแบบนี้ หันไปมองเสี้ยวหน้าหวาน ทำไมเขาต้องมาวุ่นวายใจกับเด็กเมื่อวานซืนแบบนี้ด้วย มันเหมือนแพ้อะไรสักอย่าง

 



Create Date : 21 กันยายน 2563
Last Update : 21 กันยายน 2563 17:22:30 น.
Counter : 337 Pageviews.

2 comments
ถนนสายนี้มีตะพาบ 276 "รักที่เปลี่ยนเป็นไม่รัก" kae+aoe
(27 เม.ย. 2564 10:59:09 น.)
:: ถนนสายนี้มีตะพาบ หลักกิโลเมตรที่ 276 โจทย์ รักที่เปลี่ยนเป็นไม่รัก :: Nior Heavens Five
(26 เม.ย. 2564 09:09:30 น.)
โควิด19..กับชีวิตปัจจุบัน หงต้าหยา
(4 พ.ค. 2564 20:52:00 น.)
ฆราวาสธรรม **mp5**
(26 เม.ย. 2564 08:24:51 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร

  
unitan Literature Blog ดู Blog
เรานั่งคุยกันดีดี อย่ารีบพิมพ์ค่ะ

โดย: หอมกร วันที่: 21 กันยายน 2563 เวลา:11:44:48 น.
  
ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนา ขอให้โรคระบาดนี้จงหยุดระบาดกันทั่วโลกเสียที มีวัคซีนมาช่วยหน่อย สถานการณ์อะไรๆ จะได้ดีๆ ขึ้นน่ะ
โดย: สมาชิกหมายเลข 6023211 วันที่: 26 กันยายน 2563 เวลา:1:20:15 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Unitan.BlogGang.com

unitan
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]

บทความทั้งหมด